<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>117374</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/09/2021 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/09/2021 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำใจ อสังหาฯภาคอีสาน กว่าจะฟื้นต้องรอครึ่งหลังปี 2565</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ก.ย. 2564 ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลสำรวจภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ภาพรวมตลาดมีการชะลอตัวอย่างมากในด้านอุปทานของหน่วยเปิดขายใหม่ ซึ่งจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -24.4 และมูลค่าลดลง -20.6 โดยพบว่าไม่มีโครงการอาคารชุดเปิดขายใหม่เลย แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการมีการชะลอตัวในการพัฒนาโครงการใหม่อาคารชุดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม นครราชสีมา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น ตามลำดับ ส่วนในจังหวัดอุดรธานี มีการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 218.2 โดยเป็นการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของภาพรวมอุปสงค์ของหน่วยขายได้ใหม่พบว่า ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าลดลงประมาณร้อยละ -24.9 และ -30.3 ตามลำดับ &amp;nbsp;และหากพิจารณาอัตราดูดซับอาคารชุดพบว่า มีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเป็นผลจากการที่มีหน่วยเปิดขายใหม่ลดลง ไม่ใช่เป็นผลมาจากหน่วยขายได้ใหม่เพิ่มขึ้น หากมองภาพรวมทั้งปี 2564 คาดว่าจะมีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดประมาณ 3,597 หน่วย มีหน่วยรอการขายสะสมประมาณ 12,487 หน่วย และในปี 2565 คาดว่า หากมีการกระจายวัคซีนได้ทั่วถึงจะทำให้สถานการณ์ที่อยู่อาศัยปรับตัวดีขึ้น และจะส่งผลให้มีหน่วยที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่เข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 4,022 หน่วย และจะส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายสะสมอยู่ในตลาดโดยมีจำนวนหน่วยประมาณ 12,619 หน่วย หรือ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) กล่าวว่า จากการที่ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ได้จัดเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นกับการลงทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ด้วยการสำรวจภาคสนาม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังคงประสบกับการแพร่ระบาดของ COVID-19 ระลอก 3 และ 4 ได้พบความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของอุปทานที่อยู่อาศัยหน่วยเปิดขายใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งพื้นที่สำรวจประกอบด้วยจังกวัดขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี อุดรธานี และมหาสารคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 มีโครงการที่อยู่อาศัยใหม่เข้าสู่ตลาดน้อย โดยมีเพียง 1,583 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -24.4 และมีมูลค่ารวม 4,861 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -20.6 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้อุปทานที่อยู่อาศัยทั้งหมดที่มีการขายในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีจำนวนรวม 13,701 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -11.1 และมีมูลค่ารวม &amp;nbsp;47,000 &amp;nbsp;ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -12.9 โดยมีหน่วยขายได้ใหม่ลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยมีจำนวนหน่วยประมาณ 2,141 หน่วย หรือ ลดลงร้อยละ -24.9 และมีมูลค่า 6,474 ล้านบาท หรือ ลดลงร้อยละ -30.3 ส่งผลให้มีหน่วยเหลือขายอยู่ในตลาดประมาณ 11,560 หน่วย และมีมูลค่ารวมประมาณ 40,526 ล้านบาท ซึ่งลดลงทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า โดยจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -8.0 และมูลค่าลดลงร้อยละ -9.3 ตามลำดับ ในจำนวนดังกล่าวเป็นการลดลงของหน่วยอาคารชุดเหลือขายร้อยละ -16.2 ขณะที่หน่วยบ้านจัดสรรเหลือขายลดลงร้อยละ -5.8 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการที่ผู้ประกอบการปรับตัวโดยลดจำนวนของการพัฒนาโครงการอาคารชุดเปิดตัวใหม่ลง แต่ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจไปพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรเข้ามาสู่ตลาดมากเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาลงรายละเอียด พบการชะลอตัวของการเปิดขายใหม่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม นครราชสีมา อุบลราชธานี และจังหวัดขอนแก่น โดยมีจำนวนหน่วยลดลงร้อยละ -61.1 ร้อยละ -46.4 ร้อยละ -44.2 และร้อยละ -28.9ตามลำดับ ส่วนในจังหวัดอุดรธานี มีหน่วยเปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 218.2 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของการพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ได้ประมาณการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเข้าสู่ตลาดในปี 2564 จำนวนประมาณ 3,597 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,847 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,317 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,354 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 280 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ &amp;nbsp;493 ล้านบาท โดยในช่วงครึ่งหลังปี 2564 อัตราการขยายตัวของหน่วยโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงครึ่งปีแรก โดยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 54.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 43.9 &amp;nbsp;เชื่อมั่นว่าสถานการณ์ของหน่วยเปิดขายใหม่ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะปรับตัวดีขึ้นกว่าครึ่งแรกของปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับแนวโน้มปี 2565 ศูนย์ข้อมูลฯ คาดว่าจะมีที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเข้าสู่ตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนประมาณ 4,022 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 11,847 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,205 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,228 ล้านบาท และ โครงการอาคารชุดประมาณ 817 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 1,619ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2565 อัตราการขยายตัวของหน่วยโครงการที่อยู่อาศัยเปิดขายใหม่จะเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 ถึงร้อยละ 22.0 และคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 3.8 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ในขณะที่มูลค่าในครึ่งแรกของปี 2565 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 19.7 และเริ่มชะลอการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังปี 2565&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของหน่วยขายได้ใหม่ ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่า ในปี 2564 &amp;nbsp;ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีหน่วยขายได้ใหม่จำนวนประมาณ 4,308 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 13,305 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,308 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,961 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 1,000 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 2,344 ล้านบาท โดยคาดว่าในช่วงครึ่งหลังปี 2564 จะมีหน่วยขายได้ใหม่มากกว่าครึ่งปีแรก หรือมีอัตราขยายตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณร้อยละ 90.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีมูลค่าเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 90.6 และในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยขายได้ใหม่จำนวนประมาณ 4,243 หน่วย มูลค่ารวม 13,511 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 3,227 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 10,977 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดประมาณ 1,016 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 2,534 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยคาดว่าในช่วงครึ่งแรกปี 2565 ตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมียอดขายลดลงเมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปี 2564 ร้อยละ -2.9 และคาดว่าจะลดลงอีกร้อยละ -0.1 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 เนื่องจากในปี 2564 คาดว่าสถานการณ์ยอดขายจะปรับตัวดีขึ้นอย่างมาก จึงทำให้ในปี 2565 อาจจะมียอดขายชะลอตัวลงมาเล็กน้อย &amp;nbsp;ในขณะที่มูลค่าในครึ่งแรกของปี 2565 จะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2.2 และขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 1.0 ในช่วงครึ่งหลังปี 2565 &amp;nbsp;โดยเป็นผลมาจากการคาดการณ์ภายใต้สถานการณ์ที่ประเทศไทยสามารถกระจายวัคซีนได้ทั่วถึง ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่เกิดขึ้นในระดับที่สูงกว่าปี 2564 และคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะขยายตัวประมาณร้อยละ 4.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ หากพิจารณาในส่วนของหน่วยเหลือขาย ศูนย์ข้อมูลฯ คาดการณ์ว่า ในครึ่งหลังปี 2564 จะมีหน่วยเหลือขายในตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนประมาณ 12,487 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 43,085 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 10,003 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 36,859 ล้านบาท โครงการอาคารชุดประมาณ 2,484 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 6,226 ล้านบาท และในปี 2565 คาดการณ์ว่าจะมีหน่วยเหลือขายในตลาดจำนวนประมาณ 12,619 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 43,080 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการบ้านจัดสรรประมาณ 9,950 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 36,366 ล้านบาท และโครงการอาคารชุดประมาณ 2,669 หน่วย มูลค่ารวมประมาณ 6,714 ล้านบาท โดยอัตราดูดซับจะเริ่มทรงตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2564 เป็นต้นไป เนื่องจากผู้ประกอบการจะเริ่มเติมหน่วยเปิดขายใหม่เข้ามาสู่ตลาดเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ดีศูนย์ข้อมูลคาดว่าจะเห็นสัญญาณที่ฟื้นตัวของตลาดที่อยู่อาศัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 เป็นต้นไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/117374</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, ภาคอีสาน, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c7f1d4048.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>108685</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/07/2021 15:56</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/07/2021 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> โควิดทุบกำลังซื้ออสังหาอีอีซี  ชี้หมดยุคทองแนะน้องใหม่พิจารณาก่อนลงทุน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในช่วงที่ผ่านมาพื้นที่อีอีซีเข้ามามีบทบาทความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีถือว่ามีบทบาทความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหากพิจารณาจากการขอใบอนุญาตจัดสรร พบว่ามีจำนวนโครงการคิดเป็น 8.3% ของประเทศ มีจำนวนหน่วยประมาณ 6.8% ของประเทศมีการขอใบอนุญาตปลูกสร้างแนวราบ พื้นที่เท่ากับ 5.3% ของประเทศ มีจำนวนหน่วยประมาณ 5.7% ของประเทศ ขณะเดียวกันยังมีจำนวนการขอใบอนุญาตปลูกสร้างอาคารชุดพื้นที่เท่ากับ 7.1% ของประเทศอีกด้วย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้อีอีซีจะเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดึงเม็ดเงินการลงทุนมหาศาล แต่สำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะเข้ามาในภูมิภาคแห่งนี้ ก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายเลย&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;กล่าวว่า ทิศทางตลาดปี 2564 คาดการณ์ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดชลบุรียังคงมีภาวะชะลอตัวต่อเนื่องจากปี 2563 ผลจากโควิด-19 ช่วงครึ่งแรกของปี 2564 ได้ทำให้ตลาดทั้งปี 2564 มีภาวะชะลอตัวเช่นเดียวกับปี 2563 ประมาณการหน่วยเปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก&amp;nbsp;2564 จะสูงกว่าครึ่งปีแรกของปี&amp;nbsp;2563 ประมาณ 15.0% ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่าหน่วยขายได้ใหม่จะลดลง -20.4% จากปี&amp;nbsp;2563 โดย 2564 จะมีหน่วยเปิดขายใหม่ จำนวน 9,348 หน่วย มูลค่า 36,037 ล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ในปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ตลาดยังคงมีการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ภาพรวมของตลาดก็ยังอยู่ในช่วงชะลอตัว โดยหน่วยเปิดขายใหม่รวมปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;คาดว่าจะมีจำนวน&amp;nbsp;1,233&amp;nbsp;หน่วย ลดลง&amp;nbsp;7.4%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;3,665&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลง&amp;nbsp;0.2%&amp;nbsp;คาดว่าหน่วยขายได้รวมปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จะมี&amp;nbsp;1,961&amp;nbsp;หน่วย ลดลง&amp;nbsp;15.1%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;5,344&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลง&amp;nbsp;20.3%&amp;nbsp;หน่วยเหลือขาย ณ สิ้นปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;จะมีประมาณ&amp;nbsp;6,174&amp;nbsp;หน่วย เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;15.1%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;17,201&amp;nbsp;ลบ. เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;8.7%&amp;nbsp;ในขณะที่การโอนกรรมสิทธิ์รวมปี&amp;nbsp;2564&amp;nbsp;มีประมาณ&amp;nbsp;3,762&amp;nbsp;หน่วย ลดลง&amp;nbsp;7.2%&amp;nbsp;มูลค่า&amp;nbsp;7,838&amp;nbsp;ล้านบาท ลดลง&amp;nbsp;3.6%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;แม้ว่าตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่อีอีซีในเขต&amp;nbsp;3&amp;nbsp;จังหวัด มีการปรับลดลงของอุปทานอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยกำลังซื้อที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้อัตราดูดซับโดยรวมลดลงเช่นเดียวกัน สถานการณ์โดยรวมจึงยังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว การลงทุนพัฒนาโครงการใหม่จึงต้องใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณาในเชิงลึก เพราะในบางประเภท บางกลุ่มราคา อัตราดูดซับยังคงดีอยู่&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายวิชัยกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ชลบุรีหมดยุคทอง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายมีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด&amp;nbsp;นายกสมาคมอสังหาฯ ชลบุรี กล่าวว่า จากปัจจัยลบหลายอย่างในช่วงนี้ และไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยการเกิดคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้างแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ เหมือนเป็นการซ้ำเติมเข้าไปอีก เพราะในช่วงที่ผ่านมาก็มีราคาเหล็กที่ค่อนข้างสูง หรือเรียกได้ว่าแพงในรอบสองทศวรรษก็ว่าได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ขณะที่ภาพรวมธุรกิจอสังหาฯในอีอีซีก็เริ่มชะลอตัวหลังจากหมดมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาฯ บวกกับมีโควิดเข้ามายิ่งกระทบได้อย่างชัดเจน แต่หากมองสถานการณ์ระยะไกลหรือประมาณปีหน้า หากดีขึ้นก็คงจะมีกลุ่มที่ได้รับผลชัดเจน โดยเฉพาะตลาดจีนที่กำลังเติบโตมาก ผู้ประกอบการก็คงคาดหวังจะให้เกิดขึ้น แต่แน่นอนว่าปัจจัยรวมยังเป็นห่วงเรื่องสถานการณ์โควิดที่ไม่รู้จะจบเมื่อไหร่มากกว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หากถามว่าการลงทุนอสังหาฯ ในภูมิภาคนี้ยังน่าสนใจไหม ยอมรับว่าบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เคยมาพัฒนาในพื้นที่ชลบุรี แต่เข้ามาทำและกลับไปหลายราย แม้กระทั่งรายที่เป็นซูเปอร์บิ๊กเข้ามาแล้วก็ไป ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้กำลังซื้อน่าจะหดหาย แต่ถ้าจะลงทุนก็จะต้องยอมรับว่าต้องต่อสู้กับคู่แข่ง มันก็ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าและเรื่องราคา เพราะในช่วงเวลาแบบนี้ลูกค้าคงเลือกดูที่ราคาเป็นหลักในการเปรียบเทียบ&amp;rdquo;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องทำเลเป็นเรื่องของราคาที่ดิน โดยที่ผ่านมานั้นในพื้นที่ของอีอีซีมีราคาที่ปรับสูงขึ้นมาก เพราะว่าจากกระแสที่จะมีโครงการ ทำให้คนซื้อที่ไว้เก็งกำไรรอตลาดดีขึ้น แต่ที่ผ่านมาตลาดไม่ดีขึ้น ซึ่งที่ดินอยู่ในมือนายทุน แน่นอนว่าก็ต้องได้ราคาสูง เพราะบางรายซื้อเก็บไว้ในราคาที่สูงอยู่แล้ว ดังนั้นการซื้อที่ดินเก็บไว้เพื่อรอลงทุนในจังหวะที่คนมีกำลังซื้อ จึงไม่ค่อยสมเหตุผลแล้วในตอนนี้ เช่น คนมีกำลังซื้อทาวน์โฮมผ่อน&amp;nbsp;10,000&amp;nbsp;บาทต่อเดือน ราคาก็ควรอยู่ที่ล้านต้นๆ แต่ปัจจุบันนี้ทำไม่ได้ เพราะราคาที่ดินสูงขึ้นหลายเท่าตัว จนไม่สามารถทำสินค้ารองรับผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ได้แล้ว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านรูปแบบของสินค้าก็มีการปรับรูปแบบโครงการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ต้องศึกษารูปแบบสินค้ากันให้ละเอียด แต่เรื่องต้นทุนการก่อสร้างถือเป็นตัวชี้วัด แม้ต้นทุนการก่อสร้างผู้ประกอบการจะใกล้เคียงกัน เพราะใช้ปัจจัยคล้ายกัน แต่ถ้าอยากได้ต้นทุนต่างจากคู่แข่ง ปัจจัยที่ใช้ก็ต้องไม่เหมือนกัน อย่างของบริษัทไม่ใช้ผู้รับเหมารายอื่นเลย และเลือกที่จะทำเองหมด พยายามประหยัดต้นทุนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด รูปลักษณ์ดีที่สุด&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ส่วนตัวมองว่าในชลบุรี หมดยุคทองของอสังหาริมทรัพย์แล้ว ถ้าเกิดภาวะแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่าความยากลำบากของยอดขายคงมีการชะลอตัวในภาพรวมทั้งหมด ซึ่งไม่ดีแน่นอน แต่ก็ยังมีบางรายที่เป็นรายใหม่ไม่เคยมาลงทุนในพื้นที่ ก็มีเข้ามาเหมือนกัน แต่ก็ต้องกลับไป&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายมีศักดิ์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กำลังซื้อชะลอตัว&amp;nbsp;
สำหรับทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดระยอง ปี 2564 คาดการณ์ว่าในช่วงครึ่งปีแรกโครงการเปิดขายใหม่จะมีจำนวนหน่วยต่ำกว่าครึ่งปีแรกของปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ประมาณลบ 12.5% ส่วนครึ่งปีหลังของปีนี้ น่าจะมีแนวโน้มจะดีกว่าปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;โดยเพิ่มขึ้น 65.4% รวมคาดว่าจะมีหน่วยเปิดใหม่ ปี 2564 จำนวน 4,719 หน่วย เพิ่มขึ้น 15.3% มูลค่า 12,272 ล้าน เพิ่มขึ้น 26.7%&amp;nbsp;ในด้านการขายคาดว่าจะมีหน่วยขายได้ใหม่ในครึ่งปี&amp;nbsp;2564 ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาหรือติดลบประมาณ 21.6%&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนครึ่งปีหลังยังคงลดลงต่อเนื่องจากปี&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;ที่ติดลบ 9.1% ส่งผลให้หน่วยขายได้รวมปี 2564 จะมีประมาณ 5,300 หน่วย มูลค่า 12,211 ล้านบาท ลดลง 15.4% และ มูลค่าลดลง 22.8% โดยจำมีหน่วยเหลือขาย ณ สิ้นปี 2564 ประมาณ 16,751 หน่วย ลดลง 0.1% มูลค่า 40,513 ล้านบาท ลดลง 3.9% ขณะที่อุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยรวมปี 2564 จะมีประมาณ 10,429 หน่วย ลดลง 13.3% มูลค่า 20,068 ล้านบาท ลดลง 17.6%&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายเปรมสรณ์ ศรีวิบูลย์ชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท วีพี เรียลเอสเตท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์&amp;nbsp;จำกัด กล่าวว่า การแพร่ระบาดในระลอก 3&amp;nbsp;ทำให้อารมณ์การจับจ่ายค่อนข้างน้อย แต่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม อาจจะมีสัญญาณเริ่มกลับมาบ้าง โดยจังหวัดระยองที่เป็นเมืองอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าลูกค้ากลุ่มโรงงานหายไป เนื่องจากโรงงานขนาดใหญ่บางแห่งได้ให้พนักงานมีการกักตัว ก็จะมีการจัดห้องและโรงแรมให้ เพื่อให้สามารถไปกลับแค่ที่พักและโรงงานเท่านั้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายในบางเซ็กเมนต์แน่นอน แต่สิ่งที่หนักก็คงจะเป็นยอดอนุมัติสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น โดยเฉพาะธนาคารรัฐ ตอนนี้พาณิชย์กลายเป็นแบงก์ที่อนุมัติง่ายกว่ารัฐ ทำให้เป็นคำถามตัวใหญ่เลยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไปบ้าง ขณะเดียวกันยังมีบางโครงการขายดี เร่งการก่อสร้าง แล้วเจอพนักงานแคมป์ติดโควิด ก็ต้องกักตัวกันหมดอีกด้วย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่สถานการณ์ในระยองช่วง&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ปีที่ผ่านมาจากผลกระทบของ&amp;nbsp;LTV&amp;nbsp;และการแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;ทำให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนกลับไปหลายรายเช่นกัน ซึ่งหมดยุคทองของอสังหาฯ ในอีอีซีแล้ว เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทำให้การแข่งขันยากอยู่แล้ว หากมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาในพื้นที่ถือว่าเป็นเรื่องดี และยินดีต้อนรับให้เข้ามา แต่ที่กลัวและกังวลคือการเข้ามาในพื้นที่แล้วลงทุนผิดวัตถุประสงค์ รูปแบบสินค้าผิด จึงอยากให้ผู้ประกอบการที่จะเข้ามาศึกษาทำเลและรูปแบบของสินค้าที่จะนำมาลงทุนอย่างละเอียด แน่นอนว่ารูปแบบของสินค้าสามารถลอกเลียนกันได้ แต่อย่าลืมว่าเทรนด์ต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยิ่งเกิดสถานการณ์โควิดก็ทำให้ใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ซึ่งบางโครงการต้องนำมาออกแบบใหม่ให้สอดรับกับความต้องการและตามทันสถานการณ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แนะลงทุนหลังไฮสปีดเสร็จ
สำหรับสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในจังหวัดฉะเชิงเทรา ครึ่งหลังปี 2563 มีจำนวนโครงการใหม่เพิ่มขึ้นเพียง 735 หน่วย คิดเป็น 1.4% ของประเทศ ส่งผลให้หน่วยที่อยู่อาศัยเสนอขายมีจำนวนทั้งสิ้น 6,164 หน่วย คิดเป็น 1.8% ของประเทศ รวมมีที่อยู่อาศัยเหลือขายในตลาด 5,362 หน่วย และมีการโอนกรรมสิทธิ์ 2,014 หน่วย&amp;nbsp;คิดเป็น 1.1% ของประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวัชระ ปิ่นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วัชราดล จำกัด&amp;nbsp;กล่าวว่า ปัญหาเดียวกันที่นักพัฒนาอสังหาฯ พบคือ เมื่อมีอีอีซีเข้ามาราคาที่ดินปรับขึ้นสูงมาก เชื่อว่าบริษัทมหาชนที่มาจากกรุงเทพฯ ก็มาซื้อที่ดินเก็บไว้แล้วทำกำไรนั้น เมื่อขายจริงแล้วแทบจะไม่เหลือกำไรเลย เพราะว่ามูลค่าที่ดินค่อนข้างสูงมาก เช่น บางบริษัทเข้ามาทำทาวน์เฮาส์ขาย 16 ตารางวา และ18 ตารางวา ในราคา 2 ล้านกว่า ซึ่งสะท้อนกับกำลังซื้อที่มีในตลาด จึงเกิดปัญหาเดียวกันกับจังหวัดอื่นในพื้นที่อีอีซี เมื่อคำนวณค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างแล้ว ก็ต้องขายราคาตามตลาดที่วางไว้ ยอดขายจึงชะลอตัว&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนพื้นที่ส่วนไหนของฉะเชิงเทราที่น่าสนใจ คงเป็นพื้นที่บางปะกง ซึ่งก็ยินดีต้อนรับนักลงทุนทุกราย แม้ว่าการลงทุนในช่วงนี้จะค่อนข้างยาก ซึ่งในต่างจังหวัดยากกว่าในกรุงเทพฯ ด้วยผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ค่อนข้างกว้างมาก มีกำลังซื้อที่ดีกว่า ดังนั้นถ้ารอได้น่าจะรอช่วงที่รถไฟความเร็วสูงมาแล้ว ก็น่าจะได้เห็นภาพการลงทุนที่ต่างไปจากตอนนี้ เพราะบางปะกงเป็นทางผ่านจากกรุงเทพฯ ไปอีสเทิร์นซีบอร์ด.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/108685</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดชลบุรี, จังหวัดระยอง, บริษัท ไลฟ แอนด์ ลีฟวิ่ง จำกัด, มีศักดิ์ ชุนหรักษ์โชติ, วิชัย วิรัตกพันธ์, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210705/image_big_60e2c7b725cfc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>71069</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/07/2020 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/07/2020 19:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มูลค่าอสังหาฯตกรูดต่อเนื่อง &#039;คอนโด - บ้านจัดสรร&#039; ลดราคาขายสูงถึง 36% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.ค.2563 นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาที่อยู่อาศัยที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯ - ปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2563 ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค มีการปิดกิจการและลดการจ้างแรงงานในหลายธุรกิจ ส่งผลต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยมีการชะลอตัวเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต็อกหน่วยสร้างเสร็จเหลือขายด้วยการลดราคาขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในไตรมาสที่ 2 ปี 2563 โครงการอาคารชุด มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 36% &amp;nbsp;โครงการทาวน์เฮ้าส์มีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 32% ขณะที่โครงการบ้านเดี่ยวมีการลดราคาขายมากที่สุดถึง 12% ซึ่งหากสถานการณ์การลดราคาขายที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง จนเกิดสงครามราคา อาจส่งผลกระทบต่อตลาดบ้านมือสองที่ต้องลดราคาขาย เพื่อแข่งขันกับที่อยู่อาศัยสร้างใหม่ และจะมีผลต่อมูลค่าทรัพย์สินของสถาบันการเงิน และวงเงินกู้ของผู้ซื้อบ้านที่จะต้องลดลงตามราคาขาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันในไตรมาส 2 ปี 2563 &amp;nbsp;ดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 เพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 0.1 % เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ดัชนีราคาบ้านจัดสรรลดลงเป็นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งศูนย์ข้อมูลฯ ได้เริ่มจัดทำดัชนีราคาบ้านจัดสรร
อย่างไรก็ตาม โครงการอาคารชุดที่ปรับลดราคาลงมากที่สุด เป็นโครงการอาคารชุดสร้างเสร็จเหลือขายทำเลปลายสายรถไฟฟ้าสายสีเขียวในจังหวัดสมุทรปราการ ส่วนทำเลที่โครงการอาคารชุดปรับราคาเพิ่มขึ้น เป็นโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างทำเลแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีส้มที่อยู่ระหว่างก่อสร้างในขณะนี้
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/71069</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารอาคารสงเคราะห์, ราคาอสังหาฯ, วิชัย วิรัตกพันธ์, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c48b0f96f2dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>27380</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/01/2019 01:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/01/2019 07:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ราคาที่ดินเปล่า&#039;กทม.-ปริมณฑล&#039; ขยับขึ้นรับแนวรถไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ม.ค. 2562 นายวิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (ธอส.) เปิดเผยถึงผลการจัดทำดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในไตรมาส 4 ปี 2561 ว่า ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาในพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 223.2 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 219.2 จุด และปรับเพิ่มขึ้น 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีค่าดัชนีเท่ากับ 168.3 จุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาที่ดินเปล่าที่อยู่ใกล้แนวเส้นทางการก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยเฉพาะแนวเส้นรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ) สำหรับ 5 อันดับทำเลที่มีการปรับราคาของที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนาที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดได้แก่ ทำเลเขตพระโขนง-บางนา-สวนหลวง-ประเวศ มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 61.8 2% ทำเลสมุทรสาคร เพิ่มขึ้น 56.1% ทำเลเขตราษฎร์บูรณะ-บางขุนเทียน-ทุ่งครุ-บางบอน-จอมทอง เพิ่มขึ้น 55.2 4% ทำเลนครปฐม เพิ่มขึ้น 55.1% และ ทำเลบางกรวย-บางใหญ่-บางบัวทอง-ไทรน้อย เพิ่มขึ้น 49.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามหากพิจารณาแยกตามทำเลเฉพาะที่มีเส้นทางรถไฟฟ้าผ่านจะพบว่า 5 อันดับแรกที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด ได้แก่ สายสีเขียว (แบริ่ง-สมุทรปราการ) มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นมากที่สุด 44.6% เนื่องจากก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดให้บริการ ส่งผลให้ราคาที่ดินในแนวรถไฟฟ้าสายสีเขียวปรับสูงขึ้น ส่วนสายสีเขียวช่วงสมุทรปราการ-บางปูเป็นโครงการในอนาคตยังไม่เริ่มก่อสร้าง มีการปรับราคาเพิ่มขึ้น 44.6% เพิ่มขึ้น 40.1 3% สายสีน้ำเงิน (บางแค-สาย 4) ปรับขึ้น 35.84% BTS สายสุขุมวิท เพิ่มขึ้น 34.3% และ สายสีแดงเข้ม (หัวลำโพง-มหาชัย) เพิ่มขึ้น 30.2%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/27380</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีราคาที่ดินเปล่าก่อนการพัฒนา, ที่ดินเปล่า ขยับราคา, ธอส., ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์, วิชัย วิรัตกพันธ์, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์, แนวรถไฟฟ้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190124/image_big_5c48b0f96f2dd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>13708</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/07/2018 14:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/07/2018 14:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> เซ็นจูรี่ 21 รีเฟรชแบรนด์ใหม่ตั้งเป้าเติบโตอย่างยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เซ็นจูรี่ 21 ปรับโฉมแบรนด์ใหม่ทั่วโลก มั่นใจเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคและเติบโตอย่างยั่งยืน เผยจัดตั้งศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อ&amp;rdquo;C21 Poll&amp;rdquo;หวังสร้างประโยชน์ให้กับวงการอสังหาฯ คาดแล้วเสร็จผลงานชิ้นแรกเดือน ส.ค. นี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;19 ก.ค. 61 นายกิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์ ประธานและผู้ก่อตั้ง บริษัท เซ็นจูรี่ 21 (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจของบริษัทภายใต้แบรนด์&amp;rdquo;เซ็นจูรี่ 21&amp;rdquo;ซึ่งเป็นแบรนด์จากสหรัฐ ได้ทำธุรกิจมากว่า 48 ปี และในประเทศได้ดำเนินการมากว่า 10 ปี โดยในปี 2561 นี้ บริษัทได้มีการปรับโฉมแบรนด์ใหม่ทั่วโลก ซึ่งในไทยมีการปรับแบรนด์ใหม่และยังมีการปรับโครงสร้างการบริหาร โดยได้ตั้งเป้ามีอัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน และยังคงมุ่งเน้นในการทำการขายซื้อ-ขาย และเป็นที่ปรึกษาเรื่องที่ดินเพื่อการลงทุน และให้ความสำคัญเครือข่ายเฟรนไส์ที่เป็นคู่ค้าหลักซึ่งในปัจจุบันมีเฟรนไชส์สาขารวมกว่า 30 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามบริษัทได้ได้มีการปรับเปลี่ยนในด้านเทคโนโลยี ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ทั้งนี้บริษัทจึงได้มองหาพาร์ทเนอร์เข้ามาร่วมพัฒนานวัตกรรม โดยบริษัทได้ร่วมมกับ บริษัทสตาร์ทอัพด้านการพัฒนาดิจิทัล แพลตฟอร์มจากนิวซีแลนด์ในการพัฒนาเว็บไซต์ใหม่และระบบออฟฟิต นอกจากนี้บริษัทยังได้มีการพัฒนาเวปแอพพลิเคชั่นด้วยการนำระบบ GIS มาใช้เพื่อพิ่มประสิทธิภาพในการบริการด้านที่ดิน และได้มีการปรับตัวให้เอเจนท์เป็นศูนย์กลางโดยได้มีการจัดทำโคเวิร์คกิ้งสเปชได้มีพื้นที่ทำงานและสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้บริษัทได้จัดตั้งศูนย์วิจัยข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อ&amp;rdquo;C21 Poll&amp;rdquo;ซึ่งเป็นไปตามนโยบายบริษัทที่ต้องการสร้างองค์ความรู้และมุมต่างๆเกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยบริษัทได้ร่วมมือกับทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการทำสำรวจวิจัยการตลาดในการดำเนินการทำผลสำรวจด้านอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้เชื่อว่าจะสามารถเกิดประโยชน์ในเชิงการทำนโยบายทั้งภาครัฐ ยุทธศาสตร์ชาติด้านที่อยู่อาศัย และเอกชน ปัจจุบันบริษัทได้มีการทำโพลชิ้นแรกซึ่งได้มีการดำเนินการไปแล้วกว่า 70-80% และคาดว่าในเดือน ส.ค.นี้จะเสร็จสมบูรณ์&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/13708</URL_LINK>
                <HASHTAG>C21 Poll, กิติศักดิ์ จำปาทิพย์พงศ์, ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์, เซ็นจูรี่ 21</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180719/image_big_5b503ca3174e5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
