<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>18874</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/10/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/10/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชำนาญฟ้องเพิ่ม ผู้เกี่ยวข้อง12คน ลั่นจะปราบให้ดู</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ชำนาญ&amp;quot; เดินหน้าฟ้องเพิ่มผู้พิพากษา-บุคคลเกี่ยวข้อง 12 รายหมิ่นประมาทฯ ปัดก้าวก่ายแทรกแซงผู้พิพากษา ซัดทำให้เสียหายต่อตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียงเกียรติยศ ท้าผู้พิพากษาที่ค้าน ปธ.ศาลฎีกาสั่งโอนคดีแสดงตัวจะปราบให้ดู &amp;quot;ศรีอัมพร&amp;quot; ยันคำสั่งโอนคดีไม่ใช่การต่อรอง ชี้เป็นเรื่องปกติ เชื่อคดีไปอยู่ที่ศาลใดการตัดสินจะเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมแก่คู่ความ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายสืบพงษ์ ศรีพงษ์กุล อธิบดีผู้พิพากษาภาค 2 กับพวกล่ารายชื่อผู้พิพากษายื่นขอถอดถอนนายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา และกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ต.) ในศาลฎีกา พ้นจากตำแหน่ง ก.ต. ด้วยข้อกล่าวหาว่าก้าวก่ายการปฏิบัติหน้าที่และข่มขู่ผู้พิพากษาในคดีมรดกที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ต่อมาวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา นายชำนาญได้ส่งเอกสารคำชี้แจงต่อสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อเผยแพร่ ระบุถึงคดีดังกล่าวเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของครอบครัว พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งจะนำไปสู่การลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอน โดยผู้พิพากษาทั่วประเทศที่จะมีการนับผลคะแนนวันที่ 26 ต.ค.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 ก.ย.ที่ผ่านมา ตนได้มอบอำนาจให้ทนายความร้องทุกข์กล่าวโทษกลุ่มบุคคลรวม 12 ราย ในข้อหาหมิ่นประมาท, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ประกอบด้วย 1.นายเดชา อัชรีวงศ์ไพศาล อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานภาค 2, 2.นายธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา, 3.นายรพี แพ่งสภา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดชลบุรี, 4.นายศุภชัย ประไพนพ เลขานุการศาลยุติธรรมประจำภาค 2, 5.นายสุพจน์ หนูเกลี้ยง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลจังหวัดมีนบุรี, 6.ผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า &amp;quot;Isaret&amp;quot; และ 7.ผู้ใช้ชื่อโปรไฟล์ว่า &amp;quot;กรกฎ&amp;quot; จากการที่กลุ่มบุคคลดังกล่าวได้โพสต์ข้อความและแสดงความคิดเห็นในไลน์กลุ่มผู้พิพากษาใส่ความหมิ่นประมาทตน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงกล่าวโทษ 8.น.ส.ตรีทิพย์ วิเศษจินดา ผู้พิพากษาศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา, 9.นางปรานต์ปวร &amp;nbsp;ศิริเวช เจ้าหน้าที่ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 10.นายพิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์ ทนายความของสำนักงานทนายความวิชัย ทองแตง ที่ให้ถ้อยคำอันเป็นเท็จต่ออนุ ก.ต.ในการพิจารณาความเหมาะสมเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองประธานศาลฎีกา ใส่ความหมิ่นประมาทตน นอกจากนี้ยังได้ร้องทุกข์กล่าวโทษ 11.นายอาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ซึ่งเป็นกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) และ 12.นายดุสิต ฉิมพันธุ์ทวีสุทธิ์ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดพัทยา ที่นำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของจำเลยซึ่งใส่ความหมิ่นประมาทตนมาลงเผยแพร่ในไลน์กลุ่มผู้พิพากษา ทำให้มีข้อสงสัยว่าหนังสือของจำเลยมาอยู่ที่ผู้พิพากษาและนำออกเผยแพร่ได้อย่างไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวว่า การกระทำของคนกลุ่มนี้ทำให้ตนเสียหายต่อตำแหน่งหน้าที่และชื่อเสียงเกียรติยศ ไม่มีการถอดถอนตำแหน่งสำคัญใดในโลกที่กระทำได้ง่ายเช่นนี้ ไม่ต้องมีกระบวนการไต่สวนเพื่อการถอดถอน เพียงหนังสือฉบับเดียวกับการใช้โซเชียลมีเดียปลุกระดมล่ารายชื่อก็ร้องขอให้ถอดถอนได้แล้ว เป็นเรื่องง่ายมากแต่มีผลเสียหายร้ายแรงแก่องค์กรและผู้ถูกร้องขอให้ถอดถอน ฝากไปถึงหัวโจกว่าเป็นผู้พิพากษาต้องสง่าผ่าเผย ตรงไปตรงมา อย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง มีตรงไหนที่เป็นการก้าวก่ายความเป็นอิสระของผู้พิพากษา ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ที่จะร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ไม่ใช่การก้าวก่ายแทรกแซง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายชำนาญกล่าวอีกว่า ถ้าจะอ้างเรื่องการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งหลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษานั้น ให้ไปศึกษาประวัติศาสตร์ดูว่าใครเป็นผู้ต่อสู้ แต่ความเป็นอิสระต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย &amp;nbsp;ไม่ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อใช้ในทางที่ไม่ถูกต้อง ปัจจุบันหลักการนี้เข้มแข็ง ไม่มีใครแทรกแซงความเป็นอิสระของผู้พิพากษาได้ มีแต่ผู้พิพากษาบางคนที่ไม่สุจริตเท่านั้นที่ชอบอ้างความเป็นอิสระเพื่อกระทำในสิ่งที่ผู้พิพากษาทั่วไปไม่กระทำกัน ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกไปหมดแล้ว ถ้ากล้าบิดเบือนก็ต้องกล้าลงชื่อเปิดเผยตัวจะได้ปราบไม่ผิดตัว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;มีที่ไหนอยากตัดสิน ให้โอนแล้วกลับคัดค้าน แปลก เป็นผู้พิพากษาแบบไหนอยากรู้ถึงมาคัดค้านคำสั่งประธานศาลฎีกา ไม่เคยพบเห็น มีแต่กลุ่มนี้อยากรู้กี่คน แสดงตัวมาได้ไหมจะได้ปราบให้ดู แปลกที่กล่าวหาว่าผมข่มขู่แทรกแซงแต่อยากตัดสิน&amp;quot; นายชำนาญกล่าวถึงกรณีที่มีผู้พิพากษาบางรายไม่เห็นด้วยกับกรณีประธานศาลฎีกามีคำสั่งโอนคดีมรดกของครอบครัวนายชำนาญจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทราไปศาลแขวงสมุทรปราการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นายชำนาญได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง กล่าวโทษกลุ่มผู้พิพากษาที่ยื่นขอถอดถอนและกล่าวหานายชำนาญว่าแทรกแซงข่มขู่ผู้พิพากษา 6 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ซึ่งมารับตำเเหน่งผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์เป็นวันแรก ให้สัมภาษณ์กรณีนายชำนาญส่งเอกสารคำชี้แจงปมถูกยื่นถอดถอนตอนหนึ่งทำนองว่า ได้ตกลงกับประธานศาลฎีกาว่าหาก ปธ.ศาลฎีกาโอนคดีตามที่โจทก์ขอให้โอนคดีจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา จะไม่ดำเนินคดีกับ ก.ต.และ ปธ.ศาลฎีกาที่มีมติไม่เห็นชอบนายชำนาญขึ้นตำแหน่งรอง ปธ.ศาลฎีกาโดยมิชอบว่า ข้อความดังกล่าวอาจทำให้ผู้พิพากษาหรือประชาชนเข้าใจผิดในอำนาจของ ปธ.ศาลฎีกา ความจริงแล้วเรื่องการโอนคดีไปศาลอื่นนั้นเป็นอำนาจของ ปธ.ศาลฎีกา ที่ใช้อำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 26 ที่หากว่าประธานศาลฎีกาเห็นว่าคดีดังกล่าวอาจจะกระทบต่อความเป็นธรรมที่คู่ความอาจจะร้องว่ามีคู่ขัดแย้งอันเป็นอุปสรรคต่อการพิจารณาคดี ก็ให้อำนาจประธานศาลฎีกาสามารถกระทำได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องที่ปฏิบัติตามปกติ เชื่อว่าการโอนคดีดังกล่าวประธานศาลฎีกาได้ใช้ดุลพินิจในตำแหน่งแล้วเห็นว่า จะทำให้คู่ความบางฝ่ายที่ไม่สบายใจได้คลายความกังวลลงบ้าง คู่ความอย่าได้ตระหนกตกใจ เพราะธรรมะปฏิบัติหรืออุดมคติผู้พิพากษาที่ได้เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์นั้น จะมีวัตรปฏิบัติคือการทำงานที่ถูกต้อง เป็นธรรม ปราศจากอคติ 3 อย่าง คือ รัก โกรธ กลัว ซึ่งมีแนวทางมาตั้งแต่กฎหมายพระมนูธรรมศาสตร์จากอินเดีย ซึ่งจะถือเป็นบรรทัดฐานที่ต้องทำ ฉะนั้นไม่ว่าคดีจะไปอยู่ที่ศาลใด การตัดสินจะเป็นไปโดยถูกต้องเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสิ้น&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศรีอัมพรยืนยันว่า ข่าวต่อรองเพื่อโอนคดีนั้นตนไม่เชื่อและไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เป็นเรื่องเท็จ ส่วนเรื่องที่นายชำนาญชี้แจงปมที่ถูกถอดถอนว่ามีการต่อรองนั้นไม่ขอออกความเห็น เพราะเป็นคำชี้แจงของนายชำนาญ แต่ในเรื่องคดีความเป็นแบบแผนนิติวิธีที่ต้องเป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่เรื่องที่จะสามารถตกลงต่อรองกันได้ คนระดับประธานศาลฎีกาซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดและเป็นประมุขผู้ใช้อำนาจตุลาการ ย่อมมีความเพียบพร้อมทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ และสมบูรณ์ด้วยวุฒิภาวะสูงสุดที่มีอำนาจตามกฎหมาย ก็ไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับคู่ความในคดีดังกล่าวที่จะต้องโอนคดีเพื่อประโยชน์ของใคร เรื่องที่มีข่าวลือในทำนองที่อาจเกิดความเสียหายแก่สถาบันศาลดังกล่าวจึงเป็นเรื่องที่คิดกันไปเอง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ผ่านมาก็มีหลายคดีที่มีการโอนคดีกัน หรือคดีใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหากคู่ความเห็นเป็นเรื่องที่มีอุปสรรคต่อการพิจารณาพิพากษาคดี ก็สามารถยื่นเรื่องให้เป็นอำนาจของประธานศาลฎีกาสั่งโอน อีกอย่างมติ ก.ต.ไม่สามารถที่จะฟ้องร้องดำเนินคดีกันได้ จึงไม่ใช่การแลกเปลี่ยนอะไรกัน&amp;quot; นายศรีอัมพรกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/18874</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชำนาญ รวิวรรณพงษ์, ตรีทิพย์ วิเศษจินดา, ธนะรัตน์ ศิริพัฒนโกศล, ปรานต์ปวร  ศิริเวช, พิพัฒน์ อินทร์พงษ์พันธุ์, รพี แพ่งสภา, ศรีอัมพร ศาลิคุปต์, ศุภชัย ประไพนพ, สุพจน์ หนูเกลี้ยง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อาเล็ก จรรยาทรัพย์กิจ, เดชา อัชรีวงศ์ไพศาล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181001/image_big_5bb22d1850062.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
