<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105663</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2021 13:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2021 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลยกฟ้อง &#039;วรเจตน์&#039; ไม่รายงานตัว คสช.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย.64 - &amp;nbsp;ที่ศาลแขวงดุสิต ซอยสีคาม ถ.นครไชยศรี &amp;nbsp;ศาลนัดฟังคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 5/2557 และ 57/2557 ไม่ไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาคดีถูกโอนมายังศาลเเขวงดุสิต ซึ่งฝ่ายจำเลยได้ยื่น คำร้องขอให้ศาลส่งคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบทกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐมนูญ&amp;rdquo; ฉบับลงวันที่ 14 พฤษภาคม 2563 เเละต่อมา ศาล รธน. มีคำวินิจฉัย ประกาศ คสช. ดังกล่าวกำหนดโทษคนไม่รายงานตัวขัดรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในวันนี้ นายวรเจตน์ เดินทางมาศาลพร้อมด้วยนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเจตน์ &amp;nbsp;กล่าวว่าคดีนี้ตนมายื่นคำร้องหน้าศาลรัฐธรรมนูญในช่วงท้ายๆคดีของการสืบพยานที่ศาลแขวงดุสิต ตนได้ยื่นคำร้องต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ว่าประกาศของคสช.ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ตามช่องทางมาตรา 212 เพราะถ้าตนไปยื่นเร็ว ก็ต้องไปพบกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดก่อน &amp;nbsp;ก็ไม่แน่ว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร เพราะที่ผ่านมามีความพยายามที่นำคดีเข้าสูการวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นคล้ายๆกันตลอดมาซึ่ง แนวเดิมนั้นยังไม่เคยมีการตรวจสอบคำสั่งต่างๆของคสช.เลยเพราะศาลธรรมนูญชุดก่อนๆจะบอกว่าคำสั่งของคสช.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญเพราะมีการรับรองไว้แล้วหรือมีการรับรองความชอบของคำสั่งนั้นๆไว้แล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ครั้งหลังนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการตรวจสอบคำสั่งแล้ว &amp;nbsp; แม้ว่าผลจะออกมาตรงกับที่ตนขอไปก็จริงแต่ว่าก็ยังไม่ครบเพราะมีบางประเด็นที่ตนได้ร้องเข้าไปแต่ศาลก็ยังไม่มีคำพูดออกมาว่าคำสั่งของคสช.ออกมาโดยชอบหรือไม่ เเละมีวิธีการจะเข้าไปตรวจสอบอำนาจของคสช.ในการออกคำสั่งได้อย่างไร ซึ่งหากมีคำวินิจฉัยออกมาชัดเจนในคราวเดียวทั้งหมดก็จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นๆด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวรเจตน์ กล่าวอีกว่า สำหรับคดีของตนที่ร้องต่อศาลนั้นมีการวินิจฉัยว่าประกาศของคสช.ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะมีการกำหนดโทษเกินกว่าเหตุและประกาศของคสช.มีผลย้อนหลังจึงขัดต่อรัฐธรรมนูญเนื่องจากคสช.เขาเรียกตนเข้าไปรายงานตัวตอนเช้าตอนบ่ายก็จะสั่งกำหนดโทษ และในวันนี้จะรอฟังคำวินิจฉัยคำพิพากษาของศาลแขวงดุสิตว่าจะมีการวินิจฉัยข้อกฎหมายอย่างไร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่าวันนี้ศาลเเขวงดุสิตมีคำพิพากษาสั้นๆว่าประกาศ คสช.ซึ่งมีโทษทางอาญาทั้ง2ฉบับนั้นขัดรัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีในความผิดลักษณะนี้ในทางอาญาโดยอาศัยประกาศดังกล่าวเป็นหลักในการลงโทษ จำเลยจึงไม่มีความผิดตามประกาศดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิญญัติ กล่าวว่าทั้งคำพิพากษาในวันนี้เเละคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันธ์ทุกองค์กรย่อมหมายความว่า บุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวเเล้วเกรงว่าจะมีความผิดฐานนี้ให้ไม่เป็นความผิด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105663</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., รเจตน์ ภาคีรัตน์, ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf072780d66.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102003</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/05/2021 16:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/05/2021 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการฟ้อง &#039;ลูกเกด ชลธิชา&#039; คดีชุมนุมอนุสาวรีย์ชัยฯฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 พ.ค.64 - ที่ศาลแขวงดุสิต เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 ได้มีคำสั่งฟ้องคดีของ &amp;ldquo;ลูกเกด&amp;rdquo; ชลธิชา แจ้งเร็ว ด้วยข้อหา ฝ่าฝืนประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ใน 2 คดี ได้แก่ คดีจากการชุมนุม #ม็อบ18ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และ คดีจากการชุมนุม #21ตุลาไปอนุสาวรีย์ชัย ซึ่งมีการเดินขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยไปที่บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หลังศาลรับฟ้อง ทนายจำเลยได้ยื่นประกันตัวระหว่างพิจารณา ศาลให้ประกันโดยวางหลักประกันเงินสดคดีละ 20,000 บาท รวมเป็น 40,000 บาท โดยเป็นหลักทรัพย์จากกองทุนราษฎรประสงค์ และกำหนดวันนัดพร้อมเพื่อสอบคำให้การทั้งสองคดีในวันที่ 9 ส.ค. 2564 เวลา 09.00 น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102003</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชลธิชา แจ้งเร็ว, พรก.ฉุกเฉิน, ม็อบอนุสาวรีย์, ลูกเกด ชลธิชา, ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210417/image_big_607a5cd1c6b24.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100755</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/04/2021 12:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/04/2021 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลชี้ประกาศคสช.ลงโทษคนไม่มารายงานตัวไม่ได้! ขัดรธน.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 เม.ย. 64 - ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (คดีหมายเลขดำ อ2074/2562 ของศาลแขวงดุสิต - คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 30/2563) ในคดีที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (แขวงดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นจำเลย ในความผิดฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 5/2557, 57/2557 (เรียกชื่อให้มารายงานตัว) และประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 (กำหนดโทษคนไม่มารายงานตัว) กรณีนายวรเจตน์ไม่ไปรายงานตัวต่อ คสช. หลังการรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 ต่อมาภายหลังโอนคดีจากศาลทหารมาศาลแขวงดุสิต จำเลยได้ยื่นคำร้องขอศาลแขวงดุสิตให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เกี่ยวกับประกาศดังกล่าวที่ใช้บังคับแก่คดีขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายวรเจตน์ จำเลย โต้แย้งสรุปได้ว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่ขัดต่อหลักนิติธรรม โดยประกาศฉบับที่ 29/2557 ประกาศใช้บังคับหลังจากที่มีคำสั่งฉบับที่ 5/2557 จึงเป็นกฎหมายที่กำหนดโทษทางอาญาบังคับใช้ย้อนหลังแก่จำเลย เป็นกฎหมายที่มุ่งหมายบังคับใช้แก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง ไม่ได้บัญญัติขึ้นเพื่อใช้บังคับเป็นการทั่วไป และประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับดังกล่าว เป็นบทบัญญัติที่กำหนดโทษทางอาญาเกินสมควรแก่เหตุ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ประกาศฉบับที่ 29/2557 มีลักษณะเป็นการบังคับข่มขู่ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 4 และ 27 อีกทั้งเมื่อ คสช. สิ้นอำนาจไปแล้ว วัตถุประสงค์ของคำสั่งเรียกบุคคลให้มารายงานตัวจึงสิ้นสุดลงไปด้วย เนื่องจากการลงโทษทางอาญานั้น วัตถุประสงค์ของการกำหนดโทษในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดจะต้องดำรงอยู่ในขณะที่มีการลงโทษ การดำรงอยู่ของประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29&amp;nbsp;
ศาลแขวงดุสิตส่งคำโต้แย้งของจำเลยให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้ว กรณีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 212 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งรับไว้พิจารณาวินิจฉัย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีเนื้อหาสรุปได้ว่า บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 บัญญัติรับรองสถานะของประกาศและคำสั่งของ คสช. ให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้และกฎหมาย ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับจึงยังมีผลเป็นกฎหมายต่อไปแม้ คสช. จะสิ้นสภาพไปแล้ว และรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ซึ่งรวมถึงประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับด้วย ขณะที่ประกาศใช้กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ เป็นช่วงที่ คสช. กระทำการยึดอำนาจปกครองแผ่นดินสำเร็จ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีความต้องการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ ไม่ก่อความวุ่นวายและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ จึงจำเป็นต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนบางประการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี เมื่อยามที่บ้านเมืองปกติสุข การใช้ชีวิตของปัจเจกบุคคลย่อมแตกต่างไปจากสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 รัฐธรรมนูญได้รับรองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลไว้ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง โดยบุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายซึ่งใช้อยู่ในเวลานั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ฯ ซึ่งเป็นหลักการสากล ทั้งนี้ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองไว้ ต้องเป็นไปตามมาตรา 26 ต้องคำนึงถึงหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี เพื่อมิให้ตรากฎหมายขึ้นบังคับใช้แก่ประชาชนตามอำเภอใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล การกำหนดโทษทางอาญาจึงต้องพิจารณาว่ามีความเหมาะสม เมื่อเทียบเคียงกับกรณีการนำตัวบุคคลที่ยังมิได้กระทำความผิด เพียงแต่มีเหตุอันควรสงสัย มีการกำหนดวิธีการเพื่อความปลอดภัย ตาม ป.อาญา มาตรา 46 แทนการกำหนดโทษทางอาญา นอกจากนี้ เมื่อเทียบเคียงการไม่รายงานตัวฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. กับกรณีบุคคลขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตามกฎหมายอื่น การฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศ คสช. ยังมิใช่การกระทำอันมีผลร้ายแรง ถึงขนาดต้องกำหนดโทษทางอาญาให้จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งยังมีมาตรการทางกฎหมายอื่น ได้แก่ ป.อาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ที่เป็นมาตรการลงโทษสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 10 วัน หรือปรับไม่เกิน 5 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อันเป็นความผิดลหุโทษที่เหมาะสม จำเป็นและพอสมควรแก่กรณี ดังนั้น ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 ไม่มีความเหมาะสมกับลักษณะของการกระทำผิด ไม่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วนพอเหมาะพอควรแก่กรณี จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และขัดต่อหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การออกคำสั่งเรียกให้มารายงานตัวก่อนแล้วออกประกาศกำหนดโทษของการกระทำดังกล่าวในภายหลัง เป็นการกำหนดโทษทางอาญาให้มีผลย้อนหลัง ไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง เมื่อวินิจฉัยว่าประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ประกาศทั้งสองฉบับเป็นอันใช้บังคับมิได้ วินิจฉัยว่า ประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557, 41/2557 เฉพาะในส่วนโทษทางอาญา ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และเฉพาะประกาศ คสช. ฉบับที่ 29/2557 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 29 วรรคหนึ่ง ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายหลังศาลแขวงดุสิตอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้อัยการโจทก์ จำเลย และทนายความจำเลยฟังแล้ว ศาลได้สอบถามคู่ความทั้งสองฝ่ายว่า ประสงค์จะแถลงข้อเท็จจริงหรือทำคำแถลงการณ์ใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ คู่ความทั้งสองฝ่ายแถลงว่าไม่มีข้อเท็จจริงใดหรือคำแถลงใดที่จะแถลงต่อศาลเพิ่มเติม ศาลจึงเห็นควรให้กำหนดนัดฟังคำพิพากษา ในวันที่ 8 มิ.ย. 2564 เวลา 9.00 น. เหตุที่นัดเกิน 3 วันเนื่องจากต้องส่งร่างคำพิพากษาไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค 1 ตรวจก่อนอ่านตามระเบียบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของนายวรเจตน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คำวินิจฉัยนี้ส่งผลให้บุคคลที่ถูกคำสั่งเรียกรายงานตัวที่ยังไม่มารายงานตัว และเกรงกลัวความผิดจากการขัดคำสั่งเรียกรายงานตัวสามารถกลับเข้ามาประเทศได้ ทั้งนี้ หากไม่มีข้อหาความผิดฐานอื่น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100755</URL_LINK>
                <HASHTAG>คำสั่งคสช., วรเจตน์ ภาคีรัตน์, วิญญัติ ชาติมนตรี, ศาลรธน., ศาลแขวงดุสิต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210426/image_big_6086557126564.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>97676</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2021 16:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2021 16:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ตร.ฝากขังม็อบทะลุฟ้า 93 คน แจ้ง 5 ข้อหา ค้านประกันตัวชุดแรก 61 คนหวั่นก่อเหตุซ้ำ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 มี.ค.64 - ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง คุมตัวผู้ต้องหาซึ่งถูกจับกุมคดีชุมนุมหมู่บ้านทะลุฟ้า จำนวน 2 ชุด มาขอผัดฟ้องและฝากขังครั้งแรก โดยชุดแรกมี นายภานุพงศ์ พงษ์ธนู อายุ 21 ปี กับพวกรวม 61 คน และชุดที่สองมี&amp;nbsp;นายอมรินทร์ พิมลรัตน์ไพบูลย์ อายุ 25 ปี กับพวกรวม 32 คน (รวมทั้งหมด 93 คน) เนื่องจากต้องสอบพยานอีก 10 ปาก รอผลการตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา และประวัติการต้องโทษของผู้ต้องหา ฝากขังมีกำหนด 6 วัน นับแต่วันที่ 29 มี.ค. - 3 เม.ย. 2564 โดยพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา 5 ข้อ ฐานฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.โรคติดต่อ, พ.ร.บ.จราจรทางบก, พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ&amp;nbsp;ในชั้นสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ต้องหาชุดแรก ถูกจับกุมเวลาประมาณ 06.00 น. วันที่ 28 มี.ค. 2564 จากการร่วมชุมนุมกลุ่มเดินทะลุฟ้า ตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. 2564 จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาข้างทำเนียบรัฐบาล ส่วนผู้ต้องหาชุดที่สองถูกจับกุมเวลา 18.30 น. วันเดียวกัน จากการรวมตัวกันบนสะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล โดยท้ายคำร้องผู้ต้องหาชุดแรก พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันตัวของผู้ต้องหาทั้งหมดไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด&amp;nbsp;เนื่องจากหากผู้ต้องหาทั้ง 61 คน ได้รับการปล่อยชั่วคราว เกรงว่าผู้ต้องหาทั้ง 61 คน อาจจะก่อเหตุในลักษณะเดียวกันนี้อีก ส่วนผู้ต้องหาชุดที่สอง 32 คน พนักงานสอบสวนไม่คัดค้านการประกันตัว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/97676</URL_LINK>
                <HASHTAG>ม็อบทะลุฟ้า, ศาลแขวงดุสิต, สน.นางเลิ้ง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210329/image_big_60619d6d7af1b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71610</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2020 11:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2020 11:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนปรับ &#039;เพนกวิน-บอล&#039; คนละ 2 พัน แขวนพริกเกลือไล่บิ๊กตู่ที่ทำเนียบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.63 - ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ 370/2562 ที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ฟ้องนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 10 ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา จำเลยทั้งสองพร้อมกลุ่มเพื่อนนักศึกษาเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล หลังจากจำเลยที่ 1 ออกมาโพสต์เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และพี่น้องประชาชนร่วมเดินขบวนเชิญให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เสรี สุจริต และเป็นธรรม หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินมายังประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนฝากพริก เกลือ กระเทียม แขวนไว้บริเวณรั้วทำเนียบรัฐบาล โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คดีนี้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2562 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ให้ปรับคนละ 2,000 บาท โดยล่าสุดวันนี้ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ปรับคนละ 2,000 บาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71610</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวัฒน์ วงค์ไชย, พ.ร.บ.ชุมนุม, พริษฐ์ ชิวารักษ์, ศาลแขวงดุสิต, แขวนพริกเกลือ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200716/image_big_5f0fd92b3c245.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43945</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 15:34</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 15:34</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลสั่งปรับ2พัน&#039;เพนกวิน-บอล&#039; แขวนพริกเกลือไล่&#039;บิ๊กตู่&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 62 - ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ 370/2562 ที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ฟ้องนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนายธนวัฒน์ วงค์ไชย อดีตประธานสภานิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 10 ผู้ใดประสงค์จะจัดการชุมนุมสาธารณะ ให้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อย 24 ชั่วโมง ซึ่งมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา จำเลยทั้งสองพร้อมกลุ่มเพื่อนนักศึกษาเดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล หลังจากจำเลยที่ 1 ออกมาโพสต์เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา และพี่น้องประชาชนร่วมเดินขบวนเชิญให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะถึงนี้ เสรี สุจริต และเป็นธรรม หลังจากนั้นจำเลยทั้งสองเดินมายังประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนฝากพริก เกลือ กระเทียม แขวนไว้บริเวณรั้วทำเนียบรัฐบาล โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และได้รับการประกันตัวโดยไม่ใช้หลักทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ นายพริษฐ์และนายธนวัฒน์เดินทางมาฟังคำพิพากษา ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานโจทก์และจำเลยแล้ว พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ให้ปรับคนละ 2,000 บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายพริษฐ์ เปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ที่ผ่านมาการต่อสู้คดีนี้และทำกิจกรรมทางการเมืองโดยเปิดเผยในที่สาธารณะ เป็นการชุมนุมเพียง 3-4 คน แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่มีบทนิยามคำว่าการชุมนุมในที่สาธารณะเป็นอย่างไร ทั้งที่พวกตนนัดหมายกันมาคุยเพียง 3-4 คนเท่านั้น ศาลมองว่าตนไม่ได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบล่วงหน้าว่าจะมีการชุมนุม และในการชุมนุมของตนไม่ได้จัดให้มีการปิดกั้นเพื่อให้คนไม่เกี่ยวข้องร่วมชุมนุมด้วย ซึ่งเป็นดุลยพินิจของศาล ตนเคารพในคำตัดสิน เพราะศาลตัดสินตามตัวบทกฎหมาย แต่สิ่งที่ตนไม่เห็นด้วยคือ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ที่ออกโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ลูกไล่ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ดังนั้นในวันนี้ ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองต่างๆ หรือผู้ชนะการเลือกตั้งแล้วเข้าไปอยู่ในสภาที่ยังมีหัวใจเป็นประชาธิปไตย ได้โปรดออกมาทบทวนแก้ไข เพื่อให้เกิดเสรีภาพแก่ประชาชน ส่วนคดีนี้ผมจะปรึกษาทนายความเพื่ออุทธรณ์หรือไม่ต่อไป และกิจกรรมการเมืองยังมีต่อไป ต่อไปนี้เวลาผมจะพูดคุยกับเพื่อนๆ ซัก 4 คน ก็อาจจะผิดตามกฎหมายนี้ไปหมด เพราะ พ.ร.บ.ชุมนุม นี้ไม่มีนิยาม&amp;quot; นายพริษฐ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง กล่าวเสริมว่า เห็นใจน้องทั้งสองที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างถูกต้อง สงบ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์แขวนพริกเกลือ ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นตำแหน่งก่อนเลือกตั้งเท่านั้นเอง ขอให้กำลังใจต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43945</URL_LINK>
                <HASHTAG>คสช., ชุมนุมสาธารณะ, ปรับ2พันบาท, ศาลแขวงดุสิต, เพนกวิน-บอล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190821/image_big_5d5d01adda7a5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/07/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลองด่านจบ!‘วัฒนา’คุก3ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; จำคุก 3-6 ปี &amp;nbsp;&amp;quot;วัฒนา อัศวเหม&amp;quot; พร้อมพวกเอกชนคดีทุจริตคลองด่าน กรมควบคุมมลพิษเดินหน้าฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหาย 2.3 หมื่นล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 13 ก.ค.นี้ ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.นครไชยศรี ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ 254/2547 ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง 1.กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี หรือ NVPSKG (ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์) 2.บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 3.นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 4.บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง &amp;nbsp;5.นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง 6.บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) 7.นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการ บริษัท สี่แสงการโยธา &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;8.บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 9.นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการ บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 10.บริษัท เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 11.นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการ บริษัท เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 12.บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ 13.นายชาลี ชุตาภา กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ 14.นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ 15.นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ 16.บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ 17.นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการ บริษัท ปาล์ม บีชฯ 18.นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทน บริษัท ปาล์ม บีชฯ และ 19.นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งศาลออกหมายจับไว้อยู่แล้ว) เป็นจำเลยที่ 1-19 ในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่ที่ดินนั้นกลับเป็นกลุ่มบริษัทจัดหามาแล้ว ที่ดินนั้นเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน และฉ้อโกงสัญญาก่อสร้าง มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งในส่วนของกิจการร่วมค้า NVPSKG จำเลยที่ 1 นั้น ศาลได้พิพากษายกฟ้องไปแล้วตั้งแต่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ โดยคดีศาลสั่งประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่ 2-19 เท่านั้น ปัจจุบันจึงเหลือจำเลยที่เข้าสู่กระบวนพิจารณาและมีคำพิพากษารวม 18 ราย โดยศาลแขวงดุสิต ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 12 พ.ย.2552 เห็นว่าจำเลยทั้ง 18 ราย กระทำผิดจริง จึงพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11 13-15, 17, 18 และนายวัฒนา จำเลยที่ 19 รวม 11 คน คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12, 16 ซึ่งเป็นบริษัทนิติบุคคล รวม 7 ราย ให้ปรับรายละ 6,000 บาท โดยจำเลยทั้งหมดยื่นอุทธรณ์สู้คดีเพื่อให้พิพากษายกฟ้อง ซึ่งระหว่างอุทธรณ์คดี จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11 13-15, 17, 18 ได้ประกันตัวคนละ 1 ล้านบาท ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 19 หลบหนีคดี ศาลจึงสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งวันที่ 19 พ.ย.2556 มีการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งให้ยกฟ้องจำเลยทั้ง 18 ราย เนื่องจากเห็นว่าช่วงเวลาที่บริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 16 ซื้อที่ดินเพื่อใช้ในโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย ยังไม่แน่ชัดว่าโครงการจะใช้ที่ดินบริเวณใดบ้าง โดย คพ. โจทก์ เพิ่งมีโครงการชัดเจนว่า จะใช้ที่ดิน ต.คลองด่าน ในเดือน ก.พ.2539 พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพวกจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้องหรือดำเนินการใดๆ ให้คณะกรรมการคัดเลือกของ คพ. เลือกที่ดินของบริษัท คลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 12 ต่อมา คพ. โจทก์ ได้ยื่นฎีกา ขอให้ศาลฎีกากลับพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่วันนี้ นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการ บริษัท เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 11, นายชาลี ชุตาภา กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ ที่ 13, นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ ที่ 15, นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ที่ 19 ที่ศาลเคยออกหมายจับไว้แล้ว เพราะไม่ศาลเมื่อนัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าออกหมายจับครบ 1 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัวมา ศาลจึงให้อ่านคำพิพากษาลับหลังทันทีในวันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วน นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการ บริษัท สี่แสงการโยธา จำเลยที่ 7 ที่วันนี้ไม่มาศาล ระบุยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยขอให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาอีกครั้งนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยน่าจะมาศาลได้ พฤติการณ์เป็นลักษณะการประวิงคดี กรณีไม่มีเหตุให้เลื่อน และส่วนของ นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 18 ได้รับหมายศาลโดยชอบแล้วไม่มา พฤติการณ์ทั้ง 2 เชื่อว่าจะหลบหนี จึงให้ออกหมายจับทั้ง 2 ภายในเวลา 1 เดือน เพื่อฟังคำพิพากษาต่อไปในวันที่ 22 ส.ค. เวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยองค์คณะศาลแขวงดุสิต ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ตามทางนำสืบของ คพ. โจทก์ รับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, 10, 11, 12, 13, 14, 15, 16, 17, 18, 19 รวม 18 ราย กระทำผิดตามฟ้อง จึงพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้ง 18 ราย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดิน 1.9 พันล้านบาท และฉ้อโกงกรณีสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ จึงให้จำคุก นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 3 และนายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการ บริษัท เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 11 คนละ 6 ปี ใน 2 กระทง ฐานร่วมกันฉ้อโกงการซื้อที่ดิน 1.9 พันล้านบาท และฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายชาลี ชุตาภา กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 13, นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 14, นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการ บริษัท คลองด่านมารีนฯ ที่ 15, นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการ บริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 17, นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 18 และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552) ที่ 19 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการจัดซื้อที่ดิน สำหรับนายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง จำเลยที่ 5, นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการ บริษัท สี่แสงการโยธา จำเลยที่ 7, นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการ บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 9 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีสัญญาการก่อสร้าง (รวมจำคุกผู้บริหารบริษัทก่อสร้างทั้งหมดรวม 11 คน)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 2 กับบริษัท เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 10 นั้นให้ปรับรายละ 2 กระทง รวมเป็นเงิน 12,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดินและฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างงานและปรับ บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ ที่ 12 กับบริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 16 รายละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดินสำหรับ บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง จำเลยที่ 5, บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) ที่ 6, บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 8 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างงาน (รวมปรับบริษัทจำเลยทั้งหมด 7 แห่ง)
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณกฤช เศวตนันทน์ ทนายความของกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า หลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของกรมควบคุมมลพิษจะต้องฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อเรียกร้องค่าเสียหายตามผลของคำพิพากษาในทางอาญาวันนี้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายประมาณ 23,000 ล้านบาท ในส่วนคดีความที่ศาลปกครอง ปัจจุบันศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด เป็นหน้าที่ของพนักงานอัยการและกรมควบคุมมลพิษที่รับผิดชอบเรื่องคดีปกครอง นำคำพิพากษาของศาลวันนี้ไปยื่นต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยชี้ขาดตามแนวทางของศาลฎีกาวันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายณกฤชกล่าวต่อไปว่า และในส่วนการยึดและอายัดเงินของจำเลยและคนที่ได้รับเงินไปจากการจ่ายเงินของทางราชการ ที่ในทางราชการตอนแรกตกลงว่าจะจ่าย 10,000 ล้านบาท แต่ทางราชการได้เปลี่ยนมาจ่ายในงวดแรก และได้จ่ายไป 4,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งต่อมาทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ไปอายัดเงินที่จำเลยมีการฟอกเงินที่รับไปประมาณ 500 ล้านบาท จาก 4,000 ล้านบาท ซึ่งทาง ปปง.ก็ได้ฟ้องเป็นคดีทั้งหมด 4 คดี โดยมีการฟ้องต่อศาลแพ่ง ขอให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาไปแล้ว 2 คดี และจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว 2 คดี จากนี้ไปอัยการจะได้นำคำพิพากษาของศาลฎีกานี้ไปขอให้ศาลแพ่งสืบพยานและทำคำพิพากษาต่อไป เพื่อให้เสร็จสิ้นคดีและนำเงินที่บริษัทเอกชนได้รับไปกลับมาตกเป็นของแผ่นดิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คดีนี้มีการอนุมัติงบประมาณให้กรมควบคุมมลพิษจ้างทนายเอกชนฟ้องคดีเอง จึงถือว่าประสบความสำเร็จ คดีนี้มีจำเลยถึง 19 คน มีทุนทรัพย์ความเสียหายสูงมากถึง 23,000 ล้าน มี 2 สำนวนอยู่ในคดีเดียวกัน ใช้เวลาทำคดีฟ้องตั้งแต่ปี 2547 ศาลชั้นต้นตัดสินปี 2552 ศาลอุทธรณ์ตัดสินปี 2556 ศาลฎีการับเรื่องปี 2557 และศาลฎีกาใช้เวลาพิจารณาถึง 4 ปี นับว่าเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์มากที่สุดของคดีความ มีเจ้าหน้าที่ร่วมกระทำความผิดที่โดน ป.ป.ช.ชี้มูลปี 2554 หลายสิบคน จนต่อมาศาลอาญาลงโทษจำคุก&amp;rdquo; นายณกฤชกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13359</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คดีทุจริตคลองด่าน, คดีหมายเลขดำ 254/2547, คลองด่าน, วัฒนา อัศวเหม, ศาลแขวงดุสิต, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180713/image_big_5b48b8278ce76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
