<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>39337</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/06/2019 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/06/2019 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.แจงรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรกครบตามกำหนด160,000ตัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
พลังงาน ติดตามผลการรับซื้อและใช้น้ำมันปาล์มดิบ เพื่อผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกงเผยล็อตแรกรับซื้อครบแล้ว 160,000 ตัน &amp;nbsp;คาดล็อตใหม่ดำเนินการได้หมดภายในเดือนส.ค.2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 มิ.ย.62- นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ &amp;nbsp;รมว.พลังงาน &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังได้ตรวจเยี่ยมโรงไฟฟ้าบางปะกง และร่วมสังเกตการตรวจสอบสภาพระบบท่อส่งและเตาเผาน้ำมันปาล์มดิบ &amp;nbsp;ว่า &amp;nbsp;กฟผ. ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน นำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง หน่วยที่ 3 จังหวัดฉะเชิงเทรา ในราคาที่โรงสกัดได้ซื้อทลายปาล์มสดจากเกษตรกรชาวสวนปาล์มในราคา 3.20 บาทต่อกิโลกรัม นั้น ได้มีการใช้น้ำมันปาล์มดิบมาผลิตไฟฟ้าได้ครบตามจำนวนแล้ว และได้รับรายงานจาก นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. ว่า ในที่24 มิ.ย.นี้จะหยุดการผลิตเป็นระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 10 วัน เพื่อตรวจสอบสภาพระบบท่อส่งและเตาเผาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบล็อตใหม่ด้วยประสิทธิภาพสูงสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. ได้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรกครบตามจำนวน 160,000 ตัน และยังได้ดำเนินการเปิดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มเติมอีก จำนวน 200,000 ตัน โดยมีโรงสกัดที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ยื่นเสนอขายรวม 66,250 ตัน และได้มีการส่งมอบน้ำมันเข้าคลังน้ำมัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนจะทยอยส่งมอบมายังโรงไฟฟ้าบางปะกง กฟผ. รู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม สำหรับการใช้น้ำมันปาล์มดิบมาผลิตไฟฟ้าในล็อตใหม่ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้หมดภายในเดือนส.ค.2562&amp;nbsp;
นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2561 จำนวน 160,000 ตัน และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2562 จำนวน 200,000 ตัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ณ วันที่ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 14.13 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 21 บาทต่อกิโลกรัม และราคาผลปาล์มปรับเพิ่มขึ้นจาก 2.05 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 3.70 บาทต่อกิโลกรัม&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39337</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., น้ำมันปาล์มดิบ, พลังงาน, วิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, โรงไฟฟ้าบางปะกง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190624/image_big_5d1091fd76ec0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38615</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/06/2019 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/06/2019 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ไทยเตรียมตัวยกธงเหลือง หวั่นตะวันออกกลางบานปลาย ยันมีน้ำมันสำรองได้อีก 50 วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มิ.ย. 256 2 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานได้เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งด่วนเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 14 มิ.ย. 2562 เพื่อรองรับกรณีวิกฤติน้ำมันและก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ในประเทศ ที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันสำหรับผลิตปิโตรเคมี และเรื่อบรรทุกเอทานอลในอ่าวโอมาน เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา โดยไทยการเตรียมความพร้อมครั้งนี้อยู่ในระดับธงสีเหลือง คือ การพร้อมที่จะปฏิบัติจริง โดยหากเกิดวิกฤติรุนแรง เช่น การเผชิญหน้าระหว่างกองทัพทหารสหรัฐฯกับกองทัพทหารของอิหร่าน กระทรวงพลังงานจะยกระดับเป็นธงสีแดง คือ นำแผนที่ซ้อมไว้ไปปฏิบัติจริงทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยืนยันว่า ไทยมีความพร้อมรองรับวิกฤติน้ำมันได้แน่นอน 50 วัน หากเกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำมันขึ้น ซึ่งมากจาก 3 ส่วนคือ 1.ปัจจุบันไทยมีน้ำมันดิบสำรอง อยู่ 2,958.06 ล้านลิตร คิดเป็นการสำรองใช้ได้ 24 วัน &amp;nbsp;2.มีน้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างการขนส่ง 1,591.23 ล้านลิตร คิดเป็นสำรอง 13 วัน และ 3. มีน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศอยู่ 1,549.53 ล้านลิตร คิดเป็นสำรองได้ 13 วัน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มน้ำมันเบนซิน 368.11 ล้านลิตร กลุ่มดีเซล 839.95 ล้านลิตร และน้ำมันอากาศยาน 341.47 ล้านลิตร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แอลพีจีนั้น ปัจจุบันไทยมีใช้อยู่ 117.89 ล้านกิโลกรัม จากความต้องการใช้สำหรับเฉพาะภาคครัวเรือน 5.90 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ดังนั้นจึงมีสำรองสำหรับภาคครัวเรือนใช้ได้อยู่ 20 วันแน่นอน&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามสถานการณ์การโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันตลาดโลกให้ปรับสูงขึ้น 2 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 62 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และปัจจุบันทรงตัวอยู่ที่ 61.80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ดังนั้นถ้าน้ำมันดิบเปลี่ยนแปลง 5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล จะเกิดการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในประเทศ 1 บาทต่อลิตร ดังนั้นสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้หากราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทรวงพลังงานยังมีเงินจากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบ 40,000 ล้านบาท ไว้ดูแลราคาไม่ให้ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปได้ โดยเงินดังกล่าวสามารถดูแลราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินไม่ให้สูงเกินไปและรักษาระดับราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ได้ประมาณ 30 วัน โดยราคาน้ำมันน้ำมันดิบต้องอยู่ระดับไม่เกิน 70 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38615</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธงสีเหลือง, วิกฤติน้ำมันและก๊าซหุงต้ม, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, โจมตีเรือบรรทุกน้ำมัน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c7405c950c18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37747</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2019 16:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2019 16:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศิริ&#039;แย้มโซลาร์ประชาชนบูมจ่อยื่นทะลุพันราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;ศิริ&amp;quot; แย้มโซลาร์ประชาชนคนแห่สนใจเกิน 1 พันราย พร้อมโวมหกรรมนวัตกรรมพลังงานทดแทน เปิดหน้าแสดงเทคโนโลยีทันสมัย สอดคล้องแนวทางไทยใช้โซลาร์ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ใน 20 ปีข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 &amp;nbsp;มิ.ย. 2562 - นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน ASEAN Sustainable Energy Week (ASE) 2019 ซึ่งยูบีเอ็มร่วมกับภาคีเครือข่ายภาครัฐ-เอกชนจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 มิ.ย.ที่ไบเทคบางนา ว่าสำหรับความคืบหน้าการเปิดรับสมัครประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;โซลาร์ภาคประชาชน&amp;rdquo; กำลังการผลิตติดตั้งครัวเรือนละไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้ารวม 10 ปี รวมทั้งสิ้น 10,000 เมกะวัตต์นั้น ขณะนี้มีผู้สนใจเข้าโครงการแล้ว 1,000-1,200 ราย มั่นใจว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะมีผู้สนใจเข้าโครงการ 15,000 รายตามที่คาดการณ์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่งาน ASE ได้รวบรวมนวัตกรรม เทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า ยานยนต์ไฟฟ้าจากผู้ประกอบการ 45 ประเทศ อาทิ จีน อินเดีย เยอรมนี ญี่ปุ่น สวิตเซอร์แลนด์ โดยเน้นการจัดแสดงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน ทั้งเทคโนโลยีลม ชีวมวล ก๊าซพลังงานชีวภาพระบบแปรเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน การจัดเก็บพลังงาน เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;งานนี้มีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานได้อย่างมาก เช่น พลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีของแผงโซลาร์เซลล์และระบบการเก็บพลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและราคาถูกลง สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) 2018 ในระยะ 20 ปีข้างหน้าที่กำหนดให้มีการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้น 20-30% หรือประมาณ 15,000-20,000เมกกะวัตต์ &amp;nbsp;จากปัจจุบันสามารถผลิตได้ประมาณ 3,500 เมกะวัตต์&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37747</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยานยนต์ไฟฟ้า, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, เทคโนโลยี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190605/image_big_5cf787c070fe3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กกพ.ดีเดย์รับซื้อไฟโซลาร์ประชาชน 1.68 บาทต่อหน่วย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค. 2562 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่ากระทรวงพลังงาน ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.หรือเรกกูเลเตอร์) การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) เปิดรับสมัครประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;โซลาร์ภาคประชาชน&amp;rdquo; กำลังการผลิตติดตั้งครัวเรือนละไม่เกิน 10 กิโลวัตต์ อัตราการรับซื้อไฟฟ้าที่ 1.68 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้ารวม 10 ปี รวมทั้งสิ้น 1,000 เมกะวัตต์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธาน กกพ. กล่าวว่า เบื้องต้นมีประชาชนสอบถามข้อมูลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ซึ่งอยากให้ประชาชนที่สนใจศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนโดยเฉพาะผลประโยชน์ที่จะได้รับ คำนึงถึงความคุ้มค่าที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะดูจากพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของตนเองก่อนไม่ใช่เป็นการผลิตเพื่อขาย เช่น หากมีปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงกลางวันมากอยู่แล้ว ระยะเวลาในการคุ้มทุนย่อมเร็วกว่า&amp;nbsp;&amp;ldquo;ยืนยันวัตถุประสงค์โครงการนี้เน้นผลิตเองใช้เอง ก็เหมือนไม่ต้องซื้อไฟฟ้าสามารถประหยัดค่าไฟได้ประมาณ 3.80 บาทต่อหน่วย เหลือถึงขายไฟฟ้าในอัตราไม่เกิน 1.68 บาทต่อหน่วย อายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 10 ปี ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทต่อกิโลวัตต์ ซึ่ง 10 กิโลวัตต์ ต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 400,000 แสนบาท พื้นที่ 50 ตารางวา&amp;rdquo;นายเสมอใจ กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวนฤภัทร อมรโฆษิต เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า กกพ.กำหนดเป้าหมายปริมาณรับซื้อรวม 100 เมกกะวัตต์ แบ่งพื้นที่ดำเนินการออกเป็น กฟน. 30 เมกกะวัตต์ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ กฟภ. 70 เมกกะวัตต์ ในพื้นที่ 74 จังหวัดที่อยู่นอกเหนือจากพื้นที่ดำเนินการของกฟน. โดยโครงการเปิดรับประชาชนที่สนใจยื่นความจำนงค์เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2562 หมดเขตลงทะเบียนภายในปีนี้ ซึ่งการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจะพิจารณาและทยอยประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการพิจารณาทางเว็บไซต์ของการไฟฟ้าและแจ้งผ่านทางอีเมล์ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2562 เป็นต้นไป เพื่อลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36673</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงพลังงาน, ศิริ จิระพงษ์พันธ์, เปิดรับสมัคร, “โซลาร์ภาคประชาชน”</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181015/image_big_5bc3fd85dcdd1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36355</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/05/2019 09:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/05/2019 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศิริ&#039;ชี้ปี65 คนไทยใช้ไฟถูกลง15สต./หน่วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 พ.ค. 2562 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน(กบง.) เมื่อวันที่ 16 พ.ค. 2562 ว่า ที่ประชุมกบง.มีมติรับทราบร่างแผนก๊าซ 20 ปี(แก๊สแพลน) ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ 20 ปี(พีดีพี2018) โดยแผนก๊าซได้ระบุถึงทิศทางค่าไฟฟ้าของไทยตั้งแต่ 2565 จะถูกลง 15 สตางค์ต่อหน่วย จากปัจจุบันค่าไฟฟ้าฐานอยู่ที่ 3.62 บาทต่อหน่วย เนื่องจากปีดังกล่าวบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ที่ชนะประมูล 2 แหล่งก๊าซ คือ บงกช และเอราวัณ จะได้สิทธิผลิตก๊าซธรรมชาติ โดยปตท.สผ.เสนอราคาก๊าซที่ถูกลงทำให้ค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายถูกลงด้วย นอกจากนี้ค่าไฟที่ถูกลงยังมาจากการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนต่างๆ อาทิ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในรายละเอียดของแผนก๊าซ 20 ปี ยังกำหนดให้ปลายแผนคือปี2580 ไทยจะใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าเพียง 28% จากปริมาณเชื้อเพลิงททั้งหมด คิดเป็นปริมาณ 5,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากปีนี้ใช้ก๊าซฯผลิตไฟฟ้า 60-62% จากปริมาณเชื้อเพลิงทั้งหมด คิดเป็นปริมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก๊าซฯดังกล่าวจะมาจากอ่าวไทย บนบก และนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ปี 2580 ไทยจะนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) จำนวน 23 ล้านตัน โดยหลังจากนี้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.)จะไปรับฟังความคิดเห็นประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียทั่วประเทศ หลังจากนั้นจะนำกลับมาพิจารณาในกบง.อีกครั้ง เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)พิจารณาบังคับใช้ภายใต้แผนพีดีพี 2018 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กบง.ยังรับทราบความคืบหน้าการคัดเลือกผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี) 1.5 ล้านตันต่อปีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ตามมติกพช.ที่มีมติให้กฟผ.เป็นผู้นำเข้าแอลเอ็นจีรายที่ 2 ต่อจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ที่ปัจจุบันเป็นผู้นำเข้ารายแรกรายเดียวของประเทศ มีสัญญาซื้อขายระยะยาวรวม 5.2 ล้านตันต่อปี โดยกบง.ได้สั่งการให้กฟผ.หารือกับปตท.ถึงขั้นตอนและปริมาณที่เหมาะสมในการนำเข้าแต่ละช่วง เพื่อไม่ให้กระทบกับการนำเข้าของปตท. เพราะปตท.ถือเป็นผู้นำเข้าหลักที่มีความสำคัญส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงาน หลังจากนั้นให้นำข้อสรุปไปหารือกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ตามนโยบายการเปิดให้บุคคลที่สามเข้าใจท่อก๊าซ(ทีพีเอ โค้ด) หลังจากนั้นให้กกพ.รายงานต่อกพช.เพื่อพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์หลังจากนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แหล่งข่าวกล่าวว่า ผลการคัดเลือกผู้จำหน่ายแอลเอ็นจี 1.5 ล้านตันต่อปีให้กฟผ. เบื้องต้น คณะทำงานได้พิจารณาคัดเลือกให้ปิโตรนาสแอลเอ็นจีประเทศมาเลเซียเป็นผู้ชนะการประมูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36355</URL_LINK>
                <HASHTAG>กบง., ค่าไฟถูกลง, ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน, รับทราบร่างแผนก๊าซ 20 ปี(แก๊สแพลน), ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190225/image_big_5c7405c950c18.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36079</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2019 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2019 09:14</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ศิริ&quot;ประกันราคาบี10ถูกลง1บาทปตท.พร้อมขายทุกปั๊มในภาคใต้ 17พ.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. 2562 นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังงานแถลงข่าวพีทีที โออาร์ ผู้จำหน่ายดีเซล บี 10 แรง คุ้มค่า รักษาสิ่งแวดล้อม พร้อมดูแลเกษตรกรไทย&amp;quot; ว่ากระทรวงพลังงานได้ประกาศให้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี10 เป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานของไทย เพิ่มขึ้นอีก 1 ประเภท และมีแผนงานให้น้ำมันบี10 เป็นน้ำมันประเภทหลักของไทยในปี 2564 ทดแทนน้ำมันบี7 ที่เตรียมยกเลิก ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทรถยนต์ที่ให้การรับรองว่าสามารถใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ได้แล้ว จำนวน 11 ยี่ห้อ รวม 930 รุ่น มาจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา สามารถตรวจสอบข้อมูลได้จากประกาศของกรมธุรกิจพลังงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กระทรวงพลังงานจะใช้มาตรการกลไกด้านราคาทำให้น้ำมันบี10 ถูกกว่าน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี 7 อัตรา 1 บาทต่อลิตร มาจากการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนน้ำมันอัตรา 65 สตางค์ต่อลิตร และภาษีสรรพสามิตลดลงอีก 19 สตางค์ต่อลิตร และลดภาษีส่วนอื่นๆ มั่นใจว่ากลไกด้านราคานี้จะสามารถจูงใจผู้ใช้บี10 และทำให้ปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ปาล์มน้ำมันของประเทศ ทำให้การใช้น้ำมันปาล์มดิบรวมเป็น 2 ล้านตันต่อปี จากปัจจุบันที่อยู่ประมาณ 1.5 ล้านตันต่อปี&amp;quot;นายศิริกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามโรงงานที่ผลิตน้ำมันไบโอดีเซล(บี100) เกรดบริสุทธิ์ ที่ใช้ผสมเป็น บี10 นั้น ยังมีจำนวนไม่มาก จึงต้องกำหนดการใช้ในช่วงนี้ไปก่อน จนกว่าจะมีการปรับกระบวนการผลิตบี10 เกรดบริสุทธิ์ ได้ขยายเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบัน บี100 ทั้งหมดผลิตได้ 7.6 ล้านลิตรต่อวัน แต่ผลิตเกรดบริสุทธิ์ได้ 860,000 ล้านลิตรต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ความคืบหน้าการปรับขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี)รวม 3 บาทต่อกิโกกรัม(กก.) และขึ้นครั้งแรก 1 บาทต่อกก.วันที่ 16 พฤษภาคม ว่า การขึ้นดังกล่าวจะไม่มีผลต่ออัตราค่าโดยสารรถสาธารณะที่ใช้เอ็นจีวีเป็นเชื้อเพลิง เพราะเมื่อปลายเดือนเม.ย. ที่ผ่านมารถโดยสารสาธารณะได้ปรับขึ้นค่าโดยสารที่คำนวณรวมการขึ้นเอ็นจีวีไว้แล้ว 2 บาทต่อกก. ดังนั้นการขึ้นในอัตรา 1 บาทต่อกก.จึงไม่มีผล กลุ่มผู้ประกอบการไม่มีสามารถร้องขอปรับขึ้นค่าโดยสารได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ พีทีที โออาร์ กล่าวว่า ระยะแรก พีทีที โออาร์ จะจำหน่ายน้ำมันบี10 ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทุกแห่งในภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 พ.ค. 2562 และขยายไปยังภาคตะวันออกและภาคกลาง โดยสถานีบริการน้ำมันที่จำหน่ายบี10 จะอยู่ที่ 340 สถานีในปี 2562 ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือจะศึกษาความเป็นไปได้ก่อน เนื่องจากสต็อกบี100 ยังมีจำกัด แต่จะมีจำหน่ายทั่วประเทศทดแทนบี7 ภายในปี 2564 แน่นอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;คาดว่าระยะแรกจะจำหน่ายน้ำมันบี10 ได้ 3.2 ล้านลิตรต่อวัน ใช้บี100 ในการผลิต 300,000 ลิตรต่อวัน ดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบได้เพิ่มอีก 92,000 ตันต่อปี และช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศได้&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามความคืบหน้าการจำหน่ายน้ำมันบี20 นั้น ล่าสุดพีทีที โออาร์ ยังคงขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมันให้จำหน่ายบี20 อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้ว 56 แห่ง และจะเพิ่มเป็น 100 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36079</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดีเซล, ดีเซล บี 10, ดีเซลบี10, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด, ราคาถูกลง 1 บาท, ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190205/image_big_5c594b8fb6563.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35478</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/05/2019 09:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/05/2019 09:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พลังงานจ่อตั้งB10เป็นมาตรฐานน้ำมันดีเซลไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการ &amp;ldquo;บางจาก B20 เพื่อรถดีเซล ลดฝุ่น ประหยัดเงิน&amp;rdquo; ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาพระราม 2 กม. 12 ว่าในสัปดาห์หน้ากรมธุรกิจพลังงาน(ธพ.)จะออกประกาศเรื่องมาตรฐานน้ำมัน B10 เพื่อให้น้ำมันเป็นน้ำมันดีเซลเกรดมาตรฐานของประเทศไทย เพื่อทยอยลดสัดส่วนการใช้น้ำมัน B7 ในอนาคต แต่จะยังคงมีน้ำมัน B7 เกรดพรีเมี่ยมจำหน่ายหน้าสถานีบริการน้ำมัน(ปั๊ม) ต่อไปอีกระยะหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในอนาคตน้ำมัน B7 และ B7 เกรดพรีเมี่ยมจะทยอยหายไปจากการจำหน่ายของผู้ค้าน้ำมันในไทย และมีน้ำมัน B10 กับ B20 เข้ามาทดแทน โดยราคาน้ำมัน B10 จะถูกกว่าราคาน้ำมัน B7 ลิตรละ 3 บาท และน้ำมัน B20 ถูกกว่าลิตรละ 7 บาท ทั้งหมดจะเห็นภาพชัดเจนภายใน 3-5 ปีข้างหน้า อีกทั้งในระยะยาวประเทศไทยจะจำหน่ายน้ำมัน B20 เป็นน้ำมันพื้นฐานของประเทศและเป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน&amp;rdquo;นายศิริ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีปั๊มจำหน่าย B20 ทุกแห่งรวมทั้งสิ้น 310 แห่ง ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ขยายเวลามาตรการลดราคาน้ำมันดีเซล B20 ให้ถูกกว่าดีเซลปกติลิตรละ 5 บาท ต่อไปอีก 2 เดือน จนถึงวันที่ 31 ก.ค.2562 ทั้งนี้มาตรการต่างๆ ที่กระทรวงพลังงานดำเนินการส่งผลมีการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศผลิตไบโอดีเซล 1.5 ล้านตันต่อปี และคาดว่าปีนี้ทั้งปีจะใช้ปริมาณปาล์มรวม 2 ล้านตันต่อปี จากปีที่ผ่านมีความต้องการใช้เพียง 1.2 ล้านตันเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กระทรวงมีนโยบายขยายการใช้น้ำมัน B20 ไปยังกลุ่มรถยนต์ดีเซลขนาดเล็ก นอกจากปัจจุบันมีอีซูซุและโตโยต้า ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายรถกระบะที่มียอดขายรวมกันเกือบ 70% ของตลาดรถกระบะโดยรวม ได้ประกาศรุ่นรถกระบะที่สามารถใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้รวมกันมากถึง 97 รุ่น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าบางจากให้ความร่วมมือขยายจำนวนสถานีบริการที่จำหน่ายน้ำมันดีเซล B20 อย่างต่อเนื่องครอบคลุมทุกภูมิภาค ช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดส่งผลให้ราคาปาล์มตกต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี โดยร่วมกับอีซูซุและโตโยต้ามอบบัตรสมาชิกบางจากกรีนไมลส์ พร้อมคะแนนสะสม 100 คะแนน สำหรับลูกค้าผู้ที่ออกรถกระบะใหม่ เพื่อนำไปใช้เป็นส่วนลดและสะสมคะแนนในการเติมน้ำมันบางจาก ไฮดีเซล B20 ตั้งแต่วันนี้จนถึงสิ้นปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บางจากยืนยันมีความพร้อมผลิต B10 ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งขณะนี้บางจากได้ปรับปรุงการผลิตมาตรฐานไบโอดีเซล หรือ B100 โดยใช้งบลงทุน 100 ล้านบาท แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิต B100 เพิ่มขึ้นอีก 1 บาทต่อลิตร&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรัตน์ มโนรัตนา ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายอุตสาหกรรม บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลส์ จำกัด กล่าวว่าอีซูซุได้พัฒนารถปิกอัพ รถบรรทุก และรถอเนกประสงค์ Mu-X ให้สามารถรองรับน้ำมันที่มีสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลที่สูงขึ้น ตัวอย่างหนึ่งในโครงการที่ทำร่วมกันกับบางจากฯ คือ H-FAME รวมทั้งได้ปรับเครื่องยนต์ที่จะออกใหม่ทุกรุ่นให้รองรับ B20 แล้ว ทั้งรถบรรทุกขนาดกลางและใหญ่รวมกว่า 400 รุ่น และเริ่มขยายไปสู่รถขนาดเล็ก คือ รถปิกอัพอีซูซุดีแมคซ์ รุ่นปี 2012-2019 รวม 20 รุ่น และรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ อีซูซุมิวเอ็กซ์ รุ่นปี 2014-2019 จำนวน 12 รุ่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ที่ปรึกษาบริหารอาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่าโตโยต้าได้พัฒนารถยนต์รองรับการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 ได้แก่ โตโยต้ารุ่นไฮลักซ์ รีโว่ และฟอร์จูนเนอร์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 2558-ปัจจุบัน รุ่นไฮลักซ์ วีโก้ และฟอร์จูนเนอร์ที่ผลิตตั้งแต่ปี 255-2558 โดยโตโยต้าได้ปรับลดราคารถโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ทุกรุ่นให้สอดคล้องกับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มีผลแล้วตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย.2562 เป็นต้นมา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35478</URL_LINK>
                <HASHTAG>B10, กระทรวงพลังงาน, มาตรฐานน้ำมันดีเซล, ศิริ จิระพงษ์พันธ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181008/image_big_5bbacabf6e230.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
