<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117007</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 11:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 11:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญาคดีทุจริตรับฟ้องคดีรถไฟฟ้าสายสีส้มเปลี่ยนเกณฑ์ประมูล 25ต.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.2564 นายสุรพงษ์ เลาหะอัญญา กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ &amp;nbsp;บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เปิดเผยภายหลังการพิจารณาคดีของศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางว่า ศาลฯ ได้นัดพร้อมคู่ความในคดีคือบีทีเอส และคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา 36 โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม รวมทั้งผู้ว่าการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) หลังศาลมีคำสั่งรับฟ้อง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อไต่สวนมูลฟ้องกรณีบีทีเอสฟ้องคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ กรณีผู้ว่า รฟม.และคณะกรรมการคัดเลือกฯ ร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์การคัดเลือกโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางขุนนนท์ โดยศาลได้สอบถามคู่ความแล้วมีคำสั่งให้เลื่อนไปพิจารณาพยานหลักฐานกันอีกครั้ง ในวันที่ 25 ต.ค.64 เวลา 13.30 น. เนื่องจากโจทก์ และจำเลยขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารเพิ่มเติม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังจากนี้ในส่วนของคดีคงต้องรอการไต่สวนตามที่ศาลกำหนดนัดต่อไปว่าสุดท้ายแล้วศาลจะมีคำพิพากษาออกมาว่าคดีมีมูลหรือไม่ ส่วนตัวได้ปรึกษากับทีมทนายแล้ว คดีนี้ทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย รวมทั้งพยานหลักฐานต่างๆ มีความชัดเจนเป็นที่รับทราบทั่วไป ที่สำคัญคือพยานฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และเอกสารต่างๆ ระบุชัดเจนว่า สิ่งที่คณะกรรมการคัดเลือก และ รฟม. ดำเนินการมามีประเด็นปัญหาในเรื่องความไม่ชอบด้วยกฎหมายตามที่ศาลเคยมีคำสั่ง ซึ่งส่งผลต่อการยื่นข้อเสนอ และการพิจารณาผลในโครงการนี้แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า การที่บีทีเอสนำคดีฟ้องเข้าสู่ศาลนี้ ได้ปรากฏพยานเอกสาร หลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำมา พิสูจน์ความจริง และความถูกต้องในสิ่งที่เรายืนยัน ซึ่งเท่าที่เราได้รับเอกสารในสำนวนขณะนี้พบว่า มีเอกสารหลายรายการที่พยายามขอเพื่อมายืนยันความเข้าใจของเราว่า เราเข้าใจถูกต้องหรือไม่ แต่ก็ไม่เคยได้ มาวันนี้เอกสารบางอย่างนั้นมาปรากฏในชั้นศาลแล้ว ซึ่งตรงกับความเข้าใจของเรา ยิ่งทำให้เราเชื่อมั่นในการเดินหน้าต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอทำความเข้าใจผ่านสื่อไปถึงคณะกรรมการคัดเลือกทุกคน ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และอาจต้องนำเรียนไปยังรัฐบาลว่า บีทีเอสมีคดีความกับรฟม. และคณะกรรมการคัดเลือก 3 คดี แยกเป็นคดีปกครอง 2 คดี และคดีอาญาทุจริต 1 คดี ยืนยันว่าทั้ง 3 คดี ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ปกครอง และศาลอาญาฯ &amp;nbsp; ไม่ได้เสร็จสิ้นไปตามที่ผู้ว่าการ รฟม.เคยแถลงข่าวไว้ ส่วนประเด็นที่ รฟม.จะเดินหน้าโครงการต่อ ทางบีทีเอสไม่ขัดข้อง และเคารพในคำตัดสินของศาล แต่ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย เราพร้อมเข้าร่วมแข่งขันในกฎกติกา และการปฏิบัติที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรพงษ์ กล่าวอีกว่า ขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบลงมาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะปล่อยให้ รฟม. และคณะกรรมการคัดเลือกดำเนินการไปเรื่อยๆ เช่นนี้ คงไม่เกิดประโยชน์ โดยในวันที่ 17 ก.ย.นี้ บีทีเอสจะออกหนังสือไปยังผู้เกี่ยวข้องอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 3 เพื่อเรียกร้องให้ผู้ที่มีหน้าที่กำกับดูแลในเรื่องนี้ลงมาแก้ไขปัญหา และทำเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117007</URL_LINK>
                <HASHTAG>รับฟ้อง, ศาลอาญาคดีทุจริต, สุรพงษ์ เลาหะอัญญา, เปลี่ยนเกณฑ์ประมูล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210226/image_big_60385ec13eba5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้าย‘ผกก.-ลูกน้อง’ ฝากขังเรือนจำกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.6 อนุญาตโอนฝากขัง &amp;quot;ผกก.โจ้-ลูกน้อง&amp;quot; มายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&amp;nbsp; และโอนการขังมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่รอง ผบ.ตร. &amp;quot;พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์&amp;quot; ฝากประชาชนที่ทราบพฤติกรรม ผกก.โจ้ ให้ร้องเรียนมาได้พร้อมสอบย้อนหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ก.ย.64 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก พนักงานสอบสวนตามคำสั่ง ตร.ยื่นคำร้องขอโอนการฝากขังผู้ต้องหารวม 7 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนพล หรือผู้กำกับโจ้, พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง, ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค, ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา, ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น, ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหาที่ 1-7 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมสิ่งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเดิมครั้งแรกยื่นฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 7 ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์&amp;nbsp; ที่ดำเนินการแทนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 โดยศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาที่ 1-7 มีกำหนด 12 วัน จะครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 1 ในวันที่ 5 ก.ย.และ 7 ก.ย.ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เนื่องจากคดีดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.เมืองนครสวรรค์ ท้องที่เกิดเหตุ และเป็นกรณีข้าราชการตำรวจถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา มีพฤติกรรมกระทำผิดร้ายแรง เป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนให้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว และให้โอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.เมืองนครสวรรค์ ไปสอบสวนยังกองบังคับการปราบปรามซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบภาค 6 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงขอโอนการฝากขังผู้ต้องหาที่ 1-7 จากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6&amp;nbsp; ไปฝากขังยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และขอโอนการขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนจากเรือนจำกลางพิษณุโลก ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 87 วรรคท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้โอนการฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศที่กองบังคับการตำรวจภูธรนครสวรรค์เมื่อวันที่&amp;nbsp; 1 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนยังคงประชุมหารือกันเพื่อนำเอาเอกสารที่พนักงานสอบสวนแต่ละชุดไปรวบรวมมาได้ นำมาเรียบเรียงว่ายังขาดประเด็นใดบ้างที่ต้องสอบเพิ่ม รวมไปถึงการต้องสอบพยานบุคคลเพิ่มหรือไม่ โดยเฉพาะผู้เสียหายคือ พ่อแม่และภรรยาผู้ตาย รวมไปถึงการนำเอาหลักฐานและคำให้การของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน มาพิจารณาว่าตำรวจในชุด 05 ที่ยังไม่มีการจับกุมนั้นได้ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งประเด็นหลักคือการรวบรวมหลักฐานเพื่อตัดประเด็นว่าจะดำเนินคดีใครเพิ่มในข้อหาอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสรรค์ เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนมีความคืบหน้า ขณะนี้หลักฐานพยานอยู่ในมือตำรวจกองปราบปรามซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมหมดแล้ว&amp;nbsp; ในส่วนการดำเนินคดีอาญา ส่วนการฝากขังผู้ต้องหานั้นถือว่าอยู่ในเขตอำนาจภาค 6 เพราะว่าผู้ต้องหาไม่สามารถควบคุมได้ที่นครสวรรค์ เป็นปัญหาโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และเพื่อป้องกันความไม่มั่นใจของพี่น้องประชาชนหรือกระแสสังคมต่างๆ ตั้งแต่ทราบเรื่องมา ทางเราได้ดำเนินการมาตลอด ทั้งสืบสวนทางลับและสอบตัวบุคคล จนกระทั่งมีหลักฐานที่สำคัญคือคลิปวิดีโอ ซึ่งคลิปวิดีโอชัดเจนขนาดนั้นก็ยังต้องส่งตรวจพิสูจน์ที่กองนิติวิทยาศาสตร์ว่ามีการตัดต่อหรือไม่อย่างไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ใครมีข้อมูลอะไรขอให้ร้องเรียนมาได้เกี่ยวกับพฤติกรรมของ ผกก.โจ้ จะต้องสอบย้อนหลังกันไป หรือใครมีเรื่องสามารถร้องเรียนได้ตั้งแต่รับราชการย้อนมาเรื่อยๆ ส่วน ผกก.โจ้ที่มีอยู่ตนก็พร้อมจะตรวจสอบทุกเรื่อง ส่วนใครจะมาดำรงตำแหน่งใหม่ คือตำแหน่ง ผกก.วงรอบก็น่าจะสิ้นเดือน พ.ย.&amp;nbsp; มีผลวงรอบปกติน่าจะมีผลประมาณเดือนธันวาคม ขณะนี้ พ.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ จะรักษาการไปจนถึงเดือนธันวาคมจนกว่า ผกก.คนใหม่มา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนกองปราบปราม ยังคงประชุมเพื่อนำเอาหลักฐานจากการลงพื้นที่มาตรวจสอบกับคำร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมตำรวจชุด 05 และหลักฐานอื่นๆ ในการเชื่อมโยงเพื่อสรุปว่าจะสามารถเอาผิดตำรวจชุด 05 ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาในคดีใดได้บ้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115325</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผกก.โจ้, ผู้กำกับโจ้, ศาลอาญาคดีทุจริต, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โอนฝากขัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f6abab8e45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115110</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/08/2021 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/08/2021 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หญิงหน่อย&#039;รายงานประชาชนร่วมลงชื่อฟ้องประยุทธ์แล้ว 7 แสนชื่อ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 ส.ค.64- &amp;nbsp;คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย โพสต์เฟซบุ๊ก &amp;nbsp;Sudarat Keyuraphan &amp;nbsp;ว่า ขอรายงานความคืบหน้าต่อพี่น้องประชาชน เรื่อง #ฟ้องประยุทธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่พี่น้องประชาชน ได้ร่วมลงชื่อสนับสนุน ให้ #ฟ้องประยุทธ์ มากกว่า 700,000 รายชื่อ ซึ่งพรรคไทยสร้างไทยได้ประสานสมาคมทนายความให้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวานศาลได้มีคำสั่งให้ส่งสำนวนความเห็นให้ประธานศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าคดีนี้อยู่เขตอำนาจของศาลอาญาทุจริตฯหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนัดพร้อมเพื่อรอฟังผลหรือฟังคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2556 4 เวลา 9:00 น&amp;nbsp;
พรรคไทยสร้างไทย จะติดตามคดี #ฟ้องประยุทธ์ นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อรายงานต่อพี่น้องประชาชนต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115110</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฟ้องประยุทธ์, ศาลอาญาคดีทุจริต, สุดารัตน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210831/image_big_612d83c32357d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113876</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 17:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 17:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลฯพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต &#039;อดีตอธิบดีกรมสรรพากร&#039; คดีทุจริตคืนภาษี 25 บริษัท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณรูปภาพจากสำนักข่าวอิศรา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ส.ค. 64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริต เเละประพฤติมิชอบกลาง อ่านคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 126/2562 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง &amp;nbsp;นายสาธิต รังคสิริ อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ,นายสิริพงศ์ ริยะการธีรโชติ อดีตสรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 ,นายประสิทธิ์ อัญญโชติ ,นายกิติศักดิ์ อัญญโชติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 20 พ.ค.2555 ถึงวันที่ 26 ต.ค.2556 พวกจำเลยร่วมและสนับสนุนการกระทำความผิด คือร่วมกันขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มโดยแสดงข้อความเท็จหลอกลวงกรมสรรพากรเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากกรมสรรพากรและรัฐโดยทุจริต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ทราบดีถึงความเท็จดังกล่าวมาแต่ต้น แต่กลับรู้เห็นเป็นใจด้วยการร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตโดยจำเลยที่ 2 ได้ใช้อำนาจของตนสั่งการให้คำแนะนำเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรผู้รับผิดชอบในการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสถานประกอบการเกี่ยวกับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มกรณีดังกล่าว ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ให้พิจารณาเสนอความเห็นยุติการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสภาพกิจการของบริษัท จำนวน 25 บริษัท ที่ขอคืนภาษี และคืนภาษีให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งดังกล่าว ทั้งที่ยังมีข้อสงสัยว่าเป็นผู้ประกอบการจริงหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ละเว้นไม่สั่งการ
ให้มีการตรวจสอบสถานประกอบการ ไม่สั่งการให้ตรวจสอบการซื้อขายสินค้าวัตถุดิบการเก็บรักษาสินค้า การจ้างแรงงาน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วน ทั้งยังเร่งรัดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเสนอสำนวนการตรวจสภาพกิจการอันการเป็นผิดระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการตรวจปฏิบัติการ พ.ศ.2554 ประกอบแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากรในหลายกรณี รวมถึงสั่งระงับทำให้ไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดว่าใบกำกับภาษี และใบส่งสินค้าออกต่างประเทศที่นำมาใช้อ้างแสดงเป็นหลักฐานนั้นเป็นเอกสารแท้จริงหรือไม่อีกด้วย จำเลยที่ 2 ยังสั่งการปรับปรุงการกำกับดูแลประเภทกิจการเกี่ยวกับการขายส่งโลหะ และแร่โลหะจากเดิมมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลายทีมให้มีเพียงทีมเดียวทำหน้าที่ตรวจสอบบริษัท และสั่งการให้ทีมตรวจสอบบริษัทออกตรวจกิจการบริษัทบางบริษัทในกลุ่ม 25 บริษัทก่อนล่วงหน้าที่จะมีการยื่นขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม และใช้ผลการตรวจล่วงหน้าในการพิจารณาคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นการดำเนินการไม่ปกติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์แนวทางปฏิบัติที่กรมสรรพากรกำหนด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกรมสรรพากร ทราบดีว่าการดำเนินการคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มยังไม่ได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนตามแนวทางปฏิบัติและระเบียบกรมสรรพากร และเมื่อมีการตรวจพบความผิดปกติที่เกี่ยวข้องในการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้รายงานมายังจำเลยที่ 1 กลับสั่งการให้สำนักงานตรวจสอบภาษีกลางไปตรวจสอบใบขนสินค้าขาออกกับกรมศุลกากรว่ามีการส่งออกจริงหรือไม่เท่านั้นซึ่งเป็นการสั่งการที่จงใจให้ไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งที่ข้อสำคัญจะต้องสั่งการตรวจสอบให้ชัดเจนว่าผู้ขอคืนภาษีประกอบกิจการจริงหรือไม่ขัดต่อแนวทางปฏิบัติกรมสรรพากรในการกำกับดูแลผู้เสียภาษีโดยใกล้ชิดเป็นรายผู้ประกอบการและให้เป็นปัจจุบัน แต่จำเลยที่ 1 กลับละเว้นไม่สั่งการตรวจสอบ นอกจากนี้ผลตรวจสอบใบขนส่งสินค้าขาออกตามที่จำเลยที่ 1 สั่งการก็ไม่ได้ข้อเท็จจริงยืนยันว่ามีการขนส่งสินค้าออกจริงหรือไม่ กรณีดังกล่าวจึงไม่สามารถอนุมัติคืนภาษีได้หากไม่มีธนาคารมาค้ำประกัน แต่จำเลยที่ 1 กลับเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้ง ทั้งยังอาศัยอำนาจของตนในการบังคับบัญชาข้าราชการของกรมสรรพากรเข้ามาติดตามเร่งรัดพร้อมทั้งมอบแนวทางการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 22 เพื่อให้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พฤติการณ์ของจำเลยกับพวก จึงเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งนั้นไม่มีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มอันเป็นการฉ้อฉลนั้นถูกปกปิด จนที่สุดจำเลยที่ 2 ด้วยความรู้เห็นเป็นใจของจำเลยที่ 1 ได้พิจารณาอนุมัติคืนเงินภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งจำนวนหลายครั้ง ในการนี้นายประสิทธิ์ อัญญโชติ และนายกิติศักดิ์ อัญญโชติ กับพวกได้มารับเอาเงินจำนวนตามที่ได้มีการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่บริษัทนิติบุคคลทั้ง 25 แห่งดังกล่าว ไปแบ่งปันกันโดยทุจริตกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 1ได้นำเงินบางส่วนที่ได้รับแบ่งปันโดยทุจริตไปซื้อทรัพย์สินเป็นทองคำแท่งไว้เป็นประโยชน์ส่วนตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของพวกจำเลยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจของตนไปโดยมิชอบและทุจริตเบียดบังเงินของรัฐที่อยู่ในอำนาจจัดการดูแลเก็บรักษาของตน ไปเป็นของตนเองและบุคคลอื่นโดยทุจริต เป็นเหตุให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลังและรัฐได้รับความเสียหายเป็นเงิน 3,097,016,533.99 บาท ขอให้ลงโทษตามกฎหมาย และขอให้ริบของกลางทองคำแท่ง น้ำหนัก 77 กิโลกรัม และทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำ กับให้จำเลยร่วมกันชดใช้เงินที่เบียดบังเอาไปและยังไม่ได้คืน จำนวน 3,097,016,533.99 บาทแก่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาว่าจำเลยที่ 1,2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147(เดิม), 151(เดิม) และ 157(เดิม) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 พรป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 การกระทำของจำเลยที่ 1เเละ2 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสียและฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐหรือเจ้าของทรัพย์ นั้นเป็นบทหนักซึ่งมีโทษเท่ากันให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการหรือรักษาทรัพย์ใดเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นไปเสีย แต่เพียงบทเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 ตลอดชีวิตจำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157(เดิม) 265(เดิม), 268(เดิม), 341(เดิม) ประมวลรัษฎากรมาตรา 90/4(3) (6(เดิม)) (7) ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 กระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3เป็นเวลา 6 ปี 8 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ให้จำเลยที่ 1,3 เเละ 3 ร่วมกันชดใช้เงิน 3,097,016,533 บาทแก่กรมสรรพากรกระทรวงการคลังนับโทษของจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ฟย. 23/2560 หมายเลขแดงที่ฟย. 47/2561 ของศาลอาญา ริบของกลางทองคำแท่งน้ำหนัก 77 กิโลกรัมและทองคำแท่งน้ำหนักรวม 7,000 บาททองคำ ตามคำขอท้ายฟ้อง &amp;nbsp;และทองคำแท่งทุกรายการที่ส่งมอบแก่คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินเมื่อ 15 พ.ย.2562 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ จำเลยที่ 1 -2ที่ยื่นประกันตัวนั้นจำเลยที่ 1ใช้เงินสด 800,000 บาท ซึ่งเป็นหลักทรัพย์เดิมขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลชั้นต้นมีคำสั่งส่งศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งต่อไป ส่วนจำเลยที่ 3 ไม่ได้ยื่นประกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหากครบเวลาราชการเเล้วศาลอุทธรณ์ยังไม่มีคำสั่งประกันลงมา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็จะคุมตัวจำเลยไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113876</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญาคดีทุจริต, สาธิต รังคสิริ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611e31340615d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94734</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 12:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/03/2021 12:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนคุก 8 เดือน ปรับ 8 พัน รอลงอาญา 1 ปี&#039;พระพรหมดิลก&#039;คดีทุจริตงบพศ.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 มี.ค.64- ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย. 2546 - 15 ส.ค. 2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2563 พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วน อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปีและปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้างเห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือนและปรับ 8,000 บาท&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับวันนี้ พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล เนื่องจากยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาให้กำลังใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าประเด็นที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของพระพรหมดิลก เปิดเผยว่า พระพรหมดิลกอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์​เห็นว่า จำเลยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ได้ ศาลจึงไม่เชื่อว่า จำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้น ทีมทนายความปรึกษากันแล้ว จะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอรรณพ ระบุด้วยว่า พระพรหมดิลกมีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัดอีก 2 คดี โดยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือน ก.ย. 2563 และศาลฯ ออกเอกสารรับรองสิ้นสุดคดีความไปเมื่อเดือน ก.พ. 2564 ส่วนอีกคดีเป็นการฟ้องในศาลแพ่ง เบื้องต้นขณะนี้ทนายได้ยื่นคำร้องถึงศาล เนื่องจากคดีอาญาฟอกเงินได้ถึงที่สุดแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ของศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมา.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94734</URL_LINK>
                <HASHTAG>พระพรหมดิลก, ศาลอาญาคดีทุจริต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190516/image_big_5cdcf54795f68.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79344</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘นิพนธ์’ร่ายยาวโต้‘ปปช.’ วิษณุยันทำหน้าที่รมต.ได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ป.ป.ช.จ่อรับรองมติชี้มูลความผิด &amp;quot;นิพนธ์&amp;quot; สัปดาห์หน้า ก่อนส่งอัยการยื่นศาลอาญาคดีทุจริต เจ้าตัวแจงยิบรักษาประโยชน์รัฐ เผยสัญญาเซ็นก่อนเป็นนายก อบจ.สงขลา เบรกจ่าย 50 ล้านให้เอกชนเหตุมีร้องเรียนทุจริต ก่อนที่ คกก.สอบสรุปผลฮั้วประมูลทำให้จัดซื้อเป็นโมฆะ &amp;quot;วิษณุ&amp;quot; ชี้ยังทำหน้าที่ รมต.ได้จนกว่าศาลสั่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายนิพนธ์ บุญญามณี รมช.มหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กรณีละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ มิได้อนุมัติงบประมาณเบิกจ่ายเงินให้กับบริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นค่ารถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ 2 คัน รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 50,850,000 บาท ที่ทำสัญญาซื้อขายกันเมื่อวันที่ 31 พ.ค.2556 ว่าคดีดังกล่าวกระบวนการพิจารณาชี้มูลฯ ยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามขั้นตอน จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณาว่าจะรับรองมติที่มีไปก่อนหน้านี้ จากนั้นจึงจะแถลงรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน? ป.ป.ช. กล่าวยอมรับว่า ก่อนหน้านี้คดีดังกล่าวได้ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่แล้ว แต่ที่ยังไม่ยืนยันมติชี้มูลความผิด เพราะขั้นตอนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งหากมีการชี้มูลความผิดจริง จะต้องส่งเรื่องต่อให้อัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นที่ว่า ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการทุจริตในตำแหน่งหนึ่ง และปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งใหม่ จะส่งผลให้ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องที่ต้องตีความ โดยหากอัยการสูงสุดยื่นฟ้องไปยังศาล ศาลจะพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งใด ดังนั้นจึงไม่สามารถบอกได้ว่าหากชี้มูลนายนิพนธ์จริง นายนิพนธ์จะต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่?
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2556 ก่อนที่จะรับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา มีการประกาศจัดหารถซ่อมทาง วงเงิน 52 ล้านบาท และในการประมูลดังกล่าวมีผู้ยื่นประมูล 2 ราย ได้แก่ บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด (ยื่นประมูล 50,850,000 บาท) และบริษัท เอส พี เค ออโต้เทค จำกัด( ยื่นประมูล 50,900,000 บาท) ผลปรากฏว่า บริษัท พลวิศว์ เทค พลัส จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่า 50,000 บาท โดยในขณะนั้นได้รับข้อมูลร้องเรียนว่าทั้ง 2 บริษัทมีการทุจริต และต่อมายังตรวจสอบได้ว่าบริษัททั้งสองมีการปลอมแปลงเอกสารเพื่อยื่นประมูลงานอีกด้วย &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 31 พ.ค.2556 นายก อบจ.สงขลาในขณะนั้น ได้ลงนามในสัญญาซื้อรถซ่อมทางอเนกประสงค์กับบริษัท พลวิศว์ฯ โดยกำหนดส่งมอบรถภายใน 180 วัน และวันที่ 7 มิ.ย.2556 หลังจากลงนามสัญญาซื้อรถซ่อมทางอเนกประสงค์ได้เพียง 7 วัน นายก อบจ.สงขลาในขณะนั้นประกาศลาออกจากตำแหน่ง จากนั้นวันที่ 4 ส.ค.2556 มีการจัดการเลือกตั้งนายก อบจ.สงขลาขึ้นใหม่ ซึ่งตนได้รับการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายก อบจ.สงขลา และเข้าปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 28 ส.ค.2556&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นวันที่ 8 ต.ค.2556 บริษัท พลวิศว์ฯ ส่งมอบรถซ่อมทางอเนกประสงค์ โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ อบจ.สงขลา ทำการทดสอบและตรวจรับรถซ่อมทางอเนกประสงค์ในวันที่ 9 ต.ค.2556 และใช้ระยะเวลากว่า 90 วัน กองช่างจึงได้รายงานผลการทดสอบในวันที่ 9 ม.ค.2557&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม วันที่ 21 พ.ย.2556 ระหว่างที่ผลการทดสอบตรวจรับรถยังไม่เสร็จสิ้น บริษัท ไทยวินเนอร์ ทรัค จำกัด ได้มีการร้องเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 15 และ ป.ป.ช. ทำให้ตนที่เพิ่งรับตำแหน่งนายก อบจ.สงขลาคนใหม่ และไม่ทราบถึงรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้างรถซ่อมทางอเนกประสงค์ดังกล่าวมาก่อน จึงจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการจัดซื้อรถดังกล่าวที่ผ่านมานั้นถูกต้องตามระเบียบและตามข้อร้องเรียนหรือไม่ เพื่อไม่ให้ทางราชการเสียหาย และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง อบจ.สงขลาได้มีการจัดซื้อรถดังกล่าวไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งละ 1 คัน และครั้งนี้เป็นการจัดซื้ออีกเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 1 ปี อีกจำนวน 2 คัน รวมเป็น 4 คัน&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 7 ม.ค.2557 รองผู้ว่าฯ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าฯสงขลา ได้มีหนังสือถึงตนให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ตนจึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามคำสั่งผู้ว่าฯและตามที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายร้องเรียนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อราชการ จากนั้นในวันที่ 5 มิ.ย.2557 ผู้ว่าฯ สงขลามีหนังสือถึง อบจ.สงขลา ขอให้จ่ายเงินให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ แต่ตนพิจารณาแล้วเห็นว่าเมื่อการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการฯ ยังไม่เสร็จสิ้น ดังนั้นเพื่อเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ควรรอผลตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะมีการชำระเงินให้แก่บริษัท พลวิศว์ฯ และหากอนุมัติให้จ่ายเงินไป แล้วภายหลังคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเห็นว่าการจัดซื้อไม่ชอบและการประมูลจัดซื้อตกเป็นโมฆะ จะทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก ยากที่จะเรียกเงินคืน เพราะบริษัท พลวิศว์ฯ มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อีกทั้งหากอนุมัติให้จ่ายเงินไป ตนอาจถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรมกับทุกฝ่ายและรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ การจ่ายเงินควรดำเนินการภายหลังผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการประมูลจัดซื้อได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่เสียก่อน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันที่ 25 ก.ค.57 คณะกรรมการตรวจสอบฯ รายงานผลการสอบข้อเท็จจริงว่าการประมูลซื้อไม่เป็นไปตามคุณลักษณะเฉพาะตามที่ อบจ.สงขลากำหนด มีความเห็นว่าการประกวดราคาและการจัดซื้อรถมีเจตนาไม่สุจริต เป็นการสมยอมกันในการเสนอราคา ทำให้การแข่งขันกันอย่างไม่เป็นธรรม ผลก็คือการประกวดราคาและการจัดซื้อรถจึงตกเป็นโมฆะ และ อบจ.สงขลาได้นำผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานให้ศาลปกครองพิจารณาแล้ว และส่งให้จังหวัดสงขลา ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภาค 15 และ ป.ป.ช.ทราบแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังปรากฏหลักฐานจากต่างประเทศหลายแห่ง เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ออสเตรเลีย หลักฐานจากนอร์เวย์ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย เป็นต้น ที่รับรองไว้แล้วว่าบริษัทคู่เทียบเอกชนในการจัดซื้อรถซ่อมบำรุงทางอเนกประสงค์ดังกล่าวไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง และจากกรณีปลอมแปลงเอกสารดังกล่าว อบจ.สงขลาได้ไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.เมืองสงขลาไว้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ป.ป.ช.ชี้มูลแล้ว หลังจากนั้นกติกาเป็นอย่างไรต่อก็ไปสู้ในศาล อะไรก็ว่ากันไป และนายนิพนธ์ได้ชี้แจงออกมาแล้วเป็นเรื่องของศาล ส่วนจะส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือไม่นั้น หากชี้ชัดว่าผิดก็กระทบ กติกาอยู่กับรัฐบาลมาตั้งนานแล้วว่ากรณีจะพ้นหน้าที่ หรือจะต้องถูกออกมีกรณีไหนบ้าง เมื่อมีคำตัดสินที่ชัดเจนจากกระบวนยุติธรรมคือศาล ส่วน ป.ป.ช.เป็นเรื่องของการชี้มูลและส่งฟ้องศาล กระบวนการเป็นอย่างนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ 2560 ป.ป.ช.ชี้มูลใครก็ตามก็ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่าจะมีการส่งเรื่องไปถึงศาล และศาลอาจจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก่อนหรือไม่ก็ได้ แต่หากศาลประทับรับฟ้อง ให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79344</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชี้มูลความผิด, นิพนธ์ บุญญามณี, ป.ป.ช., ศาลอาญาคดีทุจริต, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201002/image_big_5f77373877490.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>78101</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2020 11:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2020 11:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;วิระชัย&#039;ฟ้องศาลคดีทุจริตฟัน&#039;8ตร.&#039;กก.สอบคลิปเสียงสรุปผลมิชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร, พล.ต.อ.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร, พล.ต.ท.นิรันดร เหลื่อมศรี, พล.ต.ต.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ, พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์, พ.ต.อ อุกฤษฏ์ ศรีเสือขาม, พ.ต.อ.จิรพัฒน์ พรหมสิทธิการ, พ.ต.อ.สมเกียรติ ค้ำชู และ พ.ต.อ.นิภพล สุขนิยม ทั้ง 8 คน เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ อท.144/2563 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งแปดเป็นเจ้าพนักงานและมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จัดทำรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 24/2563 กรณีสื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับคลิปโทรศัพท์การสนทนากรณีมีคนร้ายยิงรถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ระหว่าง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา กับโจทก์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งแปด ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ร่วมกันจัดทำรายงานพร้อมสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำของโจทก์ โดยได้กล่าวหาว่าการกระทำของโจทก์ดังกล่าวมีมูลเพียงพอรับฟังได้ว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง เป็นการใช้ดุลพินิจโดยอำเภอใจ มิได้พิจารณาโดยใช้ดุลพินิจอย่างเที่ยงธรรมถูกต้องเหมาะสมการรายงานผลดังกล่าว เป็นเหตุให้โจทก์ถูกกล่าวหาทางคดีอาญา ถูกตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง และถูกสำรองราชการให้พ้นจากตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขาดคุณสมบัติในการได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ได้รับเงินประจำตำแหน่ง และพ้นจากตำแหน่งกรรมการข้าราชการตำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังฟ้องแล้ว ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นัดฟังคำสั่งชั้นตรวจคำฟ้อง ในวันที่ 5 ต.ค.นี้ เวลา 09.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/78101</URL_LINK>
                <HASHTAG>8ตร., จักรทิพย์, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, ศาลอาญาคดีทุจริต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200124/image_big_5e2ae080cc878.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
