<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>82811</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/11/2020 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/11/2020 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;จุฬาราชมนตรี&#039; ประกาศเชิญชวนร่วมงาน &#039;รวมพลังมุสลิมปกป้องสถาบัน&#039; แต่งชุดโทนเหลือง 10 พ.ย.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 พ.ย.63 - เพจเฟซบุ๊ก &amp;quot;สำนักจุฬาราชมนตรี&amp;quot; แจ้งว่า&amp;nbsp;คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;และคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด&amp;nbsp;ขอเชิญร่วมงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot; ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563&amp;nbsp;เวลา 08.30 - 12.00 น.&amp;nbsp;ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ&amp;nbsp;ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำหนดการงาน &amp;quot;รวมพลังมุสลิม ปกป้องสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์&amp;quot;&amp;nbsp;ในวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 08.30 - 12.00 น.&amp;nbsp;ณ หอประชุมศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่ชาติ เฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ ขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08.30 - 09.30 น.ลงทะเบียน / รับประทานอาหารว่าง
09.30 - 10.00 น.พิธีเปิด&amp;nbsp;อัญเชิญพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน โดยนายชาติชาย บัลบาห์
กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงานฯ&amp;nbsp;โดยพลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย
กล่าวเปิดงาน โดยนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี ประธานพิธี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเสวนา เรื่อง &amp;quot;สถาบันพระมหากษัตริย์ กับมุสลิมในแผ่นดินไทย&amp;quot;
โดย 1.นายประสาน ศรีเจริญ รองประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี 2.นายอนันต์ วันแอเลาะ รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 3.พลตำรวจตรี สุรินทร์ ปลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย 4.นายสมัย เจริญชาง กรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&amp;nbsp;ดำเนินรายการโดยนายสมาน งามโขนง โมษกประจำสำนักงานคณะกรรการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.30 - 11.40 น.&amp;nbsp;ประกาศเจตนารมณ์ของพี่น้องชาวไทยมุสลิม&amp;nbsp;โดย&amp;nbsp;นายอรุณ บุญชม&amp;nbsp;ประธานคณะผู้ทรงคุณวุฒิจุฬาราชมนตรี&amp;nbsp;รองประธานกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย&amp;nbsp;ประธานกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11.40 -12.00 น.- กล่าวดุอา (ขอพร) โดย... นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี
ชอลาวาต
เพลงสรรเสริญพระบารม
12.00 น.
รับประทานอาหารกลางวัน / เดินทางกลับ
การแต่งกาย :
สุภาพบุรษ : ชุตโต๊ปสีขาว / เสื้อสีเหลือง
สุภาพสตรี : ชุดโทนสีเหลือง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/82811</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย, คณะกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพมหานคร, ปกป้องสถาบัน, รวมพลังมุสลิม, ศาสนาอิสลาม, สำนักจุฬาราชมนตรี, อาศิส พิทักษ์คุมพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201104/image_big_5fa29723aac25.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80252</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 17:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 17:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก ผนึกกำลัง 5 ศาสนา จัดโครงการธรรมยาตรา 2 เส้นทางกว่า 4 พันกม.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะพระธุดงค์รณรงค์เพื่อสันติภาพโลกที่ต้องบินกลับไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาหลังเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 บัดนี้ได้ร่วมกับอีก 4 ศาสนาหลักในไทย ได้แก่ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ จัดให้มีการเดินเจริญเมตตาให้แผ่นดิน โครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo; เริ่มออกเดินทางในเช้าวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ที่ด่านชายแดนแม่สอด จังหวัดตาก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12 ต.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ ที่วัดแดงประชาราษฎร์ จังหวัดนนทบุรี ได้มีการแถลงข่าวโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นําพาสันติ&amp;rdquo; 5 ศาสนา พระสุธรรม ฐิตธัมโม หรือ หลวงพี่หมี นทีทอง ประธานคณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก กล่าวว่า คณะพระธุดงค์โดยความร่วมมือกันระหว่าง 5 ศาสนา พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู และซิกซ์ จัดโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo; สืบสานปณิธานของท่านพุทธทาสภิกขุ มุ่งให้ศาสนิกชนยึดหลักคำสอนของศาสนา ให้ร่วมสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือกันระหว่างศาสนา และเจริญจิตใจให้ออกจากวัตถุนิยมนำไปสู่การสร้างสันติภาพและส่งสันติสุขให้ทุกคนบนแผ่นดินไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พระสุธรรม กล่าวต่อว่าทางคณะได้วางแผนการเดินจากสุดทิศตะวันตกไปยังสุดทิศตะวันออกสุดของประเทศไทย เริ่มในวันที่ 13 ตุลาคม 2563 เวลา 07.00น. จากด่านชายแดนอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ไปสิ้นสุดที่ด่านชายแดนจังหวัดมุกดาหาร ประมาณวันที่ 1 พฤศจิกายน 2563 ต่อจากนั้น ประมาณวันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 จะเริ่มเดินจากสุดชายแดนใต้ ด่านชายแดนอำเภอเบตง จังหวัดยะลา ไปยังจุดหมายเหนือสุดของประเทศ ที่ด่านชายแดนอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประมาณวันที่ 10 มกราคม 2564 รวมระยะทางทั้ง 2 เส้นทาง 4,000 กว่ากิโลเมตร โดยตลอดเส้นทางจะมีการเสวนาธรรมและเยี่ยมเยียนศาสนิกชน จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนจากทุกศาสนามาร่วมเดินเพื่อสันติภาพในเส้นทางดังกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา อาตมาได้เดินธุดงค์สร้างสันติสุขในหลายประเทศรอบโลก ทั้ง ลาว เวียดนาม ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา พม่า อินเดีย ตุรกี ปากีสถาน พิสูจน์ได้ว่าศาสนิกที่มีความแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติและศาสนาให้การต้อนรับการเดินเพื่อสันติภาพด้วยดี อีกทั้งเห็นด้วยที่จะทำให้โลกเรามีสันติภาพ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บาทหลวง ดร.รังสิพล เปลี่ยนพันธุ์ ผู้แทนศาสนาคริสต์ กล่าวว่า หลักการทางศาสนาคริสต์ สอนเรื่องความรัก เป็นฐานที่ทำให้เกิดการสร้างสันติภาพ ทำให้เกิดสันติสุขในจิตใจคน กิจกรรมนี้ใช้การเดินเป็นสัญลักษณ์ รวมพลังทั้ง 5 ศาสนา ร่วมใจสร้างสันติภาพด้วยกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายอิบบราฮิม หวันแหละ ผู้แทนศาสนาอิสลาม กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการให้คนไทยตระหนักถึงคำสอน ทำความดีตามแนวทางศาสนาของตน มีศีลธรรม คุณธรรม และ จริยธรรม ส่งเสริมความร่วมมือและมีมิตรภาพความดีงามเพื่อให้อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เฟซบุ๊กของพระสุธรรมได้แสดงภาพ ฯพณฯ เอกอัครสมณทูตแห่งนครรัฐวาติกัน ผู้แทนสมเด็จพระสันตะปาปาประจำประเทศไทย พอล ชาง อิน-นำ ให้การต้อนรับ กล่าวสนับสนุน และให้พรแก่คณะธรรมยาตรา เช่นเดียวกับที่สำนักจุฬาราชมนตรี ผศ.ดร.อับดุลเลาะ หนุ่มสุข ผู้อำนวยการสถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา ให้การต้อนรับคณะและร่วมหารือในการจัดโครงการ &amp;ldquo;เดินด้วยกัน นำพาสันติ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เช้าตรู่วันที่ 13 ตุลาคมนี้ ที่ด่านชายแดนแม่สอด พระโพธินันทมุนี วิ. หรือเจ้าคุณจิ๋ว แห่งวัดป่าธรรมชาติ ประธานในพิธีจะกล่าวสัมโมนียกถา ก่อนคณะธรรมยาตราออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก เพชรบูรณ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และมุกดาหาร ทั้งนี้ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารโครงการได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Walk Together For Peace Thailand&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80252</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะพระธุดงค์เพื่อสันติภาพโลก, จังหวัดตาก, พระสุธรรม ฐิตธัมโม, ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, หลวงพี่หมี นทีทอง, เดินธุดงค์สร้างสันติสุข</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f84222cb9b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65351</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/05/2020 08:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/05/2020 08:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อดีตบิ๊กข่าวกรอง&#039;ตกใจนักการเมืองนำศาสนามากล่าวหารัฐบาลเตือนอย่าทำหินแตก​อย่าแยกแผ่นดิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 พ.ค.63 - นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง การเมืองต้องไม่เป็นศัตรูกัน มีเนื้อหาดังนี้
นอกจากการออกกฏหมาย​ บทบาทของฝ่ายค้านคือ​ การตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล​ แต่การเป็นฝ่ายค้านไม่ใช่การค้านทุกเรื่อง​ เป็นการค้านบนเหตุผลและข้อมูลที่ถูกต้อง
ระบบรัฐสภาเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล​ เป็นการต้อสู้เอาชนะกันด้วยข้อมูลและเหตุผล​ ไม่ใช่การทำสงคราม​ ไม่ใช่การแบ่งฝ่ายรบกัน​เอง​ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันสร้างความสามัคคี​ ปรองดอง
แต่น่าตกใจที่มีนักการเมืองจากฝ่ายค้านนำเรื่องศาสนามาเป็นประเด็น​ กล่าวหารัฐบาลไม่สนับสนุนส่งเสริมศาสนาพุทธ​ แต่กลับสนับสนุนอิสลาม​
เรื่องนี้​ นับว่าเป็นการกล่าวหาที่รุนแรงจากนักการเมือง​ และจะสร้างความหวาด​ระแวง​ระหว่างคนต่างศาสนา​ สร้างความขัดแย้งระหว่างคนในชาติ
ประเทศไทยเป็นประเทศที่สงบสุข​ คนต่างศาสนาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข​ ไม่มีความขัดแย้งแตก​แยก​ การเมืองต้องสร้างสรร&amp;nbsp; ไม่น้ำเน่า​
อย่าทำหินแตก​ อย่าแยกแผ่นดิน
ก่อนหน้านี้ นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงวันวิสาขบูชากล่าวหาว่า รัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปพระพุทธศาสนาในประเทศไทยถูกย่อยสลายทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ในขณะที่ลัทธิศาสนาอื่นบางลัทธิศาสนา ได้รับการอุปถัมภ์ค้ำจุนอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65351</URL_LINK>
                <HASHTAG>นคร มาฉิม, นันทิวัฒน์ สามารถ, ศาสนาอิสลาม, อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200117/image_big_5e211cdf308ed.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>52903</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/12/2019 15:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/12/2019 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หยุดเสี้ยม&#039;พุทธ&#039;ชน&#039;อิสลาม&#039;! สำนักจุฬาราชมนตรีออกแถลงแจงยิบ หลังผู้ไม่หวังดีแพร่ข้อความคลาดเคลื่อนจากความจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ธ.ค.62 - สำนักจุฬาราชมนตรี ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวัน ที่ 19 ธ.ค.ที่ผ่านมา เรื่อง &amp;quot;คำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อกรณีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับศาสนาอิสลามที่คลาดเคลื่อน จนถึงปลุกกระแสต่อต้านศาสนาอิสลามในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยโดยเชื่อมโยงกับหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการทำร้ายฆ่าคนไทยพุทธ และเชื่อว่าเหตุไม่สงบกิดจากการใช้มัสยิดและโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามเป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อร้ายและการบิดเบือนประวัติศาสตร์ชาติไทยสร้างความเกลียดชังแตกแยกจนนำไปสู่ความเกลียดชังประเทศชาติ พร้อมทั้งสรุปว่า เชื้อร้ายดังกล่าวกำลังคืบคลานขยายตัวเข้ามายังภาคอีสานภาคเหนือ และทุกจังหวัดผ่านการสร้างมัสยิด ต่อมามีการรวมกลุ่มคนจำนวนหนึ่งส่งจดหมายเรียกร้องจุฬาราชมนตรีในฐานะที่เป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลามในประเทศให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้และปัญหาทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามที่คนกลุ่มนี้มองว่าสร้างความวุ่นวายแตกแยกในสังคมไทย และที่สำคัญคุกคามพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีตระหนักดีว่าพุทธศานิกชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความเข้าใจและให้เกียรติคนมุสลิมเสมอมา แต่ก็มิได้ละเลยต่อปรากฏการณ์การเคลื่อนไหวดังกล่าวข้างตันที่อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่างศาสนาในระยะยาวตลอดจนกร่อนเซาะรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติ ดังนั้น เพื่อจรรโลงความเป็นสังคมพหวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ผู้คนต่างศรัทธามีความเคารพ ให้เกียรติและยอมรับในความเชื่อและความต่างทางชาติพันธุ์ของกันและกันสมอมา สำนักจุฬาราชมนตรีขอใช้โอกาสนี้ทำความเข้าใจหลักคำสอนและแนวทางปฏิบัติของมุสลิมต่อสังคมไทย ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑. การเชื่อมโยงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับ มัสยิด และ สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม ว่าหากมีสถาบันษแห่งนี้ที่ไหน จะมีความไม่สบที่นั่น นับเป็นความข้าใจคลาดเคลื่อน ๒ ประเด็น คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๑ ความเข้าใจคลาดคลื่อนต่อเหตุแห่งปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแตนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความขัดแย้งทางศาสนาแต่อย่างใด แต่มีรากเหง้ามาจากความขัตแย้งทางการเมืองประวัติศาสตร์การดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดในอดีต ความไม่เป็นธรรมยาเสพติด และธุรกิจผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีความพยายามจากคนบางกลุ่มใช้ศาสนาอิสลามเป็นเครื่องมือในการปลุกระดมมวลชน แต่ความพยายามดังกล่าวไม่ประสบความสำเร็จกับคนมุสลิมส่วนใหญ่ที่มีความตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพในทางศาสนาที่ประเทศให้หลักประกันกับประชาชนทุกหมู่เหล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๒ ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;มัสยิด&amp;quot; และ &amp;quot;สถาบันการศึกษาศาสนาอิสลาม&amp;quot;ศาสนาอิสลามป็นศาสนาที่วางอยู่บนพื้นฐานของ &amp;quot;หลักศรัทธา&amp;quot; &amp;quot;หลักปฏิบัติ&amp;quot; และ &amp;quot;หลักคุณธรรม&amp;quot; กิจวัตรประจำวันของมุสลิมจึงผูกพันไว้กับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามมัสยิดจึงเป็นศาสนสถานที่มีหน้าที่ไม่ต่างไปจาก&amp;quot;วัด&amp;quot; ในพุทธศาสนา ส่วนสถาบันการศึกษาเป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ในการอบรมบ่มเพาะคุณธรรมและจริยธรรมพร้อมทั้งขัดเกลาจิตใจ และจิตวิญญาณของศรัทธาชนให้ดำเนินอยู่ในแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ต่างไปจากศูนย์อบรมจริยธรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของวัดแต่ประการใดปัจจุบันสถาบันการสอนศาสนาอิสลามมีการปรับตัวโดยการนำเอาหลักสูตสามัญดังเช่นที่นักเรียนทั่วประเทศเรียนไปสอนร่วมกับการอบรมจริยธรรมทางศาสนาสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามส่วนใหญ่จึงปฏิรูปเป็นโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้การสร้างมัสยิดมีกาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ. ๒๕๔๐ ตามแนวทางที่สำนักจุฬาราชมนตรีกำหนดไว้ โดยมีการกำกับจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย และกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑.๓ ปัญหาการผยแพร่ความคิดเชิงอุดมการณ์ ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่งเกิดจากการอ้างคำอธิบายทางศาสนากล่าวคือผู้ก่อความไม่สงบปลูกฝังความคิดว่าประเทศไทยเป็น &amp;quot;ดินแดนสงคราม&amp;quot; ดังนั้นการต่อสู้ของพวกเขาจึงมีความชอบธรรมในทางอิสลาม แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการอธิบายที่มีควมคลาดเคลื่อนและห่างไกลจากบทบัญญัติศาสนาอิสลามโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐบาลไทยให้หลักประกันในสิทธิสรีภาพในการนับถือศาสนาและการประกอบศาสนกิจแก่คนมุสลิมอย่างเท่าเทียม และถือว่าการทำร้ายผู้บริสุทธิ์เป็นบาปใหญ่ตามหลักการศาสนาอิสลาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การด่วนสรุปโดยการเชื่อมโยงสถานการณ์ด้วยควมเข้าใจคลาดเคลื่อน ไม่มีความเข้าใจเหตุแห่งปัญหาและบริบททางสังคมอย่างแท้จริง มิได้ส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกทั้ง ๒ ศาสนา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒. ความพยายามเผยแพร่ข้อมูล &amp;quot;แผนการยึดครองประเทศไทย และนำกฎหมายอิสลามมาบังคับใช้กับคนทั่วไปในประเทศไทย&amp;quot; ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ชื่อมโยงกับการสร้างมัสยิดในภูมิภาคต่างๆของประเทศไทยจนำไปสู่การยึดครองประเทศของมุสลิมนั้นข้อความลักษณะดังกล่าวห่างไกลจากความเป็นจริงมาก ความเป็นจริงคือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับมุสลิมมีเพียง ๔ ฉบับ คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๑) พระราชบัญญัติวด้วยการใช้กฏหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานีนราธิวาส ยะลา และสตูลพ.ศ..๔๔๙ ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดกดรอบครัวและมรดกของมุสลิมใน ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๒) พระราชบัญญัติส่งเสริมกิจการยัจย์พ.ศ.๒๕๒๙เป็นกฎหมายที่มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้เดินทางไปประกอบพิธียัจย์จากเงินส่วนตัวของผู้ที่ต้องการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์รัฐบาลมิได้จัดงบไปสนับสนุนพิเศษ ยกเว้นกรณีที่รัฐต้องการเยียวยาให้เจ้หน้ที่รัฐหรือมุสลิมที่เสียชีวิตหรือบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓) พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม ที่ไม่ไต้แตกต่างไปจากพระราชบัญญัติคณสงฆ์แต่อย่างใด โครงสร้างหลักของพระราชบัญญัติฉบับนี้วางบทบาทให้จุฬาราชมนตรีเป็นผู้นำสูงสุดของศาสนาอิสลาม มีคณะกรรมการขึ้นมาดูแลในระดับหมู่บ้านหรือชุมชน(ระดับชุมชนมีกรรมการมัสยิด โดยผู้นำศาสนาและตัวแทนด้านศาสนาทุกคนไม่ได้มีอำนาจ บทบาทหน้าที่ในการบริหารจัดการทางการมืองในทุกระดับของสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๔) พระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประทศไทยพ.ศ.๒๕๔๕ เป็นกฎหมายที่สะท้อนความเข้าใจของรัฐบาลต่อหลักการศาสนาอิสลามในเรื่องระบบการเงินที่จำเป็นต้องปราศจากดอกเบี้ย ปัจจุบันผู้ที่ใช้บริการธนาคารอิสลาม เป็นชาวไทยพุทธร้อยละ ๖๙.๖๑และมุสลิมร้อยละ ๓๐.๓๙ที่สำคัญแม้ใช้ชื่อว่าธนาคารอิสลามแต่มุสลิมทุกคนไม่ได้รับอภิสิทธิ์เหนือประชาชนไทยพุทธแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตามที่กล่าวมา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้ง ๔ฉบับไม่มีกฎหมายฉบับใดที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรศาสนาอิสลามหรือคนมุสลิมจะมีสิทธิอำนาจหรือหน้าที่ข้าไปแทรกแซงกิจการทางการเมืองของรัฐไทยได้แม้เพียงน้อยนิด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;๓. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อ &amp;quot;กิจการฮาลาล&amp;quot; ของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเรื่องดังกล่าวขอแจ้งให้ทราบว่า การรับรองฮาลาลมิได้เกิดจากการเรียกเก็บเงินขององค์กรศาสนาอิสลามจากสถานประกอบการ ทว่าเป็นไปในทางกลับกัน นั่นคือสถานประกอบการร้องขอให้องค์กรศาสนาอิสลามรับรองฮาลาลเพื่อประโยชน์ด้านการค้าของสถานประกอบการ ซึ่งเป็นเช่นนี้ทั่วทั้งโลก กรณีประเทศไทย การรับรองฮาลาลเป็นอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (สกอจ.)จำนวน ๔๐ แห่ง และสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (สกอท.)ซึ่งกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ มาตราที่ ๒๖(๑๓) และมาตราที่ ๑๘(๘) ตามลำดับอันเป็นไปตามหลักบัญญัติในศาสนาอิสลามว่าผู้ทำหน้าที่ตัดสินข้อกำหนดในศาสนาอิสลามจำเป็นต้องเป็นมุสลิมที่รู้ลึกซึ้งในศาสนาอิสลาม อันเป็นข้อกำหนดที่ยอมรับกันทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันมีสถานประกอบการขอรับการรับรองฮาลาลสะสมตลอดหลายสิบปีจำนวน ๙,๐๐๐ สถานประกอบการทว่ามีการต่ออายุทุกปีประมาณ ๖,๐๐๐ สถานประกอบการมีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลและต่ออายุทุกปีจำนวน ๔๐,๐๐๐ ผลิตภัณฑ์ มีการเก็บค่ธรรมเนียม ๒๐,๐๐๐ บาท ต่อสถานประกอบการต่อปี ๑,๐๐๐ บาทต่อผลิตภัณฑ์ต่อปี เกิดรายได้จากสถานประกอบการ ๑๒๐ ล้านบาทต่อปี รายได้จากผลิตภัณฑ์ ๔๐ ล้านบาทต่อปีรวมทั้งสิ้น ๑๖๐ล้านบาทต่อปีรายได้นี้ดีอรายได้สูงสุด หากเรียกเก็บได้ครบตามที่กำหนตโดยเป็นรายได้ที่กระจายไปที่สกอจ. ๔๐ แห่ง และ สกอก.๑แห่งในสภาพความเป็นจริงสถานประกอบการจำนวนมากมิใชโรงงานขนาดใหญ่แต่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดเล็ก (SMES) การเก็บค่าธรรมเนียมจึงลดลงตามขนาดของโรงงานจากนโยบายของสกอจ. แต่ละแห่ง เป็นต้นว่ บางจังหวัดจัดเก็บสถานประกอบการของชาวบ้านเพียง ๑,๐๐๐ บาท มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาทสกอท. และ สกอจ. ร่วมมือกันวางระบบฮาลาลในร้นอาหารทั่วประทศพื่อสนับสนุนกิจการการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้แก่ประเทศจำนวนมหาศาลโดยเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากสถานประกอบการแต่ละแห่งเพียง ๑๐๐ บาทต่อป มิใช่ ๒๐,๐๐๐ บาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Goba Trade Atas ของสหรัฐอเมริกซึ่งเป็นสถาบันที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลรายงานวหากนับรวมกับรายได้จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มิไช่มุสลิมอีกกว่าร้อยประเทศรายได้อาจสูงถึง๑๒,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ๓๖๐,๐๐๐ล้านบาทต่อปี ตัวเลขหลังนี้เองที่อาจสร้างความเข้าใจผิดว่าองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศไทยมีรายได้จากการรับรองฮาลาลกว่า ๓๐๐,๐๐๐ล้านบาทซึ่งเป็นไปไม่ได้ และรายได้กว่า ๓๖๐,๐๐๐ ล้านบาทจากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลสู่ต่งประเทศนี้ เป็นรายได้ของโรงงานและบริษัทผู้ผลิตสินด ผู้ประกอบการส่งออก นักธุรกิจ รายได้บางส่วนเป็นเงินเตือนพนักงานและคนงานในอุตสาหกรรมที่มีนับจำนวนแสน อีกบางส่วนเป็นรายได้สำหรับเกษตรกรที่ผลิตวัตถุดิบทางการเกษตรที่อาจมีนับจำนวนล้านคนที่ได้ประโยชน์จากการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลของประเทศไทยไปทั่วโลกสร้างรายได้หลายแสนล้านบาทเกือบทั้งหมดมิใช่มุสลิมแต่เป็นพี่น้องคนไทยทั้งปวงฮาลาลจึงเป็นผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนในภาพรวม มุสลิมที่มีเกือบสองพันล้านคนทั่โลกให้การยอมรับเครื่องหมายรับรองฮาลาลจากประเทศไทยอันเป็นผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองอาลาลจากประทศไทยไร้บการยอมรับทั่วโลกหาไม่แล้วประทศไทยจะสูญเสียรายได้เหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย มุสลิมในประทศไทยมีในสัตส่วนที่ต่ำมีประชากรรวมแล้วไม่ถึงร้อยละ ๓๐ของประชากรประเทศ อีกทั้งส่วนใหญ่มิได้ทำธุรกิจมุสลิมจึงภูมิใจที่ผลิตภัณฑ์ฮาลาลสร้างประโยชน์ให้กับประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มุสลิมจำนวนไม่น้อยเกิดความรู้สึกในเชิจิตใจว่าฮาลาลคือหนทางหนึ่งที่มุสลิมจะสามารถตอบแทนบุญคุณต่อประเทศไทยอันเป็นที่รักของพวกเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายได้ที่องค์กรศาสนาอิสลามได้รับจกการเก็บค่ธรมนียมในการให้การรับรองฮาลาลถูกใช้ในการบริหารจัดการสคอจ.และ สกอก.ที่มีค่ใช้จ่ายสำหรับบุคลกรสถานที่และอื่นๆจำนวนมากทั้งนี้สกอจ. สกอท. นับเป็นองค์กรภาคเอกชนที่มิได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ นอกจากนั้นรายได้บางส่วนใช้ในเรื่องการศึกษาช่วยผู้ประสบภัยพิบัติและช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั้งในประเทศและต่งประเทศโดยไม่ได้แบ่งแยกศาสนา และบางส่วนใช้ในเรื่องของการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นด้านภาษีนั้นสกอท.สกอจ.เป็นองค์กรทางศาสนาได้รับการยกเว้นการเก็บภาษีจากรัฐเช่นเดียวกับวัดและศาสนสถาน จึงมิได้เสียภาษี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักจุฬาราชมนตรีและสำนักงานคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทยในฐานะองค์กรศาสนา ขอเรียนว่ามุสลิมในประเทศไทยมีความภาคภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทย ดำเนินชีวิตอยู่กายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้รับสิทธิเสรีภาพในการดำรงตนเฉกเช่นมุสลิมที่ดีพึงกระทำ และขอยื่นยันหลักการเคารพความชื่อซึ่งกันและกัน ไม่บริภาษว่ร้ายต่อผู้อื่นโดยปราศจากความถูกต้องและข้อเท็จจริง ที่สำคัญคือการดำรงซึ่งความคารพให้เกียรติและยอมรับกันและก้ในเรื่องของความเชื่อศาสนา ชาติพันธุ์ และภาษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาผู้นำหรือรัฐบาลตลอดทั้งสถาบันต่างๆ ในสังคมไทย พยายามช่วยกันรักษาทุนทางสังคมที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้คนที่แตกต่างหลากหลายทางศาสนา สำนักจุฬาราชมนตรี และองค์กรบริหารของมุสลิมทุกภาคส่วนขอปวรณาตนเป็นสถาบันที่จะธำรงรักษาคุณลักษณะและทุนทางสังคมที่เป็นรากฐานความมั่นคงของมนุษย์และชาติเพื่อให้ประเทศไทยสืบสานความเป็น &amp;quot;สุวรรณภูมิ&amp;quot; ของผู้คนทุกหมู่เหล่าอย่างสงบสันติต่อไป

&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/52903</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, สำนักจุฬาราชมนตรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191220/image_big_5dfc4b68f2026.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14187</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำความดีด้วยหัวใจ นายกฯกล่าวนำปฏิญาณตนวันเฉลิมพระชนมพรรษาร.10</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรีกล่าวนำคำปฏิญาณตน &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; เปิดกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล 27-29 ก.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รศ.นราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2561 โดยมีคณะรัฐมนตรีและคู่สมรส ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ &amp;nbsp;ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และข้าราชการ เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมกันบำเพ็ญความดีถวายเป็นพระราชกุศล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีเปิดกรวยดอกไม้ ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมกล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ ถวายพระพรชัยมงคล ว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ในน้ำพระราชหฤทัยอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา ที่ทรงทุ่มเทพระวรกาย ปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ โดยคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของราษฎรเป็นสำคัญ และทรงมีพระราชปณิธานอันแน่วแน่ ที่จะพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืนของพสกนิกรทั่วหล้า ทรงเป็นต้นแบบของการทำความดี โดยพระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ เพื่อเสริมความตระหนักรู้ของคนในชาติ และส่งเสริมให้พสกนิกรชาวไทยทุกคน มีความเสียสละ และความสมัครสมานสามัคคี ในการสร้างสรรค์ความดี เพื่อประโยชน์แก่ประเทศชาติ อีกทั้งพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราษฎร ในยามประสบเหตุเภทภัย เดือดร้อน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกรัฐมนตรีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เริ่มพิธีทางศาสนา ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล (ศาสนาพุทธ) โดยมีสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม และพระราชาคณะรวม 10 รูปร่วมพิธี พิธีดุอาอ์ขอพร (ศาสนาอิสลาม) โดยนายสุธรรม บุญมาเลิศ เลขานุการจุฬาราชมนตรีและผู้แทนศาสนาอิสลาม, พิธีอธิษฐานภาวนาขอพร (ศาสนาคริสต์) โดยบาทหลวงเสนอ ดำเนินสะดวก เลขาธิการคณะกรรมการคาทอลิก, ผู้ช่วยนายกเขตการปกครองราชบุรี พร้อมด้วยผู้แทนศาสนาคริสต์, &amp;nbsp;พิธีสวดมนต์ถวายพระพร (ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู) โดยพระครูสุริยาเทเวศร์ พระครูพราหมณ์ สำนักพราหมณ์พระราชครู และผู้แทน, พิธีสวดอัรดาสขอพรจากพระศาสดา (ศาสนาซิกข์) โดยนายรามีนเดอร์ ซิงห์ สัจญานศรีสกุล นายกสมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทยและผู้แทน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมจิตอาสา &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; โดยทำความสะอาดพื้นที่ริมคลองเปรมประชากร และคลองผดุงกรุงเกษม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยมีคณะรัฐมนตรี พร้อมคู่สมรส ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล และประชาชน ร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวเปิดกิจกรรมว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ โดยวันนี้ได้เห็นทุกท่าน ทั้ง ครม. ข้าราชการ เอกชน นักศึกษา และประชาชนผู้มีจิตอาสา แสดงให้เห็นความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ในการร่วมกันปฏิบัติการจิตอาสาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2561 &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานโครงการจิตอาสา เราทำความดี ด้วยหัวใจ เพื่อปลุกจิตสำนึกประชาชนคนไทยให้รู้รักสามัคคี มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความเอื้อเฟื้อ รู้จักแบ่งปันซึ่งกันและกัน โดยร่วมกันบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แก่สังคม ชุมชนและประเทศชาติ วันนี้การปฏิบัติการจิตอาสาได้แผ่ขยายไปในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในหลายๆ ด้าน ซึ่งกิจกรรมรณรงค์และปฏิบัติการจิตอาสาในวันนี้ เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ทุกภาคส่วนจะได้มาร่วมกันทำสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคม ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคีของคนในชาติ ในการพร้อมใจกันทำกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ &amp;nbsp;ในวาระวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายกฯ ได้นำจิตอาสากล่าวปฏิญาณตนว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; ก่อนปล่อยขบวนรถยนต์และปล่อยแถวขบวนจิตอาสาเพื่อทำกิจกรรม ทั้งนี้ นายกฯ ได้ร่วมกิจกรรมจุดแรกโดยปลูกต้นรวงผึ้ง จากนั้น นายกฯ ครม.และคู่สมรส ได้ร่วมปลูกต้นทองอุไรบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ขอให้ช่วยกันทำความดีเพื่อบ้านเมือง ก่อนฉีดน้ำล้างถนนและทางเท้าบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ &amp;ldquo;เราทำความดี ด้วยหัวใจ&amp;rdquo; ที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก โดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูง 5 เสือ ทบ. เช่น พล.อ.สสิน ทองภักดี รอง ผบ.ทบ., พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผช.ผบ.ทบ., พล.อ.วีรชัย อินทุโศภณ ผช.ผบ.ทบ. และ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก และข้าราชการทหาร เข้าร่วมกิจกรรม โดยทั้งหมดร่วมกันกวาดถนน ทำความสะอาดรั้ว และทำความสะอาดป้ายกองทัพบก เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งแต่วันที่ 27-29 ก.ค. เวลา 08.00- 17.00 น. ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ยกเว้นวันที่ 27-28 ก.ค. เปิดให้ลงนามถวายพระพร เวลา 08.00-13.00 น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอเชิญชวนประชาชนเดินทางมาร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคลได้ และขอความร่วมมือแต่งกายสุภาพ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14187</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.วีรชัย อินทุโศภณ, พล.อ.สสิน ทองภักดี, พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์, พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท, รศ.นราพร จันทร์โอชา, ศาสนาคริสต์, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180726/image_big_5b59d876e5858.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ฝ่ายมาร!!!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คงต้องยอมรับเอาจริงๆ นั่นแหละว่า...บรรดาผู้ที่แอบไปใส่สี ตีไข่ ในโซเชียลมีเดีย กล่าวหา กล่าวเท็จ ว่ารัฐบาลท่าน รังแกพระ ชนิดหยิบเอาไปเกี่ยวพัน เกี่ยวโยง กับความฝักใฝ่ในศาสนาอิสลามโน่นเลย คงต้องจัดให้เป็น ฝ่ายอธรรม หรือ ฝ่ายมาร อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้น จะแดง-ไม่แดง ม่วง ชมพู หรืออะไรก็ตามแต่ แต่มันน่าจะหนักไปทางดำคล้ำ ไม่ก็ช้ำเลือด ช้ำหนอง น่ารังเกียจ ชิงชัง แบบสุดๆ ไปเลย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; คือการที่รัฐบาล หรือใครก็แล้วแต่ ท่านพยายามขจัด กวาดล้าง สิ่งที่เลอะเทอะ เปรอะเปื้อน ออกไปจากวงการพระศาสนา อันนี้ต้องเรียกว่า...ถือเป็นการอุปถัมภก ยอยกพระศาสนา อย่างชนิดแทบไม่ต้องเสียเวลาอธิบายเอาเลยก็ยังได้ คล้ายๆ กับคนที่เห็นพระแอบไปทำอะไรกับสีกา แล้วจะให้ อมสากกะเบือ เอาไว้เฉยๆ มันคงเป็นไปไม่ได้ หรือคงไม่เข้าท่า เข้าทาง อยู่แล้วแน่ๆ ต้องหาทางทำอะไรที่ช่วยให้กิจกรรม กิจวัตร หรือพฤติกรรมดังกล่าว มันหมดไป หรือสูญสลายหายไป จากแวดวงพระให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ถึงจะถือเป็น พุทธศาสนิกชน โดยแท้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; -------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่การที่บรรดาพวกอธรรม หรือพวกมาร พยายามหยิบเอาสิ่งเหล่านี้ไปใช้เป็นตัวสร้างขัดแย้ง แตกแยก ระหว่างศาสนาต่อศาสนา อันนี้ต้องเรียกว่า...ชั่วแบบสองเด้ง!!! คือไม่เพียงแต่ไม่คิดจะดำรงตนเป็น พุทธศาสนิกชน โดยแท้ ยังอุตส่าห์ไปลากเอาศาสนาต่างๆ ไม่ว่าคริสต์ หรืออิสลาม อันเป็นศาสนาที่ล้วนแล้วแต่สอนให้ คนเป็นคน ไปด้วยกันทั้งสิ้น มาเป็นศัตรู คู่ขัดแย้ง ระหว่างกันและกัน ชนิดไม่ได้หลงเหลือความเป็น ศาสนิกชน ใดๆ เอาไว้เลย หนักไปทางพวกปีศาจ ซาตาน อะไรไปโน่น คือพวกที่มุ่งร้าย มุ่งทำลาย พวกที่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับ ธรรมะ กับ ศาสนา ทั้งหลาย...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ว่าไปแล้ว...การ แต่งนิยาย เรื่องศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม พยายามทำลายศาสนาพุทธในบ้านนี้ เมืองนี้ มันก็พอมีเค้า มีลาง มานานแล้ว มีมาพร้อมๆ กับความพยายามที่จะทำให้ศาสนาพุทธ กลายเป็น ศาสนาประจำชาติ เพียงหนึ่งเดียวโดดๆ นั่นแหละ ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่ถูกเรื่อง ไม่เข้าท่า ไม่สอดคล้องกับความเป็นไปในชาติ ในสังคมมนุษย์ ยังถือเป็นการทำให้ศาสนาพุทธ อันเป็นศาสนาที่มีข้อเด่น ในเรื่องของการสลาย อัตตา การไม่ติดยึดอยู่กับความเป็นตัวตนของตน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปหนึ่ง รูปใด ก็ตาม ต้องถูกลบปมเด่น ยัดเยียดปมด้อยให้เกิดขึ้นมาแทนที่ จนผู้หลัก-ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ระดับเจ้านาย เจ้าฟ้า ท่านไม่เห็นด้วย ต้องออกมาติงๆ เอาไว้ก่อนล่วงหน้า ความลุ่มหลงในอัตตาเหล่านี้ จึงพอคลายๆ ลงไปได้มั่ง...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;--------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็นั่นแหละ...นิยายเรื่องนี้มักถูกนำมาขาย ถูกนำมาฉายรอบใหม่ รอบแล้ว รอบเล่า ในแต่ละครั้งที้เกิดการชำระ สะสาง เกิดความพยายามที่จะสร้างความสะอาด บริสุทธิ์ ให้กับพระศาสนา ด้วยการไปหยิบเอาศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม มาชูเป็นศัตรู คู่ขัดแย้ง และพยายามยัดเยียดให้ใครก็ตาม ที่สร้างความกระทบกระเทือนให้กับการแสวงหาผลประโยชน์ตัวเอง ภายใต้การอาศัยศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือ หรือเป็นคราบห่อหุ้มโลภะ โมหะ โทสะ ทั้งหลาย ต้องกลายเป็นผู้ฝักใฝ่คริสต์ อิสลาม ผู้ที่มุ่งร้าย มุ่งทำลายศาสนาพุทธ แบบชนิดหนักซะยิ่งกว่านิยายหลอกเด็กไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...เผอิญว่า ชาวพุทธ ในบ้านเรา ที่ออกไปทาง พุทธ-ผี หรือ พุทธ-พิธี มันยังคงมีอยู่อีกเยอะ คือยังไม่อาจเข้าถึงแก่น หรือแม้แต่กระพี้ของศาสนาได้ถนัดๆ ยังอาจต้องอาศัยศิวลึงค์ติดปีก อาศัยค้อนสวรรค์ อาศัยการขายตั๋ว ขายทัวร์ไปตักบาตรให้พระพุทธเจ้า ฯลฯ หรือยังอยู่ในข่าย ในระดับ มีสิทธิ์ตกเป็นเหยื่อเต่า ปู ปลา ได้ทุกเมื่อ เมื่อเจอเข้ากับนิยายหลอกเด็กทำนองนี้ กรอกหู กรอกประสาทสัมผัส ไปเป็นพักๆ มันก็เลยออกอาการเลอะๆ หลงๆ มืดบอดชนิดคิดว่าคนอย่างท่านนายกฯ บิ๊กตู่ เป็นอิสลง อิสลาม อะไรไปโน่น...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทั้งๆ ที่ ภารกิจ ในการชำระ สะสาง การเป็นองค์อุปถัมภก ยกยกพระพุทธศาสนานั้น ต้องถือเป็น ภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ในราชอาณาจักรสยามมาโดยตลอด ท่านถือเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ สิ่งสำคัญ ชนิดเป็นส่วนหนึ่งของ ทศพิธราชธรรม เอาเลยก็ว่าได้ ใครก็ตาม...ที่พยายามเบี่ยงเบน พยายามสร้างอุปสรรคขัดขวาง ต่อการดำเนินภารกิจดังกล่าว ไม่เพียงแต่ถือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับธรรมะ กับศาสนา เท่านั้น แต่ยังอาจต้องถือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับชาติ กับพระมหากษัตริย์ อีกด้วยต่างหาก ด้วยเหตุนี้...ไม่ว่าจะแดง-ไม่แดง ม่วง ชมพู ดำคล้ำ ดำมิดหมี ไปถึงขั้นไหน แต่คงจัดให้อยู่ในประเภท ฝ่ายอธรรม หรือ ฝ่ายมาร อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ ส่วนใครก็ตามที่ยังไปเปิดช่อง เปิดทาง เปิดตัวเองให้กลายเป็นที่มา-ที่ไป ของบรรดากลุ่มคนเหล่านี้ คงหนีไม่พ้นที่จะต้อง รับกรรม ไปแบบเต็มๆ เนื้อๆ ส่วนจะเป็นกรรมแบบสองเด้ง หรือสามเด้ง สี่เด้ง อันนั้น...คงขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเองนั่นแล...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ------------------------------------------------------------&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Chinese proverb (อีกครั้ง)... There is a wide avenue to heaven, but few people walk on it; there is no door to Hell, but many choose to bore a hole in order to get in. &amp;ndash; ทางไปสวรรค์นั้นกว้าง แต่ไม่ค่อยมีผู้สนใจจะเดิน นรกไม่มีประตู แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังพยายามเจาะช่องมุดเข้าไปจนได้...&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ----------------------------------------------------------&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11309</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มชาวพุทธพลังแผ่นดิน, ท่านขุนน้อย, ธรรมะ, บิ๊กตู่, ฝ่ายมาร, ฝ่ายอธรรม, พุทธศาสนิกชน, รังแกพระ, ศาสนาประจำชาติ, ศาสนาอิสลาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180113/5a59fd579d53a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6467</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2018 19:28</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2018 19:28</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เสก โลโซ&#039; สั่ง &#039;โต ซิลลี่ฟูล&#039; หุบปาก!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นกระแสวิจารณ์ต่างๆนาๆกระหึ่มโลกโซเชียล หลังจากที่อดีตนักร้องนำวง ซิลลี่ฟูล อย่าง โต-วีรชน ศรัทธายิ่ง พูดในรายการ โต-ตาล โดยในรายการมีการโต้ตอบกับผู้ชม และเกิดมีคำถามจากทางบ้านมาว่าทำไมอิสลามไม่มีรูปปั้นของพระเจ้าเหมือนชาวพุทธไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งหนุ่มโตก็ได้ตอบคำถามนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; โดยคำตอบที่ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆคือ &amp;quot;การเป็นพระเจ้า 1 ข้อแม้คือต้องไม่เหมือนสิ่งใดที่พระองค์สร้าง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งที่ท่านปั้นไม่มีทางเหมือนพระองค์ พระองค์ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการของมนุษย์ที่จะสามารถจับพระองค์ได้ นี่คือพระเจ้า ในฐานะผู้ศรัทธา ผมจะไม่กราบสิ่งใดที่ต่ำเท่าผม หรือต่ำกว่าผม รูปปั้นผลักก็ตกแตกแล้ว มันต่ำกว่าผมและมันไม่มีชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ผมจะไหว้ทำไมกับสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มีรูปร่างอัปลักษณ์กว่าผม ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้ จริงๆ อันนี้พูดไม่อายปากเลย ปั้นให้ตายก็หล่อสู้ผมไม่ได้ เอาคนที่ปั้นเก่งที่สุดเลย แววตายังไม่มีเลยรูปปั้น บางคนมีศาลพระภูมิหน้าบ้าน บ้านมันเล็กกว่าผม และผมยังต้องไปกราบไหว้อีกเหรอ มันต่ำกว่าผมและผมต้องไหวเหรอ&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เพียงไม่นานคลิปดังกล่าวก็ถูกแชร์ว่อนเน็ต โดยนอกจากชาวเน็ตที่เข้ามาตำหนิอดีตนักร้องหนุ่มถึงการพาดพิงศาสนาอื่น ยังมีคนดังมากมายที่ไม่พอใจกับคำพูดของหนุ่มโต อาทิ เสก โลโซ ที่ได้เห็นคลิปดังกล่าวแล้วถึงกับปรี๊ดแตก โพสต์รูปโต พร้อมแคปชั่น &amp;quot;หุบปากแล้วไปขายเนื้อซะไอ้น้อง !! เดี๋ยวจะโดนตี_กู !!! ความคิดเ_ย ๆ สร้างความแตกแยกทางศาสนา ไม่ควรมีจุดยืนในสังคม!!!&amp;rdquo; หรือ &amp;quot;ต้องพูดให้คนรักและสามัคคีกัน ไม่ใช่พูดให้คนแตกแยก...&amp;quot; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; รวมถึงนักร้องรุ่นเก๋า เป้ ไฮ-ร็อก หรือ อนุวรรตน์ ทับวัง ที่เป็นอีกหนึ่งคนที่นับถือศาสนาอิสลามเช่นกัน ก็ได้โพสต์ข้อความขึ้นเฟซบุ๊ก Pe Hirock ถึงกรณีดังกล่าว่า &amp;quot;ทุกศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ทุกคนในโลก ทำให้เรามีศรัทธา ยึดมั่นใน พระเจ้า ของแต่ละคน ทุกศาสนา สอนคนให้เป็นคนดี ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ว่าร้ายใคร และจะทำให้มนุษย์ มีจิตใจดี และมีชีวิตอยู่อย่างสงบและเป็นสุข คนในโลกนี้ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเช่นเดียวกัน เราคือใคร ต้องไปตัดสินว่าคนนี้ถูกคนนี้ผิด เราก็แค่มนุษย์ เฉกเช่นเดียวกัน เท่านั้นเอง&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่งเมื่อคลิปต้นเรื่องถูกแชร์ไปมากมายจนเป็นประเด็นร้อนนั้น ล่าสุด โต ซิลลี่ฟูล ก็ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ทุบโต๊ะข่าว ถึงเรื่องราวดังกล่าวว่า ตนเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้ พูดเรื่องนี้มาตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าประเด็นมันคืออะไร ซึ่งเรื่องดังกล่าว สืบเนื่องจากมีคำถามมาที่รายการของตนว่า ทำไมอิสลามถึงไม่มีรูปปั้นเอาไว้ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งตามหลักอิสลามเราไม่กราบไหว้สิ่งใดนอกจากผู้สร้าง ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้าง ก็เลยอธิบายว่าทำไมรูปปั้นจึงไม่มีค่าในทัศนะของคนที่เป็นมุสลิม
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนตัวแล้วตนคิดว่า เขาคิดว่าตนไปดูถูกศาสนาพุทธใช่หรือไม่ แต่ถ้าคนที่ดูรายการตนและติดตามนั้น รายการของตนมีมา 6 ปีแล้ว ตนจะยกคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ตลอด และส่วนตัวก็ปฏิบัติตามหลักการของพระพุทธเจ้า ใกล้ชิดมากกว่าคนที่เรียกว่าตัวเองเป็นศาสนาพุทธมาเยอะ ศีล 5 ศีล 8 ตนปฏิบัติครบมา 10 ปีแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เรื่องทำไมถึงไม่ให้เกียรติรูปปั้น เอาแค่ค่าของมัน มันมีค่าและความสวยงามน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว มันเป็นแค่สิ่งที่ถูกปั้นโดยน้ำมือมนุษย์ นี่จึงเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวหัวใจของศาสนาอิสลามไม่ได้ ส่วนกรณีที่มีคนบอกว่าตนดูถูกศาสนาพุทธ ตรงนี้ฟังที่ตนพูดผิด เพราะสิ่งที่ตนพูดตลอดรายการ ได้ยกสิ่งที่พระพุทธเจ้าขึ้นมาเป็นระดับสูงเสมอ คำสอนสูงเสมอ เพราะถ้าตนพูดดูถูกศาสนาพุทธ ตนก็พูดดูถูกพระพุทธเจ้า แปลว่าตนทำผิดตามหลักการศาสนาอิสลาม เพราะไม่มีสิทธิที่จะวิจารณ์ศาสนทูตท่านใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot;ผมขอถามว่า พระพุทธเจ้าสั่งให้ปั้นรูปของท่านและก็ไหว้ท่านหรือเปล่า ซึ่งอันนี้คิดกันแล้วตอบกันเอาเอง ผมไม่มีสิทธิไปวิพากษ์วิจารณ์มันเป็นสิทธิของทุกคนที่จะทำดีทำชั่ว ทำอะไรก็ได้ แต่ว่าคำถามคือผมตอบคำถามของคนที่ถามว่าทำไมอิสลามจึงไม่ไหว้รูปปั้น ผมก็ตอบไปเท่านั้นเอง ผมไม่มีสิทธิไปพูดว่าใครผิดใครถูกอยู่แล้ว ผมพูดคำถามที่ว่าทำไมมุสลิมถึงไม่ไหว้รูปปั้น คือต้องไปฟังคลิปดีๆว่าผมไม่เคยไปเท้าความถึงใคร และอย่าว่าแต่คลิปนี้เลย ถ้าไปฟังรายการโต-ตาลมันมีอยู่ในยูทูปมา 6 ปีแล้ว ทุกทัศนะ ทุกแง่มุมของอิสลามมันไม่มีการจะไปพูดถึงการที่คนจะไปทำอะไรก็แล้วแต่ นอกจากสิ่งที่ชั่วจริงๆ เช่น การฆ่าคน การข่มขืนเด็ก ซึ่งอันนี้ต้องพูดให้ชัด แต่ถ้าคนจะไปบูชารูปปั้นและคนคิดว่าดี อันนี้ผมไม่เห็นด้วย แต่มันก็เป็นสิทธิของคุณ&amp;quot; อดีตนักร้องดัง กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6467</URL_LINK>
                <HASHTAG>วีรชน ศรัทธายิ่ง, ศาสนาพุทธ, ศาสนาอิสลาม, อนุวรรตน์ ทับวัง, เป้ อนุวรรตน์, เป้ ไฮร็อก, เสก โลโซ, เสกสรร สุขพิมาย, โต ซิลลี่ฟูล, โต วีรชน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180404/image_big_5ac4c14bdd188.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
