<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53309</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/12/2019 13:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/12/2019 13:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บินไทยคาดศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภาเปิดใช้ เม.ย.66</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;26 ธ.ค. 2562 นายสุเมธ ดำรงชัยธรรม กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่าหลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุน โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ให้ออกเอกสารการคัดเลือกเอกชนฉบับปรับปรุงและจัดส่งให้แก่เอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุน เพื่อให้เอกชนจัดเตรียมและส่งข้อเสนอการร่วมลงทุน ในเดือนมีนาคม 2563

นายสุเมธ กล่าวว่าการบินไทยในฐานะเจ้าของโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา ได้ดำเนินงานในด้านต่างๆ โดยประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้โครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย และเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) รวมทั้ง ยึดมั่นในความยุติธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน และได้นำแนวทางและวิธีการของการดำเนินการป้องกันการทุจริตหรือข้อตกลงคุณธรรม มาใช้กับการดำเนินการของโครงการฯ

โดยในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือกเอกชน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบเอกสารการคัดเลือกเอกชนฉบับปรับปรุง และมอบหมายให้การบินไทย ในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการฯ จัดส่งเอกสารการคัดเลือกเอกชนดังกล่าวให้แก่เอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุน โดยการบินไทยได้จัดส่งเอกสารการคัดเลือกเอกชนดังกล่าวให้แก่เอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุนเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามซึ่งกรณีที่เอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุน มีข้อสงสัย หรือ มีคำถามเกี่ยวกับเอกสารการคัดเลือกเอกชน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ภายในวันที่ 22 มกราคม 2563 สำหรับกำหนดการยื่นข้อเสนอของเอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุน ได้กำหนดให้ยื่นภายในวันที่ 6 มีนาคม 2563

ทั้งนี้ หลังจากมีการยื่นข้อเสนอจากเอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุนแล้ว จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการเจรจาต่อรองและหาข้อสรุปเพื่อนำผลการเจรจา ผลการคัดเลือก และร่างสัญญาร่วมทุน เสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยการบินไทยคาดว่า การเจรจาต่อรองจะได้ข้อยุติในเดือนพฤษภาคม 2563

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น การบินไทยจะต้องส่งร่างสัญญาร่วมลงทุนให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจพิจารณา โดยประมาณการว่าจะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานอัยการสูงสุดในเดือนมิถุนายน 2563 จากนั้น การบินไทยจะนำเรื่องเสนอผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เพื่อขอความเห็นชอบจาก กพอ. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยคาดว่าจะได้รับความเห็นชอบจาก กพอ.ในเดือนกรกฎาคม 2563 เพื่อนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อรับทราบในเดือนสิงหาคม 2563 ต่อไป

อนึ่ง บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาร่วมลงทุนระหว่างบริษัท การบินไทยฯ และ เอกชนผู้ประสงค์ร่วมทุนภายในเดือนสิงหาคม 2563 และคาดว่าศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภาจะเปิดดำเนินกิจการได้ประมาณเดือนเมษายน 2566&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53309</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน, ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191226/image_big_5e044ed03e846.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>36159</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2019 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2019 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ลั่นดึงเอกชนร่วมทุน5โครงการอีอีซีเสร็จมิ.ย.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ค.2562 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยถึงหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)แบบบูรณาการ ว่า การดำเนินงานของ สกพอ.วางไว้ 4 ระยะ โดยระยะแรกเป็นการออกกฎหมายและวางแผนทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ในระยะที่ 2 คือการผลักดันลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ ลงทุนรวม 650,000 ล้านบาท ได้แก่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 &amp;nbsp;ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา (เอ็มอาร์โอ) คาดว่าจะสามารถสรุปในร่างสัญญาเงื่อนไขการร่วมลงทุนกับรัฐทั้งหมดได้ภายในมิ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขณะนี้ได้หารือกับอัยการในการเร่งดูสัญญาที่เหลือให้เร็ว แต่การลงนามในสัญญานั้นบางส่วนอาจจะต้องไปรอรัฐบาลหน้าก็ไม่เป็นไรเพราะถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามนี้อยู่แล้ว ส่วนแหลมฉบังที่มีเอกชนยื่นฟ้องศาลปกครองก็คงต้องดูไม่รับฟ้องก็เดินไปตามปกติ ถ้ารับฟ้องก็ต้องดูว่าเป็นประเด็นไหน &amp;nbsp;แต่จะขอศาลฯให้ช่วยพิจารณาเร็วเพื่อไม่มีผลกระทบให้ล่าช้าได้ ส่วนสนามบินที่เขาฟ้องนั้นขอให้เอาข้อมูลมาทำงานก่อนถ้าศาลฯบอกอย่างนี้กระบวนการก็ทำได้ไม่ได้ยากอะไร เดือนมิ.ย.ก็น่าจะเสร็จแต่ก็คงต้องรอศาลฯ โดยการลงทุน 5 โครงสร้างพื้นฐานเม็ดเงินน่าจะทยอยเข้ามาช่วงปลายปีนี้และจะพีคสุดในช่วงปี 2563-64 ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างมาก&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการขับเคลื่อนในระยะที่ 3 จะเร่งรัดการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายและเพิ่มเติมอีก 2 อุตสาหกรรม(10+2) ได้แก่อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมพัฒนาคนและการศึกษา เพื่อให้สอดรับกับกำลังแรงงานในอีอีซีภาพรวมโดยจะเน้นหนักในปีนี้และครึ่งปีหลัง &amp;nbsp; และระยะที่ 4 เป็นการพัฒนาเมืองใหม่ที่ขณะนี้กำลังหารือในการวางผังเมืองที่จะอยู่บริเวณ 30 กิโลเมตรรอบสนามบิน อู่ตะเภา ทั้งนี้ก็เพื่อให้การพัฒนามีรูปแบบที่ชัดเจนเป็นระเบียบไม่ให้เกิดปัญหาเช่นกรุงเทพมหานครโดยจะเริ่มในไตรมาส 4&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ กล่าวถึงการหารือครั้งนี้ว่า การทำงานนั้นมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลายกลุ่มและแบ่งแยกงบประมาณเป็นหลายก้อนเช่น งบประมาณปกติ งบบูรณาการตามยุทธศาสตร์อีอีซี และงบท้องถิ่นขององค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)และองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.)ด้วย และที่สนใจคือการลงทุนของเอกชนและรัฐควรจะเดินไปพร้อมกันที่ประชุมจึงวางแผนที่จะทำอย่างไรให้การใช้งบประมาณหลายๆส่วนให้เห็นภาพด้วยกันเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือถึงรายได้ที่จะเข้ามาพัฒนาท้องที่เพิ่มเติมในอนาคตซึ่งมีแนวคิดในเรื่องของการเก็บภาษีลาภลอย ซึ่งเป็นการเก็บจากของเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐโดยเฉพาะในส่วนของรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน หลักการได้หารือกับคลังแต่ก็ยังเป็นแนวคิดและต้องมาดูว่าภาษีลาภลอยนี้จะเข้าไปท้องถิ่นอย่างไร และส่วนกลางเท่าใด มันยังต้องมีกระบวนการอีกมากและต้องไปดูร่างพ.ร.บ.ภาษีลาภลอยด้วยเพราะขณะนี้ยังไม่ได้ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/36159</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3, ท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3, ประมูลรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 5 โครงการ, ศูนย์ซ่อมอากาศยานอู่ตะเภา, สนามบินอู่ตะเภา, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
