<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>32540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/03/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/03/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทิ้งทวน!ระวังวิกฤติวาทกรรมขัดแย้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; ทิ้งทวนรายการศาสตร์พระราชาฯ เตือนสติอย่าเอาเรื่อง &amp;ldquo;ประชาธิปไตย-คนต่างรุ่น&amp;rdquo; มาแบ่งแยกสร้างความขัดแย้งให้เป็นวิกฤติรอบใหม่ แนะทุกฝ่ายทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี มองประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว โดยยึด 3 สถาบันหลักของชาติที่มีมายาวนานกว่า 1,400 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อช่วงค่ำวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ซึ่งจัดเป็นครั้งสุดท้ายว่า ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่สนใจติดตามรายการคืนความสุขให้คนในชาติ และรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน มาโดยตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผมถือว่าเป็นช่องทางสื่อสารที่สำคัญของนายกฯ กับพลเมืองไทยทุกคน ทุกอาชีพ และทุกวัย ในการแถลงแนวคิด นโยบาย รายงานผลการดำเนินงาน และแจ้งเตือนภัย อีกทั้งปลูกต้นไม้ในใจคนไทย ด้วยการกระตุ้นเตือนด้านคุณธรรมจริยธรรมที่เริ่มแห้งเหือดไปจากสังคมไทย เป็นการปลูกจิตสำนึก ความรักบ้านเมืองแผ่นดินเกิด ความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ และอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นไทยภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภาร&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ ยังกล่าวอีกว่า การเดินหน้าประเทศตลอดเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตามโรดแมปของ คสช.นั้น ตั้งแต่การฝ่าทางตันทางการเมือง การก้าวข้ามความขัดแย้ง การปลดล็อกด้านงบประมาณเพื่อคืนความสุขให้กับคนไทย คืนรอยยิ้มให้แผ่นดินเรา การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการผ่านประชามติ ตามหลักการประชาธิปไตย เพื่อแก้ปัญหาในอดีต การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตไปสู่ยุคดิจิทัล ไปจนถึงการกอบกู้ภาพลักษณ์ของประเทศ และยกระดับความมั่นใจในเสถียรภาพของประเทศในสายตาชาวโลก ซึ่งผลการจัดอันดับด้านต่างๆ ก็ดีขึ้นตามลำดับ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ทุกคนคงทราบและจำได้ดีว่าเราทุกคนได้ร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรค และสิ่งที่ส่งผลร้ายแรงต่อชาติบ้านเมืองอะไรกันมาบ้างนะครับ ท่ามกลางความขัดแย้งในแทบทุกมิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง กระบวนการยุติธรรม ท่ามกลางการสร้างแนวความคิดใหม่ๆ ซึ่งไม่ได้มาจากความต้องการที่แท้จริงของประชาชน หาประโยชน์จากประชาชนบ้าง ให้มีความหวังโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ ข้อเท็จจริง ปัญหาทับซ้อน รวมทั้ง บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสีย หรือละทิ้งโอกาสที่รัฐบาลนี้ได้สร้างไว้ด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกฯ ยังกล่าวว่า ขอขอบคุณพี่น้องข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหารทุกคนที่ได้ร่วมกันเป็นสะพานให้ประชาชนได้ก้าวข้ามกับดักต่างๆ ในอดีต ก้าวหน้าไปสู่อนาคตที่ดีกว่า และขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน จับมือจูงมือกันนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป ซึ่งชีวิตนั้นไม่อาจหยุดนิ่ง ประเทศชาติก็ไม่อาจหยุดเดิน โดยปัญหาน้อยใหญ่ยังรอการแก้อย่างยั่งยืน ซึ่งในระหว่างที่ยังไม่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ขอให้ประชาชนได้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทุกช่องทางที่เป็นประโยชน์และเชื่อถือได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจและเพิ่มการมีส่วนร่วมในการเดินหน้าประเทศของเรา
&amp;ldquo;ผมจะยังปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อบริหารราชการแผ่นดินต่อไป ให้บ้านเมืองของเราสามารถเปลี่ยนผ่านไปได้ด้วยความสงบสุข ได้ดำเนินการตามนโยบายยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูป 11 ด้าน และแผนแม่บทต่างๆ อย่างต่อเนื่องไม่สะดุด ไม่หยุดชะงัก ภายใต้บริบทของโลกที่ยังคงผันผวนและอยู่เหนือการควบคุม ทั้งนี้ก็เพื่อจะรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงของประเทศไว้ให้ดีที่สุด&amp;rdquo;พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เรายังมีทั้งวิกฤติและโอกาสอยู่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนอยู่ ซึ่งสิ่งที่เป็นห่วงในปัจจุบันคือความพยายามสร้างเงื่อนไขในสังคมเพื่อประโยชน์ในการทางการเมือง ซึ่งอาจนำมาสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ในอนาคต ได้แก่ 1.ความเป็นประชาธิปไตยและไม่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งควรยุติได้แล้ว เพราะเราผ่านการเลือกตั้งในวันที่ 24 มี.ค.มาแล้ว และทุกพรรคการเมืองได้รับเสียงได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ตามครรลองประชาธิปไตยที่เรารอคอย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ผ่านการลงประชามติมาแล้ว 2.คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ก็เป็นอีกวาทกรรมสร้างความแตกแยก แบ่งคนในสังคม รวมทั้งในครอบครัว ซึ่งเป็นสถาบันพื้นฐาน ขอให้ลองทบทวนดู แม้เราอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน เรียนตำราเล่มเดียวกัน แต่อาจมีความเห็นที่แตกต่างได้ เนื่องจากผ่านประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวมาต่างกัน
&amp;ldquo;คนอายุ 50 ปีขึ้นไป นอกจากมีภาพจำดีๆ ยุคโชติช่วงชัชวาล และเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้าที่ไทยเกือบจะก้าวไปเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชียมาแล้ว แต่ก็มีภาพจำที่ไม่ดี เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลา 16, เหตุการณ์ 6 ตุลา 19 แล้วก็พฤษภาทมิฬปี 35 นะครับ วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง การลอยตัวค่าเงินบาท การเป็นหนี้ IMF การชุมนุมและการสลายการชุมชนทางการเมืองห้วง 10 ปีที่ผ่านมา เป็นต้น ในขณะที่ต่างคน ต่างช่วงวัยก็ย่อมผ่านชีวิต มีภาพจำทั้งที่ดี-ไม่ดี มากน้อยแตกต่างกันไป เช่น เด็กอายุ 18 ปี ที่เพิ่งมีสิทธิเลือกตั้ง ครั้งนี้ อาจไม่เคยสนใจการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลและ คสช.ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เพราะมุ่งศึกษาเล่าเรียนตามหน้าที่ของตน แต่ก็ขอขอบคุณ และเคารพทุกคนที่ออกมาใช้เสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ ขอให้ทุกคนเคารพเสียงของประชาชน และมีสติในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งผมเคารพในความตัดสินใจของประชาชนเสมอ ถือว่าเป็นวิถีของประชาธิปไตย ผมขอให้เราทุกคนรักบ้านเกิดเมืองนอนของเราให้มาก&amp;rdquo; นายกฯ กล่าว
นายกฯ กล่าวอีกว่า การจะร่วมกันนำพาบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องได้นั้น ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ ต้องคำนึงถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยของเรา และต้องยึดมั่นในสถาบันหลักของบ้านเมือง ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งมีมาอย่างยาวนานกว่า 1,400 ปี เราต้องทำเพื่อส่วนรวมมากกว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว ซึ่งสิ่งที่ต้องการฝากให้รัฐบาลใหม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจากที่รัฐบาลนี้ได้เริ่มไว้แล้ว เพื่อประโยชน์ของคนในชาติ อาทิ การจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้สมพระเกียรติ การทำหน้าที่ประธานอาเซียนให้สมบูรณ์ รวมทั้งการดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มและทุกสาขาอาชีพ ซึ่ง 5 ปีที่ผ่านมา นโยบายเดิมของรัฐบาลก่อนหน้า อะไรที่ดี ที่ประชาชนได้รับประโยชน์ ตนเองก็ได้ต่อยอดพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงให้ดีขึ้น โดยยึดความเจริญก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองเป็นหลักชัย
&amp;ldquo;ขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน นักการเมือง พรรคการเมือง ช่วยกันทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ ขอให้ปวงชนชาวไทยยึดมั่นในความเป็นประชาธิปไตยที่เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ยุติความขัดแย้ง ขจัดเงื่อนไขความแตกแยกในสังคม เพราะเรายิ่งขัดแย้งกันนานเท่าไหร่ ประเทศชาติและประชาชนก็จะยิ่งเสียหาย และเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้น จนอาจทำให้ศักยภาพของเราถดถอย เป็นวิกฤติในทุกมิติ เราต้องร่วมมือกันสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมและประชาชน ด้วยความรู้คู่คุณธรรมให้มากที่สุดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32540</URL_LINK>
                <HASHTAG>ครั้งสุดท้าย, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ระวังวิกฤติวาทกรรมขัดแย้ง, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190329/image_big_5c9e241ae93e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>29736</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/02/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/02/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประยุทธ์ข้องใจ ป้ายสี‘งบทหาร’ มุ่งร้ายเพื่อใคร!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ประยุทธ์&amp;rdquo; แจงงบกองทัพได้ตามปกติเหมือนทุกกระทรวง ซัดนักการเมืองแกล้งโง่ไม่เข้าใจกฎหมาย ปั่นกระแสสร้างความเกลียดชัง ข้องใจมีคนมุ่งทำร้าย &amp;ldquo;สถาบัน-ทหาร&amp;rdquo; หรือไม่ &amp;ldquo;บิ๊กป้อม&amp;rdquo; ได้ทียกเหตุ &amp;ldquo;ซี 130&amp;rdquo; แสดงถึงความจำเป็น ทอ.ชี้นักบินปฏิบัติตามหลักมาตรฐานสากล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 22 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า นับตั้งแต่วิกฤติการเงินโลกปี 2551 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากการหดตัว ทำให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่เพื่อช่วยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนตามมา ซึ่งการลงทุนภาครัฐก็ถือเป็นอีกค่าใช้จ่ายที่จะส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะของประเทศ โดยในปีงบประมาณ 25561 รายจ่ายประจำมีสัดส่วน 73% และรายจ่ายลงทุนของภาครัฐมี 22% ของงบประมาณ ซึ่งรัฐบาลได้เร่งลงทุนในโครงการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนภาครัฐปรับขึ้น 5% ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ไทยมีหนี้สาธารณะเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) อยู่ที่ 41.8% ซึ่งแม้ต่ำกว่าเกณฑ์สากลที่ 60% แต่รัฐบาลนี้ก็ให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายต่างๆ ได้อย่างราบรื่น ทั้งในระยะปานกลางถึงระยะยาว หากเปรียบเทียบแล้วระดับการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำกว่าวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ขณะที่การลงทุนในประเทศอื่นๆ สามารถฟื้นตัวกลับมาแล้ว ซึ่งแนวทางสำคัญที่รัฐบาลนำมาใช้คือ โมเดลธุรกิจแบบร่วมทุน หรือการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ที่เรียกกันย่อๆ ว่าพีพีพี ซึ่งสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของโครงการ เช่น โครงการรถไฟฟ้า ที่รัฐร่วมลงทุนที่ดินและก่อสร้างให้ ส่วนเอกชนเป็นผู้ลงทุน ตัวรถ ระบบเดินรถและการเดินรถ ซึ่งเอกชนต้องรับความเสี่ยงจากผลประกอบการและต้องส่งมอบกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินของโครงการให้แก่ภาครัฐเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา เป็นต้น จึงไม่ต้องกังวลว่ารัฐบาลนี้จะยกทรัพย์สินของรัฐให้เอกชนไปเลย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ที่ผ่านมารัฐบาลนี้สามารถทำให้มีรถไฟฟ้าสำหรับพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลได้ทั้งหมด 10 สาย รวมส่วนต่อขยาย เทียบกับก่อนเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งดำเนินการอยู่เพียง 2 สาย&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ&amp;nbsp;
นายกฯ กล่าวอีกว่า การลงทุนแบบพีพีพี นอกจากแบ่งเบาภาระของภาครัฐแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถบริหารงบประมาณแผ่นดินไปเร่งลงทุนในโครงการที่จำเป็นและสำคัญอื่นๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและยกระดับศักยภาพของประเทศในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ด้วย ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐทั้งปวงต้องช่วยกันดูแลให้ รายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันตามกำหนดเวลา โดยต้องมองภาพแผนการใช้จ่ายในระยะปานกลางถึงระยะยาว เพื่อรักษาวินัยการคลังของประเทศด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงงบประมาณของทุกกระทรวง ทั้งฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายอื่นๆ ว่าให้ดูจากข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไร รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นหรือไม่ ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปีปัจจุบัน แล้วการจัดสรรงบประมาณให้แต่ละกระทรวงเพิ่มขึ้นอย่างมีสัดส่วนสัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายความมั่นคง แต่ทุกกระทรวงย่อมกำหนดสัดส่วนในงบประมาณรายรับ-รายจ่ายอย่างชัดเจน &amp;nbsp;รัฐบาลทุกรัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทุกหน่วยงาน ทุกกิจกรรมทั้งในส่วนของประชาชน และในส่วนของพลเรือน ตำรวจ ทหาร ซึ่งจะเห็นได้ว่างบประมาณที่ลงไปสู่ประชาชนมากกว่าเดิมในทุกมิติ จึงไม่อยากให้นักการเมืองและพรรคการเมืองนำมาหาเสียงที่คลุมเครือ ไม่ชัดเจน จนนำมาซึ่งการสร้างความเกลียดชัง โดยไม่มีหลักการ ไม่เข้าใจกฎหมายพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือ พ.ร.บ.การเงินการคลังของรัฐ&amp;nbsp;
&amp;ldquo;รัฐบาลนี้ยังไม่ได้ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น หรือกองทุนเงินสำรองของประเทศลดน้อยลงไปแต่อย่างใดนะครับ การใช้จ่ายงบประมาณด้านความมั่นคงก็ใช้งบที่ได้รับจัดสรร ใช้ในการซ่อมแซม จัดซื้อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อให้สามารถดำรงสภาพและศักยภาพของกองทัพของเราทุกคน ดังนั้นสิ่งที่เราคนไทยควรระลึกถึง คิดให้ถูกต้อง ก็คือความมั่นคง ความมีเสถียรภาพศักยภาพความสงบเรียบร้อย เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ ถ้าบ้านเมืองไม่มั่นคง ไม่มีเสถียรภาพ เราก็จะทำอย่างอื่นๆ ไม่ได้เลย สิ่งที่หลายคนพยายามโจมตีให้ดูว่าความมุ่งหมายอย่างไร คืออะไรนะครับ วันนี้มีเพียงทหารและสถาบันที่เข้มแข็ง หากจะมีใครมุ่งทำลาย 2 สิ่งนี้อยู่หรือไม่ ช่วยกันคิดดูนะครับ&amp;rdquo; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเครื่องบินซี 130 ของกองทัพอากาศ ที่นำคณะนายกฯ ไปตรวจราชการที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานีและกระบี่ เกิดใบพัดขัดข้อง หลังขึ้นบินได้ 45 นาที ต้องบินวนกลับมาเปลี่ยนเครื่องใหม่ ว่าเครื่องเก่าแล้ว กำลังคิดอยู่ที่จะปรับเปลี่ยน ก็ต้องดูงบประมาณ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าจากกรณีที่เกิดขึ้น ถือได้ว่างบประมาณของกองทัพยังจำเป็นในการนำไปซื้อยุทโธปกรณ์หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ก็จำเป็นและเครื่องนี้เก่าแล้ว ใช้มานานกว่า 30 ปีแล้ว และงบประมาณของกระทรวงกลาโหมจำเป็นอยู่แล้วในการซื้อยุทโธปกรณ์ รวมถึงงบประมาณของกระทรวงกลาโหมก็ใช้ไปตามความจำเป็น ไม่ได้มากขึ้น งบประมาณเท่าเดิมทุกอย่าง ประมาณ 7.5%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามต่อว่า กรณีที่เกิดขึ้นสามารถหักล้างข้อกล่าวหาบางพรรคการเมืองที่หาเสียงจะลดงบประมาณกองทัพได้ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า งบประมาณกระทรวงกลาโหมมีความจำเป็น เพราะต้องใช้กับประชาชนด้วย และใช้ในการป้องกันประเทศ ซึ่งมีความสำคัญก็ไปคิดดูแล้วกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษก ทอ. กล่าวชี้แจงเรื่องนี้ว่า เครื่องบินซี 130 เลขที่ 60109 ของ ทอ. ออกจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 โดยมีภารกิจเดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติสมุย ต.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งระหว่างบินขึ้นไปได้ 15 นาที นักบินได้ตรวจพบว่ารอบความเร็วของเครื่องยนต์ที่ 2 เกิดอาการสวิงส่ายไปส่ายมาเกินเกณฑ์ ไม่สามารถคอนโทรลเครื่องยนต์ได้ จึงต้องดับเครื่องยนต์กลางอากาศ ตัดสินใจบินกลับมาลงที่ท่าอากาศยานทหาร 2 เพราะเกิดเหตุขัดข้องของเครื่องยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์กล่าวว่า มีคนถามกันมากว่าทำไมนักบินไม่นำเครื่องบินไปลงที่สนามบินเกาะสมุย และทำการแก้ไขเครื่องยนต์ เรื่องนี้ต้องขอชี้แจงว่า ทอ.ไม่มีช่างเครื่องยนต์ที่สนามบินดังกล่าว รวมถึงนักบินไม่สามารถทำการบินด้วยเครื่องยนต์ 3 เครื่องที่เหลือจากสนามบินสมุยได้ เพราะไม่ปลอดภัย ด้วยกฎระเบียบของสนามบินนานาชาติ หากสภาพเครื่องยนต์ขาดความพร้อม ห้ามไม่ให้ทำการบินขึ้นจากสนามโดยเด็ดขาด และเพื่อให้เกิดความมั่นใจ 100% ของนักบิน ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามขั้นตอนปกติของการปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ต้องทำตามขั้นตอนคือการบินกลับมาดอนเมืองเท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ท.พงษ์ศักดิ์กล่าวอีกว่า พล.อ.อ.ชัยพฤกษ์ ดิษยะศริน ผบ.ทอ. ได้รับรายการแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องชื่นชมนักบินที่คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรกของผู้โดยสารระดับวีไอพี ดังนั้นเป็นการปฏิบัติที่ดีที่สุดในการตัดสินใจของนักบินกองทัพอากาศ ทั้งนี้ อยากให้ประชาชนเข้าใจด้วยว่าภารกิจของเครื่องบินซี 130 ลำดังกล่าวได้รับการตรวจเช็กบำรุงรักษาตามวงรอบตลอดเวลา แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานมาเกือบ 40 ปี ซึ่งเครื่องบินลำดังกล่าวบรรจุเข้าประจำการตั้งแต่ปี 2523 จึงมีโอกาสเกิดเครื่องยนต์ขัดข้องได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกระแสพรรคการเมืองเสนอให้ลดงบประมาณกองทัพว่า ทุกฝ่ายจำเป็นต้องไปศึกษาให้ดีในเรื่องของงบประมาณ ทั้งนี้ จะลดหรือการเพิ่มงบประมาณ หากทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็สนับสนุนทั้งนั้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/29736</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, สถาบัน-ทหาร, หนังสือพิมพ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190222/image_big_5c6ffcdb34fed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26346</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/01/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/01/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะเด็กน้อมนำพระราโชวาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายกฯ เชิญพระราโชวาทรัชกาลที่ 10 เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ &amp;quot;เด็กทุกคนควรหมั่นศึกษาหาความรู้ และประพฤติตนเป็นคนดี มีระเบียบวินัย &amp;quot;ขอให้ทุกคนน้อมนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อความก้าวหน้าในชีวิต ชี้วัฒนธรรมไทยคือการปรองดอง สมานฉันท์ ให้อภัยซึ่งกันและกัน และเคารพกฎหมาย ยันรัฐบาลให้ความสำคัญด้านการศึกษา ถือเป็น 1 ใน 13 ประเด็นปฏิรูปประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เนื่องในวันเสาร์ที่ 12 มกราคม เป็นวันเด็กแห่งชาติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; เมื่อค่ำวันศุกร์ว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราโชวาทเนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 เพื่อเชิญไปลงพิมพ์ในหนังสือวันเด็กแห่งชาติ ชื่อ &amp;ldquo;นอกหน้าต่างบานเล็ก&amp;rdquo; ความว่า &amp;ldquo;เด็กทุกคนควรหมั่นศึกษาหาความรู้และประพฤติตนเป็นคนดี มีระเบียบวินัย เพราะว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้แต่ละคนประสบความสุขความเจริญ และความสำเร็จในชีวิตได้ในวันข้างหน้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ขอเชิญพระราโชวาทมากล่าวย้ำอีกครั้ง เพื่อให้เด็กและเยาวชนไทยได้น้อมนำไปสู่การปฏิบัติในชีวิต ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างไม่มีวันจบสิ้น แต่ผู้ที่จะประสบความสำเร็จ สามารถจะเอาชนะอุปสรรคได้ ต้องประกอบด้วย ความรู้ ความดี และมีวินัย ซึ่งขอยกตัวอย่างความสำเร็จของเยาวชนไทย ที่สามารถคว้าแชมป์แกะสลักน้ำแข็งจากหิมะนานาชาติ ประจำปี 2562 ที่ประเทศจีน ติดต่อกันเป็นปีที่ 10 แล้ว โดยเป็นผลงานจากแรงบันดาลใจ ในเหตุการณ์ค้นหาและช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่าที่ถ้ำหลวง จ.เชียงราย ซึ่งคนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดีในเวลานี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;อย่าลืมนะครับว่าประเทศไทยนั้นไม่มีหิมะ และการทำงานท่ามกลางอากาศหนาวต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ต้องอาศัยทักษะหลายด้าน ความอดทน การทำงานเป็นทีม และอีกหลายอย่าง กว่าจะสามารถพิชิต 3 รางวัลสำคัญมาครองได้ นำมาฝากคนไทยทั้งประเทศ &amp;nbsp;ซึ่งคุณสมบัติทั้งหลายดังกล่าว เป็นพื้นฐานสำคัญของทรัพยากรมนุษย์ของชาติที่เราต้องการนะครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดิน สิ่งที่ตนให้ความสำคัญมากที่สุดคือเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็น 1 ใน 13 ประเด็นการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากมีข้อมูลว่าระบบการศึกษาของชาติยังมีปัญหา และเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน ละเอียดอ่อน หลายเรื่องสามารถแก้ไขได้ทันที เช่น ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดครู ครูสอนไม่ตรงวิชาเอก ซึ่งตนก็ให้น้อมนำการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาต่อยอด และสามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ไปได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาใหญ่ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข คือเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งมีหลายมิติ และได้พยายามแก้ไขตลอดมา เช่น การเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพระหว่างเด็กในเมืองและชนบท โดยเฉพาะเด็กชายขอบในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือดีๆ ที่จะช่วยให้เขาได้พัฒนาหรือสร้างองค์ความรู้ที่หลากหลายขึ้นได้ ซึ่งเทคโนโลยีในยุคไทยแลนด์ 4.0 มีความพร้อม ที่จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในตอนท้าย พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวเชิญชวนเด็กทุกคนมาร่วมงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาล จะได้เห็นห้องทำงานนายกรัฐมนตรีของประเทศ เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ ที่มีความฝันว่าจะได้ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสนุกๆ และของรางวัลมากมายเหมือนเช่นทุกปีอีกด้วย ในส่วนของหน่วยราชการอีกหลายแห่งก็จัดงานวันเด็กเช่นกัน รวมทั้งสถานที่จัดงานอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง ทั่วกรุงเทพมหานคร เช่น พิพิธภัณฑ์เด็กกรุงเทพมหานคร (จตุจักร), หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, พิพิธภัณฑ์สภากาชาดไทย, ท้องฟ้าจำลอง เป็นต้น สำหรับปริมณฑล ได้แก่ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร และพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี, ศูนย์ราชการนนทบุรี, เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, เมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลได้จัดงานวันเด็กล่วงหน้าในวันที่ 11 ม.ค. ที่บริเวณสนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้บรรดาลูกหลานข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของทำเนียบรัฐบาลได้ร่วมสนุก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี &amp;nbsp;เนื่องจากในวันเด็กแห่งชาติ บรรดาผู้ปกครองซึ่งเป็นข้าราชการและเจ้าหน้าที่ติดภารกิจในการดูแลกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติที่ทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ เด็กๆ ได้ขึ้นไปเยี่ยมชมห้องทำงานของนายกรัฐมนตรีและร่วมถ่ายรูปกับนายกรัฐมนตรี รวมถึงได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเวลา 16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ลงมาเยี่ยมพร้อมจับรางวัลให้กับเด็กๆ กว่า 300 คน นอกจากนี้ เด็กๆ ทุกคนจะได้รับกระเป๋าเป้ ภายในบรรจุตุ๊กตา สมุด ดินสอ และของเล่นต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวให้โอวาทว่า เด็กคือผู้ใหญ่ในวันหน้า และคืออนาคตของประเทศไทย เราต้องสอนหลักคิดและวิธีการที่ถูกต้อง ขอให้ทุกคนเติบโตและสร้างตัว ทุกคนต้องสร้างตัวมาทั้งสิ้น พ่อแม่ของเด็กก็ต้องสร้างตัวมาจนเป็นข้าราชการตั้งแต่ระดับเล็ก กลางขึ้นมา ไล่ระดับขึ้นไป นั่นคือวัฒนธรรมของคนไทย ทั้งในเรื่องการปรองดอง ความสมานฉันท์ ให้อภัยซึ่งกันและกัน และเคารพกฎหมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานของสังคมเราในวันนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังนายกฯ เดินทางออกจากทำเนียบฯ นายกฯ ได้โพสต์ภาพตนเองสมัยเด็กผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และ ทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่า &amp;quot;พรุ่งนี้วันเด็ก หลานๆอย่าลืมมาเที่ยวงานวันเด็ก 2562 ที่ทำเนียบนะครับ มาดูห้องทำงานนายกฯ ลองมานั่งเก้าอี้นายกฯ จะได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคนที่มีความฝัน ความตั้งใจที่จะทำงาน เพื่อประเทศ และประชาชน นอกจากนี้จะมีกิจกรรมเสริมสร้างความรู้อีกหลายอย่าง และของรางวัลแจกมากมายเลยครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง กล่าวว่า คำขวัญวันเด็กมีทุกปี ผู้ใหญ่ก็มักคิดคำโก้หรู ชูคำเด่น มักนำมาให้เด็กท่องจำ แม้เป็นคำที่เกิดจากแนวคิดที่ดี หากไม่เอาคำขวัญวันเด็กในรอบ 30 ปี มาประมวลเป็นนโยบายและแผนระดับชาติ คำขวัญก็จะไม่มีประโยชน์ เพราะปีถัดไปก็มีคำใหม่มาเรื่อย ดังนั้น ตนเห็นว่าควรหาทางออกโดยจัดตั้งหน่วยใดก็ได้ เป็นเจ้าภาพในการคิดนโยบายและขับเคลื่อนนำเอานโยบายมาปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือของฝ่ายบริหาร กำหนดหน่วยงานที่ต้องมีส่วนร่วม กำหนดงบประมาณ และส่งผ่านงานให้หน่วยบังคับใช้ให้เกิดประสิทธิผล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองโฆษก ตร. กล่าวว่า ในงานวันเด็กปีนี้ &amp;nbsp;พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการกำชับให้ตำรวจทั่วประเทศดูแลและอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชนชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะปัญหาเด็กหายพลัดหลงและการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ จึงขอความร่วมมือ และสร้างการรับรู้ให้กับพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการดูแลเด็กและเยาวชนอย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้เด็กไปเที่ยวลำพัง และควรจัดทำบัตรที่ระบุชื่อ หมายเลขโทรศัพท์ติดไว้กับตัวเด็ก ผู้ปกครองต้องพยายามติดต่อสื่อสารกับเด็กตลอดเวลา ป้องกันการพลัดหลง
นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังจัดกิจกรรมปลูกฝังวินัยจราจรและโรงพักริมคลอง ในงานอุ่นไอรักคลายความหนาว &amp;ldquo;สายน้ำแห่งรัตนโกสินทร์&amp;rdquo; ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 07.00 น. ทั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร &amp;nbsp;รัชกาลที่ 10 พระราขทานของขวัญของรางวัลจำนวนมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จังหวัดต่างๆ ได้เตรียมจัดงานวันเด็กกันอย่างคึกคัก และหลายแห่งก็เริ่มจัดงานกันตั้งแต่วันศุกร์.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26346</URL_LINK>
                <HASHTAG>วันเด็กแห่งชาติ, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, หนังสือพิมพ์, เชิญพระราโชวาทรัชกาลที่ 10, เด็กทุกคนควรหมั่นศึกษาหาความรู้ และประพฤติตนเป็นคนดี มีระเบียบวินัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190111/image_big_5c389cea2d2b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21243</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บิ๊กตู่ชำแหละวาทกรรมด้านศก.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชำแหละ 4 วาทกรรมด่ารัฐบาล &amp;nbsp;คนจนมากขึ้น, ไม่มีที่ดินของตนเอง, รัฐบาลเอื้อนายทุน,ไร้การปฏิรูป ชี้โลกเปลี่ยนแต่คนไทยไม่ยอมปรับ ย่ำอยู่กับที่ บางคนทำธุรกิจผิดกฎหมายจึงหากินต่อไม่ได้ บางรายใช้บัตรเครดิตหลายใบ หมุนไม่ทันก็โทษคนอื่น ลั่นต้องหยุดวงจร ไม่อยากโม้รัฐบาลมีผลงานเยอะ ในภาพรวมมีการปฏิรูปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; &amp;nbsp; เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ว่ามีการใช้วาทกรรมในแง่ลบกับบ้านเมือง อาทิ บางคนก็ใช้คำพูดว่า คนจนมากขึ้นๆ หมดตัวแล้ว จริงหรือไม่ ความจริงคืออะไร ก็ช่วยกันหาคำตอบ ตั้งคำถามกับตนเองด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าเราไม่มีเงิน หรือเงินไม่พอใช้ ไม่พอเที่ยว ไม่พอใช้จ่ายซื้อของแพง เราจะต้องพิจารณาแล้วว่าเราจะทำอย่างไร เพราะความต้องการของมนุษย์ของคนนี่ขีดจำกัดยากนะครับ เพราะฉะนั้นเราต้องพิจารณาว่าเราประกอบอาชีพอะไรอยู่ เราได้มีการปรับเปลี่ยนอะไรไปบ้างหรือยัง จากอดีตที่เคยทำมา แล้วได้เงิน วันนี้ก็มีปัญหาหลายอย่าง ทั้งเศรษฐกิจระดับบน ระดับกลาง ระดับล่าง เกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันทั้งหมด ทั้งในประเทศ นอกประเทศด้วย&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า เราจะต้องมีการรวมกลุ่ม มีการเรียนรู้ มีการพัฒนาตนเอง หาวิธีการใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาเดิมๆ ถ้าเราทำตามเดิม ขณะที่โลกเปลี่ยน เราไม่ปรับ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เราจะเป็นอย่างไรต่อไป ลองคิดเอาเอง สำหรับพี่น้องเกษตรกร ที่ผลิตผลบางชนิดช่วงนี้ราคาตกต่ำ รัฐบาลทราบดี ก็พยายามเต็มที่ เราก็ต้องส่งออกเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือเกินที่จะใช้ภายในประเทศ บริโภคภายในประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ความหมายก็คือ เราต้องพึ่งพาราคาตลาดนอกประเทศมาพิจารณาด้วย ดังนั้นในเรื่องของดีมานด์-ซัพพลาย เรื่องของความต้องการกับการผลิตนั้นเป็นสิ่งสำคัญนะครับ เราก็พยายามจะทำความเข้าใจ แสวงหาความร่วมมือมาระยะหนึ่งแล้ว เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ขจัดปัญหาการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อีกเรื่องหนึ่งคือ บางคน เดิมอาจจะเคยหาเงินจากธุรกิจหรือธุรกรรมที่ผิดกฎหมาย มันเคยทำได้ แต่วันนี้ทำไม่ได้ เพราะมันมีกฎหมายกำหนดไว้ อย่างที่บอก เราต้องสร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกันทุกคน เราอย่าปล่อยปละละเลยกันไปเลย บางคนเสียประโยชน์มาก บางคนได้ประโยชน์ถ้าทำแบบเดิม วันนี้เราต้องแก้ไข อย่าไปทำอีกเลย แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเอง อย่าคิดว่าเพราะว่ารัฐบาลนี้ทำให้ทำมาหากินได้ยากขึ้น กฎหมายทั้งนั้นเราต้องรักษาตั้งแต่ที่เรียกว่าไข้หวัดธรรมดา เราอย่าให้มันกลายเป็นอาการป่วยเรื้อรัง เป็นโรคติดเชื้อต่อไป&amp;nbsp;
ต้องหยุดวงจร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เราต้องหยุดวงจรเหล่านี้ ในวันนี้ดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็เหมือนกับเราก็ทุจริตอยู่เหมือนกัน ทำทุจริตน่ะนะแล้วก็มีรายได้ขึ้นมา มันก็ไม่ใช่ ทุจริตนี่อาจจะไม่มากมายนัก เพราะมันผิดกฎหมาย บางอย่างก็ขายของผิดที่บ้าง อะไรบ้าง ทำนองนี้ รัฐบาลก็พยายามจะปลดล็อกหาวิธีการที่เหมาะสม ต้องใช้เวลานะครับ ก็อดทนกันสักนิดนึงนะ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า เรื่องการใช้บัตรเครดิต บางคนก็มีหลายใบ ก็รู้ว่าจำเป็น แต่ท่านลองดูสิว่าการใช้ไปแล้วน่ะมันง่าย พอใช้น่ะมันง่าย พอจะหาเงินชำระมันหาไม่ได้ พอหาไม่ได้ก็กดดันตัวเอง แล้วก็โทษคนโน้นคนนี้ไปเรื่อยๆ บางทีมันก็ไม่ใช่ &amp;nbsp;ต้องไปดูทั้งหมด อันนี้คือเรื่องของตัวเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วาทกรรมที่ 2 คือเรื่องของการเอื้อประโยชน์ ดูแลแต่เศรษฐกิจรายใหญ่ ร่ำรวย มีเงินทอน ขอเรียนว่ามันมีหลายกลไก มีการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเรื่องของการจัดทำโครงการ การทำสัญญา การจัดทำทีโออาร์ การประกาศเข้ามาประมูลอะไรต่างๆ มันมีกฎหมายทุกตัว มีหน่วยงานตรวจสอบมากมาย เพราะฉะนั้นถ้าเราพูดกันไปโดยไม่รู้จริง มันก็ทำให้เกิดความเสียหาย ไอ้ที่มันดีแล้วมันก็เลยไม่ดีไปด้วย ไอ้ที่ไม่ดีมันอาจจะมีอยู่บ้าง ทุจริตก็ต้องดำเนินการต่อไป วันนี้เราก็ลงโทษไปเยอะพอสมควร &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมกล่าวไปแล้ว หลายครั้งแล้วนะครับ เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปประเทศด้วย แล้วก็มีผลการประเมินโดยองค์กรระหว่างประเทศที่เราเห็นว่าดีขึ้นมาโดยลำดับนะครับ อย่าให้ต่ำลง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า วาทกรรมที่ 3 ไม่มีที่ดิน ที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง เพราะฉะนั้นต้องไปดูซิว่าบางคนเคยมีที่ดิน แต่ถูกสัญญาเอารัดเอาเปรียบ รัฐก็เร่งออกกฎหมายขายฝาก เพื่อขจัดจุดอ่อน ช่องว่างกฎหมายในอดีต รวมทั้งลดเงื่อนไขหนี้นอกระบบที่เป็นสาเหตุให้พี่น้องเกษตรกรต้องสูญเสียที่ดินทำกิน ต้องมาเช่าที่ดินเก่าของตนทำกิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า บางคนก็ไม่เคยมีที่ดินเป็นของตนเอง &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นที่ดินทำกินหรืออยู่อาศัย รัฐบาลนี้ก็สร้างกลไกการทำงาน เช่น คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ธนาคารที่ดิน เพื่อจะกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม บางคนก็มีลูกหลานเยอะ ภาระครอบครัวก็มาก รัฐบาลก็พยายามอย่างยิ่ง จะเข้าไปดูแลให้ทั่วถึง รวมทั้งในเรื่องของการจัดหาที่อยู่อาศัยของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อจะลดความเหลื่อมล้ำ
ไม่อยากจะโฆษณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วาทกรรมสุดท้าย ก็อาจจะมีคนพูดว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเพื่อใครเลย ก็ไม่อยากจะโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์มากนัก ทุกคนน่าจะพอทราบอยู่แล้วบ้าง ก็ต้องไปดูว่าใครได้อะไร ใครยังไม่ได้ ถ้ายังไม่ได้จะต้องแก้ไขอะไร ปรับปรุงตัวเองอย่างไร รัฐบาลพยายามดูอย่างเต็มที่นะครับ ในหลายๆ มิติด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท่านติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการอย่างต่อเนื่องหรือไม่ บางเรื่องท่านไม่รู้เลยว่ารัฐบาลเขาทำอย่างนี้อย่างนั้นไปแล้ว มีคนได้ประโยชน์ไปแล้ว เพราะท่านไม่ติดตาม เพราะฉะนั้นช่องทางที่ท่านติดตามข่าวสารที่เชื่อถือได้อยู่ตรงไหน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ อธิบายว่า ในเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรดิน-น้ำของประเทศ ให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย มีที่ดินทำกิน มีแหล่งน้ำไว้กินไว้ใช้ ไว้ปลูกพืช ตลอดทั้งปี การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม เช่น ทางราง ที่เราแทบจะไม่มีการลงทุนเพิ่มเติมมาเป็นเวลากว่า 100 ปีมาแล้วที่เป็นรูปธรรม วันนี้เราเร่งสร้างรถไฟทางคู่ให้เป็นทางเลือกในการเดินทางของผู้มีรายได้น้อย &amp;nbsp;ช่วยลดการจราจรโดยเฉพาะช่วงเทศกาล ลดอุบัติเหตุได้ด้วย ลดต้นทุนการขนส่งสินค้าและส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่เป็นรายได้หลักของประเทศอีกทางหนึ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำคัญของทุกการปฏิรูปคือ การที่เราจะต้องแก้กฎหมายเดิม ออกกฎหมายใหม่ให้เป็นสากล สอดคล้องกับโลกปัจจุบัน ซึ่งต้องผ่านการสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนไปด้วย ตามมาตรา 47 ของรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวว่า ที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาการประมงผิดกฎหมาย (IUU), การบินพลเรือน (ICAO), การค้ามนุษย์ และการค้างาช้าง (CITES) ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศดีขึ้น ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายขายฝาก, กฎหมายไม้มีค่า ภาษีที่ดิน เหล่านี้เป็นต้น จะส่งผลกระทบกับเราทุกคน ในอนาคตในทางที่ดีขึ้น ก็เป็นธรรมดาที่ความสนใจของแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกัน ส่วนใหญ่ก็จะติดตามข่าวสารในสิ่งที่กระทบกับสิทธิของตนเองเป็นหลัก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่ได้หมายความว่าบ้านเมืองของเรายังไม่มีการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงเลย ต้องมองในภาพรวมไปด้วย ก็ขอความเป็นธรรมกับรัฐบาลบ้าง ให้กำลังใจบ้างนะ &amp;nbsp; เราต้องดูแลคนทั้งประเทศและทุกมิติ ทุกปัญหานะครับ&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
เลวร้ายหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และคณะทำงานเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า รู้สึกเป็นห่วงที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ฝ่ายเศรษฐกิจ ได้ออกมาประกาศต่อหน้าซีอีโอ บริษัทต่างประเทศกว่า 400 คน ในงาน Forbes Global CEO conference ว่านายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งหน้าตาคล้ายคนเดิม เพราะอาจจะยิ่งทำลายความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศที่มีต่ำอยู่แล้วให้ยิ่งต่ำลงไปอีก เพราะตลอด 4 ปีกว่าที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่านักลงทุนต่างประเทศไม่มีความมั่นใจในรัฐบาลนี้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวว่า 4 ปีกว่าที่ผ่านมาไทยโตได้ต่ำมากเฉลี่ยเพียง 2% กว่าเท่านั้น เพิ่งจะมาฟื้นได้ปีนี้ที่ 4% กว่า ซึ่งก็ยังโตต่ำที่สุดในอาเซียน อีกทั้งมีแนวโน้มที่เศรษฐกิจไทยจะทรุดลงต่ออีกแล้ว จากการส่งออกที่ติดลบในเดือนกันยายนที่ 5.2% และมีแนวโน้มที่การส่งออกจะติดลบต่อถึงสิ้นปีจนถึงต้นปีหน้า ประกอบกับการที่ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้น จึงอยากขอให้ประชาชนได้ช่วยพิจารณาว่า รัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่รัฐบาลนี้สร้างไว้หลายด้าน ทั้งการลงทุน การส่งออก การท่องเที่ยว ที่ลดลงหนัก การกระจายรายได้ที่รวยกระจุก จนกระจาย อีกทั้งการบริหารจัดการที่มีปัญหามาโดยตลอด หากเป็นรัฐบาลชุดเดิมคงไม่สามารถจะแก้ปัญหาได้และเศรษฐกิจอาจทรุดหนักลงอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนัจมุดดีน อูมา โฆษกพรรคประชาชาติ กล่าวถึงโครงการไทยนิยมยั่งยืนว่า ไม่ได้ทำให้ประชาชนคลายความทุกข์ลง เพราะภาคใต้เกษตรคือรายได้หลัก และผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำลงจริงๆ ดังนั้นไม่ว่าโครงการจะลงมาอย่างไร ก็ไม่สามารถพบสิ่งที่ชาวบ้านเขาเดือดร้อนได้เลย การทำงานตรงนี้ต้องอาศัยคนที่มีความเป็นมืออาชีพมากจริงๆ วันนี้มีแต่แย่ลง ตอนที่เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศว่า 3 เดือนราคายางจะดีขึ้น แต่นี่ก็เลยเวลานั้นมาแล้วยังไม่เห็นความเปลี่ยนแปลง.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21243</URL_LINK>
                <HASHTAG>4 วาทกรรมด่ารัฐบาล, คนจนมากขึ้น, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐบาลเอื้อนายทุน, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, หนังสือพิมพ์, ไม่มีที่ดินของตนเอง, ไร้การปฏิรูป</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181102/image_big_5bdc555309289.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>16107</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อุตุฯเตือนรับมือพายุเข้าอีก2ลูก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เตือน ปชช.พร้อมรับมืออุทกภัยตลอดเวลา &amp;quot;บิ๊กฉัตร&amp;quot; สั่งวงประชุมบริหารจัดการน้ำติดตั้งระบบโทรมาตรวัดน้ำฝนต้นน้ำสำคัญในเขตอุทยานฯ &amp;nbsp; &amp;quot;เลขาฯ สทนช.&amp;quot; แจ้งทั่ว ปท.ยังมีฝนตกหนัก หลังอุตุฯ คาดพายุจะเข้าไทยช่วง ส.ค.-ต.ค.อีก 1-2 ลูก &amp;quot;มท.1&amp;quot; ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี เร่งระบายน้ำต่อเนื่อง มั่นใจหากไม่มีมรสุมเพิ่ม 2 สัปดาห์แห้ง &amp;quot;รมว.เกษตรฯ&amp;quot; สำรวจความเสียหายเกษตรกรเตรียมจ่ายเงินชดเชย &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; เฝ้าระวัง 2 เขื่อนไหญ่น้ำไหลเข้าเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 24 ส.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ตอนหนึ่งถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า &amp;nbsp;นอกจากเรื่องสภาพลมฟ้าอากาศอันจะนำมาซึ่งปัญหาอุทกภัยในปัจจุบัน เราก็พยายามแก้มาโดยตลอด หลายอย่างก็ดีขึ้น แต่เราอย่าคิดว่ามันจะไม่กลับมาอีก ถ้าหากว่ามีพายุอะไรเข้ามา ต้องเตรียมการ เตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ พล.อ.ฉัตรชัย &amp;nbsp;สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 3/2561 ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ฉัตรชัยกล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบระบบโทรมาตรให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สสนก. พิจารณาติดตั้งระบบโทรมาตรวัดน้ำฝนบริเวณพื้นที่ต้นน้ำสำคัญๆ ซึ่งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ เช่น เขื่อนแก่งกระจาน รวมทั้งอ่างเก็บน้ำของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ รวมถึงมีระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม มีจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนน้ำอูน เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนปราณบุรี และเขื่อนรัชชประภา ขณะที่อ่างเก็บน้ำขนาดกลางความจุมากกว่า 50 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณเกินความจุ 80% มีจำนวน 3 แห่ง&amp;quot; พล.อ.ฉัตรชัยกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ให้กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านเทคนิคการดูแลบำรุงรักษา และการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่อยู่ในการดูแลของหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น &amp;nbsp;ละให้ติดตามรายงานสภาพน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กให้ สทนช.รวบรวมวิเคราะห์ และสรุปเพื่อรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ รวมทั้งให้ สสนก.จัดทำระบบฐานข้อมูลรายงานสภาพน้ำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กแบบออนไลน์ โดยให้ผู้รับผิดชอบแต่ละหน่วยงานเป็นผู้รายงานด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า สภาพอากาศในช่วงวันที่ 24-29 ส.ค.61 ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่องอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มได้&amp;nbsp;
ส.ค.-ต.ค.มีพายุอีก 2 ลูก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;กรมอุตุนิยมวิทยายังได้คาดว่าจะมีพายุหมุนเขตร้อน (ดีเปรสชัน โซนร้อนและไต้ฝุ่น) จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย จำนวน 1-2 ลูก ในช่วงเดือน ส.ค.-ต.ค. และมีโอกาสสูงที่พายุจะเคลื่อนเข้าสู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ส่วนในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. มีโอกาสที่พายุจะเคลื่อนเข้ามาใกล้หรือเคลื่อนเข้าสู่บริเวณภาคใต้ อย่างไรก็ตาม แม้อ่างเก็บน้ำหลายแห่งจะมีปริมาณน้ำค่อนข้างมาก แต่ก็มีอ่างเก็บน้ำจำนวนไม่น้อยที่มีปริมาณค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ที่ประชุมจึงได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและมาตรการรับมือสถานการณ์น้ำน้อยด้วย อาทิ แผนการทำฝนหลวงในพื้นที่อ่างเก็บน้ำมีความจุน้อยกว่า 30% และขอให้เตรียมการจัดทำแผนการส่งน้ำและการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์&amp;quot; รองประธานคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มหาดไทย) ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเพชรบุรี และตรวจเยี่ยมให้กำลังใจผู้ประสบภัยบริเวณใกล้วัดชลธราราม (วัดท่าซิก) อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำเขื่อนเพชรยังต้องเร่งระบาย แม้สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลาย เพราะระดับน้ำยังล้นสปิลเวย์ ซึ่งพื้นที่ราบลุ่มริมน้ำ อ.ท่ายางและ อ.แก่งกระจาน โดยเฉพาะพื้นที่การเกษตร พืชสวนได้รับความเสียหายจำนวนมาก โดยหลังน้ำลดคณะกรรมการฯ จะเข้าไปสำรวจความเสียหายในพื้นที่ เพื่อพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาประชาชนตามเกณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากไม่มีมรสุมในช่วงนี้ คาดว่าจะใช้เวลาในการระบายน้ำออกจากพื้นที่ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งต้องยอมรับว่าเขื่อนแม่ประจันต์มีพื้นที่กักเก็บน้ำได้น้อย แต่การจะหาพื้นที่เพิ่มเติม ต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการและต้องสอบถามประชาชนในพื้นที่ด้วย ส่วนพื้นที่ตัวเมืองเพชรบุรี สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย สามารถระบายน้ำออกจากพื้นที่ได้ต่อเนื่อง&amp;quot; พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานพื้นที่ จ.เพชรบุรี เร่งสำรวจความเสียหายที่มีผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรจากการระบายน้ำเขื่อนแก่งกระจาน พร้อมกับในขณะนี้หน่วยงานที่อยู่ในพื้นที่ของกระทรวงเกษตรฯ ส่งเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกับพี่น้องเกษตรกรทุกสาขา ทั้งด้านพืช ประมง ปศุสัตว์ รวมทั้งจัดการในเรื่องทะเบียนเกษตรกรให้เรียบร้อย เนื่องจากจะใช้ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรดังกล่าว นำไปใช้ในการสำรวจความเสียหายหลังจากสถานการณ์น้ำคลี่คลายแล้ว เพื่อจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย ตามระเบียบกระทรวงการคลัง ซึ่งจะดำเนินการด้วยความรวดเร็วและประสานงานกับทางจังหวัดเพื่อทำงานในเชิงรุกต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า จากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการแก้ไขอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปริมาณน้ำในปีนี้จะไม่ท่วมพื้นที่เขตเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัดอย่างแน่นอน แต่จะมีบางพื้นที่ที่เป็นพื้นที่เปราะบาง ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากน้ำล้นตลิ่ง แต่มีสาเหตุมาจากน้ำซึมผ่านทำนบที่กั้นไว้ ซึ่งเป็นพื้นที่ในวงจำกัด และมีไม่กี่แห่ง โดยทางผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการให้ดำเนินการสูบออก&amp;nbsp;
5 วันน้ำเพชรคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า น้ำที่ท่วมตัวเมืองเพชรบุรีขณะนี้ได้นำกระสอบทรายมาปิดล้อมพื้นที่น้ำท่วม 6 จุด และเร่งสูบน้ำกลับลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ขณะเดียวกันได้เสริมเครื่องผลักดันน้ำที่บริเวณวัดคุ้งตำหนัก อำเภอบ้านแหลม เพื่อเร่งระบายน้ำออกอ่าวไทยให้เร็วที่สุดในช่วงน้ำทะเลลงต่ำสุด คาดว่าไม่เกิน 5 วัน สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรีจะคลี่คลาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ กล่าวถึงสถานการณ์อ่างเก็บน้ำที่ต้องเฝ้าระวังพิเศษว่า มี 2 เขื่อน คือ 1.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ปริมาณน้ำ 557 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) เพิ่มขึ้น 14 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 107% ปริมาณน้ำไหลเข้า 21.00 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มจากวันที่ 23 ส.ค. 5.35 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่ปริมาณน้ำไหลออก 7.21 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มจากเมื่อวาน 1.05 ล้านลบ.ม. มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำล้นตลิ่ง บริเวณบ้านนาหว้า อ.นาหว้า จ.นครพนม บ้านพอกใหญ่ อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้มีการแจ้งเตือนให้ติดตามสถานการณ์น้ำใน จ.สกลนคร บึงกาฬ และนครพนม เนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่ทำให้ปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ เพิ่มขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ปริมาณน้ำ 8,043 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 11 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 91% ขณะที่ปริมาณน้ำไหลระบายออก 48.24 ล้าน ลบ.ม. เพิ่มขึ้น 6.31 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งส่งผลกระทบกับพื้นที่รีสอร์ตที่สร้างอยู่ในแม่น้ำแควน้อย แม่น้ำแม่กลอง จ.กาญจนบุรี แต่น้ำยังไม่สูงกว่าตลิ่ง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสำเริงกล่าวว่า สำหรับเขื่อนขนาดใหญ่เฝ้าระวังจำนวน 3 อ่างที่มีระดับน้ำลดลง ได้แก่ 1.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ปริมาณน้ำ 760 ล้าน ลบ.ม. ลดลงจากวันที่ 23 ส.ค. 7 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 107% น้ำล้นทางระบายน้ำ (Spillway) สูง 1.10 ม. ลดลง 14 ซม. ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ต่ำกว่าระดับตลิ่ง 64 ซม. แนวโน้มลดลง และที่ อ.เมืองเพชรบุรี จ.เพชรบุรี สูงกว่าระดับตลิ่ง 50 ซม. แนวโน้มทรงตัว แต่ยังคงมีพื้นที่ริมสองฝั่งแม่น้ำเพชรบุรีได้รับผลกระทบน้ำท่วม ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ส่วนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี มีน้ำท่วมพื้นที่ที่มีระดับต่ำกว่าความสูงของคันกั้นน้ำเทศบาล ซึ่งทุกหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.เขื่อนขุนด่านปราการชล จ.นครนายก ปริมาณน้ำ 195 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 87% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 7.93 ล้าน ลบ.ม. ลด 0.53 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลออก 6.84 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 0.77 ล้าน ลบ.ม. น้ำไหลผ่านทางระบายน้ำล้นสูง 80 ซม. ลดลง 11 ซม. และ 3. เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปริมาณน้ำ 327 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 5.11 คิดเป็น 84% ปริมาณน้ำไหลเข้าวันละ 6.79 ล้าน ลบ.ม. ลดลง 1.35 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำระบายออก 11.21 ล้าน ลบ.ม. เท่าเดิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;จากการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำต่างๆ รวมถึงปริมาณฝนที่ตกในหลายพื้นที่ พบมีพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่ แม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมืองฯ อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ลำน้ำก่ำ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำอูน แม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำแควน้อย แม่น้ำนครนายก แม่น้ำยังที่ อ. เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด มีระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงระดับเตือนภัยเนื่องจากมีฝนตกในพื้นที่&amp;quot; ผอ.ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติกล่าว.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16107</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขณะนี้มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80, ปัญหาอุทกภัย, พล.อ.ฉัตรชัย  สาริกัลยะ, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, สถานการณ์น้ำท่วม, หนังสือพิมพ์, เตรียมความพร้อมไว้ตลอดเวลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180824/image_big_5b800709314b2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ฟุ้งเอาอยู่‘แก่งกระจาน’ 31จว.เสี่ยงท่วมฉับพลัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ชี้รัฐบาลบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งพร้อมกัน ระบุสถานการณ์น้ำเหนือ-อีสาน-กลางไร้ปัญหา กังวลเขื่อนแก่งกระจาน-วชิราลงกรณ ระดับน้ำยังสูง สั่งเร่งระบายน้ำลงทะเล &amp;quot;สทนช.&amp;quot; ฟุ้งการพร่องน้ำแก่งกระจานสอบผ่าน ยกเป็นต้นแบบใช้ทั่วประเทศ &amp;quot;ศูนย์เฉพาะกิจฯ&amp;quot; ออกประกาศ 2 ฉบับ ห่วงฝนตกต่อเนื่อง ส่งผล 31 จว.เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน ดินโคลนถล่ม กำชับพื้นที่ตรวจความมั่นคงอาคารและแจ้งเตือน ปชช.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ &amp;nbsp;(คสช.) กล่าวตอนหนึ่งในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ถึงสถานการณ์น้ำท่วมว่า การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลนี้เน้นการบูรณาการ ทั้งในเรื่องแผนงาน โครงการ งบประมาณ เครื่องมือ ระบบต่างๆ เพื่อความเป็นเอกภาพ สำหรับเตรียมการรับมือและแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง เราต้องพิจารณาไปด้วยกัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เราไม่อาจพร่องน้ำหรือผลักดันมวลน้ำลงทะเลจนหมดหรือมากเกินไป โดยไม่คิดถึงวันข้างหน้า หากฝนขาดช่วง ฝนตกนอกเขื่อน เราก็อาจจะเกิดปัญหาภัยแล้งแทนอุทกภัย เราต้องคำนวณการเก็บกักน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ และน้ำกินน้ำใช้น้ำบริโภคในชีวิตประจำวันของพวกเราทุกคน ประกอบกับการพยากรณ์ลมฟ้าอากาศเราต้องติดตามตลอด เพื่อจะบริหารจัดการได้เหมาะสม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ปัจจุบันสถานการณ์น้ำภาคเหนือและภาคกลางที่เชื่อมโยงกันไม่มีปัญหา ด้วยหลากหลายมาตรการ เช่น การกำหนดให้พื้นที่ 12 ทุ่ง พื้นที่ภาคกลาง สำหรับรองรับน้ำเป็นแก้มลิงที่สามารถส่งเสริมให้ทำประมงเป็นอาชีพเสริมทดแทนการทำนาได้ในช่วงที่มีอุทกภัยหรือน้ำมาก สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็เริ่มคลี่คลาย
ด้วยระดับน้ำในแม่น้ำโขงเริ่มลดลง แต่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ก็ยังมีวิกฤติอยู่ ต้องเร่งระบายออกในปริมาณที่เหมาะสม&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า ภาคตะวันตกการบริหารจัดการน้ำและสถานการณ์น้ำเขื่อนแก่งกระจาน-เขื่อนวชิราลงกรณ ปัจจุบันยังคงอยู่ในสถานการณ์น่าเป็นห่วง ระดับน้ำสูง เราคงต้องเฝ้าติดตามแล้วก็เตรียมปฏิบัติการตามแผนเผชิญเหตุ ซึ่งมีประชาชนเกี่ยวข้องในทางปฏิบัติด้วย เราต้องมีการเร่งระบายน้ำลงทะเลให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝนด้วย และใช้ข้อมูลทางสถิติที่ผ่านๆ มาเป็นพื้นฐานในการพร่องน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงที่ผ่านมาระดับน้ำในเขื่อนแก่งกระจานสูงขึ้น เราก็ได้พร่องน้ำล่วงหน้าแล้วถึง 42% โดยที่ไม่มีใครเดือดร้อน แต่เมื่อปริมาณฝนตกมาเมื่อวันที่ 5 ส.ค.ที่ผ่านมา ฝนตกมาถึงกว่า 100 มิลลิเมตร ลงมาวันเดียวเพิ่มปริมาณน้ำจนน้ำเต็มเขื่อน นั่นแหละครับคือสถานการณ์ของธรรมชาติของเรา ซึ่งเราหยุดธรรมชาติไม่ได้ แต่ต้องมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาจจะต้องมีการท่วมบ้าง เพราะการระบายน้ำก็ต้องมากขึ้น ถ้าปริมาณน้ำเติมเข้ามาอีก อันนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจในข้อเท็จจริง ไม่อย่างนั้น ถ้าทุกคนบอกเดือดร้อนหมด แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น ยังไงก็มีปัญหา เราทำอย่างไรจะลดความเดือดร้อนให้มากที่สุด&amp;quot; นายกฯ กล่าว
แก่งกระจานต้นแบบพร่องน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ปัจจุบันเราได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติในเรื่องน้ำ เพื่อบูรณาการข้อมูล การคาดการณ์สถานการณ์น้ำ สำหรับจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการตามช่วงเวลา เพื่อจะรองรับทุกระดับของความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงแจ้งเตือนพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบให้ชัดเจน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงที่ผ่านมาก่อนที่ผมได้ลงพื้นที่ จ.เพชรบุรี ก็ทราบว่ามีการรายงานข่าว อาจจะเกินความเป็นจริง อาจจะโดยความตั้งใจ ไม่ตั้งใจ เข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจ เช่น การระบายน้ำผ่านสปิลเวย์ จนเกิดความตื่นตระหนก จนเกิดมโนภาพที่น่ากลัวจนหลายคณะทัวร์ยกเลิกที่พัก และการเดินทางมาท่องเที่ยวในพื้นที่ชายหาดชะอำ-หัวหิน จนเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง ไม่ได้เป็นอย่างนั้น&amp;quot; นายกฯ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงศ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) พร้อมด้วยนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน, นายวันชัย ศักดิ์อุดมไชย อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา, นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร่วมแถลงข่าวการบริหารจัดการแบบบูรณาการ แก้วิกฤติน้ำท่วมในห้วงฤดูฝน ปี 2561&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า สทนช.มีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ มีตัวแทนจาก 9 หน่วยงานร่วมปฏิบัติงานตลอด 24 ชม. ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อกำหนดพื้นที่วิกฤติ 2 พื้นที่คือ ภาคอีสานและภาคตะวันตกที่เขื่อนแก่งกระจาน และโดยเฝ้าระวังเขื่อน 4 แห่ง คือ 1.เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี 2.เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 3.เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี และ 4.เขื่อนปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยกำหนดหน่วยงานทั้งจากส่วนกลางหน่วยงานที่ไปดำเนินการในพื้นที่ และจังหวัด โดยมี ปภ.ดูแล ซึ่งเราต้องบูรณาการปรับแผนตามการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา รวมถึงการระบายน้ำของกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสมเกียรติกล่าวว่า ในช่วงต้นฤดูฝนที่จะมีน้ำมากกว่า 80% และถึง 100% แม้จะมีการพร่องน้ำมาตลอด แต่ในช่วงฤดูฝนนี้ยังต้องระบายน้ำเพื่อเตรียมรับน้ำในช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ ประมาณ 100 แห่งในภาคอีสาน ใต้ เหนือ และตะวันตก ทุกอ่างเก็บน้ำจะเฝ้าระวังใกล้ชิดติดตามสถานการณ์ทุกชั่วโมง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในเรื่องของการพร่องน้ำโดยใช้การบริหารจัดการเขื่อนแก่งกระจานเป็นต้นแบบ ดังนั้นอาจมีบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบบ้าง ขณะที่พื้นที่ที่ผลกระทบจากน้ำโดยภาพถ่ายดาวเทียมของจิสดา แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ลุ่มต่ำที่ได้รับผลกระทบมีประมาณ 887 ไร่ หรือกว่า 200 ครัวเรือน และจากนี้ในเดือน ก.ย. ต้องเฝ้าระวังภาคกลาง ภาคใต้&amp;quot; เลขาฯ สนทช.กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทองเปลวเสริมว่า การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนแก่งกระจาน ถือว่าขณะนี้สอบผ่าน โดยการระบายน้ำเป็นไปตามที่คาดการณ์ โดยระบายผ่าน 3 ช่องทาง ทั้งทางระบายน้ำล้น กาลักน้ำ และผ่านประตูระบายน้ำ เพื่อออกสู่เขื่อนเพชรที่จะรับน้ำต่อเพื่อไปลงแม่น้ำเพชรบุรี มีปริมาณน้ำเข้า 737 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที ล้นทางระบายน้ำล้น 60 ซม. เหลือปริมาณน้ำออก 195 ลบ.ม.ต่อวัน จากนั้นต้องดูว่าน้ำที่เข้าเขื่อนเพชร มาทำหน้าที่ควบคุมน้ำและบายน้ำได้ตามที่คาดการณ์ประมาณ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ซึ่งจะทำให้น้ำที่กระทบเข้าอำเภอบ้านลาดและอำเภอเมืองฯ ต่ำกว่าระดับ 50 เซนติเมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันท้ายเขื่อนเพชรที่เข้าสู่อำเภอเมืองฯ อยู่ในการควบคุม จึงไม่น่ากังวลใจ ขณะที่เขื่อนน้ำอูนยังสามารถระบายได้ต่อเนื่อง โดยปริมาณน้ำในแม่น้ำสงครามยังสูงกว่าแม่น้ำโขง จึงต้องทำการเฝ้าระวังต่อไป ขณะที่เขื่อนปราณบุรีปริมาณน้ำเข้าและการระบายออกยังอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน&amp;quot; อธิบดีกรมชลฯ กล่าว
เตือน 31 จว.เสี่ยงดินถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ออกประกาศฉบับที่ 3/2561 เรื่องสถานการณ์แม่น้ำเพชรบุรี ระบุตอนหนึ่งว่า การประเมินสถานการณ์ ณ ขณะนี้ คาดการณ์ว่าปริมาณฝนบริเวณลุ่มน้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน ส.ค.และยังคงมีปริมาณน้ำจากต้นน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจานในปริมาณที่ลดลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลผ่านทางระบายน้ำลดลง ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน แต่ยังคงมีระดับสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเพชร ให้มีการระบายน้ำลงท้ายน้ำ เข้าสู่อำเภอเมืองเพชรบุรี ในระดับที่เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำน้อยที่สุด ดังนั้นจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง&amp;quot; ประกาศฉบับที่ 3 ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ แจ้งประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 23 (369/2561) ว่า ตั้งแต่วันที่ 10-15 ส.ค.2561 การกระจายของฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ด้านลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจานอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเริ่มทรงตัวและลดลงตามลำดับ หากไม่มีปริมาณฝนตกเหนือเขื่อนในช่วงนี้น้ำจากเขื่อนยังคงไหลผ่านทางระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำเพชรบุรีอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำล้นตลิ่งบริเวณ อ.ท่ายาง อ.บ้านแหลม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในช่วงวันที่ 10 ส.ค. มีฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจจะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งและดินโคลนถล่มในพื้นที่เฝ้าระวัง 31 จังหวัด ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี, ภาคกลาง จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และนครสวรรค์, ภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด และภาคใต้ จังหวัดระนองและพังงา&amp;quot;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ออกประกาศฉบับที่ 4 เรื่องสถานการณ์น้ำตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 23 (369/2561) ระบุว่า ประเทศไทยยังคงมีฝนฟ้าคะนองหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งนั้น การประเมินสถานการณ์ ณ ขณะนี้ คาดการณ์ว่าฝนตกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว ส่งผลให้ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและในแม่น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. และต้องเฝ้าระวังท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่งและดินโคลนถล่ม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ให้หน่วยงานที่มีอำนาจ หน้าที่ และความรับผิดชอบในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก &amp;nbsp;ที่ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมากกว่า 80% ของความจุ เร่งพร่องน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำ และให้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน ตลอดจนตรวจสอบความมั่นคงของอาคาร รวมถึงประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ให้รับทราบต่อไป&amp;quot; ประกาศฉบับที่ 4 ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15162</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, สถานการณ์น้ำท่วม, หนังสือพิมพ์, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6da10ceb4ac.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15158</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ท้าแม้วกลับมาสู้คดี ซัดอย่าปลุกสมุนตายแทน/ยะใสชี้ใบเสร็จมัดบงการพรรค!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;เบิร์ธเดย์ 73 ปี &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ขอให้ประเทศชาติสำเร็จ ประชาชนอยู่ดีกินดี รักใคร่ปรองดอง โต้ &amp;quot;แม้ว&amp;quot; ให้พรรคการเมืองสู้ในทาง ปชต. แล้วให้ประชาชนตัดสิน ปชป.กวักมือเรียก น.ช.ทักษิณกลับมาสู้คดี &amp;nbsp;&amp;quot;ประสาร&amp;quot; ตอกเจ็บ แม่ทัพหนีคุกไปเสวยสุขต่างประเทศ &amp;nbsp;ปล่อยไพรพลสู้ศึกล้มตายติดคุกยังเหลือความชอบธรรมอีกหรือ &amp;quot;สุริยะใส&amp;quot; ชี้เท่ากับสารภาพทักษิณมีอำนาจเหนือ พท. ขณะที่ลูกสมุนแก้ต่างเป็นสงครามเลือกตั้งให้พท.ชนะก่อน &amp;quot;สุริยะ&amp;quot; ปวดใจหลานธนากรจับโยงเผด็จการ แนะไปดูโพลหนุน &amp;quot;ประยุทธ์&amp;quot; เป็นนายกฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันศุกร์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ &amp;ldquo;ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&amp;rdquo; ตอนหนึ่งว่า ในเรื่องการเป็นประชาธิปไตยซึ่งเป็นเป้าหมายของเรานั้น การเลือกตั้งก็เป็นกระบวนการหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ แม้จะไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอย่างที่ประชาชนให้ความคิดเห็นมากับการตอบแบบสอบถามที่ตนออกไป 10 ข้อ แต่ทั้งนี้เพื่อให้การเลือกตั้งที่จะมาถึงเป็นไปด้วยความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรม เราก็จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะพรรคการเมือง นักการเมือง ที่มีความคิดเห็นที่เห็นว่าประเทศไทยควรต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;วันนี้เห็นหลายคน หลายฝ่าย ย้ายกันไปย้ายกันมา ก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ถ้าทุกคนคิดว่าไอ้การย้ายมานี่จะทำให้เกิดความร่วมมือกันมากขึ้นในการทำงาน ซึ่งผมคิดว่าในวันหน้ารัฐบาลใหม่ที่เข้ามาก็คงต้องทำตามกติกา กฎระเบียบ กฎหมายมากมาย เราคงทำอย่างเดิมไม่ได้อีกต่อไป ในกรณีที่ทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน เราทำไม่ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องปลูกฝังคุณธรรม ประกอบกับให้ความรู้ ความเข้าใจ ที่ลึกซึ้งและถ่องแท้อย่างต่อเนื่อง โดยสิ่งที่ทำได้วันนี้เลย ก็คือทุกคนต้องเตรียมการ การรักษาสิทธิ์ของตนด้วยการออกมาใช้สิทธิ์ แล้วก็ต้องมีความรู้ว่าใช้อย่างไร จะเกิดผลอย่างไร ช่วยกันรักษากฎหมาย ไม่ยอมให้ใครละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และไม่เพิกเฉยต่อพฤติกรรมการซื้อสิทธิ์ขายเสียง&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช้าวันเดียวกัน ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (ร.1รอ.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เปิดมูลนิธิฯ เพื่อให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าอวยพรเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบ 73 ปี โดยได้ให้เฉพาะปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ผู้บัญชาการเหล่าทัพ 5 เสือเหล่าทัพ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนายทหารระดับสูง รวม 40 นาย เข้าอวยพรเป็นการส่วนตัว ที่ชั้น 2 มูลนิธิฯ ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้เข้าร่วมอวยพร จากนั้นได้ร่วมรับประทานอาหารเช้า ก่อนจะประชุมร่วมกับ คณะกรรมการปรับย้ายทหารชั้นนายพล รวม 7 นาย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรได้กล่าวขอบคุณผู้ที่เข้าร่วมอวยพร ว่า ขอบคุณทุกคนที่ได้ทำงานร่วมกันมาตลอดหนึ่งปีอย่างเต็มที่ ทำให้งานความมั่นคงประสบความสำเร็จด้วยดี แม้ทหาร ตำรวจจะเป็นเป้าใหญ่ แต่ก็ขอให้อดทนทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะตำรวจเป็นเป้าใหญ่ก็ต้องอดทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; จากนั้นได้เปิดให้สื่อมวลชนสายทหารเข้าร่วมอวยพร พร้อมกล่าวว่า ขอบคุณที่มาอวยพร หนักนิดเบาหน่อยก็ไม่อยากจะคิดอะไรมาก สิ่งที่ทำมาทั้งหมดก็ต้องการให้ประเทศชาติเดินหน้า ซึ่งทุกวันนี้ก็เดินไปข้างหน้าอยู่แล้ว ตลอดระยะเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายอย่างดียิ่ง&amp;nbsp;
กวักมือเรียกแม้วมาขึ้นศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมไม่คิดอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง ต้องการให้ประเทศชาติเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ตอนนี้รถไฟรางคู่ต่างๆ รถไฟฟ้าก่อสร้างจำนวนมากรัฐบาลพยายามทำทุกอย่างเพื่อประชาชนโดยแท้จริง ส่วนปัญหาเรื่องสุขภาพก็อย่างที่เห็นอยู่ ผมติดเชื้อเข้ากระแสโลหิต วันนี้หมอให้ยาวันนี้วันสุดท้ายแล้ว เชื้อมันแรง&amp;quot; รองนายกฯ ประวิตรกล่าว และว่า อยากขอพรให้ประเทศชาติมีความสำเร็จ ประชาชนอยู่ดีกินดี รักใคร่ปรองดองกันร่วมกัน อยู่ภายใต้กฎระเบียบ รัฐธรรมนูญเดียวกัน&amp;quot; พล.อ.ประวิตรกล่าว และว่า สำหรับการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารชั้นนายพล ประจำปี 2561 ได้ประชุมเสร็จเรียบร้อยแล้ว เตรียมส่งนายกฯ พิจารณา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ก็จะให้ทำอย่างไร ก็พรรคการเมืองมีหลายพรรค ก็ต้องสู้กันไป เราสู้ในทางประชาธิปไตย ให้ประชาชนดูว่าใครสมควรที่จะเป็น ก็ว่ากันไป&amp;quot; พล.อ.ประวิตรกล่าวเมื่อถามว่า คสช.จะทำอย่างไรกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ประกาศสู้ไม่ยอมแพ้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวว่า การต่อสู้ทางการเมืองถือว่าเป็นการต่อสู้ที่เปิดเผย ขอแสดงความยินดีที่นายทักษิณกล้าพูดและกล้าทำ และขอให้ทำการเมืองอย่างเปิดเผย อย่าซ่อนใต้ผ้าหรือซ่อนใต้พรม ใช้วิธีการพลิกแพลง ที่สำคัญคือขอให้นายทักษิณกลับมาต่อสู้ร่วมกับมวลสมาชิกในประเทศไทย จะเป็นการดีกับทุกฝ่าย สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือกติกา และอย่ากล่าวหา หรือใส่ร้ายหรือพูดฝ่ายเดียวให้ร้ายอำนาจนิติบัญญัติหรืออำนาจตุลาการทั้งหลายให้เสียหาย ควรใช้สิทธิ์ทางศาลต่อผู้ที่ทำร้ายใส่ร้ายหรือกระทำการผิดกฎหมายทั้งปวง ดีกว่าพูดฝ่ายเดียวให้ร้ายคนอื่น หรือองค์กรอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า เหมือนกองทัพเวลาจะออกศึก แม่ทัพนายกองก็ต้องพูดปลุกใจลูกทัพ ให้ต่อสู้ไปข้างหน้า การที่นายทักษิณพูด เป็นการพูดในจังหวะที่พรรคเพื่อไทยถูกดูด เขาก็ต้องหยุดความคิดนั้น และต้องทำให้สมาชิกของเขาต้องหยุดฟัง เหมือนกับเป็นการปรามลูกพรรคตัวเองมาก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรค ปชป. กล่าวว่า ก็สนับสนุนให้นายทักษิณสู้ แต่ก่อนจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ควรศึกษาคำว่าประชาธิปไตยให้ถ่องแท้ เพราะถ้ายังศรัทธาระบบเผด็จการรัฐสภานั้น ไม่ใช่แนวทางของนักสู้ การต่อสู้ในระบบประชาธิปไตย หมายถึงการต่อสู้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และการสู้ตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งทุกอย่างต้องยอมรับผลของคำตัดสิน ไม่ใช่ใช้ความถูกใจก็สนับสนุนให้ต่อสู้ตามระบบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอยากให้กลับมาเพื่อต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมก่อนจะดีกว่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสาร มฤคพิทักษ์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวว่า ขอตั้งคำถามกลับไปถึงผู้พูดว่า &amp;quot;แม่ทัพที่หนีตาย หนีคุกไปเสวยสุขอยู่ต่างประเทศ ปล่อยให้ไพร่พลสกลไกรสู้ศึกในสนามรบอย่างเดียวดาย มีทั้งบาดเจ็บ ล้มตาย ถูกจับ ถูกคุมขัง บ้านแตกสาแหรกขาด พินาศปี้ป่นไปกี่ชีวิตแล้ว ยังเหลือความชอบธรรมอะไรที่จะมาพูดเช่นนี้ สำหรับคนที่ปฏิเสธคำพิพากษาของศาลสถิตยุติธรรม และยังหนีหมายศาลอีก 4-5 คดี กลายเป็นสัมภเวสีหนีอาญาแผ่นดิน กลับมาสู้หน้าคนไทยต้อนรับการเผชิญสืบจากกระบวนการยุติธรรมไทยอย่างสง่าผ่าเผยมิดีกว่าหรือ มีนักโทษคนไหนในโลกที่ขอพิพากษาตนเองว่าตนไม่ผิด คำถามก็คือจะต้องเอาคนอื่นไปตายแทนอีกกี่ชีวิต สงครามจึงจะจบ อันที่จริงคนพูดไม่ได้แพ้สงครามหรอก เขาแพ้ภัยตนเองต่างหาก และเขาจะต้องทรมานกับภัยที่สร้างขึ้นด้วยตนเองไปจนสิ้นอายุขัย
ทักษิณมีอำนาจเหนือ พท.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม โพสต์ข้อความ &amp;quot;สงครามของทักษิณ...สงครามของใคร เพื่อใคร?&amp;quot; ในเพจเฟซบุ๊กระบุว่า การเลือกตั้งที่จะมาถึง ถ้ายังเป็นยุทธศาสตร์เดิม คือการแก้แค้น ไม่ใช่แก้ไข หมายความว่านายทักษิณก็ต้องทุ่มเททรัพยากรทุกอย่างผ่านพรรคเพื่อไทยเพื่อให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า การแสดงตนเป็นผู้มีอำนาจในพรรคการเมืองของคุณทักษิณขัดต่อบทบัญญัติของ พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 28-29 หรือไม่ ที่ห้ามคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคยุ่งเกี่ยวกับกิจการของพรรค ประกอบกับที่แกนนำ นปช.บางคนยอมรับว่าพรรคเพื่อไทยขาดนายทักษิณไม่ได้ เท่ากับเป็นการสารภาพชัดเจนหรือไม่ว่านายทักษิณยังเป็นผู้มีอำนาจเหนือพรรคเพื่อไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถ้าถอดรหัสคำพูดของคุณทักษิณ ก็ตอกย้ำชัดเจนอยู่แล้วว่าการเลือกตั้งที่จะมาถึงก็จะยังอยู่ในวังวนของเกมชิงอำนาจและผลประโยชน์ ประชาธิปไตยที่คุณทักษิณพูดหมายถึงอะไร เพราะในช่วงที่คุณทักษิณเรื่องอำนาจ ก็เต็มไปด้วยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน การฆ่าตัดตอน การละเมิดสิทธิชน และความแตกแยกในสังคม เป็นต้น สงครามที่คุณทักษิณพูดจึงน่าจะเป็นสงครามเพื่อผลประโยชน์ที่แลกมาด้วยชีวิตและความแตกแยกของผู้คนในสังคม ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะคุณทักษิณรู้ดีว่าถ้าการเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นวาระเพื่อการปฏิรูปประเทศ ช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ นั้นคุณทักษิณก็เกรงว่าตัวเองจะถูกลืมหรือถูกเขี่ยออกจากสมการทางการเมือง การประกาศครั้งนี้ก็เพื่อให้ตัวเองยังมีความสำคัญและอยู่ในสมการ อำนาจและผลประโยชน์ หรือให้ประเด็นเอาหรือไม่เอาทักษิณเป็นวาระในการเลือกตั้ง ซึ่งสมการการเมืองแบบนี้ ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองดีขึ้นมี แต่จะจมปลักอยู่กับความขัดแย้งแตกแยกไม่มีที่สิ้นสุด&amp;quot; นายสุริยะใสระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า เมื่อมีคนไปหานายทักษิณแล้วถามว่าจะสู้หรือไม่ ท่านเลยต้องบอกว่ายังสู้อยู่ แต่สู้ในที่นี้คงหมายความว่าให้มีการเลือกตั้ง แล้วมาตัดสินกันเหมือนกับสงคราม หากพรรคเพื่อไทยชนะแล้วจะได้เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ คนที่เดินทางไปหาคนเสื้อแดง อดีต ส.ส.เพื่อไทย ต่างเป็นสมาชิกพรรค เป็นประชาชนธรรมดา ไม่มีกรรมการบริหารพรรค วันนี้เพื่อไทยยังไม่มีการประชุมดำเนินกิจกรรมอะไรที่จะบอกว่านายทักษิณชี้นำ แล้วจะเอาผิด คงไม่ใช่ ที่บอกว่าจะสู้รบ เมื่อพูดต่อหน้ากองเชียร์ เลยต้องคึกคักหน่อย เหมือนเราเชียร์บอล เชียร์ทีมแมนฯ ยูฯ เหมือนกัน เลยต้องคึกคักกันเป็นธรรมดา ที่ท่านพูดเปรียบ คงเป็นสงครามการเลือกตั้ง ที่จะต้องสู้ให้ชนะก่อนแล้วมาแก้ปัญหาต่างๆ ในเมื่อกองเชียร์ พล.อ.ประยุทธ์ยังคึกคักได้ อีกฝ่ายก็ต้องคึกคักบ้าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า การประกาศพร้อมสู้สร้างความฮึกเหิมให้อดีต ส.ส.ของพรรคหรือไม่ นพ.เชิดชัยกล่าวว่า ส.ส.ก็มีความหลากหลาย บางคนฝ่อง่าย ถูกขู่หน่อยก็ไปแล้ว แต่บางคนยังอดทน เข้มแข็งจริงจัง การพูดเป็นในเชิงจิตวิทยาทำให้ฮึกเหิม โพลหลายสำนักระบุแม้คนจะนิยมชมชอบ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถ้าเลือกตั้งคนยังเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่ดี เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจมีคนสนับสนุนมาก ก็ควรประกาศวันเลือกตั้งให้ชัดเจนไปเลย
&amp;quot;สุริยะ&amp;quot;ยกโพลหนุน&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามถึงกระแสข่าวชื่อนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นผู้ถือธงนำพรรคเพื่อไทย นพ.เชิดชัยกล่าวว่า จะถูกเสนอชื่อเป็น 1 ใน 3 บัญชีรายชื่อนายกฯ หรือไม่นั้น คงแล้วแต่สมาชิกพรรค บทบาทท่านตอนนี้ส่วนใหญ่ออกกำลังตีกอล์ฟ เพื่อไทยระยะหลังอาจเป็นประเพณีปฏิบัติไปแล้วที่คนเป็นหัวหน้าพรรค อาจไม่จำเป็นต้องเป็นนายกฯ ก็ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์ทางสปริงนิวส์ ถึงนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หลานชายหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ว่านายธนาธรเกิดมาพ่อแม่ทำบุญไว้เยอะ ปกติตอนคนเราเป็นเด็กอายุวัยเรียน ทุกคนต้องการเห็นภาพโลกสมบูรณ์แบบ เกิดมาพอดีทางบ้านมีฐานะดีอยู่แล้ว ทั้งนี้สรุปว่านายธนาธรเป็นคนดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าคนดีอย่างนายธนาธรจะไปรวมกับพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้งได้หรือไม่ นายสุริยะตอบว่า ตอนนี้นายธนาธรชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องเลือกระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ให้เลือกข้างเรา ขอชี้แจงว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ใช่การเลือกข้าง แต่เป็นพรรคพลังประชารัฐหาทางออกให้ประเทศ จะเลือกก้าวพ้นการเมืองสองขั้วที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเมืองมาตลอดสิบปีนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าเป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่ใช่เป็นการเลือกระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมปวดใจมากที่หลานผมเอง ไปโยงผมว่าเป็นนักการเมือง แต่ปรากฏว่าไปสนับสนุนเผด็จการ ตัวผมจะไปสนับสนุนเผด็จการได้ยังไง ในเมื่อตัวผมเองต้องหลุดจากตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรม ต่อเนื่องเป็นตำแหน่งรองนายกฯ ด้วย หลังจากหลุดตำแหน่งยังไม่พอ ทางด้านของคณะปฏิวัติตั้งคณะกรรมการตรวจสอบมาตรวจสอบในโครงการต่างๆ ที่ผมทำ&amp;rdquo; นายสุริยะ กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนกรณีร่วมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯอีกสมัย นายสุริยะกล่าวว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ ที่ปฏิวัติเกิดจากการเมืองสองขั้ว มันมีการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วทุกฝ่ายไม่ยอมก็เลยออกไปบนท้องถนน เพราะฉะนั้นตนคิดว่าท่านนายกฯ ประยุทธ์มาทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ ถ้าท่านออกมาช้ากว่านี้สัก 3 เดือน ตนคิดว่าเราคงไม่มีวันนี้ ตนจึงเห็นว่าท่านเนี่ยทำประโยชน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถามว่าความคิดของผมต่างจากประชาชนหรือเปล่า ไปดูโพลอยากให้ใครเป็นนายกฯ ทำมากี่ครั้งก็ปรากฏว่าอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็น&amp;quot; นายสุริยะ กล่าวถึงการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15158</URL_LINK>
                <HASHTAG>นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, นายสุริยะใส กตะศิลา, บิ๊กป้อม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน, สงครามของทักษิณ...สงครามของใคร เพื่อใคร?, หนังสือพิมพ์, เบิร์ธเดย์ 73 ปี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180810/image_big_5b6da09fef024.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
