<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>80252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก ผนึกกำลัง 5 ศาสนา จัดโครงการธรรมยาตรา 2 เส้นทางกว่า 4 พันกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะพระธุดงค์รณรงค์เพื่อสันติภาพโลกที่ต้องบินกลับไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 บัดนี้ได้ร่วมกับอีก 4 ศาสนาหลักในไทย ได้แก่ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ จัดให้มีการเดินเจริญเมตตาให้แผ่นดิน โครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo; เริ่มออกเดินทางในเช้าวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ที่ด่านชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่วัดแดงประชาราษฎร์ จังหวัดนนทบุรี ได้มีการแถลงข่าวโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นําพาสันติ&amp;rdquo; 5 ศาสนา พระสุธรรม ฐิตธัมโม หรือ หลวงพี่หมี นทีทอง ประธานคณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก กล่าวว่า คณะพระธุดงค์โดยความร่วมมือกันระหว่าง 5 ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ จัดโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo; สืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ มุ่งให้ศาสนิกชนยึดหลักคำสอนของศาสนา ให้ร่วมสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือกันระหว่างศาสนา และเจริญจิตใจให้ออกจากวัตถุนิยมนำไปสู่การสร้างสันติภาพและส่งสันติสุขให้ทุกคนบนแผ่นดินไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุธรรม กล่าวต่อว่าทางคณะได้วางแผนการเดินจากสุดทิศตะวันตกไปยังสุดทิศตะวันออกสุดของประเทศไทย เริ่มในวันที่ 13 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00น. จากด่านชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปสิ้นสุดที่ด่านชายแดนจังหวัดมุกดาหาร ประมาณวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ต่อจากนั้น ประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 จะเริ่มเดินจากสุดชายแดนใต้ ด่านชายแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไปยังจุดหมายเหนือสุดของประเทศ ที่ด่านชายแดนอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประมาณวันที่ 10 มกราคม 2564 รวมระยะทางทั้ง 2 เส้นทาง 4,000 กว่ากิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางจะมีการเสวนาธรรมและเยี่ยมเยียนศาสนิกชน จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนจากทุกศาสนามาร่วมเดินเพื่อสันติภาพในเส้นทางดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อาตมาได้เดินธุดงค์สร้างสันติสุขในหลายประเทศรอบโลก ทั้ง ลาว เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา พม่า อินเดีย ตุรกี ปากีสถาน พิสูจน์ได้ว่าศาสนิกที่มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติและศาสนาให้การต้อนรับการเดินเพื่อสันติภาพด้วยดี อีกทั้งเห็นด้วยที่จะทำให้โลกเรามีสันติภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บาทหลวง ดร.รังสิพล เปลี่ยนพันธุ์ ผู้แทนศาสนาคริสต์ กล่าวว่า หลักการทางศาสนาคริสต์ สอนเรื่องความรัก เป็นฐานที่ทำให้เกิดการสร้างสันติภาพ ทำให้เกิดสันติสุขในจิตใจคน กิจกรรมนี้ใช้การเดินเป็นสัญลักษณ์ รวมพลังทั้ง 5 ศาสนา ร่วมใจสร้างสันติภาพด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอิบบราฮิม หวันแหละ ผู้แทนศาสนาอิสลาม กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการให้คนไทยตระหนักถึงคำสอน ทำความดีตามแนวทางศาสนาของตน มีศีลธรรม คุณธรรม และ จริยธรรม ส่งเสริมความร่วมมือและมีมิตรภาพความดีงามเพื่อให้อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟซบุ๊กของพระสุธรรมได้แสดงภาพ ฯพณฯ เอกอัครสมณทูตแห่งนครรัฐวาติกัน ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาประจำประเทศไทย พอล ชาง อิน-นำ ให้การต้อนรับ กล่าวสนับสนุน และให้พรแก่คณะธรรมยาตรา เช่นเดียวกับที่สำนักจุฬาราชมนตรี ผศ.ดร.อับดุลเลาะ หนุ่มสุข ผู้อำนวยการสถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา ให้การต้อนรับคณะและร่วมหารือในการจัดโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าตรู่วันที่ 13 ตุลาคมนี้ ที่ด่านชายแดนแม่สอด พระโพธินันทมุนี วิ. หรือเจ้าคุณจิ๋ว แห่งวัดป่าธรรมชาติ ประธานในพิธีจะกล่าวสัมโมนียกถา ก่อนคณะธรรมยาตราออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Walk Together For Peace Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80252</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก, จังหวัดตาก, พระสุธรรม ฐิตธัมโม, ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, หลวงพี่หมี นทีทอง, เดินธุดงค์สร้างสันติสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f84222cb9b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หยุดเสี้ยม&#039;พุทธ&#039;ชน&#039;อิสลาม&#039;! สำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงแจงยิบ หลังผู้ไม่หวังดีแพร่ข้อความคลาดเคลื่อนจากความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.62 - สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวัน ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา เรื่อง &amp;quot;คำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน จนถึงปลุกกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยโดยเชื่อมโยงกับหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการทำร้ายฆ่าคนไทยพุทธ และเชื่อว่าเหตุไม่สงบกิดจากการใช้มัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อร้ายและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทยสร้างความเกลียดชังแตกแยกจนนำไปสู่ความเกลียดชังประเทศชาติ พร้อมทั้งสรุปว่า เชื้อร้ายดังกล่าวกำลังคืบคลานขยายตัวเข้ามายังภาคอีสานภาคเหนือ และทุกจังหวัดผ่านการสร้างมัสยิด ต่อมามีการรวมกลุ่มคนจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องจุฬาราชมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้มองว่าสร้างความวุ่นวายแตกแยกในสังคมไทย และที่สำคัญคุกคามพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีตระหนักดีว่าพุทธศานิกชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความเข้าใจและให้เกียรติคนมุสลิมเสมอมา แต่ก็มิได้ละเลยต่อปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างตันที่อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างศาสนาในระยะยาวตลอดจนกร่อนเซาะรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น เพื่อจรรโลงความเป็นสังคมพหวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ผู้คนต่างศรัทธามีความเคารพ ให้เกียรติและยอมรับในความเชื่อและความต่างทางชาติพันธุ์ของกันและกันสมอมา สำนักจุฬาราชมนตรีขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจหลักคำสอนและแนวทางปฏิบัติของมุสลิมต่อสังคมไทย ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. การเชื่อมโยงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ มัสยิด และ สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ว่าหากมีสถาบันษแห่งนี้ที่ไหน จะมีความไม่สบที่นั่น นับเป็นความข้าใจคลาดเคลื่อน ๒ ประเด็น คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๑ ความเข้าใจคลาดคลื่อนต่อเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแตนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาแต่อย่างใด แต่มีรากเหง้ามาจากความขัตแย้งทางการเมืองประวัติศาสตร์การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ความไม่เป็นธรรมยาเสพติด และธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามจากคนบางกลุ่มใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จกับคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพในทางศาสนาที่ประเทศให้หลักประกันกับประชาชนทุกหมู่เหล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๒ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;มัสยิด&amp;quot; และ &amp;quot;สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม&amp;quot;ศาสนาอิสลามป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานของ &amp;quot;หลักศรัทธา&amp;quot; &amp;quot;หลักปฏิบัติ&amp;quot; และ &amp;quot;หลักคุณธรรม&amp;quot; กิจวัตรประจำวันของมุสลิมจึงผูกพันไว้กับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมัสยิดจึงเป็นศาสนสถานที่มีหน้าที่ไม่ต่างไปจาก&amp;quot;วัด&amp;quot; ในพุทธศาสนา ส่วนสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมทั้งขัดเกลาจิตใจ และจิตวิญญาณของศรัทธาชนให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต่างไปจากศูนย์อบรมจริยธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดแต่ประการใดปัจจุบันสถาบันการสอนศาสนาอิสลามมีการปรับตัวโดยการนำเอาหลักสูตสามัญดังเช่นที่นักเรียนทั่วประเทศเรียนไปสอนร่วมกับการอบรมจริยธรรมทางศาสนาสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จึงปฏิรูปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การสร้างมัสยิดมีกาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามแนวทางที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดไว้ โดยมีการกำกับจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓ ปัญหาการผยแพร่ความคิดเชิงอุดมการณ์ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างคำอธิบายทางศาสนากล่าวคือผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่าประเทศไทยเป็น &amp;quot;ดินแดนสงคราม&amp;quot; ดังนั้นการต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการอธิบายที่มีควมคลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างเท่าเทียม และถือว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักการศาสนาอิสลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การด่วนสรุปโดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ด้วยควมเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหาและบริบททางสังคมอย่างแท้จริง มิได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้ง ๒ ศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล &amp;quot;แผนการยึดครองประเทศไทย และนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย&amp;quot; ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยจนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้นข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลจากความเป็นจริงมาก ความเป็นจริงคือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมีเพียง ๔ ฉบับ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑) พระราชบัญญัติวด้วยการใช้กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูลพ.ศ..๔๔๙ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดกดรอบครัวและมรดกของมุสลิมใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒) พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการยัจย์พ.ศ.๒๕๒๙เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปประกอบพิธียัจย์จากเงินส่วนตัวของผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์รัฐบาลมิได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐต้องการเยียวยาให้เจ้หน้ที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ที่ไม่ไต้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคณสงฆ์แต่อย่างใด โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน(ระดับชุมชนมีกรรมการมัสยิด โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนด้านศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการทางการมืองในทุกระดับของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔) พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประทศไทยพ.ศ.๒๕๔๕ เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย ปัจจุบันผู้ที่ใช้บริการธนาคารอิสลาม เป็นชาวไทยพุทธร้อยละ ๖๙.๖๑และมุสลิมร้อยละ ๓๐.๓๙ที่สำคัญแม้ใช้ชื่อว่าธนาคารอิสลามแต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนไทยพุทธแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่กล่าวมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้ง ๔ฉบับไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรศาสนาอิสลามหรือคนมุสลิมจะมีสิทธิอำนาจหรือหน้าที่ข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้เพียงน้อยนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;กิจการฮาลาล&amp;quot; ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องดังกล่าวขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองฮาลาลมิได้เกิดจากการเรียกเก็บเงินขององค์กรศาสนาอิสลามจากสถานประกอบการ ทว่าเป็นไปในทางกลับกัน นั่นคือสถานประกอบการร้องขอให้องค์กรศาสนาอิสลามรับรองฮาลาลเพื่อประโยชน์ด้านการค้าของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเช่นนี้ทั่วทั้งโลก กรณีประเทศไทย การรับรองฮาลาลเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (สกอจ.)จำนวน ๔๐ แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.)ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ มาตราที่ ๒๖(๑๓) และมาตราที่ ๑๘(๘) ตามลำดับอันเป็นไปตามหลักบัญญัติในศาสนาอิสลามว่าผู้ทำหน้าที่ตัดสินข้อกำหนดในศาสนาอิสลามจำเป็นต้องเป็นมุสลิมที่รู้ลึกซึ้งในศาสนาอิสลาม อันเป็นข้อกำหนดที่ยอมรับกันทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีสถานประกอบการขอรับการรับรองฮาลาลสะสมตลอดหลายสิบปีจำนวน ๙,๐๐๐ สถานประกอบการทว่ามีการต่ออายุทุกปีประมาณ ๖,๐๐๐ สถานประกอบการมีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลและต่ออายุทุกปีจำนวน ๔๐,๐๐๐ ผลิตภัณฑ์ มีการเก็บค่ธรรมเนียม ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อสถานประกอบการต่อปี ๑,๐๐๐ บาทต่อผลิตภัณฑ์ต่อปี เกิดรายได้จากสถานประกอบการ ๑๒๐ ล้านบาทต่อปี รายได้จากผลิตภัณฑ์ ๔๐ ล้านบาทต่อปีรวมทั้งสิ้น ๑๖๐ล้านบาทต่อปีรายได้นี้ดีอรายได้สูงสุด หากเรียกเก็บได้ครบตามที่กำหนตโดยเป็นรายได้ที่กระจายไปที่สกอจ. ๔๐ แห่ง และ สกอก.๑แห่งในสภาพความเป็นจริงสถานประกอบการจำนวนมากมิใชโรงงานขนาดใหญ่แต่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก (SMES) การเก็บค่าธรรมเนียมจึงลดลงตามขนาดของโรงงานจากนโยบายของสกอจ. แต่ละแห่ง เป็นต้นว่ บางจังหวัดจัดเก็บสถานประกอบการของชาวบ้านเพียง ๑,๐๐๐ บาท มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาทสกอท. และ สกอจ. ร่วมมือกันวางระบบฮาลาลในร้นอาหารทั่วประทศพื่อสนับสนุนกิจการการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาลโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานประกอบการแต่ละแห่งเพียง ๑๐๐ บาทต่อป มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Goba Trade Atas ของสหรัฐอเมริกซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลรายงานวหากนับรวมกับรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มิไช่มุสลิมอีกกว่าร้อยประเทศรายได้อาจสูงถึง๑๒,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ๓๖๐,๐๐๐ล้านบาทต่อปี ตัวเลขหลังนี้เองที่อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยมีรายได้จากการรับรองฮาลาลกว่า ๓๐๐,๐๐๐ล้านบาทซึ่งเป็นไปไม่ได้ และรายได้กว่า ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ต่งประเทศนี้ เป็นรายได้ของโรงงานและบริษัทผู้ผลิตสินด ผู้ประกอบการส่งออก นักธุรกิจ รายได้บางส่วนเป็นเงินเตือนพนักงานและคนงานในอุตสาหกรรมที่มีนับจำนวนแสน อีกบางส่วนเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่อาจมีนับจำนวนล้านคนที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไทยไปทั่วโลกสร้างรายได้หลายแสนล้านบาทเกือบทั้งหมดมิใช่มุสลิมแต่เป็นพี่น้องคนไทยทั้งปวงฮาลาลจึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม มุสลิมที่มีเกือบสองพันล้านคนทั่โลกให้การยอมรับเครื่องหมายรับรองฮาลาลจากประเทศไทยอันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอาลาลจากประทศไทยไร้บการยอมรับทั่วโลกหาไม่แล้วประทศไทยจะสูญเสียรายได้เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย มุสลิมในประทศไทยมีในสัตส่วนที่ต่ำมีประชากรรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ ๓๐ของประชากรประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่มิได้ทำธุรกิจมุสลิมจึงภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ฮาลาลสร้างประโยชน์ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มุสลิมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกในเชิจิตใจว่าฮาลาลคือหนทางหนึ่งที่มุสลิมจะสามารถตอบแทนบุญคุณต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายได้ที่องค์กรศาสนาอิสลามได้รับจกการเก็บค่ธรมนียมในการให้การรับรองฮาลาลถูกใช้ในการบริหารจัดการสคอจ.และ สกอก.ที่มีค่ใช้จ่ายสำหรับบุคลกรสถานที่และอื่นๆจำนวนมากทั้งนี้สกอจ. สกอท. นับเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มิได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากนั้นรายได้บางส่วนใช้ในเรื่องการศึกษาช่วยผู้ประสบภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งในประเทศและต่งประเทศโดยไม่ได้แบ่งแยกศาสนา และบางส่วนใช้ในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นด้านภาษีนั้นสกอท.สกอจ.เป็นองค์กรทางศาสนาได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจากรัฐเช่นเดียวกับวัดและศาสนสถาน จึงมิได้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรศาสนา ขอเรียนว่ามุสลิมในประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ดำเนินชีวิตอยู่กายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้รับสิทธิเสรีภาพในการดำรงตนเฉกเช่นมุสลิมที่ดีพึงกระทำ และขอยื่นยันหลักการเคารพความชื่อซึ่งกันและกัน ไม่บริภาษว่ร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความถูกต้องและข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือการดำรงซึ่งความคารพให้เกียรติและยอมรับกันและก้ในเรื่องของความเชื่อศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้นำหรือรัฐบาลตลอดทั้งสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย พยายามช่วยกันรักษาทุนทางสังคมที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรบริหารของมุสลิมทุกภาคส่วนขอปวรณาตนเป็นสถาบันที่จะธำรงรักษาคุณลักษณะและทุนทางสังคมที่เป็นรากฐานความมั่นคงของมนุษย์และชาติเพื่อให้ประเทศไทยสืบสานความเป็น &amp;quot;สุวรรณภูมิ&amp;quot; ของผู้คนทุกหมู่เหล่าอย่างสงบสันติต่อไป

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52903</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, สำนักจุฬาราชมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfc4b68f2026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>47929</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/10/2019 09:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/10/2019 09:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นคร มาชิน&#039;เพ้อผู้ปกครองประเทศ-ผู้กุมอำนาจรัฐรับงานลัทธิศาสนาอื่นทำลายพุทธศาสนา!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ต.ค.2562 - นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์เฟซบุ๊กมีเนื้อหาระบุว่า วันนี้เป็นวันพระ วันออกพรรษาชาวพุทธทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศไทยของเราที่นับถือศาสนาพุทธ ต่างพากันเข้าวัด ทำบุญ ฟังธรรมมะ น้อมรำลึกถึงสมัยพุทธกาล มี่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จลงมาจากสวรรค์หลังจากไปแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา สืบทอดกันมากว่าพันปี หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้ามีแต่ความเมตตา ปราณีและประเสริฐเพื่อความสงบร่มเย็นแก่มวลมนุษยชาติ เป็นศาสนาของโลก เป็นจริงทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในฐานะพุทธศาสนิกชนคนหนึ่งที่เลื่อมใสศรัทธาอย่างแรงกล้าในพระพุทธศาสนา ฝากความจริงเพื่อเตือนภัยให้เหล่าพุทธบริษัทได้ตระหนักว่า ภัยพิบัติกำลังมาเยือน เหยียบย่ำ ทำลายศาสนาพุทธในประเทศไทยของเราอย่างหนักหน่วง รุนแรง จากผู้ปกครองประเทศ ผู้กุมอำนาจรัฐ ที่รับงานมาจากลัทธิศาสนาอื่นผ่านกลไกอำนาจรัฐ ผ่านกฎหมาย ผ่านเงินภาษีของชาวพุทธเอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความสูญสลายส่วนหนึ่งมาจากความอ่อนแอของพวกเราชาวพุทธจำนวนหนึ่ง ที่ยึดถือเพียงพิธีกรรม แต่ขาดการศึกษาอย่างถ่องแท้ในหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เน้นไปที่พิธีกรรม มากกว่า แก่นแกนเนื้อหาในหลักธรรม ประกอบกับองค์กรปกครองฝ่ายพุทธจักร องค์กรปกครองสงฆ์หลายองค์กร ก็ถูกบ่อนทำลายโดยอำนาจรัฐจนไม่อยู่ในสภาพที่จะปกป้องคุ้มครองตนเองได้ หากชาวพุทธในไทยมัวแต่โลกสวย ไม่ตระหนักถึงภัยคุกคามที่มาในหลายๆรูปแบบ ที่เห็นชัดเจนภายใต้รัฐบาลชุดนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอเชิญชวน ชาวไทย ชาวพุทธ ที่เป็นพุทธบริษัท 4 ได้โปรดตระหนักถึงภัยพิบัติที่กำลังเกิดขึ้นนี้ อย่างมีเอกภาพ ร่วมมือกัน ปกป้อง คุ้มครอง ส่งเสริมให้พระพุทธศาสนามั่นคง แข็งแรง สืบทอดอริยะธรรม ไปชั่วลูกชั่วหลาน อย่าปล่อยให้พระพุทธศาสนาถูกทำลายสิ้น ในสมัยของพวกเราเลย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/47929</URL_LINK>
                <HASHTAG>นคร มาฉิม, พท., พรรคเพื่อไทย, วันออกพรรษา, ศาสนาพุทธ, เฟซบุ๊ก, โพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190827/image_big_5d651b2e12de7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>18164</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/09/2018 14:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/09/2018 14:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘เปาวลี’เตรียมเปลี่ยนศาสนาหลังแต่งงาน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ออกมาบอกแฟนๆ ว่ามีแพลนจะแต่งงานมาพักใหญ่แล้ว สำหรับนักร้องลูกทุ่งสาว เปา-เปาวลี พรพิมล ที่ซุ่มคบหากับ เอิร์ธ-กานต์ กิจเจริญ ลูกชายของพิธีกรคนดัง กิ๊ก-เกียรติ กิจเจริญ มาถึง 8 ปี ล่าสุดเจ้าตัวได้มาอัพเดทถึงการเตรียมงานแต่งงานว่าสรุปจะมีการจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีหน้า โดยจะมีการจัดงานทั้งแบบศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ และตัวเองก็เตรียมเปลี่ยนศาสนาเพื่อให้ตรงกับครอบครัวสามี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;ldquo;งานแต่งสำหรับพิธีคริสต์ จะมีขึ้นวันที่ 9 เดือน 11 ปี 2562 โบสถ์แถวๆ บางรัก ส่วนพิธีไทยจัดที่บ้านเกิดในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งยังไม่ได้เคาะวันเลยค่ะ แต่ตั้งใจไว้ว่าจะให้อยู่ในช่วงอาทิตย์เดียวกันทั้ง 2 งาน &amp;nbsp;ฤกษ์ที่ได้มาเราดูเป็นฤกษ์สะดวกของเราเอง บวกกับฤกษ์วันสวย เลขสวย ซึ่งการเตรียมตัวตอนนี้ ยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก หลักๆ ก็คือต้องไปเรียนรู้เรื่องหลักศาสนาคริสต์ เพราะว่าหนูจะต้องเปลี่ยนศาสนาด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทางครอบครัวแฟนเขานับถือศาสนาคริตส์กันหมด หนูก็เลยไปคุยกับคุณแม่ ซึ่งแม่ก็บอกว่าไม่ว่าศาสนาไหน ก็มีคำสอนที่ดีเหมือนกัน และจากที่หนูได้เรียนรู้มา รวมถึงได้ฟังจากที่ครอบครัวแฟนบอกเล่า ศาสนาคริสต์ก็จะสอนเราเรื่องความรัก และสอนให้เราเป็นคนดี คล้ายๆ กับศาสนาพุทธ แต่งงานจะมีลูกเลยไหม อยากมีนะคะ อยากให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ แต่อีกใจก็อยากจะทำงานก่อน เพราะช่วงนี้งานยังเยอะอยู่&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม @karn_222 @paowalee1&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18164</URL_LINK>
                <HASHTAG>กานต์ กิจเจริญ, ซูโม่กิ๊ก, นักร้องลูกทุ่ง, พิธีกร, ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, เกียรติ กิจเจริญ, เปาวลี พรพิมล, เอิร์ธ กานต์, เอิร์น แฟรนเคิล, แต่งงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180922/image_big_5ba5e9408ea53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำความดีด้วยหัวใจ นายกฯกล่าวนำปฏิญาณตนวันเฉลิมพระชนมพรรษาร.10</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวนำคำปฏิญาณตน &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; เปิดกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล 27-29 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2561 โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และข้าราชการ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันบำเพ็ญความดีถวายเป็นพระราชกุศล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเปิดกรวยดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล ว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ที่ทรงทุ่มเทพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของราษฎรเป็นสำคัญ และทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของพสกนิกรทั่วหล้า ทรงเป็นต้นแบบของการทำความดี โดยพระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ เพื่อเสริมความตระหนักรู้ของคนในชาติ และส่งเสริมให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน มีความเสียสละ และความสมัครสมานสามัคคี ในการสร้างสรรค์ความดี เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ อีกทั้งพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ในยามประสบเหตุเภทภัย เดือดร้อน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เริ่มพิธีทางศาสนา ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล (ศาสนาพุทธ) โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม และพระราชาคณะรวม 10 รูปร่วมพิธี พิธีดุอาอ์ขอพร (ศาสนาอิสลาม) โดยนายสุธรรม บุญมาเลิศ เลขานุการจุฬาราชมนตรีและผู้แทนศาสนาอิสลาม, พิธีอธิษฐานภาวนาขอพร (ศาสนาคริสต์) โดยบาทหลวงเสนอ ดำเนินสะดวก เลขาธิการคณะกรรมการคาทอลิก, ผู้ช่วยนายกเขตการปกครองราชบุรี พร้อมด้วยผู้แทนศาสนาคริสต์, &amp;nbsp;พิธีสวดมนต์ถวายพระพร (ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) โดยพระครูสุริยาเทเวศร์ พระครูพราหมณ์ สำนักพราหมณ์พระราชครู และผู้แทน, พิธีสวดอัรดาสขอพรจากพระศาสดา (ศาสนาซิกข์) โดยนายรามีนเดอร์ ซิงห์ สัจญานศรีสกุล นายกสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทยและผู้แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; โดยทำความสะอาดพื้นที่ริมคลองเปรมประชากร และคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยมีคณะรัฐมนตรี พร้อมคู่สมรส ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล และประชาชน ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวเปิดกิจกรรมว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ โดยวันนี้ได้เห็นทุกท่าน ทั้ง ครม. ข้าราชการ เอกชน นักศึกษา และประชาชนผู้มีจิตอาสา แสดงให้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการร่วมกันปฏิบัติการจิตอาสาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ เพื่อปลุกจิตสำนึกประชาชนคนไทยให้รู้รักสามัคคี มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่สังคม ชุมชนและประเทศชาติ วันนี้การปฏิบัติการจิตอาสาได้แผ่ขยายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในหลายๆ ด้าน ซึ่งกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสาในวันนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทุกภาคส่วนจะได้มาร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ในการพร้อมใจกันทำกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ &amp;nbsp;ในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกฯ ได้นำจิตอาสากล่าวปฏิญาณตนว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; ก่อนปล่อยขบวนรถยนต์และปล่อยแถวขบวนจิตอาสาเพื่อทำกิจกรรม ทั้งนี้ นายกฯ ได้ร่วมกิจกรรมจุดแรกโดยปลูกต้นรวงผึ้ง จากนั้น นายกฯ ครม.และคู่สมรส ได้ร่วมปลูกต้นทองอุไรบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ช่วยกันทำความดีเพื่อบ้านเมือง ก่อนฉีดน้ำล้างถนนและทางเท้าบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง 5 เสือ ทบ. เช่น พล.อ.สสิน ทองภักดี รอง ผบ.ทบ., พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ., พล.อ.วีรชัย อินทุโศภณ ผช.ผบ.ทบ. และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก และข้าราชการทหาร เข้าร่วมกิจกรรม โดยทั้งหมดร่วมกันกวาดถนน ทำความสะอาดรั้ว และทำความสะอาดป้ายกองทัพบก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งแต่วันที่ 27-29 ก.ค. เวลา 08.00- 17.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ยกเว้นวันที่ 27-28 ก.ค. เปิดให้ลงนามถวายพระพร เวลา 08.00-13.00 น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอเชิญชวนประชาชนเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลได้ และขอความร่วมมือแต่งกายสุภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14187</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.วีรชัย อินทุโศภณ, พล.อ.สสิน ทองภักดี, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, รศ.นราพร จันทร์โอชา, ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b59d876e5858.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสก โลโซ&#039; สั่ง &#039;โต ซิลลี่ฟูล&#039; หุบปาก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นกระแสวิจารณ์ต่างๆนาๆกระหึ่มโลกโซเชียล หลังจากที่อดีตนักร้องนำวง ซิลลี่ฟูล อย่าง โต-วีรชน ศรัทธายิ่ง พูดในรายการ โต-ตาล โดยในรายการมีการโต้ตอบกับผู้ชม และเกิดมีคำถามจากทางบ้านมาว่าทำไมอิสลามไม่มีรูปปั้นของพระเจ้าเหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งหนุ่มโตก็ได้ตอบคำถามนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคำตอบที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆคือ &amp;quot;การเป็นพระเจ้า 1 ข้อแม้คือต้องไม่เหมือนสิ่งใดที่พระองค์สร้าง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่ท่านปั้นไม่มีทางเหมือนพระองค์ พระองค์ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์ที่จะสามารถจับพระองค์ได้ นี่คือพระเจ้า ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นผลักก็ตกแตกแล้ว มันต่ำกว่าผมและมันไม่มีชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจะไหว้ทำไมกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มีรูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้ จริงๆ อันนี้พูดไม่อายปากเลย ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้ เอาคนที่ปั้นเก่งที่สุดเลย แววตายังไม่มีเลยรูปปั้น บางคนมีศาลพระภูมิหน้าบ้าน บ้านมันเล็กกว่าผม และผมยังต้องไปกราบไหว้อีกเหรอ มันต่ำกว่าผมและผมต้องไหวเหรอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงไม่นานคลิปดังกล่าวก็ถูกแชร์ว่อนเน็ต โดยนอกจากชาวเน็ตที่เข้ามาตำหนิอดีตนักร้องหนุ่มถึงการพาดพิงศาสนาอื่น ยังมีคนดังมากมายที่ไม่พอใจกับคำพูดของหนุ่มโต อาทิ เสก โลโซ ที่ได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วถึงกับปรี๊ดแตก โพสต์รูปโต พร้อมแคปชั่น &amp;quot;หุบปากแล้วไปขายเนื้อซะไอ้น้อง !! เดี๋ยวจะโดนตี_กู !!! ความคิดเ_ย ๆ สร้างความแตกแยกทางศาสนา ไม่ควรมีจุดยืนในสังคม!!!&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ต้องพูดให้คนรักและสามัคคีกัน ไม่ใช่พูดให้คนแตกแยก...&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงนักร้องรุ่นเก๋า เป้ ไฮ-ร็อก หรือ อนุวรรตน์ ทับวัง ที่เป็นอีกหนึ่งคนที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นกัน ก็ได้โพสต์ข้อความขึ้นเฟซบุ๊ก Pe Hirock ถึงกรณีดังกล่าว่า &amp;quot;ทุกศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ทุกคนในโลก ทำให้เรามีศรัทธา ยึดมั่นใน พระเจ้า ของแต่ละคน ทุกศาสนา สอนคนให้เป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าร้ายใคร และจะทำให้มนุษย์ มีจิตใจดี และมีชีวิตอยู่อย่างสงบและเป็นสุข คนในโลกนี้ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน เราคือใคร ต้องไปตัดสินว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด เราก็แค่มนุษย์ เฉกเช่นเดียวกัน เท่านั้นเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อคลิปต้นเรื่องถูกแชร์ไปมากมายจนเป็นประเด็นร้อนนั้น ล่าสุด โต ซิลลี่ฟูล ก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ทุบโต๊ะข่าว ถึงเรื่องราวดังกล่าวว่า ตนเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้ พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าประเด็นมันคืออะไร ซึ่งเรื่องดังกล่าว สืบเนื่องจากมีคำถามมาที่รายการของตนว่า ทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้นเอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งตามหลักอิสลามเราไม่กราบไหว้สิ่งใดนอกจากผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง ก็เลยอธิบายว่าทำไมรูปปั้นจึงไม่มีค่าในทัศนะของคนที่เป็นมุสลิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตัวแล้วตนคิดว่า เขาคิดว่าตนไปดูถูกศาสนาพุทธใช่หรือไม่ แต่ถ้าคนที่ดูรายการตนและติดตามนั้น รายการของตนมีมา 6 ปีแล้ว ตนจะยกคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ตลอด และส่วนตัวก็ปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธเจ้า ใกล้ชิดมากกว่าคนที่เรียกว่าตัวเองเป็นศาสนาพุทธมาเยอะ ศีล 5 ศีล 8 ตนปฏิบัติครบมา 10 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องทำไมถึงไม่ให้เกียรติรูปปั้น เอาแค่ค่าของมัน มันมีค่าและความสวยงามน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว มันเป็นแค่สิ่งที่ถูกปั้นโดยน้ำมือมนุษย์ นี่จึงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของศาสนาอิสลามไม่ได้ ส่วนกรณีที่มีคนบอกว่าตนดูถูกศาสนาพุทธ ตรงนี้ฟังที่ตนพูดผิด เพราะสิ่งที่ตนพูดตลอดรายการ ได้ยกสิ่งที่พระพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นระดับสูงเสมอ คำสอนสูงเสมอ เพราะถ้าตนพูดดูถูกศาสนาพุทธ ตนก็พูดดูถูกพระพุทธเจ้า แปลว่าตนทำผิดตามหลักการศาสนาอิสลาม เพราะไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์ศาสนทูตท่านใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมขอถามว่า พระพุทธเจ้าสั่งให้ปั้นรูปของท่านและก็ไหว้ท่านหรือเปล่า ซึ่งอันนี้คิดกันแล้วตอบกันเอาเอง ผมไม่มีสิทธิไปวิพากษ์วิจารณ์มันเป็นสิทธิของทุกคนที่จะทำดีทำชั่ว ทำอะไรก็ได้ แต่ว่าคำถามคือผมตอบคำถามของคนที่ถามว่าทำไมอิสลามจึงไม่ไหว้รูปปั้น ผมก็ตอบไปเท่านั้นเอง ผมไม่มีสิทธิไปพูดว่าใครผิดใครถูกอยู่แล้ว ผมพูดคำถามที่ว่าทำไมมุสลิมถึงไม่ไหว้รูปปั้น คือต้องไปฟังคลิปดีๆว่าผมไม่เคยไปเท้าความถึงใคร และอย่าว่าแต่คลิปนี้เลย ถ้าไปฟังรายการโต-ตาลมันมีอยู่ในยูทูปมา 6 ปีแล้ว ทุกทัศนะ ทุกแง่มุมของอิสลามมันไม่มีการจะไปพูดถึงการที่คนจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ นอกจากสิ่งที่ชั่วจริงๆ เช่น การฆ่าคน การข่มขืนเด็ก ซึ่งอันนี้ต้องพูดให้ชัด แต่ถ้าคนจะไปบูชารูปปั้นและคนคิดว่าดี อันนี้ผมไม่เห็นด้วย แต่มันก็เป็นสิทธิของคุณ&amp;quot; อดีตนักร้องดัง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6467</URL_LINK>
                <HASHTAG>วีรชน ศรัทธายิ่ง, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, อนุวรรตน์ ทับวัง, เป้ อนุวรรตน์, เป้ ไฮร็อก, เสก โลโซ, เสกสรร สุขพิมาย, โต ซิลลี่ฟูล, โต วีรชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4c14bdd188.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
