<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119654</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2021 18:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2021 17:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘21 ปี  พอช.’  (3) ตามรอยพระบาทสร้างชาติด้วยเศรษฐกิจพอเพียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร&amp;nbsp; มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp;ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาชนไทย โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในชนบทได้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงทรงมีพระราชดำริโครงการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ.2494 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งหมด 4,596 โครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช่น 1.การพัฒนาด้านแหล่งน้ำ 3,067 โครงการ  2.การพัฒนาด้านการเกษตร 107 โครงการ  3.การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม 33 โครงการ  4.การพัฒนาด้านส่งเสริมอาชีพ 79 โครงการ  5.การพัฒนาด้านสาธารณสุข 2 โครงการ  6.การพัฒนาด้านคมนาคม/สื่อสาร 4 โครงการ  7.การพัฒนาด้านสวัสดิการสังคม&amp;nbsp; การศึกษา 30 โครงการ  8.การพัฒนาแบบบูรณาการ 147 โครงการ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รากเหง้าปรัชญาเศรษฐกิจ-วิถีพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตรัสถึงแนวทางการพัฒนาประเทศไปสู่ &amp;lsquo;การพอมี พอกิน&amp;rsquo; ซึ่งถือเป็นรากฐานของ &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ&amp;rsquo; มาตั้งแต่ปี 2517 แต่กว่าสังคมไทยจะตื่นตัวเวลาได้ผ่านไปกว่า 20 ปี เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตกในปี 2540 โดยก่อนหน้านั้นหลายปี ประเทศไทยพยายามจะมุ่งเป้าไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่หรือ &amp;lsquo;เสือเศรษฐกิจตัวที่ 5 ของเอเซีย&amp;rsquo; (4 เสือ คือ สิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ และไต้หวัน) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;..ความจริงเคยพูดเสมอในที่ประชุมอย่างนี้ว่า  การจะเป็นเสือนั้นไม่สำคัญ &amp;nbsp;สำคัญอยู่ที่เรามีเศรษฐกิจแบบพอมีพอกิน &amp;nbsp;แบบพอมีพอกินนั้นหมายความว่า  อุ้มชูตัวเองได้  ให้มีพอเพียงกับตัวเอง &amp;nbsp;อันนี้ก็เคยบอกว่าความพอเพียงนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกครอบครัวจะต้องผลิตอาหารของตัว &amp;nbsp;จะต้องทอผ้าใส่เอง &amp;nbsp;อย่างนั้นมันเกินไป &amp;nbsp;แต่ว่าในหมู่บ้านหรือในอำเภอ จะต้องมีความพอเพียงพอสมควร &amp;nbsp;บางสิ่ง &amp;nbsp;บางอย่างที่ผลิตได้มากกว่าความต้องการก็ขายได้ &amp;nbsp;แต่ขายในที่ไม่ห่างไกลเท่าไหร่  ไม่ต้องเสียค่าขนส่งมากนัก....&amp;quot; (พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 4 ธันวาคม 2540)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กล่าวได้ว่า พระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานให้แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของการ &amp;lsquo;พออยู่ พอกิน&amp;rsquo; และแนวทาง &amp;lsquo;ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rsquo; นั้น อันที่จริงก็เป็นรากฐานของสังคมเกษตรกรรมของไทยมาแต่เนิ่นนานแล้ว เช่น ในอีสานมีคำพูดที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตการทำมาหากินว่า &amp;ldquo;เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน&amp;rdquo; (ทำอยู่ ทำกิน) ซึ่งมีความหมายถึงการทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง โดยการพึ่งพาตัวเอง เช่น ทำนา ปลูกผัก&amp;nbsp; เลี้ยงไก่&amp;nbsp; ทอผ้า ทำเครื่องใช้ในครัวเรือน &amp;nbsp;ฯลฯ &amp;nbsp;ไม่ใช่วิถีแบบ &amp;ldquo;ซื้ออยู่ ซื้อกิน&amp;rdquo; เหมือนดังปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้&amp;nbsp; พระองค์ท่านยังมีหลักการทรงงานที่สำคัญด้านการพัฒนาชุมชน&amp;nbsp; นั่นก็คือ&amp;nbsp; &amp;ldquo;การระเบิดจากข้างใน&amp;rdquo; ซึ่งหมายความว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;ต้องสร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่เราเข้าไปพัฒนาให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน  มิใช่การนำเอาความเจริญหรือบุคคลจากสังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนหมู่บ้านที่ยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงบันดาลใจจากในหลวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน  2528 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการดำเนินงานของศูนย์การพัฒนาภูพาน  ต.ห้วยยาง  อ.เมือง  จ.สกลนคร ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร  มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;&amp;hellip;แนวทางการแก้ปัญหาความยากจนและหนี้สินเกษตรกร  ควรจัดให้มีกองทุนหมุนเวียนในหมู่บ้าน โดยวิธีออมทรัพย์ร่วมกัน เพื่อสาธิตการบริหารจัดการเงินและการบัญชีแก่ชาวบ้าน &amp;nbsp;ส่งเสริมการจัดตั้งร้านค้าสาธิตหมู่บ้าน เพื่อฝึกด้านการจัดการตลาด ควรริเริ่มทำธุรกิจชุมชนในหมู่บ้านให้เข้มแข็ง และแพร่หลาย เพื่อพัฒนาสู่ระบบหมู่บ้านสหกรณ์ทั่วประเทศต่อไปในอนาคต...&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตำบลท่าเสา อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี กลุ่มเกษตรกรที่นี่มีปัญหาความยากจนและมีหนี้สินไม่ต่างจากที่อื่นๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพปลูกพืชไร่หรือพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ ต้องกู้ยืมเงินนอกระบบมาเป็นทุนหมุนเวียน ทำให้หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พิพัฒน์ แก้วจิตคงทอง ผู้นำกลุ่มเกษตรกรตำบลท่าเสา เล่าว่า จากปัญหาหนี้สินและผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ตำบลท่าเสาจึงได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาดำเนินการตั้งแต่เริ่มต้น  โดยสร้างระบบพึ่งพากันในชุมชนขึ้นมา  เริ่มตั้งแต่เรื่องการจัดการทุน  จากเดิมที่ต้องกู้หนี้ยืมสินจากคนข้างนอก  จึงสร้างทุนภายในชุมชน  โดยการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้านขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤติปี 2540 เริ่มต้นมีสมาชิกเพียง 15 คน ร่วมกันออมทรัพย์เป็นประจำทุกเดือน ใครมีมากก็ออมมาก มีน้อยก็ออมน้อย เมื่อมีเงินมากขึ้น สมาชิกที่เดือดร้อนก็สามารถกู้ยืมเงินไปหมุนเวียนได้ โดยเสียดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พอธนาคารหมู่บ้านเริ่มโตขึ้น เราก็ยกฐานะขึ้นเป็นสถาบันการเงินชุมชนในปี 2543 และเริ่มคิดถึงเรื่องปากท้องให้ครบวงจร จากเดิมที่ชาวบ้านปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อส่งออกข้างนอกอย่างเดียว  แล้วเราก็ต้องไปซื้อสินค้าจากข้างนอกกลับเข้ามากินมาใช้อีก  จึงได้แง่คิดว่า  จะทำอย่างไร? ให้ชาวบ้านผลิตสิ่งที่เรากิน  แล้วเอามาใช้แลกเปลี่ยนหรือซื้อขายกันเอง เราจึงร่วมกันจัดตั้งร้านค้าชุมชนหรือศูนย์สาธิตการเกษตรฯ ขึ้นมาในปี 2544 โดยส่งเสริมให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต จากเดิมปลูกพืชส่งโรงงานมาปลูกพืชผักที่เป็นอาหาร  ใครปลูกอะไรเหลือกินก็เอามาจำหน่าย  หรือเอามาแปรรูป  ทำอาหาร ทำขนมขาย&amp;rdquo;  พิพัฒน์เล่าความเป็นมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;lsquo;ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา&amp;rsquo; มีลักษณะเหมือน &amp;lsquo;ร้านโชวห่วย&amp;rsquo; ทั่วไป คือขายของกิน-ของใช้ที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาล ขนม เครื่องดื่ม สบู่ ยาสีฟัน ถ่านไฟฉาย&amp;nbsp; ฯลฯ &amp;nbsp;แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โดยการระดมทุนจากชาวบ้านหุ้นละ 100 บาท เพื่อนำมาเป็นทุนดำเนินการ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่ที่พิเศษกว่าร้านค้าทั่วไปก็คือ สมาชิกสามารถนำผลผลิตจากครัวเรือนมาฝากขายที่ศูนย์ฯ (ไม่ต้องขายเอง) เช่น ผักสวนครัว ผลไม้ กล้วย ขนุน มะม่วง ฯลฯ ที่ปลูกโดยไม่ใช่สารเคมี ใครมีฝีมือทางอาหารหวานคาวก็นำมาฝากขาย เช่น ข้าวต้มมัด กล้วยบวชชี ผัด-แกงต่างๆ หมูปิ้ง ข้าวเหนียว ปลาส้ม ปลาร้า น้ำพริก เครื่องแกง หน่อไม้ดอง ฯลฯ โดยศูนย์ฯ จะคิดค่าจำหน่าย 10 % ของราคาขาย เพื่อนำรายได้มาเป็นค่าบริหารจัดการ เป็นการสร้างอาชีพ สร้างตลาดให้ชาวบ้าน ใครขาดเหลืออะไรก็มาซื้อหาได้ที่นี่ เหมือนกับเป็นการแลกเปลี่ยนกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์สาธิตการเกษตรฯ เปิดจำหน่ายทุกวัน ตั้งแต่เช้า-ค่ำ มีการจ้างคนในตำบลมาเป็นพนักงานบัญชีและพนักงานขาย ใช้ระบบคอมพิวเตอร์บันทึกการซื้อขาย สินค้าที่ชุมชนผลิตไม่ได้ เช่น ข้าวสาร น้ำมันพืช น้ำตาล เครื่องดื่ม นม ของใช้ต่างๆ จะสั่งซื้อมาจากร้านค้าส่งรายใหญ่ ทำให้ได้ส่วนลด มียอดจำหน่ายไม่ต่ำกว่าวันละ &amp;nbsp;50,000-60,000 บาท หรือเดือนละประมาณ 2 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกำไรจำนวน 50 % จะปันผลคืนสมาชิกตอนสิ้นปี, 20 % เป็นทุนดำเนินการ, 15 % นำไปใช้เป็นกองทุนสวัสดิการและพัฒนาชุมชน  ส่วนอีก 15 % เป็นค่าบริหารจัดการของคณะทำงานและผู้บริหาร ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 600 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนและเงินหุ้นที่สมาชิกร่วมลงทุนประมาณ 6 ล้านบาทเศษ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภายในศูนย์สาธิตการเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถาบันการเงินชุมชน ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 300 ราย มีเงินทุนหมุนเวียนกว่า 3 ล้านบาทเศษ สมาชิกสามารถกู้ยืมได้ 2 เท่าของเงินออมที่ตนมีอยู่ หรือตามสินทรัพย์ที่นำมาค้ำประกัน ทำให้ชาวบ้านไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบ และมีเงินทุนเป็นของตัวเอง เหมือนกับแนวทางที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เคยพระราชทานเอาไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ศูนย์สาธิตฯ หรือร้านค้าชุมชนเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของคนในตำบลท่าเสา จากเดิมที่ปลูกเพื่อขายและซื้อกิน ก็เปลี่ยนมาปลูกเพื่อกิน นำผลผลิตที่เหลือมาขาย ทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น  เมื่อมีรายได้ก็เอาเงินไปฝากสถาบันการเงิน เป็นทุนหมุนเวียนในตำบล  ส่วนร้านค้าชุมชนเมื่อมีกำไรก็เอามาดูแลเรื่องสังคม เรื่องการศึกษา&amp;nbsp; สิ่งแวด ล้อม ดูแลป่า และสุขภาพของคนในตำบล  ทำให้วิถีชีวิตของคนท่าเสาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดมาก  เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านจริงๆ&amp;rdquo;  ผู้นำชุมชนตำบลท่าเสากล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาสตร์พระราชา : สร้างทำนบกั้นเงินที่ จ.พะเยา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา อินต๊ะสาร นักพัฒนาจาก อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา บอกว่า &amp;nbsp;ในอดีตอำเภอดอกคำใต้มักจะมีชื่อเสียงในด้านลบว่าเด็กสาวจากที่นี่มักจะมีอาชีพขายบริการทางเพศ ครูจึงสนับสนุนให้เด็กนักเรียนที่ยากจนได้มีโอกาสเล่าเรียนต่อเพื่อสลัดตัวออกจากวงจรอุบาทย์ ส่งเสริมเรื่องอาชีพ รายได้ สิ่งแวดล้อม ป่าไม้ แก้ไขปัญหายาเสพติด โรคเอดส์ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ครูมุกดา&amp;nbsp; อินต๊ะสาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในปี 2535 ครูมุกดาสนับสนุนให้เกิดธนาคารหมู่บ้านขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ นำเงินที่ออมมาช่วยเหลือกัน และขยายไปสู่การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในตำบล เช่น ส่งเสริมอาชีพ ส่งเสริมสวัสดิการชุมชน ช่วยเหลือกันตั้งแต่เกิดจนตาย ฯลฯ ปัจจุบันได้ขยายเป็นเครือข่าย &amp;lsquo;ศูนย์รวมน้ำใจธนาคารหมู่บ้าน จ.พะเยา&amp;rsquo; มีกองทุนต่างๆ และกองทุนสวัสดิการชุมชนกระจายในพื้นที่จังหวัดพะเยาและทั่วภาคเหนือ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในช่วงหนึ่งในชีวิตของครูได้มีโอกาสรับฟัง  ได้ยินแนวคิดของพระองค์ท่านเกี่ยวกับทำนบกั้นเงิน หรือธนาคารหมู่บ้าน  ครูก็เลยคิดว่าเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้เราสามารถเอาทุนเล็กๆ จากพี่น้องมาออมในลักษณะองค์กรการเงินของชุมชนที่ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง  &amp;lsquo;ใครมีเอามาใส่  ใครจำเป็นเอาไปใช้&amp;rsquo; ผลกำไรที่ออกมาเอามาจัดสวัสดิการให้สมาชิกและชุมชน&amp;rdquo; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในความคิดของครู จาก 40 ปีที่ทำงานผ่านมา  แนวคิดของพระองค์ท่านตอกย้ำเรื่องของการทำให้เรารู้จักการจัดการตัวเอง  รู้ว่าเราเป็นใคร  ทำอะไรอยู่  และท้ายที่สุดเราจะเกื้อหนุนกันอย่างไร  ใช้เครื่องมืออะไรเป็นเครื่องมือที่พวกเราถนัด  เอามาจัดการเรื่องราวเหล่านั้น  และขยายวงให้เพื่อนพี่น้อง  สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้พวกเราเกิดความรัก ความสามัคคี  ดูแลซึ่งกันและกันได้  ลดความขัดแย้งหลายเรื่อง  บางครั้งเราอาจจะต้องใช้เวลาทบทวนเหมือนพระองค์ท่านว่า  ความคิดที่แตกต่างกันมันสามารถที่จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้  ถ้าหากว่าพวกเราร่วมกันคิดโดยที่ไม่ใช่เอาอำนาจ  เอาตัวตนของตนเป็นหลัก&amp;rdquo;&amp;nbsp; ครูมุกดาบอกถึงการนำแนวคิดของพระองค์มาใช้ทั้งในเรื่องส่วนตัวและการพัฒนาชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สร้างบ้านพอเพียง-ชีวิตพอเพียง&amp;rdquo; ที่ จ.สระแก้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว ศีลาน้ำเที่ยง ผู้นำนักพัฒนาแห่งตำบลคลองหินปูน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เล่าว่า&amp;nbsp; ตำบลคลองหินปูน&amp;nbsp; เป็นพื้นที่ที่ประชาชนมีความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย ในปี 2554 จึงเริ่มก่อตั้งกองทุนที่ดินขึ้นมา ให้ชาวบ้านร่วมกันสมทบเงินเข้ากองทุนอย่างน้อยเดือนละ 50 บาท ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 400 ราย มีเงินกองทุนกว่า 2 ล้านบาท ช่วยให้สมาชิกมีที่ดินทำกินแล้ว 69 ราย, มีที่ดินและที่อยู่อาศัย 30 ราย สมาชิกผ่อนชำระคืนเดือนละ 500 บาท &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ละอองดาว&amp;nbsp; ศีลาน้ำเที่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมี &amp;lsquo;โครงการบ้านพอเพียงชนบท&amp;rsquo; ช่วยเหลือชาวบ้านที่มีบ้านเรือนทรุดโทรมจำนวน 130 ราย เป็นบ้านขนาด 4 X 6 เมตร &amp;nbsp;ชั้นเดียว ใช้งบต่อหลังไม่เกิน 40,000 บาท ได้รับงบสนับสนุนจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนฯ หลังละ 18,000 บาท  ส่วนอีก 22,000 บาทใช้เงินกองทุนที่ชุมชนมีอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เรื่องของการพัฒนาที่อยู่อาศัย  สิ่งที่เรานำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาปฏิบัติก็คือ คิดแบบพอเพียง  และคิดถึงคุณภาพชีวิตว่า  การสร้างบ้านนี้จะอยู่ได้อย่างไรกับครอบครัว  ไม่จำเป็นต้องใหญ่โตโอฬาร  ซึ่งมันก็ทำให้ทุกคนได้คิด  อีกอันหนึ่งก็คือ  การอยู่อย่างพอเพียง ก็ต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ตนเป็นที่พึ่งของตน  โดยนำแนวของพระองค์ท่านมาปฏิบัติ ทำอย่างไรจึงจะปิดประตูครัวเรือนได้  ซึ่งก็มีการเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผัก ปลูกมะเขือ&amp;nbsp; พริก มะนาว&amp;nbsp; กล้วย มะละกอ เอาไว้กินและขาย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ศาสตร์ของพระราชาจะใช้ต่อไปได้ตลอดชีวิตของเรา  และอีกหลายร้อยปี เพราะเป็นศาสตร์ที่ทำแล้วเกิดผล  ทำแล้วทุกคนอยู่ได้  เพราะไม่ไปเบียดเบียนคนอื่นเขา  ทำให้เราอยู่ได้ตามกำลังของเรา  และเกิดการรวมกลุ่มเพื่อพึ่งตนเอง  เริ่มจากครอบครัวแล้วก็ขยายไปหลายๆ ครอบครัว จนเต็มทั้งชุมชน  ทำให้เกิดความรัก ความสามัคคี  ความผูกพันกัน  ทำให้ชุมชนเข้มแข็ง  สังคมเข้มแข็ง &amp;nbsp;ประเทศเข้มแข็ง&amp;rdquo;&amp;nbsp; ละอองดาวบอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บ้านจำรุง จ.ระยอง &amp;nbsp;&amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย เหลืองเจริญ แกนนำนักพัฒนาแห่งบ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง บอกว่า&amp;nbsp; ชาวบ้านที่นี่ทำสวนยางพารา  สวนผลไม้ ทำนา  ประมงชายฝั่ง  เริ่มนำแนวพระราชดำรัสปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้หลังวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 โดยชักชวนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนการทำเกษตรแบบเคมีมาเป็นอินทรีย์ ช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อม ปลูกพืชสมุนไพร แปรรูปผลไม้ ทำกะปิ น้ำปลา  ฯลฯ รวมกลุ่มกันผลิตและขาย โดยการสร้างตลาดภายในชุมชน  ฯลฯ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ชาติชาย&amp;nbsp; เหลืองเจริญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้หรือ &amp;lsquo;มหาวิทยาลัยบ้านนอก&amp;rsquo; มีผู้คนมาท่องเที่ยวและศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะตลอดทั้งปี (ก่อนสถานการณ์โควิดปี 263)&amp;nbsp; ประมาณปีละ 1 แสนคน ทำรายได้จากการทำอาหาร ขายผลไม้ อาหารแปรรูป&amp;nbsp; ขนม และสินค้าต่างๆ ประมาณปีละ 20 ล้านบาท รายได้ส่วนหนึ่งนำกลับไปพัฒนาชุมชน  ทำให้ชาวบ้านจำรุงมีอาชีพ มีรายได้ &amp;ldquo;ไม่รวย แต่มั่นคง&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;ldquo;ในหลวงอยู่ในใจของพวกเราอยู่แล้ว  สิ่งที่ท่านสอนทุกอย่างอยู่ในหัว  อยู่ในร่างกาย  อยู่ในจิตใจเราอยู่แล้ว เมื่อเราอับจนหนทางนึกอะไรไม่ออกก็กลับไปดูที่พระราชดำรัสในแต่ละห้วง  ในแต่ละสถานการณ์นั้นๆ  มันสามารถแปลงสู่การปฏิบัติการจริงในพื้นที่ได้ทุกเรื่อง  ในหลวงไม่ได้ไปไหน  ท่านยังอยู่ที่เดิม  หลักคิดของในหลวงเป็นหลักคิดที่แม่นยำที่สุด เริ่มจากวิธีคิด  การพึ่งพาตนเอง  ทำจากเล็กไปหาใหญ่  ง่ายไปหายาก  อยู่กับสังคมด้วยการเอื้อเฟื้อแบ่งปัน  สังคมจะอยู่เย็นเป็นสุข&amp;rdquo;&amp;nbsp; ชาติชายย้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พอช.หนุนชุมชนทั่วประเทศพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ &amp;lsquo;พอช.&amp;rsquo;&amp;nbsp; กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์&amp;nbsp; มีนโยบายการทำงานสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp; มาอย่างต่อเนื่อง เน้นการสร้างรูปธรรมเชื่อมโยงประเด็นต่างๆ  ในรูปแบบ Cluster หรือเครือข่าย เช่น คลัสเตอร์เกษตรอินทรีย์  ข้าวอินทรีย์ การแปรรูป ตลาดชุมชน &amp;nbsp;การท่องเที่ยวโดยชุมชน&amp;nbsp; ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สินค้าชุมชนที่บ้านจำรุง จ.ระยอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-top:0cm; margin-right:.2pt; margin-bottom:10.0pt; margin-left:0cm; text-align:justify&quot;&gt;โดย พอช.มี &amp;lsquo;แผนพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและทุนชุมชน&amp;rsquo; &amp;nbsp;ระยะเวลา 5 &amp;nbsp;ปี (พ.ศ.2565-2568)&amp;nbsp; มีวิสัยทัศน์&amp;nbsp; คือ &amp;lsquo;ชุมชนท้องถิ่นมีระบบเศรษฐกิจและทุนชุมชนที่มั่นคง&amp;nbsp; สามารถพึ่งตนเองได้ และจัดการตนเองได้อย่างยั่งยืน&amp;rsquo;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมและจัดทำ &amp;lsquo;แผนธุรกิจเพื่อชุมชน&amp;rsquo; หรือ &amp;lsquo;Community &amp;nbsp;Business &amp;nbsp;Model Cannas&amp;rsquo; &amp;nbsp;(CBMC) มีเป้าหมาย 800 ตำบลทั่วประเทศ&amp;nbsp; เพื่อให้ชุมชนต่างๆ&amp;nbsp; ได้นำต้นทุนที่ชุมชนมีอยู่&amp;nbsp; เช่น&amp;nbsp; ผลผลิตทางการเกษตร&amp;nbsp; ศิลปะวัฒนธรรม&amp;nbsp; ภูมิปัญญา&amp;nbsp; แหล่งท่องเที่ยว ฯลฯ&amp;nbsp; มาสร้างอาชีพ&amp;nbsp; ลดต้นทุนการผลิต&amp;nbsp; เพิ่มมูลค่า&amp;nbsp; สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;ทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 &amp;nbsp; มาปรับใช้&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นเศรษฐกิจที่เกิดจากกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน  และเป็นการระเบิดจากข้างในตามหลักการทรงงานของพระองค์&amp;nbsp; เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&amp;nbsp; เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง  แล้ว&amp;nbsp; ยังทำให้ฐานเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้ !!&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-right:.2pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119654</URL_LINK>
                <HASHTAG>21 ปี  พอช., Community  Business  Model Cannas’  (CBMC), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การพอมี พอกิน, ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9, พอช., ศาสตร์พระราชา, ศูนย์สาธิตการเกษตรร้านค้าชุมชนตำบลท่าเสา, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน), เศรษฐกิจพอเพียง, เฮ็ดอยู่ เฮ็ดกิน, แผนธุรกิจเพื่อชุมชน, โครงการบ้านพอเพียงชนบท, ไม่รวย แต่มั่นคง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211013/image_big_6166b2e3d8d55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109152</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 14:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 14:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;สมศักดิ์&#039;พลิกวิกฤติเป็นโอกาสเปลี่ยนเรือนจำเป็นคลังสมุนไพรสำรองแบบพึ่งพาตนเอง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;09 ก.ค.64 - นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน ยาฟ้าทะลายโจรให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่สถานพยาบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ทำให้ประชาชนและสังคมตื่นตัวกับการใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรและพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ&amp;nbsp; กระทรวงยุติธรรมได้เล็งเห็นศักยภาพจึงได้ตั้งคณะทำงานส่งเสริมการปลูกพืชสมุนไพรในเรือนจำและทัณฑสถาน&amp;nbsp; เพื่อเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส&amp;nbsp; เนื่องจากเรือนจำทั่วประเทศ ยังมีพื้นที่เหลือใช้ควรนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประกอบกับเป็นการส่งเสริมพัฒนาผู้ต้องขังทั่วประเทศได้ฝึกอาชีพ และสามารถนำความรู้ในการปลูกพืชสมุนไพรไปต่อยอดเป็นอาชีพหลังได้รับการปล่อยตัว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการคืนคนดีสู่สังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า เวลานี้ ฟ้าทลายโจร รวมถึงสมุนไพร ต่าง ๆ ถือเป็นพืชทางเศรษฐกิจ ที่ไทยและต่างประเทศให้ความสนใจ ตนจึงผลักดันและเร่งปลูกให้มีผลผลิตไม่ขาดตลาด เพื่อเป็นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง ทดแทนการนำเข้า ลดค่าใช้จ่าย และส่งเสริมเรือนจำหรือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทัณฑสถานเป็นคลังสมุนไพรสำรอง ตามโครงการศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และยังสามารถใช้ได้ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยประสานกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อพิจารณาแผนรองรับด้านการตลาดอย่างสมบูรณ์ต่อไป รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกพืชสมุนไพร ซึ่งเป็นประโยชน์กับสังคมภายนอกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ฟ้าทะลายโจร เป็นยาสมุนไพร ประจำบ้าน แก้หวัด แก้เจ็บคอ ผมได้ฟังจากกรมการแพทย์แผนไทยว่าสามารถป้องกันโควิด-19 ได้ และรายงานต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 (ศบค.) ว่าได้แต่งตั้งคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีรับทราบและให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เรือนจำที่มีความพร้อมได้เตรียมหน้าดินสำหรับเพาะปลูกแล้ว อีกไม่นานจะลงเมล็ดได้ โดยเฉพาะสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ที่สำคัญสำหรับสถานการณ์โควิด คาดว่าอีกประมาณ 3 เดือน ราชทัณฑ์จะเป็นคลังสำรองของสมุนไพรได้&amp;quot; นายสมศักดิ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศไม่รับเงินเดือน 3 เดือน ซึ่งมีรัฐมนตรีอีกหลายท่านประกาศไม่รับเงินเดือนด้วย ซึ่งตนก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ขอรับเงินเดือนด้วยเช่นกัน เพื่อนำเงินในส่วนนี้ไปช่วยเหลือประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109152</URL_LINK>
                <HASHTAG>การรักษาผู้ป่วยโควิด-19, ทัณฑสถาน, นายสมศักดิ์ เทพสุทิน, ฟ้าทะลายโจร, ศาสตร์พระราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210709/image_big_60e7fdd8b6581.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>69896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/06/2020 20:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/06/2020 11:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โมเดลแก้แล้ง-ท่วมด้วย &quot;ศาสตร์พระราชา” ที่กำแพงเพชร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แปลงตัวอย่างโคก หนอง นา โมเดล ของขวัญเรือน ใจไหม เกษตรกรกำแพงเพชร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;การเตรียมความพร้อมรับมือกับน้ำท่วม น้ำแล้ง และสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นหัวใจของการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน จังหวัดกำแพงเพชรมีตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรและคนรุ่นใหม่สนใจใช้ศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางปฏิบัติพัฒนาพื้นที่ด้วย &amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; ทำให้รอดในทุกวิกฤติ และช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นๆ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โครงการ &amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;rdquo; เกิดจากความร่วมมือของ ปตท.สผ. โครงการเอส 1 และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราชบรมนาถบพิตร และน้อมนำศาสตร์พระราชาด้านการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า และพัฒนาคน มาเผยแพร่ให้เกษตรกรใน จ.กำแพงเพชร และ จ.สุโขทัย เกิดความตระหนักและนำไปสู่การปฏิบัติที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ในปีนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;วีระวัฒน์ อ่วมสร้อย ผจก.อาวุโสฝ่ายปฏิบัติการผลิต โครงการเอส 1 &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วีระวัฒน์ อ่วมสร้อย ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายปฏิบัติการผลิตโครงการเอส 1 กล่าวว่า จากการที่โครงการ &amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; ขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ชุมชนในพื้นที่ตั้งแต่ปี 2561 ปตท.สผ.ส่งเสริมโมเดลต้นแบบที่สถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและมูลนิธิกสิกรธรรมชาติน้อมนำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงผสมกับภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งระยะแรกสนับสนุนเกษตรกรในกำแพงเพชรเข้ารับการอบรมสร้างความรู้และลงมือปฏิบัติจริงในแปลงต้นแบบ 4 แปลง จากความสำเร็จในแปลงต้นแบบ ทำให้ชาวบ้านพึ่งพาตัวเองได้ มีน้ำใช้และยังแบ่งปันได้ ปี 2563 นี้ มีการขยายผลสร้างคนสร้างแปลงตัวอย่างที่ทำโคก หนอง นา โมเดล เพิ่มเติมใน จ.สุโขทัย 5 แปลง และ จ.กำแพงเพชรอีก 2 แปลง ปัจจุบันรวมมีแปลงเกษตรที่ต่อยอดศาสตร์พระราชาแล้ว 11 แปลง งบที่ ปตท.สผ.สนับสนุนกว่า 1.6 ล้านบาท นอกจากนี้ เพื่อบริการจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ให้กลุ่มเกษตรกรมีน้ำใช้ มีผลผลิตเพิ่มรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ปตท.สผ.เพิ่มโครงการธนาคารน้ำใต้ดินจังหวัดกำแพงเพชรจำนวน 3 แปลงเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ศาสตร์พระราชานำไปสู่การทำเกษตรพอเพียง ทุกวันนี้เกษตรกรสามารถต่อยอดและยืนด้วยขาของตัวเองได้&amp;nbsp; โดยเฉพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ ทุกแปลงที่ทำโคก หนอง นา และธนาคารน้ำจะเป็นต้นแบบ ขยายผลเชื่อมโยงเป็นระบบ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับนโยบาย ธนาคารน้ำใต้ดินที่กระจายทั่วพื้นที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งได้ ทั้ง 2 โครงการ ปตท.สผ.จะติดตามผลการทำงานอย่างต่อเนื่องและพร้อมปรับเปลี่ยนแผนให้เหมาะสม&amp;quot; วีระวัฒน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขุดบ่อทำหนอง กระจายน้ำด้วยการคลองไส้ไก่ แก้วิกฤติแล้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน&amp;nbsp;สมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร กล่าวว่า โคก หนอง นา โมเดล เป็นการประยุกต์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหลวง ร.9 ทั้งเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน วนเกษตร เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรให้เหมาะสมตามภูมิสังคม โดยแบ่งพื้นที่ 30:30:30:10 เริ่มจากทำโคกปลูกผัก ไม้กินได้ ไม้เศรษฐกิจ&amp;nbsp; ถัดมาทำนา ยกคันนาหัวสูงเพื่อเก็บน้ำฝน และอีกส่วนทำแหล่งน้ำขุดบ่อทำหนอง มีระบบการกระจายน้ำด้วยการขุดคลองไส้ไก่ให้มีน้ำกระจายชุ่มฉ่ำเต็มพื้นที่ ส่วนที่เหลือสำหรับอยู่อาศัย ทำปศุสัตว์ ในหลวง ร.9 พระราชทานแนวคิดทำให้ตัวเองพออยู่พอกิน ปลูกทุกอย่างที่กิน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; ส.ป.ก.นำเกษตรกรไปฝึกอบรมเพื่อพัฒนาจำนวน 31 คน ที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นน้ำน่าน จ.น่าน และคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมมั่นใจจะเดินตามศาสตร์พระราชาไปเรียนรู้ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี โดย ปตท.สผ.ร่วมสนับสนุนและพัฒนาออกแบบแปลงต้นแบบของเกษตรกร อดีตขุดสระต้องเป็นสี่เหลี่ยม แต่โคก หนอง จะขึ้นกับพื้นที่เพื่อให้ระบบน้ำกระจายทั่ว ทำเกษตรให้ได้ผลต้องแก้ดินและน้ำ กำแพงเพชรมีทั้งปัญหาน้ำหลาก เกิดน้ำท่วมขัง ระบบนิเวศเสียหาย ส่วนที่ดอนหน้าแล้งแห้งขอด เรานำศาสตร์พระราชาส่งเสริมและปรับปรุงพื้นที่ในแปลงเกษตร ช่วยให้อยู่ได้ตลอดทั้งปี&amp;quot; สมศักดิ์กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สมศักดิ์ การเจริญกุลวงศ์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการเพิ่มธนาคารน้ำใต้ดิน บรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกร ปฏิรูปที่ดินกำแพงเพชร บอกว่า กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ปริมาณฝนปี 63 จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 5 ฝนจะทิ้งช่วงนาน 2 เดือน มิถุนายนถึงกรกฎาคมปีนี้แล้งมากจึงต้องวางแผนจัดการน้ำรับสถานการณ์ เป็นปีแรกที่ทำธนาคารน้ำ เป็นการส่งน้ำที่อยู่ผิวดินที่ปกติจะระเหยไปวันละ 1 เซนติเมตร ลงไปฝากไว้ใต้ดินเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้ง ได้รับการจุดประกายความรู้จากสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณของหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ และองค์การบริหารส่วนตำบลวังหามแห จ.กำแพงเพชร ปีนี้ทำแปลงต้นแบบทั้งหมด 3 แปลง มีธนาคารน้ำระบบเปิด 1 แปลงและธนาคารน้ำระบบปิด 2 แปลง ซึ่งการขุดหรือเจาะบ่อธนาคารน้ำขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ ยึดหลักการตามหลักอุทกธรณีวิทยา แต่จะไม่ลึกเกิน 10 เมตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ขวัญเรือน ใจไหม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ก้าวตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก้าวตามศาสตร์พระราชาพลิกฟื้นพื้นดินแตกระแหง&amp;nbsp; ผลผลิตไร้คุณภาพกลับมาเป็นหนึ่งในแปลงตัวอย่าง &amp;quot;โคก หนอง นา&amp;quot; แห่งกำแพงเพชร ขวัญเรือน ใจไหม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 3 ต.คลองพิไกร อ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชรเกษตรกรหญิงร่วมเรียนรู้การใช้ศาสตร์พระราชาและทดลองโครงการธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิดในแปลงเล่าว่า เดิมปลูกพืชเชิงเดี่ยวประสบปัญหาดินเสื่อมโทรมเปลี่ยนมาปลูกพืชไม้ผลและเริ่มทำเกษตรอินทรีย์ทุกปี เจอน้ำท่วมขังและฝนแล้ง ใช้วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้อยู่รอดปีต่อปี กระทั่งได้ร่วมอบรมศาสตร์พระราชาที่ จ.น่าน และเรียนรู้การพัฒนาแปลงเกษตรด้วยระบบกสิกรรม ตลอดจนการบริหารจัดการน้ำ ปี 61 ก็ปรับพื้นที่ขุดบ่อทำหนอง ขุดคลองไส้ไก่ ปลูกไม้กินได้ ทั้งละมุด มะพร้าว กล้วย ไผ่ ในหนองก็ปล่อยพันธุ์ปลา เวลานี้พืชที่ลงไว้ผลิดอกออกผล&amp;nbsp; เพราะไม่ขาดน้ำ เห็นผลเป็นรูปธรรม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; สัญญาณภัยแล้งที่เห็นตั้งแต่ปี 62 แปลงเกษตรของเราก็กระทบแต่น้อย มีน้ำใช้และยังแบ่งปันให้แปลงเพื่อนบ้าน แต่ไม่ได้วางใจเมื่อ ปตท.สผ.เสนอให้ทำธนาคารน้ำได้ไปดูงานที่สถาบันน้ำหลวงพ่อสมานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 63 รู้สึกทึ่งกับหลักการออมน้ำไว้ใต้ดิน กลับมาตัดสินใจขุดบ่อเจาะสะดือบ่อลึก 10 เมตร พื้นที่กว้างปากบ่อ 30x40&amp;nbsp; เมตร มั่นใจว่าแม้แล้งนี้จะยาวนาน แต่เราจะผ่านไปได้และอยู่รอดด้วยศาสตร์พระราชา&amp;quot; ผู้ใหญ่ขวัญเรือนกล่าวด้วยรอยยิ้ม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ยศพล บุญศิลปประสิทธิ์ เกษตรกรรุ่นใหม่ เชื่อมั่นศาสตร์พระราชา ร่วมพัฒนาแปลงเกษตรที่ลานกระบือ และทำธนาคารน้ำใต้ดิน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่&amp;nbsp;ยศพล บุญศิลประสิทธิ์ เกษตรกรรุ่นใหม่วัย 25 ปี กล่าวว่า ตนเป็นลูกเกษตรกร จบ ม.6 ไม่เรียนต่อ อยากค้นหาตัวเอง ไปเป็นพนักงานโรงงานที่ปราจีนบุรี รู้สึกชีวิตไร้ค่า ต่อมาลองทำงานโรงกลั่นน้ำมันที่ระยอง ได้เงินดี แต่ชีวิตไม่สามารถก้าวกระโดดได้ อิ่มตัว ตัดสินใจกลับมาทำสวน และมีโอกาสศึกษาแนวพระราชดำริในหลวง ร.9 ปี 2561 ได้ทุนจากกระทรวงเกษตรฯ ไปฝึกงานด้านเกษตรที่ญี่ปุ่น 11 เดือน กลับมาปี 62 นำความรู้ที่ได้มาพัฒนาสวนและผลิตผลให้ได้มาตรฐาน จนปี 2563 ร่วมโครงการ &amp;quot;โคก หนอง นา โมเดล&amp;quot; ของ ปตท.สผ. อบรมและฝึกปฏิบัติที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องเพิ่ม ค้นพบว่า นี่เป็นศาสตร์ของความอยู่รอด มีวิธีจัดการที่ลุ่มที่ดอนอย่างสมดุล&amp;nbsp; ชั่วโมงทำงานน้อยลง แต่มีคุณภาพมากขึ้น มีเวลาไปศึกษาเพิ่มเติม วันที่เราไม่ทำงาน ธรรมชาติก็ยังทำงานอยู่ แม้ท้อ มีน้ำตาบ้างในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะครอบครัวไม่เข้าใจแนวคิด แต่ใช้วิธีทำให้ดู เมื่อขุดบ่อทำหนองคดโค้งรอบพื้นที่ มีการทำระดับเพื่อให้เป็นที่อยู่ของปลา อึ่ง และช่วยชะลอน้ำได้ด้วย รวมถึงปลูกป่า สภาพแวดล้อมก็ฟื้นฟูขึ้นมา&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo; แปลงเกษตรเนื้อที่ 16 ไร่ ต.หนองหลวง อ.ลานกระบือ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เดิมแม่ทำไร่มันสำปะหลังและปลูกอ้อย ผมหันมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ปลูกกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ ปลูกไผ่ ปลูกพืชผักด้วย ขุดบ่อทำหนองคดโค้งรอบพื้นที่ พื้นมีระดับเพื่อให้เป็นที่อยู่ของปลา อึ่ง และช่วยชะลอน้ำได้&amp;nbsp;รวมถึงปลูกป่า ต้นไม้ สภาพแวดล้อมก็ฟื้นฟูขึ้นมา&amp;nbsp; ปีนี้ทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด ผมตั้งใจทำสวนกล้วยที่มีคุณภาพดีที่สุด ตอนนี้คัดเลือกหน่อพันธุ์กล้วยไข่ที่มีลักษณะเด่นให้ผลผลิตดีจำหน่ายแก่เกษตรกรที่สนใจ รวมถึงเปิดเพจกล้วยไข่กำแพงเพชร &amp;quot;สวนยายแอ๊ะ&amp;rdquo; เป็นช่องทางการตลาดบนโลกโซเชียล ผลตอบรับดีมาก&amp;quot; ยศพล&amp;nbsp; ชาวสวนรุ่นใหม่กล่าวและสุดภาคภูมิใจที่เป็นหนึ่งในแปลงต้นแบบกำแพงเพชร พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่ายศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืนให้มากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;​​​​​​&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69896</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำแพงเพชร, ธนาคารน้ำใต้ดินกำแพงเเพชร, ปตท.สผ.โครงการเอส1, วีระวัฒน์ อ่วมสร้อย, ศาสตร์พระราชา, ส.ป.ก.จังหวัดกำแพงเพชร, โคก หนอง นา โมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200627/image_big_5ef747e48f681.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52800</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/12/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/12/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วธ.ประกาศผล 45วรรณกรรม ยอดเยี่ยมยุคร.9</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;วธ.ประกาศ 45 วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัย &amp;quot;ร.9&amp;quot; ตามศาสตร์พระราชา ยกย่องนิยาย &amp;quot;เขาชื่อกานต์-ไผ่แดง&amp;quot; เรื่องสั้น &amp;quot;ขุนทองเจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง&amp;quot; ส่วนสารคดี &amp;quot;คู่มือมนุษย์&amp;quot; พุทธทาส ประเภทเยาวชนเตรียมประสาน ศธ.จัดทำเป็นหนังสือนอกเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักหอสมุดแห่งชาติ&amp;nbsp;เมื่อวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ธันวาคม กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร&amp;nbsp;ประกาศผลการพิจารณาคัดเลือกวรรณกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีแนวคิดตามศาสตร์พระราชา และเปิดตัวหนังสือ &amp;quot;วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอิทธิพล&amp;nbsp;คุณปลื้ม&amp;nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;กระทรวงวัฒนธรรมตระหนักในความสำคัญของแนวพระราชดำริ และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร &amp;nbsp; ที่ทรงมีต่องานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม ประกอบกับทรงเป็นองค์อัครศิลปิน จึงมอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินโครงการพิจารณาคัดเลือกวรรณกรรมในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มีแนวคิดตามศาสตร์พระราชา โดยเชิญศิลปินแห่งชาติ นักประพันธ์ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาษาและวรรณกรรม ร่วมเป็นคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกและประกาศยกย่องวรรณกรรมในสมัยรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;ที่มีแนวคิดตามศาสตร์พระราชา 5&amp;nbsp;ประเภท ได้แก่ นวนิยาย เรื่องสั้นกวีนิพนธ์ สารคดี และวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ที่มีแนวคิดตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลคัดเลือกวรรณกรรมยอดเยี่ยม 5&amp;nbsp;ประเภท&amp;nbsp;ประเภทละ 70&amp;nbsp;เรื่อง ดังนี้&amp;nbsp;1.ประเภทนวนิยายวรรณกรรมยอดเยี่ยม จำนวน 9&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่ เขาชื่อกานต์ ผู้แต่ง สุวรรณี สุคนธา, ทุ่งมหาราช&amp;nbsp;ผู้แต่ง มาลัย ชูพินิจ,&amp;nbsp;บางกะโพ้ง&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;วินทร์ เลียววาริณ, บุษบกใบไม้&amp;nbsp;ผู้แต่ง กฤษณา อโศกสิน,&amp;nbsp;ผู้หญิงคนนั้นชื่อบุญรอด&amp;nbsp;ผู้แต่งโบตั๋น,&amp;nbsp;ผู้ใหญ่ลีกับนางมา&amp;nbsp;ผู้แต่ง กาญจนา&amp;nbsp;นาคนันท์, แผ่นดินนี้ยังรื่นรมย์&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;ศรีฟ้า ลดาวัลย์,&amp;nbsp;ไผ่แดง ผู้แต่ง&amp;nbsp;ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช&amp;nbsp;และลูกอีสาน ผู้แต่ง คำพูน บุญทวี&amp;nbsp;และวรรณกรรมดีเด่นจำนวน 61&amp;nbsp;เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ประเภทเรื่องสั้นวรรณกรรมยอดเยี่ยม&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp;ขุนทองเจ้าจะกลับเมื่อฟ้าสาง&amp;nbsp;ผู้แต่ง อัศศิริ ธรรมโชติ, แจ่มรัศมีจันทร์ และรวมเรื่องสั้นเกือบทั้งชีวิตของเสนีย์&amp;nbsp;เสาวพงศ์&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;เสนีย์ เสาวพงศ์,&amp;nbsp;แผ่นดินอื่น&amp;nbsp;ผู้แต่ง กนกพงศ์&amp;nbsp;สงสมพันธุ์, ฟ้าบ่กั้น&amp;nbsp;ผู้แต่ง ลาวคำหอม, รวมเรื่องสั้นคึกฤทธิ์&amp;nbsp;ปราโมช ผู้แต่ง&amp;nbsp;ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ปราโมช,&amp;nbsp;รวมเรื่องสั้นรับใช้ชีวิตของศรีบูรพา&amp;nbsp;ผู้แต่ง ศรีบูรพา, เรื่องสั้นนอกเหมืองแร่&amp;nbsp;ผู้แต่ง อาจินต์ ปัญจพรรค์,&amp;nbsp;สวนสัตว์ ผู้แต่ง สุวรรณี สุคนธา และสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ผู้แต่ง วินทร์ เลียววาริณ และวรรณกรรมดีเด่น 60&amp;nbsp;เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ประเภทกวีนิพนธ์วรรณกรรมยอดเยี่ยม&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp;ขอบฟ้าขลิบทอง&amp;nbsp;ผู้แต่ง อุชเชนี, บทกวีของฉัน :&amp;nbsp;จ่างแซ่ตั้ง&amp;nbsp;ผู้แต่ง จ่างแซ่ตั้ง,&amp;nbsp;ปณิธานกวี&amp;nbsp;ผู้แต่ง อังคาร กัลยาณพงศ์,&amp;nbsp;พุทธทาสธรรมคำสอนเส้นทางสู่ความสุขเย็น&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;พุทธทาสภิกขุ,&amp;nbsp;เพียงความเคลื่อนไหว&amp;nbsp;ผู้แต่ง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์,&amp;nbsp;ม้าก้านกล้วย&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;ไพวรินทร์&amp;nbsp;ขาวงาม,&amp;nbsp;รวมบทกวีและงานวิจารณ์ศิลปวรรณคดีของกวีการเมือง&amp;nbsp;ผู้แต่ง กวีการเมือง,&amp;nbsp;เราชะนะแล้ว แม่จ๋า&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;นายผี&amp;nbsp;และศึกษาภาษิตและร้อยกรอง&amp;nbsp;ผู้แต่ง ฐะปะนีย์&amp;nbsp;นาครทรรพ&amp;nbsp;และวรรณกรรมดีเด่น 61&amp;nbsp;เรื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ประเภทสารคดีวรรณกรรมยอดเยี่ยมจำนวน&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง&amp;nbsp;ได้แก่&amp;nbsp;กาเลหม่านไต&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;บรรจบ พันธุเมธา,&amp;nbsp;ขบวนการแก้จน&amp;nbsp;ผู้แต่ง ประยูร&amp;nbsp;จรรยาวงษ์,&amp;nbsp;ความเป็นมาของคำสยามไทย ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;จิตร ภูมิศักดิ์,&amp;nbsp;คู่มือมนุษย์&amp;nbsp;ผู้แต่ง พุทธทาสภิกขุ, ชีวิตที่เลือกไม่ได้ :&amp;nbsp;อัตชีวประวัติของผู้ที่เกิดในแผ่นดินไทยคนหนึ่ง&amp;nbsp;ผู้แต่ง กรุณา กุศลาสัย,&amp;nbsp;น้ำบ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย&amp;nbsp;ผู้แต่ง สุเมธ&amp;nbsp;ชุมสาย ณ อยุธยา, พุทธธรรม&amp;nbsp;ผู้แต่ง พระราชวรมุนี (ประยุทธ์&amp;nbsp;ปยุตฺโต), เพลงนอกศตวรรษ&amp;nbsp;ผู้แต่ง เอนก&amp;nbsp;นาวิกมูล และฟื้นความหลัง&amp;nbsp;ผู้แต่ง เสฐียรโกเศศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ประเภทวรรณกรรมสำหรับเด็กและเยาวชนวรรณกรรมยอดเยี่ยม&amp;nbsp;9&amp;nbsp;เรื่อง ได้แก่&amp;nbsp;เกาะที่มีความสุขที่สุดในโลก&amp;nbsp;ผู้แต่ง ลินดา&amp;nbsp;โกมลารชุน, ขวัญสงฆ์&amp;nbsp;ผู้แต่ง ชมัยภร&amp;nbsp;แสงกระจ่าง,&amp;nbsp;ต้นเอ๋ยต้นไม้&amp;nbsp;ผู้แต่งและภาพประกอบ จารุพงษ์ จันทรเพชร, บึงหญ้าป่าใหญ่&amp;nbsp;ผู้แต่ง เทพศิริ&amp;nbsp;สุขโสภา, ผีเสื้อและดอกไม้&amp;nbsp;ผู้แต่ง นิพพานฯ, ภาพประวัติศาสตร์ (กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น)&amp;nbsp;ผู้แต่ง&amp;nbsp;เปลื้อง&amp;nbsp;ณ&amp;nbsp;นคร&amp;nbsp;ภาพประกอบ เหม เวชกร,&amp;nbsp;เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก (เล่ม 1-4)&amp;nbsp;ผู้แต่งทิพย์ วาณี&amp;nbsp;สนิทวงศ์ ณ อยุธยา&amp;nbsp;ภาพประกอบ ปีนัง, แม่โพสพ ผู้แต่ง&amp;nbsp;ม.ล.เติบ&amp;nbsp;ชุมสาย&amp;nbsp;ภาพประกอบอุดมลักษณ์ ทรงสุวรรณ และ &amp;quot;เรือใบใจกล้า&amp;quot;&amp;nbsp;ในหนังสือชุดสำหรับเยาวชน :&amp;nbsp;หนังสือสื่อประสมเฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;ผู้แต่งและภาพประกอบ วิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ และคณะ&amp;nbsp;และวรรณกรรมดีเด่น 61&amp;nbsp;เรื่อง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งได้จัดพิมพ์หนังสือ &amp;quot;วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัยรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;ตามแนวคิดศาสตร์พระราชา&amp;quot;&amp;nbsp;เพื่อเผยแพร่วรรณกรรมอันทรงคุณค่าแห่งรัชสมัย ซึ่งสะท้อนแนวคิดศาสตร์พระราชาที่รัชกาลที่ 9&amp;nbsp;ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานไว้เป็นหลักชัยในการดำเนินชีวิตของชาวไทย เป็นแนวทางในการพัฒนาชาติและยังเป็นองค์ความรู้ที่ทั่วโลกสามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;nbsp;ตลอดจนเชิดชูเกียรติศิลปินนักประพันธ์วรรณกรรมไว้เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติ&amp;nbsp;รวมถึงเตรียมประสานกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาวรรณกรรมยอดเยี่ยมสำหรับเด็กและเยาวชนเพื่อจัดเข้ารายการหนังสืออ่านนอกเวลาส่งเสริมให้เด็กไทยอ่านและซึมซับแนวคิดศาสตร์พระราชา
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ กรมศิลปากรได้เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม โดยพัฒนาระบบการจำหน่ายหนังสือออนไลน์ขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนในการสั่งซื้อหนังสือที่กรมศิลปากรจัดพิมพ์ผ่านทาง h ttp://bookshop.finearts.go.th&amp;nbsp;โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน&amp;nbsp;ศ.รื่นฤทัย&amp;nbsp;สัจจพันธุ์&amp;nbsp;ประธานอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือกวรรณกรรมประเภทนวนิยาย&amp;nbsp;กล่าวว่า&amp;nbsp;งานวรรณกรรมทั้ง&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ประเภทถือว่าสำคัญและมีสาระน่าสนใจ&amp;nbsp;ผลการพิจารณาครั้งนี้ครอบคลุมทุกประเภทวรรณกรรมทั้ง&amp;nbsp;70&amp;nbsp;เรื่อง ล้วนสร้างสรรค์ตลอด&amp;nbsp;70&amp;nbsp;ปีครองราชย์?ในหลวงรัชกาลที่ 9&amp;nbsp;การรวบรวมผลงานได้พิจารณาจากผลงานรางวัลและเพิ่มเติมผลงานที่ไม่เคยได้รับรางวัลใดๆ&amp;nbsp;ก่อนพิจารณาร่วมกัน&amp;nbsp;มีการอภิปรายและถกเถียงอย่างกว้างขวาง สำหรับเกณฑ์ตัดสินมี 2&amp;nbsp;แนวทางหลัก&amp;nbsp;คือ เป็นเรื่องที่แสดงแนวคิดศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;ไม่ว่าจะแต่งขึ้นก่อนหรือหลังมีแนวคิด &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา&amp;rdquo;&amp;nbsp;โดยไม่ใช่การชี้นำ และอยากได้วรรณกรรมที่ตกผลึกแล้ว&amp;nbsp;และต้องเป็นงานวรรณกรรมมีคุณค่าทางวรรณศิลป์&amp;nbsp;มีกลวิธีนำเสนอมีวรรณศิลป์&amp;nbsp;และส่งผลกระทบต่อสังคม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ภาพรวมหนังสือ&amp;nbsp;350&amp;nbsp;เรื่องที่คัดเลือกมา ได้น้อมนำศาสตร์พระราชามานำเสนออย่างมีวรรณศิลป์ ถ่ายทอดเรื่องความเพียร&amp;nbsp;ความมีสติ&amp;nbsp;การเกื้อกูล&amp;nbsp;การปฏิบัติหน้าที่ของตน&amp;nbsp;การรักธรรมชาติ&amp;nbsp;รักแผ่นดิน&amp;nbsp;รักศิลปวัฒนธรรม&amp;nbsp;และมีความเข้าใจรากเหง้าวิถีไทย&amp;nbsp;การรักษาวิถีดั้งเดิมปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่&amp;nbsp;รวมถึงการกินอยู่อย่างพอมีพอกิน&amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังเสนอเรื่องความฉ้อฉลการไม่ย่อท้อและจำนนต่อชะตากรรม&amp;nbsp;ไม่ท้อแท้แม้เผชิญอุปสรรคบากบั่น วิริยะอดทน&amp;nbsp;ปลูกจิตสำนึกความเป็นธรรมในสังคม&amp;ldquo; ศ.รื่นฤทัยระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52800</URL_LINK>
                <HASHTAG>45 วรรณกรรมยอดเยี่ยมในสมัย ร.9, กระทรวงวัฒนธรรม, ขุนทองเจ้าจะกลับมาเมื่อฟ้าสาง, ศาสตร์พระราชา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เขาชื่อกานต์, ไผ่แดง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191218/image_big_5dfa3f85a4401.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38570</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/06/2019 14:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/06/2019 09:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ชุบชีวิต&#039;ดินแก่นมะกรูด&#039;  สู้วิกฤต&#039;ชะล้างพังทลาย&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; สภาพปัญหาการชะล้างพังทลายของดินรุนแรงที่แก่นมะกรูด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยอัตราการพังทลายของดินในพื้นที่แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี สูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ แต่ละปีเกษตรกรสูญเสียปริมาณดินในพื้นที่มากกว่า 10-12 &amp;nbsp;ตันต่อไร่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ไม่มีธาตุอาหารที่พืชต้องการ ผลผลิตที่ได้หลังเพาะปลูกไม่เป็นไปตามเป้า มีการคาดการณ์ว่าภายใน 3-5 ปี ข้างหน้า ดินบนแก่นมะกรูดจะเสื่อมโทรมพังทลายลงมามากกว่านี้ &amp;nbsp;วิกฤตถึงขั้นไม่สามารถเพาะปลูกได้หากไม่เร่งแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้วยเหตนี้ โครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดิน &amp;nbsp;คืนชีวิตให้แผ่นดินแก่นมะกรูด&amp;rdquo; โดยบริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) สมาคมดินโลก(World Soil Association) กรมพัฒนาที่ดินและสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ &amp;nbsp;จึงเกิดขึ้น &amp;nbsp;ถือเป็นโครงการด้านดินโดยเฉพาะเพื่อฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ตำบลแก่นมะกรูดซึ่งการชะล้างพังทลายของดินเป็นปัญหาที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวหลายประเทศรณรงค์และแก้ปัญหาอย่างจริงจังนอกจากนี้งานวันดินโลกวันที่5 ธันวาคมพ.ศ.2562 จะจัดภายใต้ธีม&amp;ldquo;Stop Soil Erosion, Save Our Future &amp;rdquo; หรือปกป้องอนาคตหยุดการชะล้างพังทลายของดินเพื่อตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร และเกียรติชัย ไมตรีวงษ์ ปลูกหญ้าแฝกในแปลงเกษตรกรแก่นมะกรูดที่ร่วมโครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดินฯ&amp;rdquo; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ &amp;nbsp;และนายกสมาคมดินโลกกล่าวว่าประเทศไทยเผชิญปัญหาการชะล้างพังทลายของดินเพราะสภาพดินส่วนใหญ่เป็นดินร่วนยิ่งมีการเปิดหน้าดินโล่ง &amp;nbsp;บวกกับความลาดชัน &amp;nbsp;เมื่อมีฝนตกหรือลมแรงจะมีโอกาสชะล้างพังทลายของดินสูงมากการเพาะปลูกไม่ได้ผลมีการเก็บศึกษาวิจัยเก็บข้อมูลพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศกว่า150 ล้านไร่สูญเสียหน้าดินจากการชะล้างของฝนประมาณ108 ล้านไร่ &amp;nbsp;เป็นตัวเลขที่ไม่น้อยมูลค่าความสูญเสียสองล้านล้านบาทต่อปีหากไม่ทำให้ดินกลับคืนความอุดมสมบูรณ์ประเทศจะไม่เหลืออะไรเลย &amp;nbsp;ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานหนักด้านดินมาตลอดพระชนมชีพเพื่อพลิกฟื้นดินให้สมบูรณ์และอุ้มน้ำได้รวมถึงปลูกพืชโดยไม่มีต้นทุนทรงเผยแพร่แนวพระราชดำรินี้ทั่วโลกให้รางวัลพระองค์เชิดชูพระอัจฉริยภาพด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรดิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ทั่วโลกวิตกกังวลความเสื่อมโทรมของดินต่อไปผู้คนจะอดอยากขาดแคลนอาหารเพราะดินเพาะปลูกไม่ได้การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องไม่ทิ้งใครให้อดอยาก &amp;nbsp;หรือZero Hunger &amp;nbsp;สมาคมดินโลกมีมติตรงกันภายใน3 ปีนี้ต้องหยุดมลพิษในดิน แม้กระทั่งพลาสติกหยุดการชะล้างพังทลายดินปีหน้าต้องร่วมกันทำให้ดินมีความหลากหลายทางชีวภาพทั้งพืชพรรณจุลินทรีย์ไส้เดือนไม่ใช่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เห็นกัน&amp;ldquo; ดร.วิวัฒน์ย้ำ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่เกษตรกรรมสูญเสียหน้าดินจากการชะล้างพังทลาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับพื้นที่ ต.แก่นมะกรูดที่มีปัญหาคุณภาพดินวิกฤต ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ ต.แก่นมะกรูดอ.บ้านไร่จ.อุทัยธานีตามแนวพระราชดำริโดยมีความร่วมมือจากเครือข่ายที่ศรัทธาในแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยมีสถาบันปิดทองหลังพระฯเป็นแม่งานหลั กแก้ปัญหาชะล้างพังทลายของดินตามศาสตร์พระราชา &amp;nbsp;มีการอบรมหลักกสิกรรมธรรมชาติให้เกษตรกร &amp;nbsp;ใช้จอบแทนรถไถเพื่อไถพรวนหน้าดินทำไร่ ทำนาขั้นบันไดและคลองไส้ไก่กักเก็บน้ำเก็บตะกอนไม่หลากไปที่อื่น ปลูกหญ้าแฝกฝายชะลอน้ำ &amp;nbsp;และปลูกป่า 5 ระดับสูงกลางเตี้ยเรี่ยดิน จนถึงระดับใต้ดิน ซึ่งวิธีการนี้ความอุดมสมบูรณ์ของดินกลับมาผลผลิตสูงขึ้น 3-4 เท่าและสามารถปลดหนี้ได้จากที่คิดฆ่าตัวตายที่สำคัญไม่บุกรุกป่าเพิ่มเพื่อหาที่ๆดินดีกว่าเมื่อมีตัวอย่างเกษตรกรที่เพาะปลูกผลผลิตงอกงามเกิดการขยายผลในพื้นที่สืบสานศาสตร์พระราชาและส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า&amp;ldquo;เกษตรกรรมยั่งยืน&amp;rdquo; รัฐจะต้องส่งเสริมและพัฒนาอย่างเต็มที่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; องค์กรอาหารและเกษตรแห่งสหประชาติ(FAO) ร่วมกับรัฐบาลไทยจัดให้มีการมอบรางวัลวันดินโลก หรือWorld Soil Day Award ให้แก่ประเทศองค์กรบุคคลที่อนุรักษ์ดินปีแรกองค์กรจากบังคลาเทศได้รางวัลจากการแก้ดินเค็มและกัดเซาะชายฝั่งปี62 นี้หวังจะให้พื้นที่แก่นมะกรูดเป็นต้นแบบการชุบชีวิตดินที่เสื่อมสภาพโดยมีเครือข่ายรัฐเอกชน อบจ. กลุ่มเกษตรกรชนเผ่ากระเหรี่ยงร่วมทำระบบอนุรักษ์ดินน้ำทำเกษตรกรรมยั่งยืนหยุดชะล้างพังทลายของดินอนาคตมีองค์กรทั่วโลกเดินทางมาศึกษาเรียนรู้และน้อมนำศาสตร์พระราชาไปปรับใช้&amp;ldquo; ดร.วิวัฒน์ กล่าวย้ำให้แก่นมะกรูดนำร่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างฝายเก็บกักน้ำในพื้นที่สูงเพิ่มความชุ่มชื้นให้ดินตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เกียรติชาย&amp;nbsp;ไมตรีวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มงานวางแผนยุทธศาสตร์และพัฒนาความยั่งยืนองค์กรบางจากฯ กล่าวว่า บางจากฯได้รับคำชักชวนจากสถาบันปิดทองหลังพระฯ ร่วมพัฒนาพื้นที่แก่นมะกรูดในเรื่องสำคัญประกอบด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์และตั้งกลุ่มอาชีพมีการแปรรูปกล้วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตจากระบบเกษตรกรรมยั่งยืนรวมถึงจะส่งเสริมการปลูกอ้อยชนิดคั้นน้ำในแก่นมะกรูด &amp;nbsp;ส่งมาจำหน่ายให้ร้านของบางจากได้เป็นช่องทางกระจายสินค้าเกษตรและต่อยอดท่องเที่ยววิถีเกษตรและวัฒนธรรมในพื้นที่นักท่องเที่ยวมาเที่ยวอุดหนุนสินค้าชุมชนช่วยให้ชาวบ้านซึ่งเป็นชุมชนบนพื้นที่สูงให้มีรายได้มากขึ้น &amp;nbsp;และล่าสุดในปีนี้ร่วมโครงการด้านดินเพราะดินเป็นแหล่งเพาะปลูกเกิดอาชีพเนื่องในโอกาส35 ปีจะร่วมแก้ปัญหาชะล้างพังทลายของดินด้วยศาสตร์พระราชาพาไปอบรมทำโคกหนองนาเก็บน้ำทุกหยดที่ตกลงมา เราติดอาวุธให้เกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; &amp;nbsp;ความรุนแรงของปัญหาชะล้างพังทลายของดินทำให้ปีนี้ต้องเร่งรักษาหน้าดินให้ดีเลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืชทำดินให้ดีให้มีปุ๋ยมากขึ้นโดยไม่ใช้สารเคมี &amp;nbsp; &amp;nbsp; โครงการนี้จะน้อมนำศาสตร์พระราชาทำงานนำร่องกับ4 ครอบครัวพื้นที่4 แปลงรวม22 ไร่ทำลักษณะโครงการวิจัย มีติดตามวัดผลและติดตามการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการหยุดชะล้างหน้าดินร่วมกับกรมพัฒนาที่ดินตลอด3 ปีออกแบบพื้นที่ทำโคกปลูกป่า3 อย่างประโยชน์4 อย่างนาขั้นบันไดขุดหลุมขนมครกสวนเกษตรมีฝายกักเก็บน้ำในที่สูง&amp;ldquo; &amp;nbsp;เกียรติชายกล่าวถึงการคืนชีวิตให้&amp;rdquo;ดิน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิกออฟโครงการ&amp;rdquo;หยุดการชะล้างพังทลายของดิน &amp;nbsp;คืนชีวิตให้แผ่นดินแก่นมะกรูด&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ณรงค์ รักร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานีร่วมประกาศเจตนารมณ์หยุดชะล้างพังทลายของดินแก่นมะกรูด กล่าวว่า อุทัยธานีเป็นแหล่งต้นน้ำสะแกกรังพื้นที่80% ของจังหวัดเป็นป่าและเขาสูงมีศักยภาพด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพทั้งยังเป็นที่ตั้งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติ &amp;nbsp;8 อำเภอในจังหวัดยึดอาชีพเกษตรกรสำหรับการดำเนินโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการแก้ปัญหาและพัฒนาพื้นที่ต.แก่นมะกรูดเป็นกระบวนการพัฒนาตามแนวพระราชดำริรัชกาลที่9 &amp;nbsp;บูรณาการแก้ไขปัญหายากจนสอดคล้องกับทิศทางพัฒนาจังหวัดเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงนิเวศและเกษตรปลอดภัยการต่อยอดสู่โครงการหยุดการชะล้างพังทลายของดินตามแนวพระราชดำริจะเกิดประโยชน์ มีการปรับปรุงบำรุงดิน &amp;nbsp;ลดการรุกป่าหากดึงเกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นจะสร้างภูมิคุ้มกันด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เผด็จ นุ้ยปรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุทัยธานี กล่าวว่า พื้นที่แก่นมะกรูดมีชาวกะหรี่ยงอยู่อาศัยมาตั้งแต่ปี2518 &amp;nbsp;ถือเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติรอยต่อพื้นที่อนุรักษ์3 ป่า &amp;nbsp;อดีตชาวบ้านอยู่แบบคู่ขนานกับเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;มีความขัดแย้งไม่ได้รับอนุญาตทำกิน และกำลังจะเผชิญปัญหาเขาหัวโล้นเช่นเดียวกับภาคเหนือและจ.น่าน &amp;nbsp; หากไม่หยุดบุกรุกทำลายป่าเพื่อทำไร่ &amp;nbsp; กระทั่งอบจ. ร่วมกับชาวบ้านและสถาบันปิดทองหลังพระฯ &amp;nbsp;ทำโครงการพื้นที่ต้นแบบบูรณาการฯสภาพความเป็นอยู่แก่นมะกรูด เปลี่ยนแปลงทางที่ดีขึ้น &amp;nbsp;ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากป่า &amp;nbsp;โดยอาศัยบทบัญญัติในมาตรา19 ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติเป็นฐานในการสร้างความถูกต้องทางกฎหมายให้กับการทำกินบนพื้นที่21,600 ไร่เมื่อกำหนดพื้นที่ได้แล้วก็ขอความร่วมมือ2,000 คนจาก500 ครัวเรือนไม่ให้บุกรุกป่าเพิ่ม &amp;nbsp;และเริ่มทำเกษตรยั่งยืนสืบสานศาสตร์พระราชายังมีเรื่องท่องเที่ยวฤดูหนาวมีนักท่องเที่ยวตอบรับดีมาก &amp;nbsp;ทำรายได้เข้าชุมชนใช้สโลแกน&amp;rdquo;หนาวสุดกลางสยาม&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo; การหยุดชะล้างพังทลายของดินจะช่วยลดต้นทุนเกษตรกรเพราะทุกวันนี้บางครัวเรือนต้องหว่านข้าวโพด3 ครั้งเมื่อฝนตก &amp;nbsp;เมล็ดพันธุ์ไหลลงคลองต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่อย่างไรก็ตามทิศทางบ้านแก่นมะกรูดจะลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเช่น อ้อย มันสำปะหลัง &amp;nbsp;แล้วก็สนับสนุนให้ปลูกพืชหลากหลายหลังปลูกพืชไร่กรมพัฒนาที่ดินยังแนะนำให้ปลูกพืชขวางทางลาดเทของพื้นที่ปลูกหญ้าแฝกตามแนวพระราชดำริ ไถกลบตอซังแทนเผาสร้างปัญหาฝุ่นพิษ&amp;ldquo; นายก อบจ. ย้ำต้องร่วมมือลดตัวเร่งการพังทลายดิน &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใช้จอบแทนรถไถปรับพื้นที่เกษตรลดการชะล้างพังทลาย ขุดคลองไส้ไก่ในแปลงเกษตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ปัจจุบันมีเกษตรกรแก่นมะกรูดน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้มากขึ้นเลิกทำเกษตรเชิงเดี่ยวชีวิตเปลี่ยนคุณภาพดินฟื้นคืน &amp;nbsp;วันนบ ขอสุข ประธานกลุ่มแก่นมะกรูดโมเดล กล่าวว่า เคยทำไร่ข้าวโพดมีแต่หนี้สินจนได้ไปอบรมศาสตร์พระราชากับมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาตินำโคกหนองนาโมเดลกับเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้กับพื้นที่ของตัวเองเมื่อปี2559 ปลูกกล้วย ส้ม &amp;nbsp;สตอเบอรี่ และพืชผักสวนครัวเ ช่น ฟักข้าว ชะอม ผักหวานบ้าน &amp;nbsp;ผักหวานป่า &amp;nbsp;พื้นที่ของตน23 ไร่ห่มดินด้วยฟาง &amp;nbsp;ทำคลองไส้ไก่ขุดหลุมขนมครก เก็บน้ำฝนไว้ในพื้นที่ได้มากกว่า80% &amp;nbsp;ล่าสุดปลูกกาแฟรัฐสนับสนุนต้นกล้ากาแฟปัจจุบันแปรรูปขายชื่อกาแฟ&amp;rdquo;ไร่อุ๊ยกื๋อ&amp;rdquo; นักท่องเที่ยวนิยมมากซึ่งต้นกาแฟเป็น1 ในการปลูกป่า5 ระดับ &amp;nbsp;ตามศาสตร์พระราชา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo; ช่วงแรกที่ทำเกษตรผสมผสานคนไม่เชื่อจนได้ผลผลิตเก็บกินและขายมีรายได้มากขึ้นพืชผลเติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับแปลงที่ไม่ได้ทำเพราะดินและน้ำเราดีกว่าคนเริ่มทำตามแต่ยังมีเกษตรกรอีกมากขาดความเข้าใจต้องทำงานขยายผลต่อไปเพราะอนาคตจะต้องเจอกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงมลพิษสารเคมี &amp;nbsp;ปัญหาชะล้างหน้าดินรุนแรงหากทำตามศาสตร์พระราชาจะมีชีวิตอยู่รอดและยั่งยืน&amp;ldquo; วันนบ ชาวกะเหรี่ยงโปว์บ้านแก่นมะกรูดกล่าวในท้ายต้องขับเคลื่อนหยุดชะล้างพังทลายพร้อมเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ตามแนวพระราชดำริต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38570</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.อุทัยธานี, ดร.วิวัฒน์ศัลยกำธร, นสพ.ไทยโพสต์, บริษัทบางจากคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน), ปัญหาชะล้างพังทลายของดิน, ปิดทองหลังพระ, วันนบ ขอสุข, ศาสตร์พระราชา, สถาบันปิดทองหลังพระฯ, สมาคมดินโลก, เกียรติชัย ไมตรีวงษ์, แก่นมะกรูด, โคกหนองนาโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d03796ae8f95.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32473</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรุปตารางเดินสาย&#039;บิ๊กตู่&#039; ปี57-62เจาะทุกภูมิภาค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในที่สุดก็เข้าสู่ห้วงเวลาของการเตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ตามที่ &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยประกาศไว้ว่า จะนำพาประเทศเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย ตามที่หลายฝ่ายเรียกร้องกันมา นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งในห้วงเวลาแบบนี้ ทุกฝ่ายต่างพุ่งเป้าไปที่สองขั้วใหญ่ ที่ชิงกันเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างพรรคเพื่อไทย ที่ได้ ส.ส.มาเป็นอันดับ 1 และพรรคพลังประชารัฐ ที่ได้คะแนนป๊อปปูลาร์มากที่สุด ขณะเดียวกัน ในส่วนของ บิ๊กตู่ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังคงมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศต่อไป จนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่ตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ขณะเดียวกัน บิ๊กตู่ ยังเป็นแคนดิเดตนายกฯ คนสำคัญ ที่ทุกฝ่ายจับตาดูอยู่ทุกฝีก้าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ก่อนหน้านี้ บิ๊กตู่ ได้ลุกขึ้นมาปรับลุคส์ตัวเองใหม่ เพื่อเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และเมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นลงไป การทำงานของ บิ๊กตู่ ก็เริ่มปรับโหมดให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังวันเลือกตั้ง 24 มี.ค. ตารางการทำงานของ บิ๊กตู่ ไม่มีภารกิจหรือกำหนดการเปิดงาน การกล่าวปาฐกถาพิเศษ ทั้งในทำเนียบรัฐบาลและนอกทำเนียบฯ มีเพียงหมายเข้าพบ บนห้องทำงาน ตึกไทยคู่ฟ้า มีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ และการปฏิบัติงานอยู่บนห้องทำงานตามปกติทุกวัน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ที่ออกอากาศทุกวันศุกร์ จะยุติลงในวันศุกร์ที่ 29 มี.ค.62 นี้เป็นเทปสุดท้าย ซึ่ง บิ๊กตู่ จะกล่าวขอบคุณประชาชนเป็นเวลา 10 นาที และหลังจากเทปนี้เป็นต้นไปจะเป็นการออกอากาศเกี่ยวกับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแทน ทั้งนี้ ในส่วนของรายการวันศุกร์ บิ๊กตู่ เริ่มจัดมาตั้งแต่ปี 2557-2562 โดยปี 2557-2559 เป็นรายการ &amp;ldquo;คืนความสุข ให้คนในชาติ&amp;rdquo; ต่อมาปี 2560-2562 เปลี่ยนเป็นรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งเนื้อหาและรูปแบบของรายการก็ปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์เช่นกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในส่วนของการลงพื้นที่ตรวจราชการ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด บิ๊กตู่ เริ่มเดินสายตั้งแต่ปี 2557-2562 รวมเวลาเกือบ 5 ปี ตะลอนทัวร์ไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งการลงพื้นที่ตรวจราชการปกติ และการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร รวมทั้งสิ้น 69 จังหวัด 88 ครั้ง ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ ซึ่งมีหลายจังหวัดที่บิ๊กตู่ไปมากกว่า 1 ครั้ง ส่วนจังหวัดที่ยังไม่ได้ลงไปเยือนทางการเหลือเพียง จ.ยะลา พังงา อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครนายก พัทลุง สมุทรสงคราม และสิงห์บุรี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และหากลองเช็กสถิติการลงพื้นที่ของ บิ๊กตู่ ตั้งแต่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งรวบรวมข้อมูลโดยกองประสานนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี บิ๊กตู่เริ่มลงพื้นที่ครั้งแรกปี 2557 วันที่ 12 ก.ย.2557 ที่ จ.สุโขทัย ในการตรวจเยี่ยมให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ อ.กงไกรลาส จากนั้นเดือน พ.ย. ลงพื้นที่ จ.ขอนแก่นและกาฬสินธุ์ ถัดมาเดือน ธ.ค. จ.นราธิวาส รวมปี 2557 ลงพื้นที่ 3 ครั้ง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2558 เริ่มลงพื้นที่ เมื่อวันที่ 2 ก.พ.2558 ที่ จ.นครราชสีมา ในการประชุมและพบปะเกษตรกรและประชาชน ณ สหกรณ์การเกษตรพิมาย อ.พิมาย จากนั้นลงพื้นที่ใน จ.เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ฉะเชิงเทรา ระยอง พิษณุโลก ตาก อุบลราชธานี สุราษฎร์ธานี และสงขลา ซึ่งมีบางจังหวัดไปมากกว่า 1 ครั้ง รวมในปี 2558 ทั้งสิ้น 10 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปี 2559 ลงพื้นที่แรกวันที่ 22 ม.ค.2559 ที่ จ.นครสวรรค์และชัยนาท ในการเยี่ยมศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงภัยแล้ง ต.บึงปลาทู อ.บรรพตพิสัย และประชุมกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 ถัดมาลงพื้นที่ จ.อุทัยธานี อุดรธานี เชียงใหม่ นครราชสีมา ราชบุรี ระยอง นราธิวาส ร้อยเอ็ด ภูเก็ต อยุธยา ชัยนาท ชลบุรี ปทุมธานี เชียงราย สงขลา และน่าน ทั้งนี้บางจังหวัดไปมากกว่า 1 ครั้ง รวมสถิติการลงพื้นที่ในปี 2559 ทั้งสิ้น 16 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ต่อมาปี 2560 ลงพื้นที่แรกวันที่ 26 ม.ค.2560 ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้กำลังใจประชาชนและมอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบอุทกภัย ครั้งถัดมาเป็น จ.ศรีษะเกษ ปราจีนบุรี นครพนม ระยอง นครปฐม สงขลา กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ขอนแก่น สกลนคร นครราชสีมา สระแก้ว สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา สตูล อ่างทอง นครศรีธรรมราช ชลบุรี ปัตตานี ตรัง กาฬสินธุ์ พิษณุโลก และสุโขทัย มีบางจังหวัดไปมากกว่า 1 ครั้ง รวมลงพื้นที่ปี 2560 ทั้งสิ้น 24 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ขณะที่ในปี 2561 เริ่มที่ จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 17 ม.ค.2561 ในการเป็นประธานสักขีพยานมอบหนังสือโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน (คทช.) พร้อมประชุมยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด และพบปะประชาชน จากนั้นลงพื้นที่ จ.ตราด จันทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร เพชรบุรี หนองบัวลำภู ปัตตานี กรุงเทพมหานคร ราชบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ นครสวรรค์ พิจิตร ชลบุรี ระยอง อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ระนอง ชุมพร ลพบุรี เลย เพชรบูรณ์ ลำพูน พะเยา เชียงราย กาญจนบุรี ชัยภูมิ บึงกาฬ และหนองคาย มีบางจังหวัดไปมากกว่า 1 ครั้ง รวมปี 2561 ลงพื้นที่จำนวน 23 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; และในปี 2562 ลงพื้นที่แรกของปีที่ จ.นครศรีธรรมราช ในการวางพวงหรีดเคารพศพเจ้าหน้าที่จิตอาสาที่ให้การช่วยเหลือชาวบ้านที่ อ.ปากพนัง พร้อมพบปะประชาชน ต่อมาที่ จ.กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ลำปาง สระบุรี ยโสธร มุกดาหาร ระยอง ขอนแก่น นครราชสีมา เชียงราย แพร่ และปิดจ๊อบที่ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 20 มี.ค.2562 โดยบางจังหวัดไปมากกว่า 1 ครั้ง รวมปี 2562 ลงพื้นที่ทั้งหมด 12 ครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่ในช่วงเวลาเกือบ 5 ปี ของ บิ๊กตู่ เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เคยระบุไว้ว่า จะต้องไปพบกับประชาชนในทุกพื้นที่ให้ได้มากที่สุด เพื่อไปรับทราบปัญหาด้วยตัวเอง และเป็นการติดตามนโยบายการทำงานของรัฐบาลให้สัมฤทธิ์ผล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนจะได้ไปลุยพื้นที่กันอีกรอบเมื่อไหร่ หรือจะได้ไปต่อหรือไม่ คงต้องลุ้นกันที่ผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ&amp;nbsp; ถ้า &amp;quot;พรรคพลังประชารัฐ&amp;quot; คว้าชัย ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็เตรียมตัวไปต่อกับ &amp;quot;ลุงตู่&amp;quot; ได้เลย!!&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32473</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาสตร์พระราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190328/image_big_5c9cdbeabbb6d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32284</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2019 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2019 15:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กตู่&#039;ประกาศแขวนไมค์ 29 มี.ค.จัดรายการศาสตร์พระราชาเป็นครั้งสุดท้าย หลังดีเบตมา 5 ปี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 มี.ค.62 - พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. กล่าวว่าตั้งแต่วันศุกร์นี้ (29 มี.ค.) จะจัดรายการศาสตร์พระราชา เป็นการส่งท้าย ตนได้ดีเบตมาแล้ว 5 ปี พูดในทุกเรื่องที่ตนทำมา ซึ่งไม่ได้ต้องการอำนาจอะไร และพร้อมเคารพเสียงประชาชน ขอเพียงอย่าสร้างความขัดแย้งอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เขากล่าวว่าวันนี้ที่พูดมาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของการเมืองเลย แต่เป็นการบ้านที่ทำมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา อะไรจะเกิดขึ้นให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน หลังจากนี้เป็นเรื่องของฝ่ายการเมืองและรัฐบาลชุดต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;อย่ามาถามผมอีก ขอบคุณทุกหน่วยงาน ทั้งทหาร ตำรวจ ที่ทำหน้าที่มาด้วยกัน โดยที่ไม่ได้เรียกร้องเรื่องค่าตอบแทน แต่เป็นการทำหน้าที่ของทุกคน พร้อมเน้นย้ำเรื่องกระแสพระบรมราโชวาท ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่เน้นย้ำให้เลือกคนดีมาปกครองบ้านเมือง สิ่งใดที่ไม่ดี บ้านเมืองก็จะไม่ปกติสุข เพราะตอนนี้เราต้องการความสงบสุข&amp;quot;นายกฯกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32284</URL_LINK>
                <HASHTAG>งดจัดรายการ, นายกรัฐมนตรี, บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาสตร์พระราชา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190326/image_big_5c99e62b55078.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
