<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>77361</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 10:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 10:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง&#039;อดีตผกก.ป.-อัจฉริยะ&#039; คดีตบทรัพย์11ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 63 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีหมายเลขดำที่ อท.(ผ) 23/2559 หมายเลขแดงที่ อท.(ผ) 146/2559 ที่ น.ส.รัฏฏิการ์ ชลวิริยะบุญ เจ้าของร้ายจำหน่ายโทรศัพท์มือถือย่านมาบุญครอง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.พงษ์ไสว แช่มลำเจียก อดีตผกก.สอบสวน บก.ป. , พ.ต.ท.ชัยพร นิตยภัตร์ สว.สอบสวน กก.1 บก.ป. ,พ.ต.อ.ณษ เศวตเลข (ยกฟ้องในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง) , นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม , นายณัฐพสิษฐ์ ชาญจรูญจิต , น.ส.วิภาณี ต๊ะมามูล น.ส.ธนสร แก้วเทพ เป็นจำเลยที่ 1-7 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เเละร่วมกันสนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า คดีนี้โจทก์คือ น.ส.รัฏฏิการ์ เจ้าของกิจการร้านรับซื้อขายแลกเปลี่ยนและซ่อมแซมอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือ ย่านมาบุญครอง ชื่อร้าน EST2001, ร้าน INSTALL และมีร้านของสามีชื่อร้าน 55 โฟน ส่วนจำเลยที่ 1-3 เป็นพนักงานสอบสวนสังกัดกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม จำเลยที่ 4 เป็นประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม จำเลยที่ 5-7 เป็นผู้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือเพื่อนำไปขายต่อ โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2556 ถึงมกราคม 2557 น.ส.บุศรินทร์ ยี่โหนด และนายมนัส โชติขัน มาซื้อโทรศัพท์ที่ร้านของโจทก์ และร้านอื่นๆ ในย่านมาบุญครอง ในราคาท้องตลาดจำนวน 2,000 กว่าเครื่อง นำไปหลอกลวงผู้อื่นว่าจะขายในราคาต่ำกว่าทุน แต่เมื่อหลอกลวงได้จำนวนมากแล้ว (โดยได้หลอกลวงจำเลยที่ 5-7 ด้วย) ได้หลบหนีไป ต่อมา น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ถูกจับ และถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานสอบสวนตรวจสอบบัญชีของ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส พบการโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์และผู้อื่นอีก 20 กว่าราย แต่เลือกบัญชีของโจทก์เพียงบัญชีเดียว ว่าเป็นบัญชีที่รับโอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน และแจ้งต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้อายัดเงินในบัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง ชื่อบัญชีโจทก์ เลขที่บัญชี 7022883555 เลขที่บัญชี 7022484499 และบัญชีของโจทก์อีก 3 บัญชี ซึ่งโจทก์ได้โต้แย้งคัดค้านแล้ว ต่อมา ปปง.มีหนังสือถึงโจทก์ ลงวันที่ 24 เม.ย. 2558 แจ้งมติคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. เห็นชอบให้เลขาธิการ ปปง.ส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ดำเนินการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และให้ดำเนินการกับทรัพย์สิน ตาม พ.ร.บ.ปปง. 2542 มาตรา 49 วรรคหก และ ป.วิฯ อาญา มาตรา 85 หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบพยานหลักฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5-7 ไปแจ้งความดำเนินคดีโจทก์ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน จึงถือว่าจำเลยทั้ง 7 ได้ร่วมกันกระทำความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษ กล่าวหาว่า โจทก์ร่วมกับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ฉ้อโกงประชาชน โดย น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส โอนเงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชนให้โจทก์ ซึ่งเป็นความเท็จ เพราะความจริงโจทก์ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการซื้อขายโทรศัพท์ระหว่างจำเลยที่ 5-7 กับ น.ส.บุศรินทร์ และนายมนัส ส่วนเงินที่โอนมาเป็นเงินค่าโทรศัพท์ ไม่ใช่เงินที่ได้จากการฉ้อโกงประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาระหว่างเดือนกันยายน 2558 ถึงวันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 5 มีหนังสือถึงผู้บังคับการปราบปราม เร่งรัดให้ดำเนินการตามคำสั่งของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. โดยออกคำสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง อายัดบัญชีเลขที่ 7022883555 จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และบัญชีเลขที่ 7022484499 จำนวนเงิน 94,550.79 บาท ผู้บังคับการปราบปรามจึงส่งให้จำเลยที่ 1-3 พิจารณาและออกคำสั่งไปยังธนาคารกสิกรไทย
กระทั่งวันที่ 8 ต.ค. 2558 จำเลยที่ 1-3 นัดจำเลยที่ 4 และ 5 มารับเงินทั้งสองจำนวนที่ธนาคารกสิกรไทย สาขามาบุญครอง และจำเลยที่ 1-3 ให้ธนาคารถอนเงินในบัญชีของโจทก์ จำนวนเงิน 11,534,800.70 บาท และจำนวนเงิน 94,550.79 บาท ส่งมอบให้จำเลยที่ 5 ในเวลา 18.18 น. การกระทำของจำเลยที่ 1-3 เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ และเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทั้งยังเป็นการกลั่นแกล้งโจทก์ให้ได้รับโทษหนักขึ้น ส่วนจำเลยที่ 4-7 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1-3 เพื่อเอาเงินของโจทก์ไปโดยมิชอบ จึงเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคดีนี้ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งยกฟ้องในชั้นตรวจฟ้อง เเต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง ต่อมาศาลชั้นต้นไต่สวนเเล้วมีมูลจึงให้ประทับรับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เฉพาะกรณีเกี่ยวกับจำนวนเงินที่คณะกรรมการ ปปง. มีมติให้คุ้มครองสิทธิผู้เสียหายกรณีนำเงินที่ได้จากการถอนเงินในบัญชีของโจทก์ในส่วนที่เป็นการคุ้มครองสิทธิผู้เสียหายและส่วนที่เกินอันเนื่องมาจากการแจ้งผิดหลงของคณะกรรมการ ปปง. มาแบ่งกัน และจำเลยที่ 4-7 ในข้อหาสนับสนุนจำเลยที่ 1-2 เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 3 และให้ยกฟ้องจำเลยที่ 5-7 ในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้บุคคลอื่นต้องได้รับโทษทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174, 200&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2563 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ผู้ที่รับรู้เหตุการณ์โดยตรงหรือประจักษ์พยาน ถือเป็นเพียงพยานบอกเล่า อีกทั้งเทปบันทึกและข้อความในไลน์ที่กล่าวอ้างเป็นพยาน ก็ไม่ได้มีการตรวจสอบและเซ็นรับรองจากผู้เชี่ยวชาญทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ วันนี้นัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดเดินทางมาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 5-7 มีมูลเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 200 หรือไม่ เห็นว่าการที่จำเลยที่ 5-7 แจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.บุศรินทร์ ยี่โหนด และนายมนัส โชติขัน จนบุคคลทั้งสองถูกจับกุมดำเนินคดี เมื่อต่อมาพนักงานสอบสวนตรวจสอบพบว่าบุคคลทั้งสองโอนเงินที่ได้มาจากการฉ้อโกงซึ่งรวมเงินของจำเลยที่ 5-7 ด้วยแล้วมีการโอนเงินไปเข้าบัญชีผู้อื่นหลายราย รวมทั้งบัญชีเงินฝากของโจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 5-7 ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า โจทก์ร่วมกับบุคคลทั้งสองกระทำผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เห็นได้ว่าเป็นการแจ้งข้อเท็จจริงไปตามลำดับเหตุการณ์ โดยข้อเท็จจริงที่แจ้งดังกล่าวก็มีมูลความจริงที่โจทก์เองก็ยอมรับว่า มีการรับโอนเงินจากบุคคลทั้งสองจริง จึงมิได้มีข้อความใดที่จำเลยที่ 5-7 กล่าวอ้างอันเป็นเท็จหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง ส่วนการกระทำของโจทก์จะเป็นความผิดต่อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 5-7 แจ้งหรือไม่ ไม่ใช่ข้อสำคัญ ถึงแม้จำเลยที่ 5-7จะแจ้งต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับโจทก์ ก็น่าเชื่อว่าเป็นการที่จำเลยที่ 5-7 กล่าวอ้างไปตามที่รับทราบข้อมูลมาจากพนักงานสอบสวนตามความเข้าใจของตน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์รับโอนเงินมาดังกล่าวจะเป็นความผิดหรือไม่ เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะดำเนินการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่อไป การกระทำของจำเลยที่5-7 ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 174 หรือเป็นผู้สนับสนุนในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 200 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าคดีโจทก์ส่วนนี้ไม่มีมูลชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนกระทำของจำเลยที่ 1-3 มีมูลเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 200 และการกระทำของจำเลยที่ 4-7 มีมูลเป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่ 1-3 ในส่วนนี้หรือไม่ โจทก์อุทธรณ์ว่า ความจริงเส้นทางการเงินได้โอนไปยังผู้รับโอนหลายราย เหตุที่จำเลยที่ 5-7 เลือกที่จะแจ้งเอาเฉพาะกับโจทก์ ก็อาจเป็นเพราะรายของโจทก์มีการรับโอนเงินเป็นจำนวนมากมียอดเงินสูง รวมถึงยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากของโจทก์ เพราะการแจ้งก็เป็นการสืบเนื่องมาจากเพื่อต้องการให้ได้รับเงินคืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลเห็นว่า การแจ้งเฉพาะโจทก์นั้นจำเลยที่ 5-7 อาจเห็นได้ว่าเพียงพอที่ตนเองจะได้รับบรรเทาความเสียหายได้ดีกว่าผู้รับโอนรายอื่นเท่านั้น การไม่แจ้งหรือไม่ดำเนินการแจ้งเอากับรายอื่น ก็หาทำให้การกระทำของโจทก์เป็นความผิดไปแต่เพียงผู้เดียว โดยที่ผู้รับโอนเงินรายอื่นจะพ้นผิดไปก็หาไม่ จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยที่1-3 มีพฤติการณ์ไม่สุจริตเลือกปฏิบัติเฉพาะรายของโจทก์ ทำนองเดียวกันการที่จำเลยที่1-3นัดให้จำเลยที่5-7 มารับเงินที่เบิกถอนจากบัญชีของโจทก์ในเวลาหลัง 18.00 น.ก็เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ดังที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา และการร่วมกันเบิกถอนเงินในวันที่ 8 ตุลาคม2558ที่โจทก์อุทธรณ์ว่ามีการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และมีการบังคับใช้ฉบับที่แก้ไขใหม่แล้ว จำเลยที่ 1-3 ก็ทราบอยู่แล้ว เพราะทนายความโจทก์ได้โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่2ทราบก่อนแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก็ได้ความจากที่ทนายโจทก์เองเบิกความตอบทนายจำเลยที่2เเละที่5-7 ถามค้านว่าพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินที่เบิกความว่ามีการแก้ไขใหม่ คือ พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2558 ในมาตรา 2ระบุให้ใช้พระราชบัญญัตินี้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่ประกาศเป็นต้นไป การเบิกถอนเงินจากบัญชีของโจทก์ที่ธนาคาร ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุคดีนี้ จึงเป็นวันก่อนที่พระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลใช้บังคับ จึงเป็นอำนาจที่ยังสามารถกระทำได้จำเลยที่1-3หาจำต้องดำเนินการตามขั้นตอนของพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับที่ได้มีการแก้ไขใหม่ไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำของจำเลยที่ 1-3 ในส่วนนี้ จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอันจะเป็นความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200 และการกระทำของจำเลยที่4-7 จึงไม่เป็นความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนจำเลยที่1-3 ในส่วนนี้ด้วย คำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบแล้ว ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77361</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, ศาลอุทธรณ์, อดีตผกก.ป., อัจฉริยะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b11273e4fd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76867</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่ง‘วิระชัย’ปรับคำฟ้อง หา‘จักรทิพย์’ปฏิบัติไม่ชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบสั่ง &amp;quot;วิระชัย-อดีตรอง ผบ.ตร.&amp;quot; แก้คำฟ้องคดีฟ้อง &amp;ldquo;จักรทิพย์-ผบ.ตร.&amp;rdquo; ปมสั่งสำรองราชการ ระบุคำบรรยายฟ้องโจทก์ไม่ครบถ้วนว่าจำเลยกระทำความผิด พร้อมนัดฟังคำสั่งรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องหรือไม่ 29 ตุลาคมนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2563 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ถ.นครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ อท.127/2563 ที่ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นโจทก์ ฟ้อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. เป็นจำเลย ขอให้ศาลลงโทษฐานความผิดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือผู้หนึ่งผู้ใดได้ประโยชน์ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจำเลยในฐานะ ผบ.ตร.ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคลิปโทรศัพท์บันทึกบทสนทนากรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่รถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล และโจทก์ถูกสั่งไปปฏิบัติราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นวันที่ 24 ก.ค.2563 มีข้อสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสำนักงานตำรวจแห่งชาติชุดดังกล่าวว่า โจทก์กระทำผิดวินัยร้ายแรง เป็นเหตุให้จำเลยออกคำสั่งสำรองราชการโจทก์ และทำให้โจทก์หมดสิทธิ์เข้ารับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้มีผู้รับมอบอำนาจโจทก์เดินทางมาศาล ศาลพิเคราะห์คำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ครบถ้วน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และให้แจ้งชัดว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิดอย่างไร ทั้งมิได้ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ อาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จึงให้โจทก์แก้ฟ้องให้ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง กับให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้โจทก์บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่า การกระทำของจำเลยที่โจทก์อ้างว่าเป็นความผิดตามฟ้องแต่ละข้อเป็นการกระทำที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนดหรือคำสั่งใดๆ ในบทบัญญัติมาตราใด หรือข้อใด หรือไม่อย่างไร และจำเลยเกี่ยวข้องกับขั้นตอนกระบวนการดังกล่าว แต่ละขั้นตอนโดยมีหน้าที่ใดตามกฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือคำสั่งใดๆ ในบทบัญญัติมาตราใดหรือข้อใดอย่างไร รวมทั้งพฤติการณ์เช่นว่านั้น และให้ชี้ช่องพยานหลักฐานให้ชัดเจนว่ามีพยานหลักฐานใดที่สนับสนุนหรือแสดงให้เห็นถึงการกระทำและพฤติการณ์เช่นนั้นของจำเลย ให้เพียงพอที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อนึ่ง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องอ้างว่าจำเลยกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมาย โดยปฏิบัติฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ขอให้ศาลลงโทษจำเลย อันแสดงให้เห็นว่าโจทก์ต้องทราบถึงความมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของการกระทำอันเป็นความผิดตามฟ้องโจทก์ ตลอดจนบทบัญญัติแห่งประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือคำสั่งใดๆ เช่นว่านั้น จึงให้โจทก์จัดส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องอันสนับสนุนข้อเท็จจริงตามที่อ้างในคำบรรยายฟ้องโจทก์รวมทั้งพยานหลักฐานอื่น (หากมี) ต่อศาลให้ครบถ้วนพร้อมคำฟ้องที่แก้ไขเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หากโจทก์ไม่แก้ฟ้องหรือแก้ฟ้องเข้ามาภายในกำหนดแล้ว ศาลจะถือว่าข้อเท็จจริงตามที่บรรยายมาในฟ้องหรือฟ้องที่แก้ไขแล้ว พยานหลักฐานต่างๆ ที่ได้ชี้ช่องไว้ เป็นข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่โจทก์ประสงค์จะนำเสนอในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพื่อให้เห็นว่าคดีของตนมีมูล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้โจทก์แก้ฟ้อง โดยให้จัดทำคำฟ้องฉบับสมบูรณ์ยื่นต่อศาลแทนคำฟ้องฉบับเดิมภายใน 30 วันนับแต่วันนี้ กรณีมีพยานเอกสารที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้โจทก์ส่งให้ครบถ้วน หากโจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลในข้อหนึ่งข้อใดดังที่กล่าวมาข้างต้น ให้ถือว่าไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งไม่รับฟ้อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีที่รับผิดชอบสำนวนคดีนี้ตรวจฟ้องโจทก์ทั้งสองที่แก้ไขแล้วทำรายงานเสนอต่อศาลก่อนวันนัดเวลา 7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี อาศัยอำนาจตามข้อ 16 วรรคหนึ่งแห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ประกอบข้อ 3 แห่งข้อบังคับประธานศาลฎีกาว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 จึงให้มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้มีหนังสือชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีต่างๆ ตามที่ปรากฏในฟ้องโจทก์ พร้อมบทบัญญัติของกฎหมาย กฎ ประกาศ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกำหนด หรือคำสั่งใดๆ ที่ยกขึ้นอ้างเพื่อดำเนินการในกรณีดังกล่าวว่าเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย หรือคำสั่งใดๆ ในบทบัญญัติมาตราใด หรือข้อใดอย่างไร โดยให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อศาลภายในวันที่ 8 ต.ค.2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้เลื่อนไปนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาและกำหนดวันนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 29 ต.ค.2563 เวลา 10.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายทวีชัย พันธุ์สง่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจาก พล.ต.อ.วิระชัย อดีตรอง ผบ.ตร. เปิดเผยภายหลังฟังคำสั่งศาลว่า วันนี้ศาลมีคำสั่งให้ทนายความแก้ฟ้องเพิ่มเติม โดยให้บรรยายรายละเอียดการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ และศาลยังให้โจทก์เขียนบรรยายฟ้องเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของจำเลยให้ชัดเจน นอกจากนี้ ศาลจะส่งเรื่องนี้ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของทั้งสองคน เพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีมีการฟ้องร้องระหว่างกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทีมทนายความคาดว่า จะส่งคำฟ้องฉบับสมบูรณ์ได้ภายในวันที่ 8 ต.ค.นี้ ส่วนรายละเอียดของคดีความที่มีการฟ้องร้อง ทีมทนายความปฏิเสธที่จะให้รายละเอียด โดยอ้างว่า พล.ต.อ.วิระชัย จะเป็นผู้แถลงข่าวทั้งหมดในอนาคต.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76867</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ, พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา, พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200908/image_big_5f578eb69bd58.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
