<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:48</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:48</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลนัดพร้อมยืนยันตัว &#039;อดีต ผกก.โจ้&#039; กับลูกน้อง ครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 2 พรุ่งนี้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ก.ย.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลได้ดำเนินการนัดพร้อม เพื่อสอบถาม พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล ผู้ต้องหา คดีหมายเลข ดำที่ ฝ.อท.6/2564 กับ ร.ต.ท.ธรนินทร์ มาศวรรณา ผู้ต้องหาคดีหมายเลข ดำที่ ฝ.อท.7/2564 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ผ่านทางระบบการประชุมผ่านจอภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลนัดพร้อมเพื่อสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 ที่ถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยมีเจ้าพนักงานราชทัณฑ์ชำนาญงานซึ่งเป็นสักขีพยานอยู่ที่ห้องพิจารณาคดีของเรือนจำกลางคลองเปรมเนื่องจากขณะนี้เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยของบุคลากรและเกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้เดิมเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฝ. อท6-7/2564 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ซึ่งครบกำหนดวันฝากขังครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 ก.ย. 64 และได้โอนการฝากขังผู้ต้องหามายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ฝ 11-12/2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลได้สอบถามผู้ต้องหาทั้งสองแล้วว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้ต้องหาในคดี ฝ.อท. 6-7/2564 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ผู้ต้องหาทั้งสองรับว่าเป็นบุคคลเดียวกัน ให้ยกเลิกหมายขังระหว่างสอบสวนที่ 1525 -1526/2564 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 เบิกตัวผู้ต้องหาในลักษณะการประชุมทางจอภาพในวันครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 2 ในวันที่ 7 ก.ย.64 เวลา 10.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในวันเดียวกัน คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 410/2564 &amp;nbsp;ได้ยื่นคำร้องฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 2 ประกอบด้วย ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว , พ.ต.ต.วิโรจน์ ดิษทอง, ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค, ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหา ผ่านการประชุมทางจอภาพเช่นกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งคดีนี้เดิมเป็นคดีหมายเลขดำที่ฝ. อท 4-5/2564 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 &amp;nbsp;ได้โอนการฝากขังผู้ต้องหามายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฝ 9-10/2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาคดีทุจริตฯพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเหตุที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้งสี่ครั้งที่ 2 ตามคำร้องฉบับลงวันที่วันนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้นจึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งทั้ง 5 ได้โดยให้นับระยะเป็นการฝากขังครั้งที่ 2 ต่อเนื่องจากการฝากขังในคดีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ตามคำร้องมีกำหนด 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 7-18 &amp;nbsp;ก.ย.64 หมายขังผู้ต้องหาทั้ง 5 ไว้ เว้นแต่มีประกันเบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง5 ในลักษณะการประชุมทางจอภาพในวันครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 3 แต่เนื่องจากวันที่ 18 ก.ย.64 ตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็นหยุดราชการจึงให้เบิกตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 ในวันที่ 17 ก.ย.64 เวลา 10.00น. เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาทั้ง 5 จึงให้ส่งสำเนาคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 ให้ผู้ต้องหาทั้งห้าไปพร้อมกับคำสั่งเบิกตัวผู้ต้องหาทั้งห้าในนัดหน้า หากผู้ต้องหาทั้งห้าประสงค์จะคัดค้านการฝากขังครั้งนี้ ให้ยื่นคำร้องหรือแถลงคัดค้านการฝากขังในนัดหน้าให้ส่งสำเนาคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 และให้ส่งรายงานกระบวนพิจารณาฉบับนี้ไปยังเรือนจำกลางคลองเปรมทางเพื่อให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 และสักขีพยานลงลายมือชื่อเมื่อดำเนินการเสร็จแล้วให้ส่งคืน ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางและให้นำรายงานกระบวนพิจารณาฉบับที่มีการลงลายมือชื่อที่ส่งมาภายหลังรวมไว้ในสำนวน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115806</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงคลุมหัว, ผู้กำกับโจ้, พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f514d3db15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115325</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ย้าย‘ผกก.-ลูกน้อง’ ฝากขังเรือนจำกทม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภ.6 อนุญาตโอนฝากขัง &amp;quot;ผกก.โจ้-ลูกน้อง&amp;quot; มายังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&amp;nbsp; และโอนการขังมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ขณะที่รอง ผบ.ตร. &amp;quot;พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์&amp;quot; ฝากประชาชนที่ทราบพฤติกรรม ผกก.โจ้ ให้ร้องเรียนมาได้พร้อมสอบย้อนหลัง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 1 ก.ย.64 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6&amp;nbsp; จ.พิษณุโลก พนักงานสอบสวนตามคำสั่ง ตร.ยื่นคำร้องขอโอนการฝากขังผู้ต้องหารวม 7 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนพล หรือผู้กำกับโจ้, พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง, ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค, ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา, ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น, ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหาที่ 1-7 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด, ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมสิ่งนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเดิมครั้งแรกยื่นฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 7 ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์&amp;nbsp; ที่ดำเนินการแทนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 โดยศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาที่ 1-7 มีกำหนด 12 วัน จะครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 1 ในวันที่ 5 ก.ย.และ 7 ก.ย.ตามลำดับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่เนื่องจากคดีดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.เมืองนครสวรรค์ ท้องที่เกิดเหตุ และเป็นกรณีข้าราชการตำรวจถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา มีพฤติกรรมกระทำผิดร้ายแรง เป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนให้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว และให้โอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.เมืองนครสวรรค์ ไปสอบสวนยังกองบังคับการปราบปรามซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบภาค 6 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงขอโอนการฝากขังผู้ต้องหาที่ 1-7 จากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6&amp;nbsp; ไปฝากขังยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และขอโอนการขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนจากเรือนจำกลางพิษณุโลก ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อความสะดวกในการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้ อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 87 วรรคท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้โอนการฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับบรรยากาศที่กองบังคับการตำรวจภูธรนครสวรรค์เมื่อวันที่&amp;nbsp; 1 ก.ย.ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนยังคงประชุมหารือกันเพื่อนำเอาเอกสารที่พนักงานสอบสวนแต่ละชุดไปรวบรวมมาได้ นำมาเรียบเรียงว่ายังขาดประเด็นใดบ้างที่ต้องสอบเพิ่ม รวมไปถึงการต้องสอบพยานบุคคลเพิ่มหรือไม่ โดยเฉพาะผู้เสียหายคือ พ่อแม่และภรรยาผู้ตาย รวมไปถึงการนำเอาหลักฐานและคำให้การของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน มาพิจารณาว่าตำรวจในชุด 05 ที่ยังไม่มีการจับกุมนั้นได้ร่วมกระทำความผิดด้วยหรือไม่ ซึ่งประเด็นหลักคือการรวบรวมหลักฐานเพื่อตัดประเด็นว่าจะดำเนินคดีใครเพิ่มในข้อหาอะไรบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ต.ระพีพงษ์ สุขไพบูลย์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสรรค์ เปิดเผยว่า สำนวนการสอบสวนมีความคืบหน้า ขณะนี้หลักฐานพยานอยู่ในมือตำรวจกองปราบปรามซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมหมดแล้ว&amp;nbsp; ในส่วนการดำเนินคดีอาญา ส่วนการฝากขังผู้ต้องหานั้นถือว่าอยู่ในเขตอำนาจภาค 6 เพราะว่าผู้ต้องหาไม่สามารถควบคุมได้ที่นครสวรรค์ เป็นปัญหาโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีสำคัญ และเพื่อป้องกันความไม่มั่นใจของพี่น้องประชาชนหรือกระแสสังคมต่างๆ ตั้งแต่ทราบเรื่องมา ทางเราได้ดำเนินการมาตลอด ทั้งสืบสวนทางลับและสอบตัวบุคคล จนกระทั่งมีหลักฐานที่สำคัญคือคลิปวิดีโอ ซึ่งคลิปวิดีโอชัดเจนขนาดนั้นก็ยังต้องส่งตรวจพิสูจน์ที่กองนิติวิทยาศาสตร์ว่ามีการตัดต่อหรือไม่อย่างไร&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน พล.ต.อ.สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า ใครมีข้อมูลอะไรขอให้ร้องเรียนมาได้เกี่ยวกับพฤติกรรมของ ผกก.โจ้ จะต้องสอบย้อนหลังกันไป หรือใครมีเรื่องสามารถร้องเรียนได้ตั้งแต่รับราชการย้อนมาเรื่อยๆ ส่วน ผกก.โจ้ที่มีอยู่ตนก็พร้อมจะตรวจสอบทุกเรื่อง ส่วนใครจะมาดำรงตำแหน่งใหม่ คือตำแหน่ง ผกก.วงรอบก็น่าจะสิ้นเดือน พ.ย.&amp;nbsp; มีผลวงรอบปกติน่าจะมีผลประมาณเดือนธันวาคม ขณะนี้ พ.ต.อ.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา รอง ผบก.ภ.จว.นครสวรรค์ จะรักษาการไปจนถึงเดือนธันวาคมจนกว่า ผกก.คนใหม่มา&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป.พร้อมชุดสืบสวนสอบสวนกองปราบปราม ยังคงประชุมเพื่อนำเอาหลักฐานจากการลงพื้นที่มาตรวจสอบกับคำร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมตำรวจชุด 05 และหลักฐานอื่นๆ ในการเชื่อมโยงเพื่อสรุปว่าจะสามารถเอาผิดตำรวจชุด 05 ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาในคดีใดได้บ้าง.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115325</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผกก.โจ้, ผู้กำกับโจ้, ศาลอาญาคดีทุจริต, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โอนฝากขัง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f6abab8e45.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115313</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 17:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 17:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โอนฝากขัง &#039;อดีตผกก.โจ้&#039; กับพวกรวม 7 คนมายังศาลอาญาคดีทุจริตฯกลาง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 ก.ย.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 จังหวัดพิษณุโลก พนักงานสอบสวนตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ยื่นคำร้องขอโอนการฝากขังผู้ต้องหารวม 7 คน ประกอบด้วย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนพล หรือผู้กำกับโจ้ พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง , ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค , ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา , ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว , ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ผู้ต้องหาที่ 1-7 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้น การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด,ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใดหรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมสิ่งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งเดิมครั้งแรกมีการยื่นฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 7 ต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ ที่ดำเนินการแทนศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 โดยศาลได้อนุญาตให้ฝากขัง ผู้ต้องหาที่ 1-7 มีกำหนด 12 วัน จะครบกำหนดการฝากขังครั้งที่ 1 ในวันที่ 5 ก.ย. และ 7 ก.ย. ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่เนื่องจากคดีดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นข้าราชการตำรวจในสังกัด สภ.เมืองนครสวรรค์ท้องที่เกิดเหตุ และเป็นกรณีข้าราชการตำรวจ ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดอาญา มีพฤติกรรมกระทำผิดร้ายแรงเป็นคดีอุกฉกรรจ์ สะเทือนขวัญ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นอย่างมาก สร้างความเสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังเป็นคดีที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนให้ทำการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวและให้โอนสำนวนการสอบสวนจาก สภ.เมืองนครสวรรค์ไปสอบสวนยังกองบังคับการปราบปราม ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำนาจของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นเนื่องจากคดีนี้ เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติชอบภาค 6 คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงขอโอนการฝากขัง ผู้ต้องหาที่ 1-7 จากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 ไปฝากขังยังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และขอโอนการขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนจากเรือนจำกลางพิษณุโลก ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อสะดวกในการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมาย ทั้งนี้อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 87 วรรคท้าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้โอนการฝากฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคำร้องฝากขังในคดีนี้ระบุพฤติการณ์สรุปว่าเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2564&amp;nbsp;เวลากลางคืน ผู้ต้องหากับพวกเป็นตำรวจประจำสภ.เมืองนครสวรรค์ ทำหน้าที่ประจำชุดปราบปรามยาเสพติด ร่วมกันจับกุมตัว นายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ และ น.ส.กนกวรรณ หรือเฟิร์น คล้ายนิ่ม สองสามีภรรยา ที่ร่วมกันนำยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) คือยาไอซ์ จำนวน 3 ถุง น้ำหนักถุงละ 100 กรัม มาจำหน่ายให้กับสายลับของผู้ต้องหาที่ทำการล่อซื้อ โดยจับกุมตัวได้ที่หน้าเซเว่นอีเลฟเว่น ตลาดนัดหน้าค่ายจิรประวัติ ต.นครสวรรค์ออก อ.เมือง จ.นครสรรค์ และตรวจยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ขฉ 2905 ชัยนาท ต่อมาขณะที่นายจิระพงศ์ฯ อยู่ในการควบคุมของผู้ต้องหากับพวก ผู้ต้องหากับพวกทราบว่านายจิระพงศ์ มียาบ้าไว้จำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 5 ส.ค.2564 เวลากลางวัน ผู้ต้องหากับพวกประกอบด้วย พ.ต.อ.ธิติสรรค์ &amp;nbsp;อุทธนผล,พ.ต.ต.รวิโรจน์ ดิษทอง, ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค, ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา, ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว,ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น และ ส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ร่วมกันสอบเค้นหาที่ซ่อนยาเสพติดดังกล่าว โดยใช้ถุงพลาสติกโดยไม่มีช่องอากาศ ครอบศีรษะนายจิระพงศ์ ม้วนปิดปากถุงเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปในถุง ทำให้นายจิระพงศ์ หายใจไม่ออก พยายามดิ้น ผู้ต้องหากับพวกดังกล่าวได้ร่วมกันจับลำตัว แขน นายจิระพงศ์เพื่อไม่ให้ขัดขืน การกระทำของผู้ต้องหากับพวก ทำให้นายจิระพงศ์ ขาดอากาศหายใจ หมดสติ และถึงแก่ความตาย ในเวลาต่อมา ส่วนยาเสพติดที่ล่อซื้อได้ไม่ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี และได้ปล่อยตัว น.ส.กนกวรรณ หรือ เฟิร์น คล้ายนิ่ม กับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ทะเบียน ขฉ 2905 ชัยนาทไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่ผู้ต้องหากับพวกให้สายลับล่อซื้อยาเสพติดจนจับกุมนายจิระพงศ์ กับ น.ส.กนกวรรณได้พร้อมยาเสพติดเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การที่ใช้วิธีบังคับที่เป็นอันตรายต่อชีวิต เพื่อขยายผลเครือข่ายยาเสพติดเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเมื่อผู้ถูกกระทำถึงแก่ความตาย ผู้ต้องหากับพวกไม่ส่งยาเสพติดที่ล่อซื้อได้ดำเนินคดีตามกฎหมายเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังเกิดเหตุมารตาผู้ตายได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน ขอศาลจังหวัดนครสวรรค์ ออกหมายจับ ซึ่งศาลอออกหมายจับเลขที่ 183/2564 ลงวันที่ 25 ส.ค.2564&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115313</URL_LINK>
                <HASHTAG>ถุงคลุมหัวฆ่า, ผู้กำกับโจ้, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f514d3db15.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115044</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/08/2021 19:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/08/2021 15:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส่งคดีฟ้องนายกฯบริหารโควิดผิดพลาด ให้ปธ.ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยเขตอำนาจศาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ส.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถ.นครชัยศรี ศาลนัดอ่านคำสั่งชั้นตรวจฟ้องในคดี หมายเลขดำที่ 117/2564 ที่ น.ส.สุกัญญา วงศ์ศรีแสงสุอุทัย กับพวกรวม 8 คน ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ มาตรา 165 จากกรณีปล่อยปละละเลยเเละบริหารผิดพลาด จนเกิดการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด ถึง 4 ระลอก รวมทั้งบริหารจัดการวัคซีนผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรงทำให้จํานวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนระบบสาธารณสุขปกติไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจํานวนมากดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยทีมทนายความเดินทางมาฟังคำสั่งศาลพิจารณาตรวจฟ้องเบื้องต้นแล้วเห็นว่าโจทก์ทั้ง 8 ยื่นฟ้องจำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรีว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157,165 โดยที่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นตำแหน่งของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 10 บัญญัติให้ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีที่มีมูลแห่งคดี เป็นการกล่าวหาว่าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเฉพาะตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจึงมีปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ อาศัยอำนาจตามพรบ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 11 เห็นควรส่งสำนวนนี้ให้ประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบหรือไม่ และรอการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวก่อนจนกว่าประธานศาลอุทธรณ์จะได้มีคำวินิจฉัยให้นัดพร้อมเพื่อรอฟังผลหรือฟังคำสั่งของประธานศาลอุทธรณ์ในวันที่ 15 พ.ย. เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนรินท์พงศ์ กล่าวภายหลังฟังคำสั่งว่า การที่คดีจะไปพิจารณาที่ศาลใดนั้นต้องดูเขตอำนาจศาล โดยก่อนหน้าที่จะมายื่นฟ้องเราได้พิจารณาเเล้วว่ามาศาลนี้ถูกที่สุดโดยที่เราไม่ได้ไปยื่น ป.ป.ช. การฟังคำสั่งวันนี้ศาลก็ยังไม่ได้ชี้ว่าเป็นอำนาจของศาลใด เพียงเเต่ส่งไปศาลสูงพิจารณา เนื่องจากยังเห็นว่าเป็นเรื่องคาบเกี่ยวกัน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วคดีจะต้องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเราก็ไม่ได้กังวลเราก็จะใช้ช่องทางนำคดีไปที่ศาลนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;วันนี้เราได้เเถลงศาลว่าที่ท่านอ่านรายงานกระบวนพิจารณาว่าฟ้องตำเเหน่งนายกฯนั้นไม่ถูกทั้งหมด เพรา พล.อ.ประยุทธ์&amp;nbsp;นอกจากเป็นนายกฯ เเล้วยังเป็นประธาน ศบค.เเละยังเป็นประธานทุกคณะที่บริหารเรื่องโรคโควิด เราก็มองว่าตำเเหน่งประธานคณะต่างๆ อยู่ในเขตอำนาจศาลอาญาคดีทุจริตฯซึ่งศาลท่านก็เข้าใจเเละเรายังได้เเถลงถึงอำนาจในหน่วยงานอื่นๆนอกจากตำเเหน่งนายกฯเข้าไปด้วย&amp;rdquo; นายกสมาคมทนายความระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับคดีนี้ นายนรินท์พงศ์ ได้นำรายชื่อประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารทางสาธารณสุขผิดพลาดจากรัฐบาลกว่า 700,000 คน ที่ได้ลงชื่อในแคมเปญของพรรคไทยสร้างไทย ในการร่วมฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา กับ พลเอกประยุทธ์ ในฐานะนายกฯเเละประธานบริหารหน่วยงานเกี่ยวกับโควิด เมื่อวันที่ 13ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้จัดการประกวดเวทีนางงามชื่อดัง เป็นโจทก์ในคดีด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115044</URL_LINK>
                <HASHTAG>นรินท์พงศ์ จินาภักดิ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210830/image_big_612c93a19bf3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2021 17:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2021 17:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรับไต่สวน &#039;ปรเมษฐ์&#039; อธ.ศาลคดีทุจริตภาค 1 ยื่นฟ้อง 3 กก.สอบข้อเท็จจริง ผิด ม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค.64 - ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ซอยสีคาม ถนนนครไชยศรี ศาลนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องคดี ที่นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบภาค 1 ปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยื่นฟ้อง นายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, น.ส.มรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายนรินทร์ ทองคำใส รองเลขานุการศาลฎีกา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม.157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่จำเลยทั้งสาม ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 333/2564 วันที่ 25 มี.ค. 2564 ลงนามโดยประธานศาลฎีกา สอบสวนนายปรเมษฐ์ โจทก์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า วันที่ 25 มี.ค. 2564 สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งที่ 333/2564 &amp;nbsp;โดยประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว โดยนายอนุวัตรเป็นประธาน, น.ส.มรกต เป็นกรรมการ และนายนรินทร์เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยจำเลยทั้งสามมีหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเสนอความเห็นเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดของนายปรเมษฐ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าผิดวินัยร้ายแรง/ไม่ร้ายแรง/ไม่มีมูลความผิด หลังจากมีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมเมื่อวันที่ 25 มี.ค. พบว่า วันที่ 26 มี.ค.จำเลยทั้งสามร่วมเดินทางไปสอบพยานหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมาวันที่ 31 มี.ค. นายนรินทร์ โทรศัพท์มาแจ้งนายปรเมษฐ์ว่า ให้มาชี้แจงกับกรรมการในวันที่ 1 เม.ย. เพราะนายอนุวัตร เข้าเวรที่ศาลฎีกาในวันนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วในการปฏิบัติราชการของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในขั้นต้น ต้องมีหนังสือแจ้งนัดโจทก์/ผู้ถูกล่าวหาเข้าชี้แจง และควรได้รับทราบประเด็นร้องเรียน เพื่อให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการชี้แจง และเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. วันนัดโจทก์ปวดท้องมาก มีผู้พิพากษามารายงานตัวและขอพบหลายคน เมื่อเสร็จภารกิจจึงไปพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี แพทย์มีหนังสือความเห็นว่า ตนเป็นกระเพาะอาหารอักเสบควรพักผ่อนในวันที่ 1-2 เม.ย. และก่อนหน้านั้นคือวันที่ 29 มี.ค.ตนไป รพ.ราชวิถี เพราะปวดท้องแพทย์นัดให้ไปรังสีวินิจฉัยวันที่ 12 พ.ค.ด้วย โดยตนทำหนังสือลาป่วยของวันที่ 29 มี.ค. และวันที่ 1-2 เม.ย.ต่อประธานศาลฎีกาแล้ว หลังตนพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี ได้โทรศัพท์ติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่นายนรินทร์บล็อกโทรศัพท์ตน ตนต้องการไปชี้แจงต่อกรรมการซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีที่ตนฟ้องร้องนี้ เพราะตนต้องการทราบว่าผู้ใดร้องเรียนและมีประเด็นใดบ้างเพื่อที่จะได้ทราบสืบแก้ได้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 เม.ย.ตนพยายามติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่โดนบล็อกโทรศัพท์ ตนจึงติดต่อนายอนุวัตร นายอนุวัตร ตอบว่ามีความเห็นไปแล้ว ตนจึงแจ้งนายอนุวัตรว่าตนยังไม่ได้ชี้แจง ไม่ทราบประเด็นการร้องเรียนที่จำเลยทั้งสามสอบสวนและมีผลร้ายแก่ตน นายอนุวัตรให้ตนติดต่อนายนรินทร์ เลขานุการของตนแจ้งนายอนุวัตรว่าตนโทรศัพท์หานายนรินทร์หลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้ จากนั้นตนยังติดต่อนายนรินทร์แต่โดนบล็อกโทรศัพท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนยังพร้อมไปพบกรรมการและชี้แจง เพราะต้องการทราบประเด็นข้อร้องเรียน หากตนได้เข้าชี้แจงต่อกรรมการ และหากกรรมการให้ความเป็นธรรมแก่ตนก็จะทราบความจริงว่าเป็นกรณีที่ตนปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชธรรมนูญศาลยุติธรรมและบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนเกิดเหตุตนเป็นเจ้าของคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 มีความเป็นอิสระในการพิพากษาคดี จำเลยทั้งสามได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในกรณีของตน ต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นฯ เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนขั้นต้น หากผู้ถูกสอบสวนถูกกล่าวหาและเป็นผลร้ายโดยไม่มีโอกาสชี้แจง หากมีกรณีเช่นนี้ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรณีนี้เป็นการกระทำสอบสวนของกรรมการทั้งสามอย่างเร่งรีบ รวบรัด ด่วนสรุปความเห็นเพียงไม่กี่วันหลังได้รับเป็นกรรมการ หากตนได้เข้าชี้แจงเข้าสืบแก้ผลร้ายแก่ตนตามสิทธิและหลักกฎหมายกับกรรมการทั้งสามนั้น กรรมการจะสอบสวนโดยไม่เร่งรีบ ดังนั้น กรรมการทั้งสามที่เป็นจำเลยคดีนี้ร่วมกันงดดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐาน ด่วนสรุปความเห็น จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติกฎหมาย และประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าสงสัยว่า เหตุใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการดังกล่าว ทั้งๆ ที่เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนชั้นต้นแล้ว จำเลยทั้งสามต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ถูกกล่าวหายังไม่ไดัชี้แจง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนาไม่ดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนมีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานศาลฎีกาและกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 5 พ.ค.เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ประธานศาลฎีกานำความเห็นชั้นต้นของจำเลยทั้งสามเสนอคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเพื่อขอความเห็นชอบให้ตนไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจึงทราบว่า ตนยังไม่ได้ชี้แจงตามที่ถูกกล่าวหา ทำให้ตนเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 81, 93&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาวันนี้ ผู้รับมอบฉันทะโจทก์ มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแจ้งให้ทราบว่าสำนักงานศาลยุติธรรมมีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงและจัดส่งเอกสาร รายละเอียดปรากฏตามหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย 024/996 ฉบับลงวันที่ 21 มิ.ย. 2564 ตรวจฟ้องและคำร้องขอแก้ไขเพิ่มฟ้องฉบับลงวันที่ 4 มิ.ย. 2564 และฉบับ ลงวันที่ 5 ก.ค. 2564 แล้ว ฟ้องเป็นไปตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติ มิชอบ พ.ศ. 2559 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง ให้นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 8 ก.ย. 2564 เวลา 9.00 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหมายนัดไต่สวนมูลฟ้อง พร้อมส่งสำเนาฟ้อง คำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังกล่าว และเอกสารแจ้งสิทธิจำเลยในการต่อสู้คดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องตามกฎหมาย ทั้งมีสิทธิแถลงให้ศาลทราบถึงข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายอันสำคัญที่ศาลควรสั่งว่าคดีไม่มีมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การส่งให้ส่งทางไปรษณีย์ตอบรับด่วนพิเศษ หากส่งไม่ได้ ให้โจทก์แถลงต่อศาลภายใน 7 วัน นับแต่วันส่งไม่ได้ มิฉะนั้นถือว่าทิ้งฟ้องและให้โจทก์ดำเนินการดังต่อไปนี้ภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. หากโจทก์ประสงค์จะระบุพยานเพิ่มเติม ให้ยื่นบัญชีระบุพยานชั้นไต่สวนมูลฟ้องเพิ่มเติมให้ครบถ้วน พร้อมคำแถลงเหตุผลความจำเป็นในการอ้างพยานและวิธีการได้มาซึ่งพยานนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2. ส่งพยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่ประสงค์จะอ้างอิงในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อศาล &amp;nbsp;เพื่อรวบรวมใช้เป็นแนวทางในการไต่สวนมูลฟ้องและการพิจารณาคดี หากโจทก์ประสงค์จะอ้างเอกสารในสำนวนซึ่งโจทก์หรือบุคคลภายนอกส่งมา ให้ระบุชัดเจนว่าเป็นเอกสารใดและมีที่มาอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในกรณีที่เป็นพยานเอกสารหรือพยานวัตถุใดอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้โจทก์ตรวจสอบสำนวนก่อนว่ามีพยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่ประสงค์จะอ้างอิงหรือไม่ หากไม่มี ให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกพยานหลักฐานดังกล่าวมาจากผู้ที่ครอบครองโดยแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่จะต้องได้พยานหรือพยานวัตถุนั้นโดยละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. เสนอแนวทางการไต่สวนพยานบุคคลที่จะนำเข้าไต่สวนมูลฟ้องว่าเบิกความเกี่ยวกับเรื่องใดโดยย่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ให้โจทก์ตรวจสอบหนังสือสำนักงานศาลยุติธรรม ด่วนที่สุด ที่ ศย 024/996 ฉบับลงวันที่ 21 มิถุนายน 2564 หากประสงค์จะโต้แย้งคัดค้านประการใด ให้ยื่นคำแถลงต่อศาลภายใน 15 วัน นับแต่วันนี้ หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดให้ถือว่าไม่คัดค้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากโจทก์ไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลในข้อหนึ่งข้อใดให้ถือว่าไม่ดำเนินกระบวนพิจารณาภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด ซึ่งถือเป็นเหตุทิ้งฟ้องได้เพื่อให้การไต่สวนมูลฟ้องเป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว ถูกต้อง และได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนอันเป็นประโยชน์แก่การไต่สวนมูลฟ้อง จึงมอบหมายให้เจ้าพนักงานคดีช่วยควบคุม แนะนำคู่ความในการดำเนินกระบวนพิจารณาให้เป็นไปตามกฎหมาย หากมีข้อบกพร่องหรือขัดข้อง ให้รายงานต่อศาลพร้อมแนวทางแก้ไขและให้เจ้าพนักงานคดีตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อใช้เป็นแนวทางในการไต่สวนมูลฟ้อง แล้วจัดทำสรุปข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่สำคัญในคดี เพื่อให้ศาลใช้เป็นแนวทางในการไต่สวนมูลฟ้องก่อนวันนัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการไต่สวนมูลฟ้องไม่น้อยกว่า 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยให้นัดพร้อมเพื่อกำหนดแนวทางการไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 26 ส.ค.เวลา 9.00 น.แจ้งวันนัดนี้ให้จำเลยทั้งสามทราบพร้อมกับหมายนัดไต่สวนมูลฟ้อง มีหนังสือสอบถามพร้อมส่งสำเนาคำฟ้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. และคณะกรรมการ ป.ป.ท. เพื่อตรวจสอบว่ามีการกล่าวหาจำเลยทั้งสามในเรื่องเดียวกันกับที่โจทก์ยื่นฟ้องหรือไม่ แล้วแจ้งให้ศาลทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือ เนื่องจากศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้ไต่สวนมูลฟ้อง จึงมีคำสั่งรับบัญชีพยานโจทก์ที่ยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 3 ก.ค.64 สำเนาให้จำเลยทั้งสามพร้อมกับหมายแจ้งนัดไต่สวนมูลฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ กรณีนี้ นายปรเมษฐ์ ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ที่นายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. , น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงถูกย้ายไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตามคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเเละผลสอบสวนระบุให้ย้ายนายปรเมษฐ์ ไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110336</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, ศาลอาญา, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bc6790bf28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 16:10</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 16:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยกฟ้อง &#039;พระเมธีสุทธิกร-เจ้าคุณเทอด&#039; คดีฟอกเงิน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีฟอกเงินการทุจริตเงินจัดสรรงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หมายเลขดำ อท.520/2563 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปราบการทุจริต 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสังคม สังฆะพัฒน์ อายุ 50 ปี หรืออดีตพระเมธีสุทธิกร หรืออดีตพระราชอุปเสณาภรณ์ อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร , นายเทอด วงศ์ชอุ่ม อายุ 50 ปี หรืออดีตพระวิจิตรธรรมาภรณ์หรือเจ้าคุณเทอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ และนายทวิช สังข์อยู่ อายุ 46 ปี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ บริษัท ดีดีทวีคูณ ที่รับผลิตสื่อให้กับวัดสระเกศฯ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิดมูลฐานฯ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันฟอกเงินฯตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3,5,10,60 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 23,45 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,91&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องกรณีที่มีการทุจริตเงินงบประมาณสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. ในการจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา 10 ล้านบาทให้วัดสระเกศฯ จากงบประมาณปี 2557 ทั้งหมด 72 ล้านบาท ทั้งที่วัดสระเกศฯ ไม่มีโรงเรียนแผนกสามัญศึกษา จึงไม่มีสิทธิได้รับงบนี้ โดยอดีตพระทั้ง 2 รูป ที่มีอำนาจในการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ได้ร่วมกันลงชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีวัดสระเกศฯ โดยมีนายทวิช จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับมอบอำนาจ เมื่อปี 2558 ไปใช้ในกิจการอื่น ทั้งที่เป็นงบประมาณแผนสำหรับอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1-2 เป็นพระสงฆ์ จำเลยที่ 1 มีสมณศักดิ์ชื่อพระเมธีสุทธิกรจำเลยที่ 2 &amp;nbsp;มีสมณศักดิ์ชื่อพระวิจิตรธรรมาภรณ์ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหารมีหน้าที่ช่วยเหลือเจ้าอาวาสดูแลบำรุงรักษาวัด และจัดกิจการศาสนสมบัติของวัด ตลอดจนปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่หรือพักอาศัยในวัดให้ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยกฎข้อบังคับระเบียบหรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม ซึ่งตำแหน่งของจำเลยที่1-2 เป็นตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์จึงมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาและคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 23,45 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83,41&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลชั้นต้นได้ พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1-2 คนละ 6 ปี 24 เดือน ปรับคนละ 168,000 บาท
อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1-2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 1 ปี ยกฟ้องจำเลยที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยที่ 1-2 อุทธรณ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1-2 &amp;nbsp;ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1-2 เป็นคดีหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องเข้ามาใหม่ภายหลังที่ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลแล้วโดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ถอนเงินออกจากบัญชี วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จำนวน 10 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินที่นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพระพุทธศาสนา กับพวกรวม 4 คนได้มาจากการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการตามประมวลกฎหมายอาญาหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามกฎหมายอื่น เพิ่งปรากฏในชั้นพิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากคำให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์ของจำเลยทั้งสาม ไม่ได้มีมาตั้งแต่ชั้นสอบสวน ทั้งเป็นการแก้ไขคำฟ้องในข้อเท็จจริงอันเป็นความผิดมูลฐานที่เกิดจากการกระทำความผิดของ นายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาคนก่อน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นกับพวกรวม 5 อันเป็นความผิดมูลฐานตามที่สอบสวนไว้เดิมนั้นเป็นคนละคนกับนายพนม เป็น ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาคนหลังที่ร่วมกับพวกรวม 4 คนกระทำความผิดต่อหน้าที่ตำแหน่งราชการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ขอแก้ฟ้อง ทั้งเงินที่โอนเข้าบัญชีก็เป็น เช็คคนละฉบับกัน เป็นงบประมาณจัดสรรให้คนละโครงการกัน ซึ่งมีวัตถุประสงค์แตกต่างกันและคนละปีงบประมาณ อันเป็นมูลเหตุที่สาระสำคัญของ การกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ต่างกรรมต่างวาระกัน เป็นเหตุการนอกเหนือไปจาก การที่พนักงานสอบสวน ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดมูลฐาน ตามคำฟ้องเดิม และเป็นสาระสำคัญแก่คดี ไม่ได้เป็นเพียงรายละเอียดบางส่วน ซึ่งต้องแถลงในฟ้องให้ถูกต้อง ตามข้อเท็จจริงดังที่โจทก์อ้างมาในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง ทั้งไม่เป็นเรื่องที่เกี่ยวและสืบเนื่องมาจาก การกระทำความผิด ฐานฟอกเงินตามที่พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนมาแต่แรก ตามคำแก้อุทธรณ์ของโจทก์แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องคัดค้านว่าการแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องของโจทก์เป็นการเพิ่มเติมมูลฐานความผิดและทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 หลงข้อต่อสู้พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธฟ้องโจทก์โดยถือเอาข้อกล่าวหาอันเป็นความผิดมูลฐานตามฟ้องเดิมเป็นหลักสำคัญในการต่อสู้คดี การขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์จึงเป็นการทำให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เสียเปรียบ และหลงต่อสู้ในชั้นที่ผิด หรือที่ไม่ได้กล่าวไว้ จึงไม่ชอบที่ศาลชั้นต้น มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องไปเช่นนั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 164 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมจากนั้นจึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องเข้ามาภายหลัง ก็เป็นการไม่ชอบและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 120 และมาตรา 143 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพ. ศ. 2559 มาตรา 6 วรรคหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันเป็นผลเท่ากับว่าโจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นมาก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นคดีนี้ได้ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบไม่เห็นด้วย &amp;nbsp;อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109964</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059c5f0eb814.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/05/2021 12:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/05/2021 12:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ปรเมษฐ์&#039; อธ.ศาลคดีทุจริตภาค 1 ยื่นฟ้อง 3 กก.สอบข้อเท็จจริง ผิด ม.157</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แฟ้มภาพ&amp;nbsp;ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 พ.ค.64 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นายปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ยื่นฟ้อง นายอนุวัตร มุทิกากร ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา, น.ส.มรกต วัฒนรุ่งเรืองยศ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ และนายนรินทร์ ทองคำใส รองเลขานุการศาลฎีกา เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตาม ป.อาญา ม.157&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่จำเลยทั้งสาม ในฐานะคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมที่ 333/2564 วันที่ 25 มี.ค. 2564 ลงนามโดยประธานศาลฎีกา สอบสวนนายปรเมษฐ์ โจทก์ ที่ถูกกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า วันที่ 25 มี.ค. 2564 สำนักงานศาลยุติธรรมมีคำสั่งที่ 333/2564 &amp;nbsp;โดยประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว โดยนายอนุวัตรเป็นประธาน, น.ส.มรกต เป็นกรรมการ และนายนรินทร์เป็นกรรมการและเลขานุการ โดยจำเลยทั้งสามมีหน้าที่สอบสวนพยานหลักฐาน และเสนอความเห็นเพื่อทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดของนายปรเมษฐ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าผิดวินัยร้ายแรง/ไม่ร้ายแรง/ไม่มีมูลความผิด หลังจากมีคำสั่งสำนักงานศาลยุติธรรมเมื่อวันที่ 25 มี.ค. พบว่า วันที่ 26 มี.ค.จำเลยทั้งสามร่วมเดินทางไปสอบพยานหลักฐานที่ศาลอาญาคดีทุจริตเเละประพฤติมิชอบ ภาค 1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถัดมาวันที่ 31 มี.ค. นายนรินทร์โทรศัพท์มาแจ้งนายปรเมษฐ์ว่า ให้มาชี้แจงกับกรรมการในวันที่ 1 เม.ย. เพราะนายอนุวัตรเข้าเวรที่ศาลฎีกาในวันนั้น ซึ่งโดยปกติแล้วในการปฏิบัติราชการของกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในขั้นต้น ต้องมีหนังสือแจ้งนัดโจทก์/ผู้ถูกล่าวหาเข้าชี้แจง และควรได้รับทราบประเด็นร้องเรียน เพื่อให้สามารถรวบรวมพยานหลักฐานประกอบการชี้แจง และเข้าสืบแก้ในข้อที่เป็นผลร้ายต่อตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาวันที่ 1 เม.ย. วันนัดโจทก์ปวดท้องมาก มีผู้พิพากษามารายงานตัวและขอพบหลายคน เมื่อเสร็จภารกิจจึงไปพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี แพทย์มีหนังสือความเห็นว่า ตนเป็นกระเพาะอาหารอักเสบควรพักผ่อนในวันที่ 1-2 เม.ย. และก่อนหน้านั้นคือวันที่ 29 มี.ค.ตนไป รพ.ราชวิถี เพราะปวดท้องแพทย์นัดให้ไปรังสีวินิจฉัยวันที่ 12 พ.ค.ด้วย โดยตนทำหนังสือลาป่วยของวันที่ 29 มี.ค. และวันที่ 1-2 เม.ย.ต่อประธานศาลฎีกาแล้ว หลังตนพบแพทย์ที่ รพ.สระบุรี ได้โทรศัพท์ติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่นายนรินทร์บล็อกโทรศัพท์ตน ตนต้องการไปชี้แจงต่อกรรมการซึ่งเป็นจำเลยทั้งสามในคดีที่ตนฟ้องร้องนี้ เพราะตนต้องการทราบว่าผู้ใดร้องเรียนและมีประเด็นใดบ้างเพื่อที่จะได้ทราบสืบแก้ได้ถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 2 เม.ย.ตนพยายามติดต่อนายนรินทร์หลายครั้ง แต่โดนบล็อกโทรศัพท์ ตนจึงติดต่อนายอนุวัตร นายอนุวัตรตอบว่ามีความเห็นไปแล้ว ตนจึงแจ้งนายอนุวัตรว่าตนยังไม่ได้ชี้แจง ไม่ทราบประเด็นการร้องเรียนที่จำเลยทั้งสามสอบสวนและมีผลร้ายแก่ตน นายอนุวัตรให้ตนติดต่อนายนรินทร์ เลขานุการของตนแจ้งนายอนุวัตรว่าตนโทรศัพท์หานายนรินทร์หลายครั้งแต่ติดต่อไม่ได้ จากนั้นตนยังติดต่อนายนรินทร์แต่โดนบล็อกโทรศัพท์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนยังพร้อมไปพบกรรมการและชี้แจง เพราะต้องการทราบประเด็นข้อร้องเรียน หากตนได้เข้าชี้แจงต่อกรรมการ และหากกรรมการให้ความเป็นธรรมแก่ตนก็จะทราบความจริงว่าเป็นกรณีที่ตนปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชธรรมนูญศาลยุติธรรมและบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ได้แทรกแซงการพิจารณาคดีของผู้พิพากษาผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตอนเกิดเหตุตนเป็นเจ้าของคดีหมายเลขดำที่ อท.48/2563 มีความเป็นอิสระในการพิพากษาคดี จำเลยทั้งสามได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการในกรณีของตน ต้องสอบสวนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นฯ เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนขั้นต้น หากผู้ถูกสอบสวนถูกกล่าวหาและเป็นผลร้ายโดยไม่มีโอกาสชี้แจง หากมีกรณีเช่นนี้ต้องให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น กรณีนี้เป็นการกระทำสอบสวนของกรรมการทั้งสามอย่างเร่งรีบ รวบรัด ด่วนสรุปความเห็นเพียงไม่กี่วันหลังได้รับเป็นกรรมการ หากตนได้เข้าชี้แจงเข้าสืบแก้ผลร้ายแก่ตนตามสิทธิและหลักกฎหมายกับกรรมการทั้งสามนั้น กรรมการจะสอบสวนโดยไม่เร่งรีบ ดังนั้น กรรมการทั้งสามที่เป็นจำเลยคดีนี้ร่วมกันงดดำเนินการสอบสวนพยานหลักฐาน ด่วนสรุปความเห็น จึงไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติกฎหมาย และประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น่าสงสัยว่า เหตุใดจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำการดังกล่าว ทั้งๆ ที่เมื่อเสร็จสิ้นการสอบสวนชั้นต้นแล้ว จำเลยทั้งสามต้องพิจารณาว่ามีข้อเท็จจริงที่เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้ถูกกล่าวหายังไม่ไดัชี้แจง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีเจตนาไม่ดำเนินการสอบสวนให้เป็นไปตามกฎหมายและประกาศคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตนมีหนังสือด่วนที่สุดถึงประธานศาลฎีกาและกรรมการชุดนี้เมื่อวันที่ 5 พ.ค.เพื่อขอความเป็นธรรม แต่ประธานศาลฎีกานำความเห็นชั้นต้นของจำเลยทั้งสามเสนอคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมเพื่อขอความเห็นชอบให้ตนไปปฏิบัติภารกิจชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมจึงทราบว่า ตนยังไม่ได้ชี้แจงตามที่ถูกกล่าวหา
ทำให้ตนเสียหาย จำเลยทั้งสามจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 81, 93&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภายหลังยื่นฟ้องแล้ว ศาลรับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งในชั้นตรวจฟ้องในวันที่ 7 มิ.ย. 2564 เวลา 09.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2564 นางเมทินี ชโลธร ประธานศาลฎีกา มีคำสั่งให้นายปรเมษฐ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 ไปช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งที่ประชุม คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2564 มีมติเห็นชอบคำสั่งดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้มีคำสั่งลับที่ 333/2564 ลงวันที่ 25 มี.ค. 2564 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง กรณีนายปรเมษฐ์ถูกร้องเรียนกล่าวหาว่าเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการพิจารณาคดีหมายเลขดำ ที่ อท.84/2563 ของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ระหว่างนายประหยัด พวงจำปา อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช., น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และนายวงศ์สกุล กิตติพรหมวงศ์ อัยการสูงสุด เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปรเมษฐ์ โตวิวัฒน์, ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210418/image_big_607bc6790bf28.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
