<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119241</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2021 16:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2021 16:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นอนคุก! ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องขอปล่อยตัว &#039;เบนจา&#039; คดี 112 ชี้ทำผิดเงื่อนไข หวั่นก่อความเสียหายเชื่ออาจหลบหนี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค.64 - ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งในคำร้องขอปล่อยชั่วคราวในคดีที่พนักงานสน.ทองหล่อ ยื่นฝากขัง น.ส.เบนจา อะปัญ ในความผิดหมิ่นสถาบันฯ กรณีการชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค. ผู้ต้องหากับพวกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้จัดกิจกรรมที่มีการปราศรัยหน้าอาคารชิโน-ไทย ทาวเวอร์ แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาลและดูหมิ่นสถาบันฯ โดยคดีนี้ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวเมื่อวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยผู้ขอประกันยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นขอให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวในระหว่างสอบสวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความเปิดเผยว่าวันนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปบ่อยปบ่อยชั่วคราวโดยให้เหตุผลว่า ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่า ข้อหาที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหามีอัตราโทษสูง การกระทำที่ผู้ต้องหาถูกกล่าวหามีลักษณะเป็นการกล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำอันมิบังควร ประกอบกับผู้ต้องหาเคยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจากศาลอาญากรุงเทพใต้ ในคดีที่มีลักษณะข้อหาเป็นอย่างเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขในการปล่อยชั่วคราว ห้ามมิให้ผู้ต้องหากระทำการใดอันเป็นที่เสื่อมเสียแก่สถาบันฯ หรือเข้าร่วมกิจกรรมใดที่อาจก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง แต่ผู้ต้องหากลับไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว กรณีมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้ว ผู้ต้องหาอาจจะก่อให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายประการอื่น และน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาอาจจะหลบหนีคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119241</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรา112, ศาลอาญากรุงเทพใต้, ศาลอุทธรณ์, ศาลไม่ให้ประกันตัว, เบนจา อะปัญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211009/image_big_61615bb9e382e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114542</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก5ปี‘กานต์เมียเสกโลโซ’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุก 5 ปี ปรับ 2 แสน &amp;ldquo;กานต์ เมียเสก โลโซ&amp;rdquo; หมิ่นอดีตเมียเด็ก &amp;ldquo;อีฟ แม็กซิม&amp;rdquo; น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นผู้หญิงหากิน ปอกลอกทรัพย์สินของคนอื่น แต่โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2564 ที่ห้องพิจารณา 915 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.83/2563 ที่ น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ หรือ อีฟ แม็กซิม อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นโจทก์ฟ้อง นางวิภากร หรือกานต์ ศุขพิมาย อายุ 48 ปี ภรรยาของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ &amp;quot;เสก โลโซ&amp;quot; ศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีจำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้ง ทำนองว่า อีเหลือมมาเกาะผัวกินไม่ทำงาน ผัวกูทนลำบากอดทนไม่ได้ที่จะต้องจนและอยู่กับกะหรี่อย่างมึง และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลประทับรับฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2563 ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบ 326 หลายกรรมต่างกันเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ปรับ 40,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท ความผิดจำเลยเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องครอบครัว จำเลยมีความกดดันหลังเลิกกับสามี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอลงอาญาโทษจำคุกเป็นเวลา 2 ปี และลบข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยขอขมานั้น ไม่มีกฎหมายระบุไว้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในวันนี้ นางวิภากร จำเลย เดินทางมาศาลพร้อมกับคนใกล้ชิดและทนายความ ส่วนฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ที่จำเลยอุทธรณ์มานั้น ทุกประเด็นฟังไม่ขึ้น ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นางวิภากร หรือกานต์ ภรรยาของ &amp;quot;เสก โลโซ&amp;quot; ก็มีสีหน้าปกติ ก่อนจะเดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114542</URL_LINK>
                <HASHTAG>พิพากษายืน, วิภากร ศุขพิมาย, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อีฟ แม็กซิม, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์, โทษจำคุกรอลงอาญา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_61262c834870f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114483</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2021 12:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2021 12:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนจำคุก5ปีปรับ2แสน‘กานต์ เมียเสก โลโซ’หมิ่นอดีตเมียเด็ก‘อีฟ  แม็กซิม’ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ส.ค. 2564 - ที่ห้องพิจารณา &amp;nbsp;915 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.83/2563 ที่ น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์ หรืออีฟ แม็กซิม อายุ 30 ปี อดีตรองมิสแม็กซิม ไทยแลนด์ ปี 2008 เป็นโจทก์ฟ้องนางวิภากร หรือกานต์ ศุขพิมาย อายุ 48 ปี ภรรยาของนายเสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือเสก โลโซ ศิลปินร็อกเกอร์ชื่อดัง เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีจำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวหลายครั้ง ทำนองว่า อีเหลือมมาเกาะผัวกินไม่ทำงาน ผัวกูทนลำบากอดทนไม่ได้ที่จะต้องจนและอยู่กับกระหรี่อย่างมึง และข้อความอื่นซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้ผู้ที่อ่านข้อความเข้าใจว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้ว คดีมีมูลประทับรับฟ้อง ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2563 ว่า จำเลยกระทำความผิด ฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบ 326 หลายกรรมต่างกันเป็นกระทงความผิดไป จำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี ปรับ 40,000 บาท รวม 5 กระทง เป็นจำคุก 5 ปี ปรับ 200,000 บาท ความผิดจำเลยเกี่ยวกับความขัดแย้งเรื่องครอบครัว จำเลยมีความกดดันหลังเลิกกับสามี และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นควรให้รอลงอาญาโทษจำคุก เป็นเวลา 2 ปี และลบข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยขอขมานั้น ไม่มีกฎหมายระบุไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้นางวิภากร จำเลยเดินทางมาศาลพร้อมกับคนใกล้ชิด และทนายความส่วนฝ่ายโจทก์ไม่ได้เดินทางมาศาล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า จำเลยเป็นผู้เผยแพร่ภาพและข้อความลงใน เฟซบุ๊กของจำเลยตามฟ้องหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้และพิมพ์ข้อความ เห็นว่า การใช้งานหรือการเข้าถึงอีเมลหรือเฟซบุ๊กนั้นผู้เป็นเจ้าของต้องแสดงตัวตนในโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ของตนก่อนทั้งต้องมีรหัสผ่าน (Password) เพื่อจะเข้าไปยังบัญชีผู้ใช้ (Account) คือการบันทึกหรือตอบคำถามเรื่องราวดังนั้นการเผยแพร่ภาพหรือข้อความใด ๆ ในอีเมลหรือเฟซบุ๊กต้องมีการทำขั้นตอนตามที่ระบุข้างต้นสำหรับภาพและข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊กนี้ จำเลยยอมรับว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของตนแล้ว หากจะมีผู้ใดขอเข้ามาใช้หรือส่งข้อความลงในเฟซบุ๊กนี้จำเลยย่อมต้องรับรู้และรับผิดชอบด้วยคดีจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเป็นผู้เผยแพร่ อุทธรณ์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยต่อไปว่ารูปภาพและข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยนั้นมุ่งประสงค์ถึงตัวโจทก์หรือไม่ ข้อนี้โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานว่า พยานมีชื่อเล่นว่าอีฟ โจทก์เป็นภริยาคนหนึ่งของนายเสกสรร ส่วนจำเลยก็เป็นภริยาของนายเสกสรรเช่นกัน จำเลยมีเรื่องขัดแย้งกับโจทก์มาตลอดโดยเขียนข้อความและแพร่ภาพลงในเฟซบุ๊กของจำเลย ระบุเรียกขานโจทก์ว่า &amp;ldquo;เหลือม&amp;rdquo; หรือ&amp;ldquo; อีเหลือม&amp;rdquo; ซึ่งข้อความที่บันทึกมีถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์และบุคคลที่สามที่เข้ามาดูและอ่านข้อความในเฟซบุ๊กสามารถรับทราบและรู้ได้ว่าจำเลยเขียนพาดพิงถึงตัวโจทก์ อีกทั้งพยานโจทก์เบิกความว่าอพยานเคยทำงานกับจำเลยมาก่อน จำเลยเรียกชื่อโจทก์ว่า&amp;ldquo; อีฟ&amp;rdquo; แต่เมื่อผิดใจกันจำเลยเรียกชื่อโจทก์ว่า &amp;ldquo;อีเหลือม&amp;rdquo; ส่วนที่จำเลยอ้างว่าเป็นการโพสต์ข้อความลอยๆไม่ได้ระบุชื่อโจทก์นั้น เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างไร้น้ำหนัก พยานหลักฐานโจทก์จึงรับฟังได้ว่ารูปภาพและข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยมุ่งประสงค์ถึงตัวโจทก์อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยว่า ข้อความที่เผยแพร่ในเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งหมด เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าการโพสต์ข้อความเป็นการกล่าวหาว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี หากินด้วยการค้าประเวณี เป็นคนลักขโมยปอกลอกทรัพย์สินของคนอื่น ทั้งข้อความนี้เป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวของโจทก์ ไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การกระทำของจำเลยจึงเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์แล้ว อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการสุดท้าย ว่าไม่สมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยหรือไม่เห็นว่า โจทก์กับจำเลยต่างมีนายเสกสรร เป็นสามีคนเดียวกันทั้งสองฝ่ายย่อมมีความรู้สึกหึงหวงในตัวสามีของตน และพยายามใช้วิธีการทุกอย่างที่จะให้นายเสกสรรสามีกลับมาอยู่ในความครอบครองของตนเพียงลำพัง ความขัดแย้งด้วยการโพสต์ข้อความดังกล่าวข้างต้นจึงเกิดขึ้นจากความรู้สึกนึกคิดของจำเลยที่โกรธแค้นโจทก์ ดังจะเห็นจากการใช้ถ้อยคำที่โพสต์ส่วนใหญ่เป็นคำที่ไม่สุภาพและหยาบคายรุนแรงเกินไป แต่ก็เป็นเรื่องเป็นราวของครอบครัวทั้งสองฝ่ายเอง ดังนั้นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยโดยรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยจึงเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วยอุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น นางวิภากรมีสีหน้าปกติ ก่อนจะเดินทางกลับทันที โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114483</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานต์, น.ส.อภิสร์ญา พัฒนวรทรัพย์, นางวิภากร ศุขพิมาย, นายเสกสรรค์ ศุขพิมาย, ศาลอุทธรณ์, อีฟ แม็กซิม, เสก โลโซ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210825/image_big_6125da6271cac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112601</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/08/2021 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/08/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทอยทอย&#039; นอนคุกต่อ ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว ชี้โทษสูงพฤติการณ์ร้ายแรง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 ส.ค.64 - ที่ศาลอาญามีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ศาลได้อ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ กรณีที่ทนายความยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งขอปล่อยชั่วคราว นายธนภัทร ชนะกุลพิศาล หรือ ทอยทอย อายุ 21 ปี &amp;nbsp;นักเเสดงหนุ่มหล่อจากซีรีส์ชื่อดัง ผู้ต้องหาใช้อาวุธมีดแทงน.ส.ชัชสรัญ สุวรรณกิจ &amp;nbsp;หรือพิม อายุ 25 ปี แฟนสาว เสียชีวิต เมื่อวันที่ 6 ส.ค. หลังจากเมื่อวันที่ 7 ส.ค. พนักงานสอบสวนสน.คันนายาว ยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลครั้งแรก และ ศาลอาญามีนบุรีมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวทอยทอย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยศาลอุทธรณ์พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีตามคำร้องขอฝากขังแล้วเห็นว่า ข้อหามีอัตราโทษสูง พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องอุกอาจร้ายแรง จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในระหว่างฝากขัง คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง&amp;nbsp; ทั้งนี้&amp;nbsp;หลังจากนี้ทอย ทอย ยังต้องถูกคุมขังไว้ที่เรือนจำพิเศษมีนบุรี ต่อไปจนกว่าจะมีการยื่นขอประกันตัวใหม่ และศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว &amp;nbsp;จึงจะได้รับอิสรภาพ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112601</URL_LINK>
                <HASHTAG>ทอยทอย, ศาลอุทธรณ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210808/image_big_610f971d76324.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>101019</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 10:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 10:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์ยืนคุก &#039;สหพันธรัฐไท&#039; ฐานเป็นอั้งยี่!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;28 เม.ย.64 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก (วานนี้) ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีสหพันธรัฐไทย 2 คดี โดยคดีแรก พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นโจทก์ฟ้อง นายกฤษณะ อาษาสู้, นายเทอดศักดิ์ เถียรพุดซา, นางประพันธ์ พิพัธนัมพร, น.ส.วรรณภา คำพิพจน์ และ น.ส.จินดา อัจฉริยะศิลป์ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ และอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 209 กรณีจำเลยแจกใบปลิว สติกเกอร์ และเสื้อซึ่งมีสัญลักษณ์กลุ่มสหพันธรัฐไท &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2561 ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. - 12 ก.ย. 2561 จำเลยทั้งห้ากับนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ, นายชูชีพ ชีวะสุทธิ์, นายสยาม ธีรวุฒิ, นายวัฒน์ วรรลยางกูร และนายกฤษณะ ทัพไทย ซึ่งหลบหนียังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้ร่วมกันเป็นหัวหน้า ผู้จัดการ หรือผู้มีตำแหน่งหน้าที่ ในคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีการ ชื่อกลุ่มสหพันธรัฐไท มีความมุ่งหมายเพื่อต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ไปสู่ระบอบการปกครองในระบอบสหพันธรัฐ ที่มีประธานาธิบดีเป็นประมุข &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยทั้งห้ากับพวกดังกล่าว ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ โดยได้เคลื่อนไหวปลุกระดมสมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไปผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ได้แก่ เฟซบุ๊ก กลุ่มไลน์ ยูทูบ และการแจกเอกสารแผ่นปลิว ชักชวนให้สมาชิกกลุ่มและประชาชนทั่วไปต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ต่อต้านรัฐบาลและ คสช. ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน และเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจำเลยที่ 1-4 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 5 หลบหนี ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 5 ออกจากสารบบความ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2563 ว่า จำเลยที่ 1-4 กระทำผิดฐานเป็นอั้งยี่ มาตรา 209 จำคุกคนละ 3 ปี โดยจำเลยที่ 2-3 รับสารภาพในชั้นสอบสวน ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 2 ปี ทั้งหมดไม่รอลงอาญายกฟ้องฐานยุยงปลุกปั่นฯ มาตรา 116 ภายหลังโจทก์และจำเลยที่ 1-4 ยื่นอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว กรณีจำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ ตาม ป.อาญา ม.116 หรือไม่ พยานโจทก์มีหลักฐานบ่งชี้สนับสนุนให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1-4 เกี่ยวข้องกับกลุ่มสหพันธรัฐไทจริง แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมประกอบข้อความในแผ่นใบปลิวและสติกเกอร์ ไม่มีลักษณะเป็นการยุยงปลุกปั่นฯ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องความผิดฐานนี้มานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาต้องวินิจฉัยจำเลยที่ 1-4 กระทำผิดฐานเป็นอั้งยี่หรือไม่ การที่จำเลยที่ 1-4 ตัดสินใจเข้าร่วมอุดมการณ์ด้วยการช่วยเหลือให้การสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่มสหพันธรัฐไท โดยนำใบปลิว สติกเกอร์ และเสื้อที่มีสัญลักษณ์ของกลุ่มไปเผยแพร่แจกจ่าย ตลอดจนใช้สื่อสังคมออนไลน์ชี้นำชักชวนให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาเป็นสมาชิก ย่อมบ่งชี้ว่าจำเลยที่ 1-4 มีเจตนาเข้าร่วมหรือมีส่วนร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มสหพันธรัฐไท เมื่อกลุ่มสหพันธรัฐไทมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง นับเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ การกระทำของจำเลยที่ 1-4 จึงมีความผิดเป็นอั้งยี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่จำเลยที่ 1-4 อุทธรณ์ว่า การเป็นสมาชิกหมายถึงการร่วมจัดตั้งองค์กร มีตำแหน่งหน้าที่ มีการประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างสมาชิก จำเลยจึงไม่มีความผิดนั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 คำว่าสมาชิกหมายความว่า ผู้มีสิทธิและมีส่วนร่วมในสมาคม องค์การ หรือกิจกรรมใดๆ ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1-4 ร่วมกระทำกิจกรรมกับกลุ่มสหพันธรัฐไท ถือได้ว่าจำเลยที่ 1-4 แสดงเจตนาเข้ามีส่วนร่วมเป็นสมาชิกแล้ว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1-4 กระทำผิดฐานเป็นอั้งยี่ ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำคุกจำเลยที่ 1, 4 คนละ 3 ปี จำเลยที่ 2-3 คนละ 2 ปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีที่สอง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง นายเทอดศักดิ์ เถียรพุดซา และนางประพันธ์ พิพัธนัมพร เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานยุยงปลุกปั่นฯ และอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 209 สำนวนนี้โจทก์ฟ้องกรณีเมื่อวันที่ 4-5 ธ.ค. 2561 จำเลยทั้งสองกับพวกนัดหมายสวมใส่เสื้อสีดำ มีสัญลักษณ์ขององค์การสหพันธรัฐไทเดินในบริเวณห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง ภายหลังโจทก์ยื่นอุทธรณ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว องค์การสหพันธรัฐไทมีนายชูชีพ ชีวะสุทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้งองค์การสหพันธรัฐไท ดำเนินรายการทางสื่อสังคมออนไลน์ยูทูป ชักชวนให้ประชาชนสวมใส่เสื้อสีดำออกมาชุมนุมในห้างสรรพสินค้าหรือในสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน ในวันที่ 5 ธ.ค. 2561 กระทั่งวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองสวมใส่เสื้อสีดำ มีสัญลักษณ์สีขาวแดงปรากฏตัวที่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ สาขาบางกะปิ พบปะพูดคุยกับประชาชนที่สวมใส่เสื้อสีดำในบริเวณนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจึงจับกุมจำเลยทั้งสองแจ้งข้อหายุยงปลุกปั่นฯ และอั้งยี่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบมารับฟังได้เพียงว่า ในวันเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองสวมใส่เสื้อยืดสีดำมีสัญลักษณ์ขององค์การสหพันธรัฐไท พูดคุยกับผู้สวมใส่เสื้อสีดำด้วยกันในที่เกิดเหตุเท่านั้น โดยโจทก์ไม่มีหลักฐานแจ้งชัดว่า จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีส่วนริเริ่มชักชวนประชาชนทั่วไปให้มาชุมนุมกันที่หน้าห้างสรรพสินค้าที่เกิดเหตุ หรือจำเลยทั้งสองกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจาเช่นไร เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ตาม ป.อาญา มาตรา 116 (2)(3) กรณีมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดดังกล่าวตามฟ้องโจทก์หรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101019</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาลอุทธรณ์, สหพันธรัฐไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210428/image_big_6088d7907541e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94817</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/03/2021 23:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/03/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุทธรณ์ยืนคุก ‘เจ้าคุณเอื้อน’ ยื่นฎีกาสู้คดีต่อ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน &amp;quot;พระพรหมดิลก&amp;quot; คุก 8 เดือน ปรับ 8 พัน รอลงอาญา 1 ปี คดีทุจริตเงินทอนวัด ทนายอดีตเจ้าคุณเอื้อนเตรียมยื่นฎีกาสู้คดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.นครไชยศรี เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีทุจริตการจัดสรรเงินงบประมาณ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) สำนวนหมายเลขดำ อท.254/2561 ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต 1 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายพนม ศรศิลป์ อายุ 61 ปี อดีต ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.), นายบุญเลิศ โสภา อายุ 54 ปี อดีต ผอ.กองพุทธศาสนศึกษา พศจ.ลำปาง, นายแก้ว ชิดตะขบ อายุ 54 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา, นางพรเพ็ญ กิตติธรางกูร อายุ 51 ปี อดีตนักวิชาการศาสนาชำนาญการ กองพุทธศาสนศึกษา และพระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี อายุ 75 ปี อดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา/กรรมการมหาเถรสมาคม (มส.)/เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร เป็นจำเลยที่ 1-5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ, ทำ, จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ร่วมกันเบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือเป็นของผู้อื่น โดยทุจริตหรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์สินนั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำเอกสารฯ ทำการรับรองหลักฐานเป็นเท็จ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 162 ประกอบมาตรา 83, 86 กรณีกล่าวหาทุจริตการจัดสรรงบในส่วนอุดหนุนการศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาประจำปีงบประมาณ 2557 วงเงิน 5 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 26 พ.ย.2546-15 ส.ค.2557 โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 มี.ค.2563 พิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์-จำเลยที่ได้ทำการไต่สวนแล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน ส่วนอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำผิด มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 จำคุก 1 ปีและปรับ 12,000 บาท โดยจำเลยที่ 1, 3, 4, 5 ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาคดีอยู่บ้าง เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1, 3, 4 คนละ 12 เดือน สำหรับจำเลยที่ 5 คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 8,000 บาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในส่วนของอดีตเจ้าอาวาสวัดสามพระยา จำเลยที่ 5 นั้น ศาลเห็นว่า เคยประกอบคุณงามความดีในด้านพุทธศาสนา จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัยพาราณสี ประเทศอินเดีย ทะนุบํารุงการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา อีกทั้งไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกนั้นจึงให้รอการลงโทษ (รอลงอาญา) ไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกไว้เป็นเวลา 9 เดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับวันนี้ พระพรหมดิลก หรือนายเอื้อน กลิ่นสาลี จำเลยที่ 5 เดินทางมาศาล เนื่องจากยื่นอุทธรณ์คดี ส่วนจำเลยอื่นไม่ยื่นอุทธรณ์ โดยมีคณะสงฆ์และฆราวาสผู้ติดตามเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาให้กำลังใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าประเด็นที่จำเลยที่ 5 ยื่นอุทธรณ์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น จึงมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คงจำคุก 8 เดือน ปรับ 8,000 บาท&amp;nbsp;รอลงอาญาไว้มีกำหนด 1 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา นายอรรณพ บุญสว่าง ทนายความของพระพรหมดิลก เปิดเผยว่า พระพรหมดิลกอุทธรณ์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นกับการสนับสนุนการกระทำผิด แต่ศาลอุทธรณ์?เห็นว่าจำเลยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ สามารถใช้อำนาจในการตรวจสอบงบประมาณต่างๆ ได้ ศาลจึงไม่เชื่อว่าจำเลยที่ 5 ไม่ทราบหรือไม่มีการตรวจสอบให้รอบคอบได้ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เบื้องต้นทีมทนายความปรึกษากันแล้ว จะยื่นเรื่องขอสู้คดีในชั้นศาลฎีกาต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอรรณพระบุด้วยว่า พระพรหมดิลกมีคดีเกี่ยวกับเงินทอนวัดอีก 2 คดี โดยคดีที่ถูกกล่าวหาว่าฟอกเงิน ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องไปเมื่อเดือน ก.ย.2563 และศาลออกเอกสารรับรองสิ้นสุดคดีความไปเมื่อเดือน ก.พ.2564 ส่วนอีกคดีเป็นการฟ้องในศาลแพ่ง เบื้องต้นขณะนี้ทนายได้ยื่นคำร้องถึงศาล เนื่องจากคดีอาญาฟอกเงินได้ถึงที่สุดแล้ว ในชั้นอุทธรณ์ของศาลแพ่งยังไม่มีคำสั่งใดๆ ลงมา.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94817</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีทุจริตเงินทอนวัด, พระพรหมดิลก, พิพากษายืน, รอลงอาญา 1 ปี, ศาลอุทธรณ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เงินทอนวัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210302/image_big_603e50aa2e7d5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>93125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/02/2021 19:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/02/2021 19:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดูชัดๆคำสั่งศาลอุทธรณ์  ไม่อนุญาตให้ประกันตัว &#039;เพนกวิน-อานนท์-สมยศ&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.พ.64 - ศาลอาญาอ่านคำสั่งศาลอุทธรณ์ &amp;nbsp;ไม่อนุญาตให้ประกันตัว &amp;nbsp;นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน , นายอานนท์ นำภา, &amp;nbsp;และนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า &amp;quot;ราษฎร&amp;quot; &amp;nbsp;ในคดีที่กลุ่มจำเลยถูกพนักงานอัยการส่งฟ้องข้อหาความผิด ป.อาญา ม.112 โดยคำสั่งศาลมีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/93125</URL_LINK>
                <HASHTAG>พริษฐ์ ชิวารักษ์, ศาลอุทธรณ์, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, อานนท์ นำภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210215/image_big_602a620b3801a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
