<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>62442</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สว.คนละ&#039;5หมื่น&#039; บริจาคสู้โคโรนา สส.ชิ่งไม่เอาด้วย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พรเพชร&amp;quot; ขอความร่วมมือ ส.ว.​หักเงินเดือน เม.ย.ขั้นต่ำคนละ 5 หมื่นบาท ตั้งกองทุนช่วยต้านโควิด-19 แต่กลับเสียงแตก &amp;quot;เสรี&amp;quot; หนุนเต็มที่ &amp;quot;กิตติศักดิ์&amp;quot; ไม่เอาด้วย อ้างอย่าแค่เอามันทางการเมือง ส่วน &amp;quot;ส.ส.&amp;quot; โอดต้องใช้จ่ายในการลงพื้นที่ &amp;quot;สุทิน&amp;quot; หวั่นบริจาคแล้วใช้ไม่คุ้มค่า ทั้งอาจถูกหักหัวคิวอีก
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 7 เม.ย.63 &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้ทำหนังสือถึงสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทุกคน โดยระบุว่าตามที่เกิดสถานการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดไปทั่วประเทศ &amp;nbsp;เพื่อให้ ส.ว.ได้มีบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าวของประเทศ นายพรเพชร &amp;nbsp;วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ได้ประชุมหารือร่วมกับ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) มีความเห็นว่า สมาชิก ส.ว.ทุกคนควรมีบทบาทร่วมกันในนามของวุฒิสภาเพื่อที่จะหาหนทางช่วยกันคลี่คลาย และแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าวของประเทศ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะได้ขอความร่วมมือจากสมาชิก ส.ว.ทุกคนร่วมกันบริจาคเงินขั้นต่ำคนละ 50,000 บาท เพื่อเป็นกองทุนบรรเทาทุกข์ประชาชนในนามของวุฒิสภา โดยจะมีการหักเงินจำนวนดังกล่าวจากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งประจำเดือนเมษายน 2563 ส่วนการดำเนินการเกี่ยวกับเงินบริจาคจะได้ตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาในรายละเอียดตามความเหมาะสมต่อไป โดยมอบหมายให้เลขาธิการวุฒิสภาชี้แจงรายละเอียดกับประธานกรรมาธิการสามัญประจำวุฒิสภาทุกคณะ เพื่อแจ้งให้สมาชิก ส.ว.ในแต่ละคณะกรรมาธิการทราบต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กล่าวว่า ส่วนตัวยินดีสละเงินเดือน ส.ว.ทั้งหมด เพื่อนำไปช่วยเหลือคลี่คลายการระบาดของเชื้อโควิด-19 และเชื่อว่า ส.ว.ทุกคนก็เห็นด้วยกับหลักการสละเงินเดือนเพื่อนำไปช่วยเหลือจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ หรือให้รัฐบาลนำไปใช้จ่ายในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะสละเงินเดือนได้มากน้อยเพียงใด เพราะแต่ละคนมีภาระความจำเป็นในการใช้จ่ายไม่เหมือนกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเสรีกล่าวว่า ในสภาวะโรคระบาดเช่นนี้การช่วยเหลือกันเป็นสิ่งสมควร ส.ว.ทุกคนทำงานกันตลอด ไม่ได้อยู่เฉยๆ มีการหารือกันตลอดเวลา ที่ผ่านมานำสิ่งของไปแจกประชาชนตลอด มีทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว ส่วนที่รัฐบาลจะกู้เงิน 1.6 ล้านล้านบาทมาใช้แก้สถานการณ์โควิด-19 นั้น ถือเป็นความจำเป็น แต่เมื่อกู้แล้วต้องบริหารจัดการใช้เงินให้ดี มีความระมัดระวังในการใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนจริงๆ ไม่ไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มใดหรือไปสร้างภาระในอนาคตมากเกินไป แต่ถ้าจะไม่ให้กู้เลยก็คงไม่ได้ เพราะถ้ากลัวไปหมดทุกเรื่องก็แก้ปัญหาไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะให้ ส.ว.สละเงินเดือนทั้งหมดไปช่วยแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อโควิด ต่อให้ ส.ส.-ส.ว.สละเงินเดือน 3 เดือนก็ได้เงินมากสุดแค่ &amp;nbsp;300 กว่าล้านบาท ไม่สามารถนำไปแก้ไขอะไรได้มาก ส.ส.และ ส.ว.ทุกคนไม่ได้รวยเหมือนกันทุกคน &amp;nbsp;บางคนมีแค่เงินเดือนอย่างเดียว แต่มีภาระค่าใช้จ่ายในการลงพื้นที่มาก ดังนั้นการสละเงินเดือนจึงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ประเทศไทยยังไม่สิ้นไร้ไม้ตอก ถังแตกถึงขนาดที่ต้องให้ ส.ส., ส.ว.และข้าราชการต้องสละเงินเดือนทั้งหมด รัฐบาลมีงบประมาณช่วยเหลืออยู่แล้ว คนที่เสนอประเด็นนี้มาอย่าแค่เอามันทางการเมือง &amp;nbsp; ที่ผ่านมา ส.ว.ทุกคนสละเงินเดือนบางส่วนนำไปบริจาค ซื้อของและหน้ากากแจกชาวบ้าน ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่ไม่ประกาศตัวเป็นข่าว เราไม่ได้อยู่เฉยๆ โดยไม่ช่วยเหลือประชาชนเลย คนที่ไม่ชอบส.ว.อย่ามาจุดประเด็นเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องดรามา&amp;quot; นายกิตติศักดิ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ขอความร่วมมือ ส.ว.หักเงินเดือนขั้นต่ำ&amp;nbsp;5&amp;nbsp;หมื่นบาทต่อคน เพื่อนำเงินไปช่วยเหลือในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19&amp;nbsp;ว่า ในส่วน ส.ส.แต่ละคนได้ช่วยเหลือในพื้นที่อยู่แล้ว&amp;nbsp;ไม่เหมือนกับ ส.ว.ที่ไม่ได้ทำพื้นที่ &amp;nbsp;ก่อนหน้านี้ ส.ส.จัดซื้อทั้งหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ และอื่นๆ ดูแลประชาชน ซึ่งนั่นคือเรื่องส่วนตัว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในนามส่วนรวมก็คงต้องมีด้วย โดยตนจะได้หารือเรื่องนี้กับ ส.ส.อีก&amp;nbsp;4-5&amp;nbsp;คนในวันที่&amp;nbsp;10&amp;nbsp;เม.ย. ว่าจะมีการบริจาคในนามพรรคให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งเราจะสอบถามก่อนว่าขาดอะไรบ้าง แล้วจะได้เติมเต็มให้
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า การบริจาคของ ส.ว.เป็นเรื่องที่น่าส่งเสริม มีข้อดีทางด้านจิตวิทยา สร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน แต่เมื่อนำจำนวนเงินไปเทียบกับปัญหาการแพร่ระบาดโควิด ถือว่าน้อยมากและไม่น่าจะเพียงพอ รวมถึงยังห่างไกลกับขนาดของปัญหาด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุทินเสนอว่า นอกเหนือจากการบริจาคแล้ว อยากให้รัฐบาลออกมายืนยันและสร้างความสบายใจให้ผู้บริจาคว่าจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และต่อไปจะไม่มีข่าวการทุจริตเครื่องมือแพทย์ หรือหักหัวคิวชุดตรวจโควิด เพราะวันนี้คนได้ยินว่ามีทุจริตหักหัวคิวคนจึงไม่อยากบริจาค ทั้งนี้ถ้าจัดการเรื่องทุจริตหักหัวคิวได้จริงจะทำให้ได้เงินมากกว่าการบริจาคของ ส.ส.และ ส.ว.รวมกันหลายเท่า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมคิดว่าในส่วนของ ส.ส.ไม่มีใครแล้งน้ำใจ แต่ธรรมชาติของ ส.ส.และ ส.ว.ต่างกัน อาทิ ส.ส.หลายคนใช้เงินลงพื้นที่แจกหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์ แต่ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่ได้ลงพื้นที่อาจจะเลือกใช้วิธีการบริจาค&amp;quot; นายสุทินกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้า อดีต ส.ส.และอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ตนเองพูดเรื่องรัฐประหารโควิด เสรีภาพกับสุขภาพสำคัญเท่ากัน แล้วถูกฝ่ายตรงข้ามเยาะเย้ยว่า ถ้าได้ฟังตนพูดทั้งหมดในรายการ Interregnum ผ่าน Podcast ประมาณ 35 &amp;nbsp;นาที จะเห็นได้ชัดว่าตนไม่ได้ตำหนิติเตียนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานใดๆ เลย มีแต่การวิพากษ์วิจารณ์การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมานั้นมีความบกพร่องจริงๆ เป็นการแก้ไขปัญหาในลักษณะวิ่งตามไปเรื่อยๆ ออกมาตรการแต่ละอย่างคิดได้แบบไม่ครบถ้วนทั้งระบบ พอออกมาตรการเรื่องหนึ่ง เกิดผลร้ายจากมาตรการนั้น ต้องไปตามแก้อีก แทนที่การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะสามารถทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้นในการแก้ปัญหาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงกันข้ามทุกท่านเห็นแล้วว่าแม้จะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาแล้ว แต่สถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมยืนยันว่าในท้ายที่สุดแล้ว การแก้ปัญหาครั้งนี้ถ้าหากเรามีรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ผมคิดว่าถ้าคุณประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขนาดนี้แล้ว มันน่าจะแก้ไขได้ ตรงกันข้ามตอนนี้ทำไปทำมาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศขึ้นไปมันอาจจะแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดยืนยันว่าเอาใจช่วยรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาเรื่องวิกฤติโควิดให้ได้ เพราะเรื่องนี้มันหนักจริงๆ&amp;quot; นายปิยบุตรกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปิยบุตรกล่าวด้วยว่า เราวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลด้วยความปรารถนาดีหวังดีทั้งนั้น มีข้อเสนอแนะโดยตลอด ส.ส.พรรคฝ่ายค้านหลายคนก็ทำข้อเสนอ อยากจะให้มองว่าการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะต่างๆ ทำด้วยความหวังดีทั้งนั้น ทำงานร่วมกับรัฐบาลนั่นเอง ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ถ้าไม่เสนอแนะวิพากษ์วิจารณ์กันเลย ตนคิดว่ามันอาจจะไม่ดี ต้องช่วยกัน เท่าที่ตนพบเจอกับพี่น้องประชาชนและคุยกับพวกเราด้วย ไม่มีใครที่จะไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพียงแต่ขอมาตรการให้ชัดเจน คิดรอบด้านทั้งระบบ ถ้าตัดสินใจทำทุกคนเจ็บไปด้วยกัน ถูกจำกัดเสรีภาพด้วยกัน ต้องมีมาตรการต่างๆ รองรับตามมาด้วย ทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้เปรียบเสมือนประชาชนกำลังกลั้นหายใจอยู่ การล็อกดาวน์มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลต้องใช้เวลาให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ต้องมีการตรวจเชิงรุก ทำสต๊อกอุปกรณ์การแพทย์ที่เกี่ยวข้อง มีการคิดล่วงหน้า &amp;nbsp;ถ้าล็อกดาวน์มากกว่านี้ต้องเตรียมระบบโลจิสติกส์ครั้งใหญ่ ที่จะต้องเอาปัจจัย 4 ไปถึงพี่น้องประชาชนให้ได้ ความสำเร็จของรัฐบาลคือความสำเร็จของประเทศไทย จากนี้ตนก็จะไปประชุม ส.ส.ผ่านระบบ &amp;nbsp;Zoom เพื่อประเมินสถานการณ์และทำกิจกรรมที่เหมาะสม เป็นฝ่ายค้านสร้างสรรค์ ทำให้ประเทศไทยกลั้นหายใจให้น้อยที่สุด กลับมาหายใจได้อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิธากล่าวด้วยว่า อีก 32 วันจะเข้าหน้าฝน ปกติผู้ป่วยไข้เลือดออก 15,000 คน ไข้หวัดใหญ่ &amp;nbsp;20,000 คน ปอดบวม 14,000 คน เตียงทั้งประเทศมี 140,000 ไอซียู 7,700 เครื่องฟอกไต ปั๊มหัวใจมีอยู่เท่าไหร่ เป็นสิ่งที่พวกตนอยากเตรียม เราอยู่กับโควิดมา 100 วันแล้ว จะเอาเวลามาเตรียม 100 วันข้างหน้า โรงเรียนต้องเปิด เครดิตบูโร 90 วัน อาจจะเกิดหนี้เสียจำนวนมาก เราจะช่วยเตรียมเช็กลิสต์ให้รัฐบาล ไม่ให้เกิดการตามมาแก้ปัญหาภายหลัง จะเตรียมตัวเลขไว้ให้ช่วยกันคิด ถ้าเกิดสถานการณ์ผู้ป่วยจากหน้าฝนเกือบ 50,000 คน บวกกับโควิด เตียงในประเทศพอหรือไม่ ไอซียูในกรุงเทพฯ มี 2,000 จังหวัดน้อยที่สุดมีแค่ 3 ห้อง ถ้าโควิดไปอยู่ภาคใดที่มีไอซียูแค่ 3 เตียงจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเราเตรียมตั้งแต่วันนี้จะแก้ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทางด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วทุกภูมิภาคของประเทศว่า หลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การใช้มาตรการเคอร์ฟิวเพื่อจำกัดการเดินทางของประชาชน ถ้าผลออกมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลง ที่อาจเป็นสัญญาณว่า บุคลากรทางการแพทย์และระบบสาธารณสุขของประเทศเริ่มที่จะควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้ หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ภาครัฐต้องผ่อนปรนบางมาตรการเพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภทสามารถกลับมาขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่ไปจับคนฝ่าฝืนเคอร์ฟิวคืนละร้อยกว่าคน แล้วพยายามสื่อสารในลักษณะข่มขู่ประชาชนว่า ถ้าประชาชนไม่ร่วมมือจะต้องประกาศเคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์กล่าวว่า กรณีการตีความจดหมายราชการของกระทรวงมหาดไทยที่ให้เตรียมพร้อมและยกระดับมาตรการรับมือโควิด-19 แล้วบอกว่าเป็นการตีความผิด แสดงว่าประชาชนบางส่วนตื่นตระหนกและไม่เชื่อมั่นในมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐออกมา เพราะที่ผ่านมาหลายมาตรการของภาครัฐ ลักลั่น สับสน ไม่มีมาตรการรองรับ ช้ากว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคเสมอ หากการประกาศเคอร์ฟิว 4 ทุ่มถึงตี 4 ไม่ได้ผล ไม่สามารถควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อได้ แล้วรัฐบาลจะขยายเวลาในการประกาศเคอร์ฟิวเป็น 24 ชั่วโมง จะมีอะไรมาการันตีว่าการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคจะได้ผล เกาหลีใต้ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดก็ไม่ได้ใช้วิธีการประกาศเคอร์ฟิว 24 &amp;nbsp;ชั่วโมง ในขณะที่พบข้อมูลการติดเชื้อของคนในบ้านเป็นการติดเชื้อที่สูงที่สุด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หากรัฐมีมาตรการที่เข้มขึ้นถึงขนาดห้ามออกจากเคหสถาน 24 ชั่วโมง อยากถามว่ารัฐบาลเตรียมการรับมือในเรื่องนี้ไว้หรือไม่ อย่างไร&amp;quot; โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62442</URL_LINK>
                <HASHTAG>กิตติศักดิ์ รัตนวราหะ, พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, วิรัช รัตนเศรษฐ, ศุภชัย สมเจริญ, สุทิน คลังแสง, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200407/image_big_5e8c7fad9ecff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46692</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 17:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 16:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ชยุติ&#039; พ้นจากความเป็น ส.ว. หลังศาลฎีกาสั่งจำคุก 5 ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ก.ย.62 -&amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภา(ส.ว.) คนที่2 กล่าวถึงกรณีที่ศาลฎีกาอ่านคำพิพากษาจำคุก 5 ปี นายชยุต สืบตระกูล ส.ว. กรณีทุจริตการจัดซื้อที่ดินตาบอดของกทม.ในสมัยที่เป็นเลขานุการ นายพิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่ากทม.ฯ ว่า ถือว่านายชยุต สิ้นสภาพการเป็นส.ว.ทันทีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 111 (6) เนื่องจากถูกจำคุก จากคำพิพากษาในศาลฎีกาที่ไม่สามารถอุทธรณ์ใดๆได้อีกเเล้ว ขั้นตอนต่อไปก็จะต้องเลื่อนลำดับส.ว.ที่อยู่ในบัญชีสำรองอันดับ 1 ส.ว.สายอาชีพ ขึ้นมาเป็นเเทน ซึ่งคาดว่า คือนายจัตุรงค์ เสริมสุข แต่จะต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติอีกครั้งว่า ครบถ้วนถูกต้องหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46692</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชยุติ สืบตระกูล, ศุภชัย สมเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8c85ec0b2be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/05/2019 19:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/05/2019 19:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โผไม่พลิก&#039;ส.ว.&#039;เลือก&#039;พรเพชร&#039;นั่งประธาน&#039;สิงห์ศึก-ศุภชัย&#039;รองประธาน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 พ.ค.62 - เวลา 16.15 น.ที่หอประชุมใหญ่ทีโอที ถนนแจ้งวัฒนะ มีการประชุมวุฒิสภาเป็นนัดแรก มีร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะผู้มีอาวุโสสูงสุด&amp;nbsp;ทำหน้าที่เป็นประธานวุฒิสภาชั่วคราว และแจ้งเรื่องรับทราบพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา พ.ศ.2562&amp;nbsp;และรับทราบพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา เลขาธิการวุฒิสภา ได้อ่านรายชื่อส.ว.ทั้ง250&amp;nbsp;คน จากนั้น สมาชิกวุฒิสภา กล่าวปฏิญาณตนในที่ประชุมก่อนการปฏิบัติหน้าที่ ว่า&amp;ldquo;ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศ และประชาชน ทั้งจักรักษาไว้ และปฏับัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนเข้าสู่วาระการเลือกประธานวุฒิสภา พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ส.ว.ได้ขอหารือเกี่ยวกับการเลือกประธานวุฒิสภา ร.อ.ทินพันธุ์ กล่าวว่า จะถือบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับการประชุม และถือระเบียบวาระการประชุมครั้งนี้เป็นหลัก การประชุมครั้งนี้ไม่มีเรื่องอื่นๆ เรื่องหารือใดๆ อยากให้การประชุมวันนี้ซึ่งเป็นวันแรกดำเนินการประชุม เพื่อเลือกประธาน และรองประธานวุฒิสภา ตามระเบียบวาระ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.สมเจตน์ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า สิ่งที่จะหารือจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อที่ประชุม ถ้าประธานเปิดใจกว้างจะได้ข้อคิดเห็นดีๆ ซึ่งตำแหน่งประธานวุฒิสภา เป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญ เพราะต้องไปทำหน้าที่เป็นรองประธานรัฐสภาในการประชุมร่วมกันกับสภาผู้แทนราษฎร จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องได้บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ทั้งด้านการบริหาร และการควบคุมการประชุม และต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ทั้งนี้ ในการเลือกประธาน และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ผ่านกลไกสำคัญของพรรคการเมืองเสียงข้างมาก กลั่นกรองบุคคลที่จะไปทำหน้าที่นั้น แต่ประธานวุฒิสภาไม่มีกลไกใดมาช่วยกลั่นกรอง จากนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ เชิญพล.อ.สมเจตน์ นั่งลงเพราะได้ให้เวลาพูดนานแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมา นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ ส.ว.ได้เสนอชื่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ส.ว.เป็นประธานวุฒิสภา โดยไม่มีการเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าแข่งขัน นายพรเพชร แสดงวิสัยทัศน์ช่วงหนึ่งว่า เตรียมพร้อมที่จะทำให้วัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะบทเฉพาะกาลประสบความสำเร็จ คือการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อมารับ สิ่งที่ประชาชนคาดหวัง คือเรียกร้องการปฏิรูปประเทศ และทำเรื่อยมาขณะดำรงตำแหน่งในสนช จนมาเป็น ส.ว.&amp;nbsp;โดยให้เครื่องมือคือการที่ส.ว.ต้องพิจารณาร่วมกับส.ส ในการจะผ่านกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูป และกฎหมายสำคัญ ตรงนี้คือหัวใจ และสิ่งที่จะต้องเช้าใจและดำเนินการไปตามนี้ การทำงานร่วมกับส.ส.&amp;nbsp;เป็นหัวใจหลักของวุฒิสภา มีทฤษฎีต่างๆอธิบายมากมาย ต้องทันเล่ห์ทันเกม แต่คิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือความตั้งใจ จริงใจที่จะทำงานร่วมกับสภา เพื่อบรรลุเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ ดังนั้น ไม่ต้องกังวล ต้องทำให้ได้ คงไม่ต้องพูดเรื่องของการโหวตนายกฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่สมาชิกสนใจ กราบขอกำลังใจ และขอการสนับสนุนจากสมาชิกทุกท่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้น ร.อ.ทินพันธุ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ว่านายพรเพชร ได้เป็นประธานวุฒิสภา และเสนอให้วุฒิสภามีรองประธานวุฒิสภาจำนวน&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คน โดยที่ประชุมได้รับรอง ต่อมาจึงเป็นขั้นตอนการเลือกรองประธานวุฒิ คนที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;นายสุวพันธ์ ได้เสนอ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ซึ่งไม่มีสมาชิกเสนอชื่อบุคคลอื่น พล.อ.สิงห์ศึก จึงได้รับเลือกให้เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่&amp;nbsp;1&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.อ.สิงห์ศึก ได้กล่าวกับที่ประชุมถึงประวัติและการทำงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะในขณะที่ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ที่ผ่านการทำหน้าที่เกี่ยวกับกฎหมายโดยตรง เมื่อถูกเสนอชื่อเป็นรองประธานวุฒิสภา ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่ให้เกียรติ และในการปฎิบัติหน้าที่จะต้องคำนึงถึงส่วนรวมและวุฒิสภา จะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาเป็นเลือกประธานวุฒิคนที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นายสุวพันธ์ เสนอชื่อนายศุภชัย สมเจริญ ที่ประชุมรับรองถูกต้องและเมื่อไม่มีสมาชิกเสนอชื่ออื่น ทำให้นายศุภชัยได้รับตำแหน่งรองประธานวุฒิสภาคนที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;นายศุภชัย กล่าวว่า ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกคนที่เสนอชื่อและยกมือรับรอง ขอยึดหลัก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ข้อ คือ&amp;nbsp;1.จงรักภักดีสถาบันพระมหากษัตริย์&amp;nbsp;2.ปฎิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต บทบัญญัติข้อนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด ที่เป็นจุดหมายสำคัญที่จะทำให้สังคมและประชาชนให้ดารยอมรับ และ3.พิทักษ์สิทธิผู้แทนวุฒิสภาทุกคนให้เท่าเทียมกับองค์กรอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายพรเพชร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเลือกประธานวุฒิสภาว่า มีความปลื้มปิติเพราะเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระราชินี เสด็จพระราชพิธีเปิดการประชุมรัฐสภาครั้งแรก โดยได้พระราชทานพระบรมราโชวาทที่เป็นประโยชน์กับการปฏิบัติหน้าที่ของทั้ง ส.ว.และ ส.ส. ที่สำคัญยังทรงอวยพรให้การทำงานของทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;สภา ประสบผลสำเร็จและเป็นประโยชน์ให้กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐสภาที่จะต้องน้อมรับไว้เหนือเกล้าฯ และปฏิบัติตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีที่ตนและรองประธานวุฒิสภาทั้ง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;คนได้รับความเห็นชอบ จากสมาชิกโดยไม่มีผู้แข่งขัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลกหรือเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอะไร แต่เป็นเรื่องที่เมื่อสมาชิกเห็นพ้องต้องกันก็ทำให้การทำงานของ ส.ว.เป็นไปด้วยความราบรื่น และวัตถุประสงค์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ส.ว.ทำงานตามบทเฉพาะกาลเป็นสำคัญ ส่วนนโยบาย ก็ได้ประกาศไปหมดแล้ว สำหรับรายละเอียดต้องขอเวลารอหลังมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าภารกิจแรกของ ส.ว.คือการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จะต้องมีการพูดคุยเพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ขอยังไม่ตอบคำถามนี้ เพราะต้องให้เกียรติสมาชิก โดยจะต้องมีการพูดคุยกัน ซึ่งคงไม่ต้องมีการประชุมอะไรอย่างเป็นทางการ หากมีความคืบหน้าอะไรก็จะแจ้งให้สื่อมวลชนรับทราบต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าสังคมตั้งแง่การทำหน้าที่ของ ส.ว. นายพรเพชร กล่าวว่า ยิ่งตั้งแง่เท่าไร เราก็ต้องพิสูจน์และทำให้ดีขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามต่อว่าการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องฟังเสียงข้างมากของ ส.ส.หรือไม่ นายพรเพชร ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าเดี๋ยวค่อยตอบปัญหาเหล่านั้น ยังไม่อยากพูดเรื่องเหล่านี้ วันนี้เป็นเรื่องของความยินดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าวันนี้เป็นการล็อกโหวตตำแหน่งประธานและรองประธุานวุฒิสภา นายพรเพชร กล่าวยืนยันว่า ไม่มีการล็อกโหวต เพราะไม่เห็นมีใครมาล็อกอะไรกัน พอแล้ว ไม่พูดแล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36703</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประธานส.ว., พรเพชร วิชิตชลชัย, พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร, ศุภชัย สมเจริญ, ส.ว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190524/image_big_5ce7dee845a52.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>25264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/12/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/12/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โวยเสนอ2หมื่น ซื้อเสียงส.ว.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คัดเลือก ส.ว.ระดับประเทศคึกคัก! ผู้สมัครกลุ่มอาชีพทำนาโวย มีโทรศัพท์มาเสนอเงินฟาดหัว 2 หมื่นซื้อเสียง ชี้พิรุธรู้จักกันแค่ 1-2 วันเทคะแนนให้ล้นหลาม ประธาน กกต.แถลงภาพรวมราบรื่น โปร่งใส ส่วนข้อร้องเรียนถูกเสนอเข้า กกต. มั่นใจส่ง 200 รายชื่อให้ คสช.เคาะเหลือ 50 ชื่อได้ทัน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บรรยากาศในวันเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ระดับประเทศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยผู้สมัคร ส.ว.ที่ผ่านจากระดับจังหวัดเข้าสู่ระดับประเทศ ได้ทยอยเดินทางมายังอาคารอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเป็นสถานที่เลือกส.ว. ตั้งแต่ก่อนเวลา 07.00 น. โดยประตูจะเปิดให้ผู้สมัครผ่านเข้าไปลงทะเบียนในเวลา 08.00 น. และจะปิดประตูทันทีเมื่อพ้นเวลา 09.00 น.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ระหว่างรอเวลาประตูเปิดเข้าไปลงทะเบียน เจ้าหน้าที่ กกต.ได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศทำความเข้าใจถึงข้อห้ามตามกฎหมาย ซึ่งห้ามผู้สมัครนำอุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดเข้าไปภายในสถานที่เลือกโดยเด็ดขาด และประชาสัมพันธ์ให้ฝากโทรศัพท์และเครื่องมือสื่อสารไว้กับผู้ติดตาม หรือฝากไว้ที่เคาน์เตอร์รับฝาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในเวลา 08.00 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดประตูให้ผู้สมัครเข้ามาในห้องประชุมเพื่อลงทะเบียนรายงานตัว ตามกลุ่มอาชีพที่สมัคร 1-10 กลุ่ม และกลุ่มที่สมัครโดยการแนะนำจากองค์กร โดยผู้สมัครทุกคนต้องเดินผ่านเครื่องตรวจจับโลหะ และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระ หลังการลงทะเบียนผู้สมัครต้องนั่งรอตามหมายเลขประจำตัวของผู้สมัครแต่ละราย เพื่อฟังการชี้แจงถึงข้อปฏิบัติและขั้นตอนการลงคะแนน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้สมัครรับเลือกเป็น ส.ว. ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา รวม 7,056 คน โดยแยกเป็นสมัครด้วยตนเอง 6,551 คน สมัครด้วยตนเองพร้อมหนังสือแนะนำชื่อจากองค์กร 505 คน มีผู้ได้รับเลือกระดับจังหวัด 2,746 คน แยกเป็นเพศชาย 2,116 คน และเพศหญิง 630 คน โดยสมัครด้วยตัวเอง 2,294 คน สมัครด้วยตนเองพร้อมหนังสือแนะนำชื่อจากองค์กร 452 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; หลังจากนั้น นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. กล่าวต้อนรับและแสดงความยินดีกับผู้สมัคร ส.ว.ทุกคนที่ได้ผ่านการคัดเลือกในระดับอำเภอ, จังหวัด จนมาถึงกระบวนการสุดท้ายในการเลือกระดับประเทศ &amp;nbsp;ขณะที่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. กล่าวชี้แจงกระบวนการลงคะแนนของผู้สมัคร เน้นย้ำข้อปฏิบัติ โดยเฉพาะการลงคะแนนที่ต้องใช้เลขอารบิกในการลงคะแนน โดยผู้สมัครสามารถลงคะแนนได้ไม่เกิน 2 คน สามารถลงคะแนนให้กับตัวเองและผู้อื่นได้ แต่ไม่สามารถลงคะแนนซ้ำได้ รวมทั้งห้ามมิให้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครที่ไม่มีสิทธิ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังจากนั้นประธาน กกต.และกรรมการ รวมถึงเลขาฯ กกต. ได้มาสังเกตการณ์ความเรียบร้อยในแต่ละหน่วย ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้ส่งนางแอนนี โฮ เจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมือง สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้ามาสังเกตการณ์การเลือก ส.ว.ในครั้งนี้ด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคัดเลือก ส.ว.ในรอบสุดท้ายในระดับประเทศมีความวุ่นวายเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ 4 คือ กลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืชล้มลุก ทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง มีผู้สมัครร้องคัดค้าน เพราะเชื่อว่ามีการซื้อเสียงเกิดขึ้น โดยระหว่างที่กลุ่ม 4 นับคะแนนใกล้เสร็จสิ้น นายบุญยืน ขาวปากช่อง ผู้สมัครส.ว.กลุ่มที่ 4 จังหวัดชุมพร ลุกขึ้นโวยวายและร้องคัดค้านผลการคัดเลือก ทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาบันทึกคำร้องไว้ ทำให้การคัดเลือกกลุ่มดังกล่าวเสร็จสิ้นเป็นกลุ่มสุดท้าย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นนายบุญยืนเปิดเผยว่า ก่อนจะมีการคัดเลือก ส.ว. มีโทรศัพท์เข้ามาหาตนเสนอเงินให้ 2 หมื่นบาท ตนไม่รับและบอกว่าเสียงละล้านตนก็ไม่ขาย แต่เมื่อตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์จากสมุดข้อมูลเอกสารแนะนำตัวของผู้สมัคร ส.ว.กกต.มอบให้ กลับปรากฏไม่มีเบอร์ดังกล่าว เป็นการซื้อเสียงเพื่อไม่ให้ถึงตัวเอง ทุกอย่างโกงกันหมด การซื้อเสียงซื้อได้ในระดับประเทศ ถ้าซื้อระดับจังหวัดซื้อไม่ได้ ที่เขากล้าซื้อเพราะมีตัวใหญ่ๆ อยู่ข้างหลังคอยชี้อยู่ไว้แล้ว ถ้าเข้าไปได้ก็ได้แน่นอน เขาไม่ได้บอกชื่อ หรือบางทีเขาก็บอก แต่เราจำไม่ได้ เพราะว่าตนหูร้อน บางคนจะออกค่าเครื่องให้ด้วยซ้ำไป และไม่ได้บอกเบอร์ เพราะไม่อยู่ในขั้นตอนที่จะซื้อตนได้ ในเมื่อซื้อไม่ได้ก็ต้องจบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเขศักดิ์ สุดสวาท ผู้สมัคร ส.ว.กลุ่ม 4 จากยโสธร กล่าวว่า วิธีการที่มาของคะแนนมีพิรุธว่าอาจมีการซื้อเสียง เพราะเกษตรกรที่รู้จักกันแค่ 1-2 วัน แต่คะแนนโดดมีทั้ง 48 คะแนน 20 คะแนน กรณีของตนมีการโทร.ประสานแลกคะแนน ทั้งนี้ คงไม่มีการฟ้องร้องอะไร แต่ถ้าระบบเป็นแบบนี้ การจัดเลือกตั้งอ่อนแอ บ้านเมืองก็อ่อนแอ เสียดายเงินที่ใช้จัดเลือกตั้งเป็นพันล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังการเปิดการลงคะแนนเวลา 09.30 น. เจ้าหน้าที่แต่ละจุดได้จัดให้ผู้สมัครเข้าคูหาลงคะแนนของแต่ละกลุ่ม โดยการลงคะแนนแต่ละกลุ่มใช้เวลา 30-60 นาที แล้วแต่จำนวนของผู้สมัคร ซึ่งหลังจากปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ได้เริ่มนับคะแนน โดยกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เป็นกลุ่มแรกที่ลงคะแนนเสร็จ ปรากฏว่ามีผู้ได้รับเลือกในลำดับที่ 10 ซึ่งเป็นลำดับสุดท้าย ได้คะแนนเท่ากัน จึงต้องมีการจับฉลาก โดยเป็นการจับฉลากกันเองของผู้สมัครที่ได้คะแนนเท่ากัน ซึ่งการจับฉลากพบว่าเกิดขึ้นเกือบทุกกลุ่ม ซึ่งบางกลุ่มต้องจับฉลากผู้ที่จะได้คัดเลือกเป็นส.ว.ถึง 5 ลำดับ โดยกลุ่มใดที่เจ้าหน้าที่ประกาศผู้ได้รับเลือกทั้ง 10 อันดับแล้ว เจ้าหน้าที่ก็จะอนุญาตให้ผู้สมัครกลับบ้านได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. ซึ่งได้รับเลือกมาเป็นอันดับที่ 2 ในกลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กล่าวขอบคุณผู้สมัครกลุ่มที่ 2 ที่เลือกตนเอง เช่นเดียวกับนายธนา เบญจาทิกุล อดีตทนายความส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.สายสมัครด้วยตนเอง กลุ่มที่ 2 กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยวิธีการจับฉลากเลือกกันเอง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอิทธิพร บุญประคอง แถลงว่า ในภาพรวมถือว่าการเลือก ส.ว.ระดับประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย วันนี้มารายงานตัว 2,675 คน ไม่มารายงานตัว 71 คน ส่วนการลงคะแนนและนับคะแนนเป็นไปตามที่ กกต.ได้วางแผนงานไว้ และดำเนินการเสร็จก่อนเวลาที่ได้คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ มีประเด็นการร้องเรียนเกิดขึ้นในกลุ่มที่ 4 หรือกลุ่มอาชีพกสิกรรม ปลูกพืชล้มลุก ทำนา ทำสวน ทำไร่ ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง ซึ่งกรรมการประจำหน่วยได้จดคำร้องเรียนเพื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในขั้นตอนต่อไปแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในการเลือก ส.ว. มีหลายกลุ่มได้รับเลือกโดยไม่ต้องจับสลาก และบางกลุ่มต้องตัดสินด้วยการวิธีจับสลาก ทำให้ได้ 200 รายชื่อจาก 10 กลุ่ม จาก 2 ประเภทการสมัคร หลังจากนี้ กกต.จะนำส่งรายชื่อให้คสช.คัดเลือกเหลือผู้ทำหน้าที่เป็น ส.ว. 50 รายชื่อ และขึ้นบัญชีสำรอง 50 รายชื่อ โดยกฎหมายมาตรา 96 วรรค 2 พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. กำหนดให้ กกต.รอไว้ &amp;nbsp;5 วัน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง เมื่อครบกำหนด กกต.จะส่งรายชื่อผู้ได้รับเลือกทั้ง 200 ราย เรียงเป็นลำดับตามผลคะแนนผู้ได้รับคะแนนสูงสุดตามรายกลุ่มและตามวิธีสมัคร&amp;quot; ประธาน กกต.กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/25264</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนา เบญจาทิกุล, ศุภชัย สมเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อิทธิพร บุญประคอง, เขศักดิ์ สุดสวาท</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181227/image_big_5c24e63ca577e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20220</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/10/2018 16:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/10/2018 16:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัยการยื่นฟ้องแล้ว!คดีอดีตเลขาฯกกต.หมิ่นประมาท5เสือกกต.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภุชงค์ นุตราวงศ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 ต.ค.61 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 เป็นได้เป็นโจทก์ส่งตัวยื่นฟ้อง นายภุชงค์ นุตราวงศ์ อายุ 64 ปี อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจำเลยฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2558 จำเลยใส่ความนายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการการการเลือกตั้ง (ประธาน กกต.) นายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์, นายบุญส่ง น้อยโสภณ, นายประวิช รัตนเพียร และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผู้เสียหายที่ 1-5 ซึ่งขณะนั้นเป็น กกต. โดยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนรายการเจาะลึกทั่วไทย ช่องสปริงนิวส์ และสื่อหลายช่องทาง ทำนองว่า กกต.เบียดบังเอาเวลาราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ปฎิบัติราชการเต็มเวลา ไปดูงานต่างประเทศ ทำให้เสียงบประมาณ สั่งยกเลิกระเบียบเดิมเพื่อปรับเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ เช่น ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา ผู้ช่วยเลขานุการ และทำให้มีการทำงานซ้ำซ้อน เป็นต้น ทำให้ผู้เสียหายถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เหตุเกิดที่แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กทม.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศาลพิจารณาคำฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3113/2561 และสอบคำให้การแล้ว นายภุชงค์ จำเลยให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดี ศาลจึงนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เวลา 13.30 น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาบุตรชายของนายภุชงค์ได้ยื่นคำร้องพร้อมใช้ตำเเหน่งสืบสวน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ขอประกันตัวบิดาซึ่งตกเป็นจำเลยในชั้นพิจารณา โดยศาลพิจารณาคำร้องพร้อมหลักทรัพย์แล้ว อนุญาตปล่อยชั่วคราวนายภุชงค์ ตีราคาประกัน 5 หมื่นบาท เปรียบเทียบใช้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท.ประกันตัวออกไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20220</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, บุญส่ง น้อยโสภณ, ประวิช รัตนเพียร, ภุชงค์ นุตราวงศ์, ศุภชัย สมเจริญ, อดีตเลขาธิการกกต.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181018/image_big_5bc858d646de2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15492</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โปรดเกล้าฯ กกต.ชุดใหม่ ทางลง &quot;36 สนช.&quot; รื้อผู้ตรวจฯ  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า&amp;rdquo; เสียงเพลงยุค 90 ของศิลปินนักร้อง &amp;ldquo;อ้อม&amp;rdquo; สุนิสา สุขบุญสังข์ คงต้องนำกลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังโต้โผหลักคือนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ สนช. และพวก 36 สนช. เป็นหน่วยกล้าตายเข้าชื่อยื่นขอแก้ไขพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยมีข้อสังเกตจากพรรคการเมือง เชื่อว่าหมกเม็ดหวังล้มกระดานผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ กกต.คัดเลือก จำนวน 616 คน เพื่อยื้อเลือกตั้งออกไปปลายปี 62 รวมทั้งกระแสหาบุคคลใหม่ที่มีเครือข่ายใกล้ชิดผู้มีอำนาจเข้ามาแทนที่ &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เงื่อนงำนี้ แม้คนกันเองในแม่น้ำ 5 สาย อย่างคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ผู้ยกร่างกฎหมายดังกล่าว ยังทนไม่ไหวออกมาตำหนิว่า &amp;ldquo;สนช.แก้กฎหมายเข้ารกเข้าพง&amp;rdquo; สำทับด้วยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. อัดซ้ำว่า &amp;nbsp;&amp;ldquo;สนช.ไปยุ่งเรื่องคนอื่นทำไม&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่นับก่อนหน้านี้ นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน &amp;nbsp;กกต. ดับเครื่องชนว่า สนช.ต้องโทษตัวเองว่าออกกฎหมายไม่รัดกุม และยังออกกฎหมายขัดหลักนิติธรรม นิติรัฐ นิติประเพณี ขาดความเสมอภาค ไม่เท่าเทียมกับ &amp;nbsp;พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ สนช.รู้อยู่แก่ใจ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผือกร้อนๆ นี้จึงถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหาร ในฐานะผู้แต่งตั้งสภาฝักถั่ว ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ต้องรีบชิ่งหนี หวั่นกระแสตีกลับทำให้เสียแผนการใหญ่
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;หลังกำลังเดินเกมการเมืองแบบสวยๆ มุ่งแก้ปัญหาให้ชาวบ้านผ่านโครงการประชารัฐและไทยนิยมยั่งยืน ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 11.4 ล้านใบ หวังขจัดความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของชาวบ้าน &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วินาทีเดียวกับที่ &amp;ldquo;บิ๊กตู่&amp;rdquo; กำลังชั่งน้ำหนักว่าจะเปิดตัวในนามพรรคพลังประชารัฐ สู่บัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกฯ &amp;nbsp;ที่กำลังจะเปิดตัวใน ส.ค.นี้ดีหรือไม่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขึ้นหิ้งเป็น &amp;ldquo;นายกฯ ตลอดชีพ&amp;rdquo; หลังชาวบ้านเมืองเพชรบุรีเรียกร้องเมื่อครั้งลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ไล่เลี่ยกับไทม์ไลน์ คสช.พิจารณาคลายกฎเหล็กเดือน ก.ย.นี้ ให้พรรคการเมืองเอกเซอร์ไซส์เตรียมเลือกตั้งต้นปี 62&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่กลับมาเจออาการเครื่องยนต์สะดุด สนช.ทำป่วน &amp;nbsp;อาจทำให้ถูกขุดและลากโยงไปเกี่ยวข้องกับวีรกรรมเก่าๆของสภาลากตั้ง เคยรับออเดอร์ คสช.ให้ใช้อภินิหารกฎหมายปูทางยื้อและวางคนเพื่อรับใช้หลังเลือกตั้ง อาทิ ขยายเวลา 90 วัน ผ่านร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส. ให้มีผลบังคับใช้ภายหลังประกาศราชกิจจานุเษกษา หรือการทำลายหลักนิติธรรม ที่นิยาม &amp;ldquo;กฎหมายลูกทรพีฆ่าแม่&amp;rdquo; &amp;nbsp;ด้วยการเขียนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. ยกเว้นลักษณะต้องห้ามให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.บางคน ที่มีความใกล้ชิดผู้มีอำนาจใน คสช. อยู่ในอำนาจต่อไป และกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ใครไม่ทำตามเสี่ยงติดคุกและถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เป็นต้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดังนั้น ก่อนไฟจะลามมาไหม้ตัว เชื่อว่าผู้มีอำนาจได้ส่งสัญญาณไปที่ สนช. ขณะที่ กกต.ชุดใหม่เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ช่วยกันรับลูกและเลิกใช้วิธีแก้กฎหมาย กกต. พร้อมหาวิธีการล้มผู้ตรวจการเลือกตั้ง 616 คนแบบแนบเนียน ที่ขณะนี้กระบวนการแค่ตั้งไข่ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเท่านั้น &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นรอให้การรับฟังความเห็นตาม รธน. มาตรา 77 ที่สนช. เปิดช่องทางผ่านเว็บไซต์รัฐสภา เบื้องต้นมีผู้ไม่เห็นด้วยหลักแสนคน รอจนเสร็จสิ้นภายในวันที่ 18 ส.ค.นี้ เพื่อเป็นทางลงให้ 36 สนช. ที่หลายคนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่และออกตัวแรง เลิกผลักดันกฎหมายอ้างว่าชาวบ้านไม่เห็นด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นให้ 5 กกต.ชุดใหม่ พิจารณาลงนามรับรองผู้ตรวจการเลือกตั้ง และหากไม่พอใจใครก็สอยและคัดเลือกเข้ามาใหม่เข้ามาแทนให้ตรงใจผู้มีอำนาจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รับรองเรื่องจบแบบไม่โฉ่งฉ่าง และลดกระแสตีกลับมาที่ &amp;ldquo;ลุงตู่&amp;rdquo; ที่มีเป้าหมายสำคัญรออยู่.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15492</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรองสถานการณ์, มหรรณพ เดชวิทักษ์, ศุภชัย สมเจริญ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180815/image_big_5b743b1974d41.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15259</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ขี้ข้าเหลี่ยมโดดป้องนาย &#039;วรงค์&#039;ซัดบ้ายอจนเหลิง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมุนแม้วดาหน้าโต้ &amp;quot;บิ๊กป้อม&amp;quot; ป้อง &amp;quot;นายใหญ่&amp;quot; อ้างสงครามไม่จบหมายถึงการต่อสู้ทางการเมืองด้วยแนวทางสันติวิธีเพื่อ ปชต. ไม่เหมือนนำรถถังออกมายึดอำนาจ ท้าให้ลงเลือกตั้ง เย้ยเผด็จการตื่นตระหนกหวาดผวา &amp;quot;หมอวรงค์&amp;quot; เตือนสติ น.ช.ทักษิณกินลูกยอจากลูกน้องจนเหลิงจะแพ้ตลอด &amp;nbsp; &amp;quot;ปชป.-พท.&amp;quot; ข้องใจ สนช.แก้ พ.ร.ป.กกต.ตามใบสั่ง ส่อยื้อเลือกตั้งสืบทอดอำนาจฉุดความเชื่อมั่น &amp;quot;กลุ่มสามมิตร&amp;quot; เดินหน้าดูด ท้า คสช.จับเข้าคุกหากทำผิด &amp;quot;ปณิธาน&amp;quot; เผย &amp;quot;ประวิตร&amp;quot; ต้องการทำการเมืองให้ปลอดภัยลงหาเสียงได้ทุกพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันอาทิตย์ นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวตอบโต้กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เตือนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้หยุดคิดแพ้ชนะและเห็นแก่ประเทศ อย่านึกถึงตัวเอง ว่าสิ่งที่นายทักษิณพูดเป็นเรื่องความห่วงใยประเทศไทย สะท้อนออกมาว่าเพราะเป็นฝ่ายถูกกระทำมาตลอดจากการยึดอำนาจทั้ง 2 ครั้ง แต่เมื่อถึงเวทีเลือกตั้ง ประชาชนยังรักและโอบอุ้มนายทักษิณ เพราะได้ทำนโยบายที่ดีให้กับประเทศ และประชาชนมีนายทักษิณนั่งอยู่ในใจ คำว่าสงครามยังไม่จบนั้นหมายถึงการต่อสู้ทางการเมืองด้วยแนวทางสันติวิธี แนวทางประชาธิปไตย ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เหมือนที่ พล.อ.ประวิตรนำรถถังออกมายึดอำนาจจากประชาชน แบบนี้คือสงคราม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ฝากถึง พล.อ.ประวิตร ว่าท่านยึดอำนาจจากประชาชน แต่นายทักษิณได้รับมอบอำนาจจากประชาชน จึงเห็นแก่ประเทศชาติอยู่แล้ว ฉะนั้นขอให้พล.อ.ประวิตรลงเลือกตั้งเพื่อพิสูจน์ว่าประชาชนจะเลือกใคร นายทักษิณเข้ามาแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ ไม่ได้ซื้อเรือดำน้ำ เครื่องบิน หรือรถถังที่ไม่สามารถตรวจสอบได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงนี้นายทักษิณออกมาเคลื่อนไหวมาก มีนัยอะไร นายวรชัยกล่าวว่า ท่านออกมาพูดเพื่อยืนยันว่าวันนี้คนไทยยากลำบาก และเห็นใจประชาชน อีกทั้งประเทศไทยอยู่ในระบบเผด็จการนานเกินไป นายทักษิณเข้าใจคนไทยว่าต้องการประชาธิปไตย และสังคมโลกไม่ยอมรับประเทศที่เป็นเผด็จการ ท่านเป็นคนที่เห็นความเจริญของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ได้รับการต้อนรับจากคนทั่วโลก หาก พล.อ.ประวิตรเดินทางไปต่างประเทศ จะได้การต้อนรับเหมือนนายทักษิณและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามถึงกรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยเดินทางไปหานายทักษิณ จะอาจถูกมองว่าพรรคเพื่อไทยถูกครอบงำโดยคนนอก นายวรชัยกล่าวว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความรักและผูกพันกับนายทักษิณตั้งแต่พรรคไทยรักไทย คนรักกัน ชอบกันไปเยี่ยมกัน ไม่ใช่มีแค่นักการเมืองที่ไปเยี่ยม ประชาชนก็ยังแวะไปเยี่ยมท่านจำนวนมาก นายทักษิณไม่บอกให้พรรคเพื่อไทยต้องทำตามนโยบายของท่าน หรือต้องทำตามคำสั่ง แล้วจะเป็นการครอบงำได้อย่างไร มีคนบางกลุ่มเท่านั้นที่อิจฉานายทักษิณ เพราะว่าเป็นคนที่คนไทยรักผู้มีความสามารถมีความรอบรู้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ระบุว่า คำพูดของนายกทักษิณที่ฮ่องกงที่ว่า &amp;quot;สงครามเพื่อประชาธิปไตยยังไม่จบ ถ้ายังไม่หยุดสู้ก็ยังไม่แพ้&amp;rdquo; ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับเผด็จการและลิ่วล้อจนถึงขั้นเสียกิริยา จึงพากันดาหน้าออกมาโจมตีโดยไม่ได้คิดว่าวาทกรรมที่ประดิษฐ์มาใส่ร้ายอดีตนายกทั้งสองนั้นคือการดูถูกประชาชน สงครามเพื่อประชาธิปไตยคือการต่อสู้ทางความคิด เพราะประชาชนได้ตระหนักแล้วว่ามีเพียงประชาธิปไตยเท่านั้นที่ทำให้ทุกคนอยู่บนแผ่นดินเดียวกันได้อย่างมีศักดิ์ศรี ทั้งยังเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจที่จะทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี ประชาชนเห็นแล้วว่าตลอด 4 ปีของการรัฐประหาร มีเพียงเผด็จการและลิ่วล้อเท่านั้นที่เสวยสุข แต่ประชาชนทุกข์ยาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในสงครามเพื่อประชาธิปไตย ต่างคนต่างมีบทบาทในการต่อสู้ ประชาชนต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเองและลูกหลาน ไม่ได้รับจ้างใครมาสู้ หรือสู้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือสู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ต่างจากลิ่วล้อเผด็จการและพรรคการเมืองบางพรรคที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกเขาสัมพันธ์กันด้วยผลประโยชน์และการต่อรอง จึงเก็บอาการไม่อยู่ทุกครั้งเมื่อได้เห็นคนที่ประชาชนเลือกส่งสัญญาณการต่อสู้ เราจึงได้เห็นประชาชนมือเปล่าไม่ยอมจำนนต่อคนถือปืน ส่วนเผด็จการที่มีทั้งอำนาจและอาวุธกลับหวาดผวาทุกครั้งเมื่อถูกเอ่ยถึงการเลือกตั้ง&amp;quot; นายวัฒนาระบุ
เตือนสติกินลูกยอแพ้ตลอด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงนายทักษิณ ชินวัตร ว่าโดยปกติแล้วรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ จะไม่มีคำว่าแพ้ ต่อให้มีทหาร หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เพราะประชาชนเขาจะหนุนและช่วยกันปกป้อง แต่คุณทักษิณแพ้มาตลอด เพราะประชาชนเขาไม่ยอม คุณทักษิณต้องถามตนเองดูว่าทำเพื่อประชาชนและประเทศชาติจริงๆ หรือไม่ ที่สำคัญต้องมีความถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นั่นคือ 1.ต้องไม่ก้มหน้าก้มตาโกง รวมทั้งสร้างวาทกรรม โกงแล้วแบ่งกันไม่เป็นไร ที่สำคัญประเทศที่เขาพัฒนาเขาต้องปราบโกงประเทศจึงเจริญ 2.ต้องไม่เหลิงในอำนาจ เช่น ออกกฎหมายเพื่อล้างผิดตนเอง 3.ต้องเคารพกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;quot;ถ้าคุณทักษิณทำผิดพลาดซ้ำซาก แม้จะมาจากการเลือกตั้ง เขาจะไม่เรียกว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตย แต่เขาเรียกว่าฝ่ายทุนสามานย์ ถ้ายังคิดแบบเดิมๆ ถือว่าหมดเวลา ทางที่ดีคุณทักษิณต้องอย่าฟังแต่ลูกน้องมากเกินไป จะทำให้คุณทักษิณเดินหลงทางมากยิ่งขึ้น แม้แต่อดีตประธานสภาที่คุณทักษิณแต่งตั้งสมัยเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เขายังบอกผมว่าคุณทักษิณแพ้เพราะอาหารเป็นพิษ ผมงงมากเลยถามต่อว่าเป็นอย่างไร ท่านตอบว่า กิน &amp;rdquo;ลูกยอ&amp;rdquo; จากลูกน้องมากไปจึงเหิมเกริม ถ้ายังเหิมเกริมเหมือนเดิม ยืนยันว่าท่านแพ้ตลอดแน่นอน&amp;quot; นพ.วรงค์ระบุ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงกรณีสมาชิก สนช. เสนอขอแก้กฎหมายการแต่งตั้งผู้ตรวจการเลือกตั้งว่า การแก้กฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของสนช. ส่วน กกต.อยู่ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติ กฎหมายว่าอย่างไรก็เดินไปตามนั้น และ กกต.ไม่จำเป็นต้องไปชี้แจง ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไข เราก็ดำเนินการตามตารางเวลาของเรา เราไม่มีการวางคนของเราหรือมีความจำเป็นตั้งคนของเรา ยืนยัน กกต.ชุดของตนได้ปฏิบัติตามกฎหมายที่มีอยู่ และไม่ได้ไปละเมิดกฎหมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของ สนช.ว่าต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไปจากโรดแมป หรือต้องการได้คนของตัวเองเข้าไปเป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัด ส่วนที่จะยกเลิกความคิดที่จะเข้าไปแก้ไขกฎหมายลูก กกต.ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ตรวจการเลือกตั้งนั้น เป็นเรื่องดีนอกจากจะยุติความขัดแย้งระหว่าง สนช.กับ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระยังช่วยยุติความกังวลของสังคมในเรื่องการก้าวก่ายแทรกแซงองค์กรอิสระของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย เพราะหากส่งผลต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ส.ส.และการสรรหา ส.ว. อาจเป็นเหตุนำไปสู่การไม่ยอมรับการเลือกตั้งในอนาคตโดยไม่จำเป็นได้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า ข้ออ้างของ สนช.ฟังไม่ขึ้น เพราะ กกต.ชุดปัจจุบันมีอำนาจหน้าที่ทำงานตามปกติจนกว่าจะมี กกต.ชุดใหม่ เพราะฉะนั้นการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งก็เป็นการทำงานปกติตามกฎหมายและระเบียบที่วางไว้ ส่วนที่จะแก้กฎหมาย กกต เพื่อกำหนดวิธีการสรรหาผู้ตรวจการเลือกตั้งไว้ในกฎหมายโดยไม่ให้ กกต.ไปออกระเบียบเองนั้น ก็ไม่เห็นหลักประกันอะไรที่แสดงให้เห็นว่าจะได้ผู้ตรวจการเลือกตั้งที่ดีกว่า จึงถูกมองได้ว่าการเคลื่อนไหวแก้ไขกฎหมาย กกต.ครั้งนี้มีใบสั่งจากผู้มีอำนาจมาถึง สนช. เพื่อทำให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญของ กกต. เป็นไปตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ&amp;nbsp;
แก้ พรป.กกต.ฉุดเชื่อมั่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ถือว่าเป็นอันตรายมากต่อการที่ประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง เพราะผู้มีอำนาจมีแนวโน้มจะเป็นผู้ลงสนามเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป &amp;nbsp;ถ้าผู้มีอำนาจกำลังใช้อำนาจโดยมิชอบ เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องผ่านกลไกผู้ตรวจการเลือกตั้ง เพื่อให้สมประโยชน์กับตนเองมากที่สุด ก็จะยิ่งฉุดรั้งความไม่เชื่อมั่นต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งมากขึ้น&amp;quot; นายองอาจกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สนช.จะทำอะไรควรไตร่ตรองให้รอบคอบ ว่าทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์ไหม บ้านเมืองปรองดองหรือจะขัดแย้งตามมา ประชาชนอยากเลือกตั้งช้าหรือเร็วหลายท่านมีความรู้มีประสบการณ์ น่าจะคิดได้ และอย่าประเมินความอดทนของประชาชนต่ำเกินไป และเห็นมีข่าวว่าอาจจะไม่เดินหน้าแก้ไขกฎหมายแล้ว ไม่แน่ใจว่าเริ่มคิดได้ว่ามีงานอื่นที่ควรทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ หรือเพราะมีเสียงคัดค้าน ถ้าไม่เสนอแก้จริงคงจะช่วยเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมืองในเรื่องนี้ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สนช.ที่ร่วมกันลงชื่อ ถ้าฟังกระแสสังคม ฟังเสียงประชาชนบ้าง จะรับรู้ได้เองว่าประชาชนต้องการอะไร อยากให้แก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.หรือไม่ วันนี้โพลสำนักต่างๆ สะท้อนว่าประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง มีความพยายามในการยื้อการเลือกตั้งออกไปให้นานที่สุด เพื่อขยายการสืบทอดอำนาจออกไปให้นานที่สุดด้วยหรือไม่ กลุ่มการเมืองต่างๆ ที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้ง ก็ประกาศตัวชัดเจนพร้อมเป็นรัฐบาลทุกกลุ่มการเมืองแล้ว ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมบอกว่าจะจัดการเลือกตั้งกุมภาพันธ์ 2562 จึงยังไม่มีคนเชื่อมากนัก ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของพวกท่านที่ผ่านมา ดังนั้นสิ่งใดที่จะเป็นส่งสัญญาณหรือการดำเนินการที่สร้างความหวาดระแวงต่อประเทศชาติและประชาชน พวกท่านต้องระมัดระวัง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มสามมิตร ที่มีการสัญญาว่าจะให้แก่ประชาชนจะผิดกฎหมาย กกต.หรือไม่ ว่าต้องมีการตรวจสอบก่อนว่าการกระทำนั้นผิดต่อ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 หรือไม่ ยืนยันว่า กกต.ตรวจสอบทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน รวมถึงการไต่สวนข้อเท็จจริง เพราะการจะลงโทษใครต้องได้ความชัดเจน แต่ในกฎหมายเลือกตั้งหากมีเหตุอันควรสงสัยก็สามารถดำเนินการได้ว่าจะทำผิดต่อ พ.ร.ป.พรรคการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นกลุ่มการเมืองที่ยังไม่ได้จดทะเบียนพรรคการเมืองแล้วมาอ้างว่าเป็นพรรคการเมืองจะเป็นความผิดเหมือนกัน อย่างกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวเกินกว่า 5 คน ก็ขัดกับคำสั่งของ คสช.ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกกลุ่มสามมิตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า เบื้องต้นคิดว่าไม่น่าจะผิดกฎหมาย เพราะกลุ่มสามมิตรไม่ใช่พรรคการเมืองตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง เราเป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาบริสุทธิ์ในการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาของประชาชน ทำในฐานะประชาชนคนหนึ่งเท่านั้น เพื่อนำปัญหาข้อเรียกร้องต่างๆ ส่งไปยังรัฐบาลผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลช่วยดำเนินการแก้ไข และไม่น่าจะขัดคำสั่ง คสช. เพราะกลุ่มสามมิตรเดินทางไปรับฟังปัญหาของประชาชน ไม่ได้ไปเคลื่อนไหวทางการเมือง หรือไปสร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมือง จึงเชื่อว่า คสช.จะเข้าใจ เพียงแต่อาจจะไม่ถูกใจใครบางคนก็เท่านั้น ถ้าหากสิ่งที่กลุ่มสามมิตรทำเพื่อประชาชนนั้นเป็นสิ่งถูกใจประชาชนทั่วประเทศ ก็จะยังคงเดินหน้าลงพื้นที่ต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ จ.นครราชสีมา นายภิรมย์ พลวิเศษ แกนนำและเลขาฯ กลุ่มสามมิตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่พบประชาชนร่วมกับนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำและหัวหน้ากลุ่มสามมิตร ที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น และ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม ว่าการเดินสายครั้งนี้ได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะกับ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านไผ่ นำประชาชนมาร่วมฟังและเสนอปัญหาและความต้องการต่างๆ กว่า 300 คน ส่วนที่ประธาน กกต.กำลังจะตรวจสอบนั้น กลุ่มสามมิตรไม่ใช่พรรคการเมือง เราเป็นการตั้งชื่อสามมิตรเพื่อแสวงหาการแก้ปัญหาหรือแนวคิดที่จะทำให้ประชาชนถ้ายุบกลุ่มสามมิตร พรุ่งนี้ตนก็ตั้งกลุ่มหรือพรรคมหามิตร ไม่มีปัญหา ไม่ได้ซีเรียส หรือคำสั่ง คสช.บอกว่าห้ามคนมารวมกันเกิด 5 คนแล้วพูดเรื่องการเมืองที่เขาห้าม เพราะกลัวคนมาผิดกันหรือมาตีกันมาแตกแยกกัน&amp;nbsp;
สามมิตรท้า คสช.จับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ไม่มีกฎหมายไหนในโลกว่าถ้าคนมารวมกันสัก 200-300 คนแล้วมารักกัน ชอบกัน แล้วสร้างสรรค์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์เดินไปข้างหน้า เขาไม่จับหรอก ถ้าผมเอาเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือหลายสีมาหาผมแล้วชอบกัน รักกัน แล้วเสนอความต้องการของประชาชนก็ให้เขามาจับผมได้เลย ผมจะไปติดคุก ผมจะได้ผอมเหมือนกับเขาที่เขาติดคุก เผื่ออาจจะได้หุ่นดีเหมือนคนติดคุกสัก 3 เดือน ฉะนั้นกลุ่มสามมิตรยังเดินหน้าต่อไป วันนี้มีคำสั่งว่าภาคอีสานเราไปแล้ว ภาคกลาง ภาคเหนือ จ.นครสวรรค์, จ.แพร่, จ.สุโขทัยก็ไปแล้ว หัวหน้ากลุ่มสามมิตรสั่งแล้วให้สัปดาห์หน้าไป 3 จังหวัดภาคใต้ ผมรับคำสั่งไปแน่นอน&amp;quot; นายภิรมย์ กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองช่วงใกล้เลือกตั้งว่า ฝ่ายความมั่นคงโดย พล.อ.ประวิตร มีหน้าที่ทำพื้นที่ทางการเมืองให้ปลอดภัย จัดให้มีการหาเสียงหรือลงพื้นที่ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน สิบกว่าปีที่ผ่านมา มีบางพรรคการเมืองเข้าบางพื้นที่ไม่ได้ ทำให้หาเสียงไม่ได้ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงต้องจัดเรื่องพื้นที่เหล่านี้ ให้ทุกพรรคได้มีโอกาสหาเสียง และพูดคุยกับทุกพรรคให้มีข้อตกลงในการลงพื้นที่หาเสียงในรูปแบบที่ไม่เกิดความขัดแย้ง ซึ่งต้องดู เรื่องกระบวนการปรองดอง ที่ไม่ใช่ปรองดองแค่กลุ่มนักการเมือง แต่รวมถึงประชาชนที่สนับสนุนพรรคการเมือง ควรจะทำงานร่วมกันในกติกาใหม่ๆ ซึ่งมีการตอบรับ ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าฐานเสียงของแต่ละกลุ่มการเมืองเขาบอกไม่มีปัญหา เรื่องเหล่านี้ต้องมีคนผลักดันในแต่ละพรรค แต่ละกลุ่มการเมือง หลังจากนี้งานการเมืองจะเข้มข้น ดังนั้นการให้เวลากับการเตรียมการจึงเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเตรียมการเยอะ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า ยังมีการเคลื่อนไหวการเมืองใต้ดินอยู่หรือไม่ เพราะว่าสถานการณ์สงบแบบผิดปกติ นายปณิธานกล่าวว่า พอนิ่งบอกว่าแปลก พอไม่นิ่งก็บอกว่าแปลก แต่ไม่แน่ใจว่าจะบอกได้ว่าแปลกหรือไม่ แต่คิดว่าคนอยากเห็นบรรยากาศความสงบเรียบร้อย อยากทำการเมืองในลักษณะที่ได้คะแนนเสียงอย่างจริงจัง และสามารถเดินหน้าต่อได้ เชื่อว่าคนที่หลุดพ้นจากคดีต่างๆ ที่ต้องการกลับมาทำงานการเมืองในระบบใหม่ เขาจะต้องหาผู้สนับสนุนในรูปแบบที่ชัดเจน ที่ไม่ขัดแย้ง แต่มุ่งเน้นเรื่องการพัฒนา ส่วนการปลดล็อกการเมือง พล.อ.ประวิตรตามเรื่องนี้อยู่ ซึ่งมีการผ่อนคลายบ้างแล้ว แต่เรื่องไหนไม่ได้จะบอกว่าไม่ได้ แต่ว่ามีเวลาของการเลือกตั้งคร่าวๆ ในปีหน้า เพื่อเป็นกรอบอยู่แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายปณิธานยังกล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์ว่าประเทศไทยไม่เหมาะสมกับการนั่งเป็นประธานอาเซียน เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร ว่าโดยกติกาอาเซียนไม่ได้มีอะไรที่เป็นประเด็น เพราะว่าประเทศสมาชิกมีระบอบการปกครองที่หลากหลาย และจะไม่แทรกแซงกิจการในประเทศซึ่งกันและกัน ในช่วงที่บางประเทศที่กำลังจะขึ้นเป็นประธาน แต่มีปัญหากับต่างประเทศ อย่างเช่นกับสหภาพยุโรป ประเทศสมาชิกก็เห็นว่าจะต้องใช้กติกาเดิม คือระบอบการเมืองไม่ควรเป็นปัญหา แต่การกดดันจากต่างประเทศ เรารับฟัง อะไรที่เขากังวลเราก็ชี้แจงไป เชื่อว่าไม่เป็นปัญหาอะไร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คนที่เขียนบทความเรื่องนี้เป็นคนที่คุ้นเคย เป็นนักคิดนักเขียน ไม่ได้เป็นผู้บริหารหนังสือพิมพ์หรืออะไร เป็นที่น่าสังเกตว่าคำบางคำที่เขาใช้ไปสอดคล้องกับบางเว็บไซต์ ที่มีคนบางกลุ่มเข้าไปใช้ หรือมีความคิดที่คล้ายกับคนบางกลุ่ม ซึ่งคนเขียนอาจจะเข้าไปเอาข้อมูลจากแหล่งนั้น รวมถึงหลายๆ ที่ แล้วเอามาประกอบการเขียน ซึ่งประเทศที่ให้ความสนใจการเมืองไทยไม่ได้มีมาก&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นการล็อบบี้ใช่หรือไม่ นายปณิธานกล่าวว่า ดูแล้วว่าทางข้อมูลจะมาจากกลุ่มการเมืองที่มีข้อมูลคล้ายๆ กัน ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตกันเรื่องนี้ ต้องดูกันต่อไป ประเทศอื่นๆ ก็เคยเจอการคัดค้านการขึ้นเป็นประธานอาเซียนเหมือนกัน บางกรณีหนักถึงขั้นค้านอย่างเป็นทางการจากในประเทศกลุ่มอาเซียน ถือว่ากรณีของไทยไม่รุนแรงเหมือนกรณีอื่นๆ ถือเป็นเรื่องธรรมดา ในปีหน้าความสำคัญของอาเซียน ที่หลายๆ ประเทศสนับสนุนเราในการผลักดันหุ้นส่วนให้มีความใกล้ชิดมากขึ้น ให้เห็นผลจริง โดยนายกฯ คาดหวังถึงขั้นว่าอยากทำแผนปฏิบัติการไว้ว่าใน 20 ปีข้างหน้าอาเซียนควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15259</URL_LINK>
                <HASHTAG>จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม, นพดล ปัทมะ, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคเพื่อไทย, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, วรชัย เหมะ, วัฒนา เมืองสุข, ศุภชัย สมเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องอาจ คล้ามไพบูลย์, อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180812/image_big_5b705d6333eaa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
