<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70125</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/06/2020 12:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/06/2020 12:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลอาญายกฟ้อง &#039;สหกรณ์คลองจั่น-ศุภชัย&#039; 2 สำนวนคดีฉ้อโกงประชาชน พยานหลักฐานโจทก์อ่อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 มิ.ย.63 - ที่ห้องพิจารณา 812 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีสหกรณ์คลองจั่นฯ หมายเลขดำ อ.1260/2561 ที่ น.ส.นวลฉวี เกตุวัฒนเวสน์ กับพวกรวม 410 คน เป็นโจทก์ฟ้อง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 63 ปี&amp;nbsp;อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โจทก์ฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างปี 2552 - 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยที่ 1 โดยมี นายศุภชัย จำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ ได้โฆษณาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นธนาคาร มีสถานะทางการเงินมั่นคง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสถาบันการเงินเพื่อชุมชนเท่านั้น ไม่มีสถานะเป็นธนาคาร การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเผยแพร่ว่าตนเองมีสถานะเป็นธนาคาร มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ สามารถจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์อื่นพึงจ่ายได้ เป็นเหตุให้โจทก์และประชาชนหลงเชื่อ ทำให้จำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของโจทก์จำนวนทั้งสิ้น 1,115,567,027.51 บาท เหตุเกิดที่แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม.และทั่วราชอาณาจักร ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343, 83, 91 ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงประทับฟ้องไว้พิจารณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ศาลเบิกตัวนายศุภชัย จำเลยที่ 2 ซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำบางขวางมาศาล โดยมีโจทก์, ทนายความโจทก์ และทนายความจำเลยที่ 1-2 เดินทางมาศาลฟังคำพิพากษา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยแล้วสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยที่ 1 ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2526 โดยใช้คำว่า &amp;quot;สหกรณ์&amp;quot; เป็นส่วนหนึ่งของชื่อที่แสดงออกต่อบุคคลภายนอกมาโดยตลอด แม้ในช่วงเวลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 จะใช้คำว่า &amp;quot;U BANK&amp;quot; และข้อความว่า &amp;quot;ธนาคารที่คุณเป็นเจ้าของ&amp;quot; ประกอบเข้าเป็นส่วนหนึ่งของป้ายชื่อบริเวณหน้าอาคารที่ทำการ แผ่นพับโฆษณา สมุดประจำตัวสมาชิก และคู่มือสมาชิกก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายป้ายชื่อและเอกสารต่างๆ แล้วก็ยังปรากฏชื่อ &amp;quot;สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด&amp;quot; รวมอยู่ด้วย ทั้งวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 ตามที่จดทะเบียนในฐานะของสหกรณ์ออมทรัพย์ กับการประกอบกิจการของธนาคารพาณิชย์ยังมีข้อแตกต่างกันในรายละเอียด อีกทั้งประชาชนทั่วไปรวมถึงโจทก์ทั้งหมด ก็จะต้องสมัครและมีการเข้าอบรมก่อนเข้าเป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 จึงย่อมทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินกิจการโดยมีสถานะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ลำพังการใช้ข้อความดังกล่าว จึงยังไม่อาจทำให้โจทก์ทั้งหมดและประชาชนทั่วไปหลงเชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 มีสถานะเป็นธนาคารพาณิชย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์ทั้ง 410 คน กล่าวอ้างว่ามีการปกปิดหรือจัดทำงบประมาณการเงินอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงสมาชิก แต่โจทก์ก็ไม่ได้นำผู้ตรวจการณ์สหกรณ์มาเป็นพยานยืนยันว่า จำเลยที่ 1 จัดทำบัญชีงบการเงินเป็นเท็จจริงหรือไม่ แม้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จะบริหารงานโดยฝ่าฝืนข้อบังคับและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ แต่ก็เป็นการกระทำที่อยู่นอกวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 เมื่อสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคล จึงย่อมกระทำผ่านทางคณะกรรมการดำเนินการ ซึ่งเป็นผู้แทนของ จำเลยที่ 1 หากคณะกรรมการดำเนินการกระทำการนอกวัตถุประสงค์และเป็นการกระทำที่ส่อไปในทางที่ไม่สุจริตเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือบุคคลอื่น จะถือเอาการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการเป็นการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน จำกัด ดำเนินกิจการให้บริการรับฝากเงินจากสมาชิก มีรายได้จากการให้สมาชิกยืมเงินเป็นหลัก ย่อมจะต้องมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปมาสมัครเข้าเป็นสมาชิกและนำเงินมาลงทุน โดยตกลงให้ผลประโยชน์ตอบแทนเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติในการประกอบกิจการสหกรณ์ เมื่อโจทก์ทั้ง 410 คน มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ตกลงจะให้เป็นอัตราที่สูงกว่า ผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยของสถาบันการเงินอื่นในขณะนั้นมากน้อยเพียงใด และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกในอัตราดังกล่าวได้อย่างแน่นอน หรือการกำหนดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายหรือไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประกอบกับก่อนเกิดเหตุ คดีนี้โจทก์ทั้ง 410 คน ก็สามารถเบิกถอนเงิน และได้รับดอกเบี้ยและเงินปันผลจากจำเลยที่ 1 ตามปกติ เพิ่งมาเกิดเหตุการณ์ที่โจทก์ทั้ง 410 คน ไม่สามารถทำธุรกรรมเบิกถอนเงินได้เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2556 พฤติการณ์จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า จำเลยที่ 1 มิได้หลอกลวงโจทก์ทั้ง 410 คน และประชาชนโดยมีเจตนที่จะไม่คืนเงินที่ลงทุนหรือไม่จ่ายผลตอบแทนให้มาตั้งแต่ต้น ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ไม่สามารถทำธุรกรรมเบิกถอนเงินและจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกได้ จึงไม่ใช่เกิดจากการหลอกลวงโจทก์ทั้ง 410 คนและประชาชนว่า หากสมัครเป็นสมาชิกด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากหรือสะสมทุนกับจำเลยที่ 1 แล้ว จะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สูง พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนายศุภชัย จำเลยที่ 2 นั้น โจทก์นำสืบโดยไม่มีรายละเอียดถึงพฤติการณ์ว่ากระทำการหลอกลวงอันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนต่อโจทก์ทั้ง 410 คนอย่างไร อีกทั้งในการจัดประชุมใหญ่ประจำปีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด &amp;nbsp;ซึ่งจะมีการจัดทำวาระรายงานงบการเงินประจำปี ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์ทั้ง 410 คนหรือสมาชิกคนใดคัดค้านหรือโต้แย้ง นอกจากนี้ โจทก์ก็มิได้นำผู้ตรวจการณ์สหกรณ์มาเบิกความยืนยันว่ามีการจัดทำงบการเงินเป็นเท็จจริงหรือไม่ แม้โจทก์ทั้ง 410 คน จะมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน มาเบิกความถึงพฤติการณ์การกระทำของจำเลยที่ 2 แต่นายไพบูลย์ก็เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจให้เป็นผู้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองแทนโจทก์ และไม่ได้เป็นสมาชิกของ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด มิได้รู้เห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์การกระทำของนายศุภชัย จำเลยที่ 2 มาด้วยตนเองโดยตรง เพียงแต่ได้รับคำบอกเล่าและมาเบิกความตามที่ได้รับฟังมาเท่านั้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่โจทก์ทั้ง 410 คน อ้างคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 2472/2556 ซึ่งวินิจฉัยไว้ว่า นายศุภชัย จำเลยที่ 2 กับพวกได้ทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จำเลยที่ 1 แต่เมื่อนายศุภชัย จำเลยที่ 2 มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คำพิพากษาของศาลปกครองกลางจึงไม่ผูกพันกับนายศุภชัยในคดีนี้ อีกทั้งแม้ในขณะเกิดเหตุ นายศุภชัย จำเลยที่ 2 จะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการดำเนินการของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ก็ตาม แต่ในการบริหารงานและดำเนินกิจการต่างๆ ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการซึ่งเป็นผู้แทนจำเลยที่ 1 โดยผ่านมติของที่ประชุมใหญ่ หาใช่นายศุภชัย จำเลยที่ 2 จะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการแต่เพียงผู้เดียวไม่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อโจทก์ทั้ง 410 คน กล่าวอ้างว่า นายศุภชัย จำเลยที่ 2 กระทำความผิดและมีผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่กลับไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบให้ได้ความชัดเจนว่า นายศุภชัย จำเลยที่ 2 กระทำการหลอกลวงโจทก์ทั้ง 410 คนและประชาชนอย่างไร โดยมีเพียงพยานบุคคลซึ่งมิได้รู้เห็นการกระทำของจำเลยที่ 2 โดยตรงมาเบิกความเพียง 3 ปาก เท่านั้น พยานหลักฐานของโจทก์ ยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่า นายศุภชัย จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยที่ 2 พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาในวันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณา 914 ศาลอ่านคำพิพากษาคดีสหกรณ์คลองจั่นฯ อีกสำนวน หมายเลขดำ อ.235/2562 ที่นายคนอง จุลมนต์ กับพวกรวม 292 คน โดยนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับนายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ฯ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุฟ้องว่า โจทก์ทั้ง 292 คน เป็นประชาชนผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำของจำเลยที่ 1 ทุจริตหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริงซึ่งควรแจ้ง ทำให้จำเลยที่ 1 ได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินจากโจทก์ นำเงินที่ได้จากการหลอกลวงให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทุจริต จำเลยที่ 1 ได้โฆษณาให้ประชาชนทราบทั่วไปว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นธนาคารซึ่งมีสถานะการเงินมั่นคง ทั้งที่ความจริงจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสถาบันการเงินเพื่อชุมชนเท่านั้น ไม่มีสถานะเป็นธนาคารอย่างที่กล่าวอ้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์จำเลยนำสืบแล้ว สหกรณ์คลองจั่นฯ จำเลยที่ 1 มีการประกอบกิจการแตกต่างกับธนาคาร เป็นสหกรณ์ให้บริการเฉพาะสมาชิก โจทก์ทั้ง 292 คน ย่อมทราบว่าเป็นสหกรณ์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ก่อตั้งมายาวนาน สามารถจ่ายผลตอบแทนได้เป็นเวลานาน ทำให้มีสมาชิกเพิ่มขึ้น มิใช่ถูกจำเลยที่ 1 หลอกลวงตามที่กล่าวหา จำเลยที่ 2 เป็นหนึ่งในผู้แทนดำเนินการตามกรอบวัตถุประสงค์ ส่วนที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการขาดทุนและมีการตกแต่งบัญชีนั้น โจทก์ไม่ได้นำพยานหลักฐานมาแสดงเรื่องการขาดทุน ไม่นำผู้ตรวจบัญชีมาเบิกความถึงข้อบกพร่อง มีคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจซึ่งไม่ใช่สมาชิก ไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าเป็นเท็จอย่างไร และจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด พยานหลักฐานโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1-2 กระทำทุจริตฉ้อโกง พิพากษายกฟ้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตัวนายศุภชัยนั้น ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้พิพากษายืนให้จำคุก 7 ปี ฐานยักยอกเงินสหกรณ์ฯ จำนวน 22,132,000 บาท เป็นของตนเองโดยทุจริต ไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม ขณะนี้นายศุภชัยยังคงมีคดีอาญาที่ถูกฟ้องซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอีกหลายสำนวน ทั้งความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินที่ได้จากการทุจริตสหกรณ์คลองจั่นฯ ด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70125</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีฉ้อโกงประชาชน, คดีสหกรณ์คลองจั่น, ศุภชัย ศรีศุภอักษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200630/image_big_5efac6daae27c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43907</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อ่วม‘ศุภชัย’เจอซังเต7ปี! โกงเงินสหกรณ์คลองจั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลฎีกายืนจำคุก 7 ปี &amp;quot;ศุภชัย ศรีศุภอักษร&amp;quot; คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่น เผยยังมีอีกหลายสำนวน ทั้งในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน!&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1739/2558 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลย ในความผิดฐานยักยอกทรัพย์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับคดีนี้ อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค.2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่าการเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย.2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย กระทั่งวันที่ 10 เม.ย.-8 ต.ค.2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ ผู้เสียหาย หลายครั้งหลายหน รวม 8 ครั้ง ครั้งละระหว่าง 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาท เข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต เหตุเกิดที่ทำการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. โดยจำเลยให้การปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มี.ค.2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละระหว่าง 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 8 กระทง กระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 7 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายศุภชัย จำเลยซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาคัดค้านของจำเลยมีเหตุตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลย 7 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังอ่านคำพิพากษาฎีกาซึ่งผลถึงที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ก็ได้ควบคุมตัวนายศุภชัยไปคุมขังยังเรือนจำตามคำพิพากษาต่อไป อย่างไรก็ดี นายศุภชัยยังคงมีคดีอาญาที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอีกหลายสำนวน ทั้งในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงินทุจริตสหกรณ์คลองจั่น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43907</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฟอกเงิน, คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์คลองจั่น, มีอีกหลายสำนวน, ศาลฎีกายืนจำคุก, ศาลฎีกายืนจำคุก 7 ปี, ศุภชัย ศรีศุภอักษร, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5bff87a3f55.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43846</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2019 14:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2019 14:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ใช้กรรม!ฎีกายืนจำคุก 7 ปี&#039;ศุภชัย&#039; โกงสหกรณ์คลองจั่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.62- ที่ห้องพิจารณา 711 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1739/2558 ที่พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ฟ้องนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อายุ 62 ปี อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำเลยในความผิดฐานยักยอกทรัพย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2558 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 9 เม.ย. 2556 สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2555 และที่ประชุมมีมติเลือกนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ชุดที่ 29 อยู่ในตำแหน่ง 2 ปี ต่อมานายทะเบียนสหกรณ์ได้ตรวจสอบพบว่าการเรียกประชุมใหญ่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมาย นายทะเบียนจึงมีหนังสือลงวันที่ 23 เม.ย. 2556 ไม่รับรองตำแหน่งประธานกรรมการจากการประชุมดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ ได้ประชุมใหญ่วิสามัญและมีมติให้การรับรองนายศุภชัย จำเลย เป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์อีกครั้ง และยังเปิดประชุมคณะกรรมการดำเนินการชุดที่ 2 สมัยสามัญ ครั้งที่ 1/2556 และมีมติแต่งตั้งนายศุภชัย จำเลย ปฏิบัติหน้าที่ผู้จัดการสหกรณ์ฯ อีกตำแหน่งด้วย กระทั่งวันที่ 10 เม.ย. - 8 ต.ค. 2556 จำเลย ซึ่งเป็นประธานกรรมการสหกรณ์ยูเนี่ยนคลองจั่นฯ ได้กระทำการทุจริต โดยให้เจ้าหน้าที่บัญชีเบิกเงินสดของสหกรณ์ ผู้เสียหาย หลายครั้งหลายหนรวม 8 ครั้งๆ ละระหว่าง 184,000-6,000,000 บาท รวม 22,132,000 บาทเข้าบัญชีของจำเลย หรือบุคคลที่ 3 โดยทุจริต เหตุเกิดที่ทำการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กทม. โดยจำเลยให้การปฏิเสธ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ต่อมาเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2559 จำเลยได้ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก, 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 8 กระทง จำคุกกระทงละระหว่าง 3-5 ปี รวมจำคุก 32 ปี คำให้การจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้ 16 ปี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วนับเป็นเรื่องร้ายแรง โทษจำคุกจึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 353, 354 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน รวม 8 กระทง กระทงละ 1-2 ปี รวมจำคุก 14 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 7 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายศุภชัย จำเลยซึ่งถูกคุมขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ฎีกาคัดค้านของจำเลยมีเหตุตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยไว้แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลย 7 ปี.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43846</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีแชร์สหกรณ์ยูเนียนคลองจั่น, จำคุก 7 ปี, ศาลฎีกา, ศุภชัย ศรีศุภอักษร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190820/image_big_5d5b9d9b35900.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>12359</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/06/2018 14:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/06/2018 12:10</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปปง.สั่งอายัด&#039;อาคาร 100 ปี&#039;วัดธรรมกาย รับเงินทุจริตสหกรณ์คลองจั่นมาก่อสร้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
29 มิ.ย.61 -สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เผยแพร่คำสั่ง คณะกรรมการธุรกรรม ที่ ย.87/2561 อายัดอาคาร 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ขนนกยูง ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง ในชื่อมูลนิธิธรรมกาย มูลนิธิธรรมประสิทธิ์ หลังสอบสวนเส้นทางการเงินคดียักยอกเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด พบว่า มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง และพระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย โดยมูลนิธิธรรมกาย ได้รับเงินจากนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานกรรมการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผ่านเช็คจำนวน 27 ฉบับ รวมวงเงิน 1,458 ล้านบาท และนำเงินไปใช้ในการก่อสร้างโครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูงด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คำสั่งอายัดทรัพย์ดังกล่าว ปปง.ระบุว่า โครงการ 100 ปี คุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งตั้งอยู่บนโฉนดที่ดินจำนวน 91 แปลง อยู่ระหว่างประเมินราคา ส่วนมติอายัดทรัพย์ครั้งนี้ มีระยะเวลานับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย.2561 - 9 ก.ย.2561 ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมีระยะเวลาในการยื่นคำร้องต่อ เลขาฯ ปปง. พร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดได้ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ได้รับแจ้งหรือทราบคำสั่งนี้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/12359</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธัมมชโย, ปปง., มูลนิธิอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง, ศุภชัย ศรีศุภอักษร, สหกรณ์คลองจั่น, อาคาร100ปี ธรรรมการย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180629/image_big_5b35be29e56c9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>6831</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/04/2018 14:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/04/2018 14:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แบบนี้ก็มีด้วย!&quot;ศุภชัย&quot;ตั้งทนายซ้อนแย่งทำคดีโกงสหกรณ์คลองจั่นกันนัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 เม.ย.61-ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ถ.พหลโยธิน นายวันชัย บุนนาค อดีตทนายความ นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด เดินทางไปยื่นคำร้องคดีผิดมรรยาทนายความกับทนายความ 2 คน ต่อสภาทนายความฯ โดยมีเจ้าหน้าที่สภาทนายความฯรับเรื่องไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย กล่าวว่า ตนทำหน้าที่ทนายความในคดีของนายศุภชัยมาตั้งแต่เดือน ก.ค. 2556 ได้ทำคดีมาตามปกติ โดยมีการวางรูปคดีและแนวทางต่อสู้คดีให้นายศุภชัย ตามช่องทางและแนวกฎหมายสำหรับการต่อสู้คดีไว้ ต่อมาช่วงปลายปี 2560 ต่อเนื่องกันจนถึงต้นปี 2561 มีทนายความนามสมมุติว่า ป. และทนายความ นามสมมุติว่า ท. เข้ามาเจรจาอ้างว่า มีผู้ใหญ่ส่งเข้ามาช่วยทำคดีให้กับนายศุภชัย โดยขอปิดชื่อผู้ใหญ่ที่ส่งมาทำคดี โดยมีลักษณะว่าได้มีผู้ทรงอิทธิพลส่งทนายความมาช่วยคดีนายศุภชัย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;quot;ผมได้ปฏิเสธไม่ขอร่วมงานกับทนายทั้ง 2 คนดังกล่าว และขอให้ไปบอกผู้ใหญ่ดังกล่าวให้ไปแจ้งนายศุภชัย ให้จ่ายเงินค่าจ้างตามสัญญาจ้างว่าความให้แก่ตนก่อน แล้วค่อยถอนตัวจากทนายความ ถึงค่อยเเต่งตั้งทนายความทั้งสองเข้ามาทำหน้าที่ว่าความให้นายศุภชัยเเทนตน แต่ทนาย ป.และทนาย ท. ได้แต่งตั้ง ทนาย ท.ซ้อนเข้ามาในคดีของนายศุภชัยหลายคดี ในเดือน ม.ค. 2561&amp;quot;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันชัย กล่าวต่อไปว่า ได้ขอให้มีการเจรจา แต่ทนายทั้งสองคนกลับไม่ยอม จนถึงปลายเดือน มี.ค. &amp;nbsp;นายศุภชัยได้ทำการถอนตนออกจากการเป็นทนายโดยที่ไม่ได้ทำตามสัญญาจ้าง พร้อมตั้งทนาย ป.เป็นหัวหน้าทีม ทั้งๆ ที่ทนาย ป. อยู่ระหว่างถูกสภาทนายความฯ มีคำสั่งห้ามทำการเป็นทนายความ เพราะทำผิดคดีมรรยาททนายความ แต่ทนายทั้งสองร่วมกันแต่งทนายความซ้อนเข้ามาในคดี ทั้งๆ ที่ตนไม่ยินยอม การกระทำจึงเป็นความผิดคดีมรรยาททนายความตามข้อบังคับมรรยาททนายความ พ.ศ.2529 ข้อ 16&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกทั้งทนาย ป.ยังได้เลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งห้ามทำการเป็นทนาย เข้าข่ายผิดข้อ 21 จึงผิดในลักษณะแย่งคดี และลักษณะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการมรรยาททนายความ ตนจึงต้องร้องคดีมรรยาทต่อคณะกรรมการมรรยาททนายความ สภาทนายความฯ เพื่อเป็นการผดุงวิชาชีพทนายความให้ผู้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความเคารพต่อกฎหมาย เคารพต่อผู้ประกอบวิชาชีพทนายความด้วยกัน เพื่อส่งให้สภาทนายความฯ พิจารณาและลงโทษ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/6831</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีโกงสหกรณฺ์คลองจั่น, ศุภชัย ศรีศุภอักษร, สภาทนายความ, แย่งเป็นทนาย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180410/image_big_5acc6116897f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
