<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>102870</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/05/2021 09:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/05/2021 09:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกรวบนายจ้างพร้อม7แรงงานด่างด้าวขนข้ามจังหวัดจากพังงามาสู่มหาชัย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
14 พ.ค.64 - ช่วงค่ำคืนวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช หัวหน้าสำนักงานจังหวัดสมุทรสาคร ผู้รับผิดชอบศูนย์ดำรงธรรมของทางจังหวัด ได้รับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้ามาในจังหวัดสมุทรสาครจึงได้มีการสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตามนโยบายของนายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ที่ให้เคร่งครัดกวดขันอย่างจริงจัง ไม่ให้มีการเคลื่อนย้ายคนงานต่างด้าวในจังหวัดเด็ดขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวจึงได้มีการบุกค้นแคมป์คนงานก่อสร้างที่เป็นเพิงสังกะสีปลูก 2 แถวติดกัน มีรั้วสังกะสีล้อมรอบ หลังตลาดนัดวัดโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร พบว่ามีคนงานอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จากการตรวจค้นพบว่ามีการขนคนงานเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวจากจังหวัดพังงา มาอาศัยทำงานอยู่ ภายในแคมป์คนงาน โดยจำนวน 7 คน ที่มาจากจังหวัดพังงา ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ไม่มีเอกสารในการขอเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสมุทรสาครแต่อย่างใดซึ่งเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของทางจังหวัดสมุทรสาคร เรื่องห้ามเคลื่อนย้ายแรงงานต่างด้าวเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019&amp;nbsp; โดยมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีและปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงได้มีการควบคุมตัวนายจ้างและแรงงานต่างด้าว ทั้ง7 คน ที่ทำผิดกฎหมายส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรโคกขามจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102870</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มแรงงานต่างด้าว, นายวุฒิพงษ์ สุภัควนิช, ศูนย์ดำรงธรรม, เคลื่อนย้ายแรงงาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210514/image_big_609de03390c1a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62086</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/04/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/04/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ปลัดมท.สั่งผวจ.ตามล่า! 158คนไทยเผ่นกลับบ้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดมหาดไทยลงนามคำสั่งด่วนถึง ผวจ.ทุกจังหวัด ให้ 158 คนไทยหนีกักตัวจากสุวรรณภูมิเข้ารายงานตัวที่สนามบินหรือที่ศูนย์ดำรงธรรม ขณะที่ผู้ว่าฯ หลายจังหวัดแข็งขัน ตามตัวจนพบคุมตัวส่งกลับบ้างแล้ว ภูเก็ต-ยะลาสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ลำปางเสียสถิติพบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 1 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 4 เมษายน นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในคำสั่งด่วนที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด &amp;nbsp;โดยคำสั่งดังกล่าวระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารทางสื่อมวลชนว่ามีคนไทยที่เดินทางจากต่างประเทศเข้าประเทศไทยจำนวน 158 คน เมื่อวันที่ 3 เมษายน ผ่านท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ แต่มิได้เข้ากักกันตัวตามมาตรการที่กำหนดนั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้กำหนดให้บุคคลดังกล่าวไปรายงานตัว ภายในวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. เวลา 18.00 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติ สุวรรณภูมิ (จุด EOC) หรือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัด ทั้งนี้ กรณีศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดใดได้รับรายงานตัวแล้ว ให้แจ้งคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดดำเนินการ ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดใช้เงินทดรองราชการในเชิงป้องกันหรือยับยั้งภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินของจังหวัด ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2562 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ กรณีการเช่าอาคารของภาคเอกชน เช่น โรงแรม หรือสถานที่อื่น หรือปรับปรุงสถานที่เพื่อใช้เป็นที่กักกัน หรือโรงพยาบาลสนาม หรืออาคารอื่นเพื่อรองรับภารกิจในการดูแลประชาชน เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยขอให้กำหนดสถานที่ให้ชัดเจน เพื่อรองรับการป้องกันการแพร่ระบาดหรือการดูแลประชาชนในพื้นที่ระหว่างกักกันให้ดำรงชีพได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ว่าที่ ร.ต.ณรงค์ โรจนโสทร รองผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ระบุผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า &amp;ldquo;..รัฐบาลแจ้งประชาสัมพันธ์ คนไทย 152 คน ที่กลับจากต่างประเทศกับสายการบินต่างๆ รวม 5 ไฟลต์ &amp;nbsp;ที่ไม่ยอมกักตัว เมื่อวาน (3 เม.ย.63) ให้ไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด หรือทหาร ตำรวจฝ่ายปกครองในพื้นที่ หากไม่มารายงานตัวจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย มีเชียงราย 3 คนครับ&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ในจำนวนคนเหล่านั้นมีชาวสมุทรสาคร รวมอยู่ด้วย 2 ราย ซึ่งล่าสุดจากการประสานการปฏิบัติงาน ได้มีการเข้าควบคุมตัวทั้ง 2 คนส่งกลับที่สนามบินสุวรรณภูมิโดยเร่งด่วนแล้วเมื่อช่วงบ่ายของวันนี้ เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนในการดำเนินการของภาครัฐต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า กรณีผู้โดยสาร ที่หนีการกักกันตัวที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้หลบหนีเป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ 2 คน ขณะนี้ได้ตัวแล้ว 1 คน และอีก 1 คนอยู่ระหว่างตามตัว คาดว่าจะได้ตัวไม่เกิน 17.00 น. ซึ่งทั้ง 2 คนจะต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้ง 2 คนนี้จะถูกนำมากักตัวที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล &amp;nbsp;เซอร์กิต ที่ใช้เป็นศูนย์กักกันของบุรีรัมย์ 14 วัน กรณีดังกล่าวถ้าไม่ดำเนินคดีจะไม่มีคนยอมให้บังคับใช้กฎหมาย&amp;rdquo; แหล่งข่าวกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดภูเก็ตแจ้งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จังหวัดภูเก็ต &amp;nbsp;ประจำวันที่ 4 เมษายน 2563 ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม-3 เมษายน 2563 จังหวัดภูเก็ตมีผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 แล้วจำนวน 109 ราย (รายใหม่ 9 ราย) โดยผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้าน 17 ราย กำลังรักษาพยาบาลอยู่ 92 ราย ในจำนวนนี้ อาการรุนแรง 1 ราย ที่เหลืออาการอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทั้งนี้ ผู้ป่วยทั้ง 109 รายนี้รวมอยู่ในรายงานผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงไปก่อนหน้านี้แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้มีอาการเข้าเกณฑ์เฝ้าระวังสะสมทั้งหมด 1,423 ราย (รายใหม่ 101 ราย) โดยยังคงรักษาพยาบาล &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 221 ราย ในจำนวนนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 129 ราย กลับบ้านแล้ว 1,202 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยยืนยันโรคโควิด-19 ที่พบเพิ่มในวันนี้ 9 ราย เป็นกลุ่มผู้ที่มีประวัติเชื่อมโยงกับผู้ป่วยยืนยันรายก่อนหน้า ซึ่งทางทีมสอบสวนโรคได้ไปค้นหาผู้สัมผัสเหล่านี้และนำมากักตัวพร้อมทั้งตรวจหาเชื้อ โดยที่บางคนยังไม่แสดงอาการ ส่วนที่เหลือมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงในพื้นที่ป่าตอง มีประวัติสัมผัสกับชาวต่างชาติและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่รับเชื้อมาจากต่างประเทศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดลำปาง นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมด้วยนายก่อพงษ์ โกมลรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดลำปาง ซึ่งประกอบด้วยนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง ตำรวจภูธรจังหวัดลำปาง และส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน หลังจากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่บ้านดง หมู่ที่ 7 ตำบลหลวงใต้ อำเภองาว จังหวัดลำปางแล้วอย่างน้อย 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางได้เปิดเผยในที่ประชุมว่า ในขณะนี้ได้มีการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดลำปางแล้ว ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 1 คน ในลักษณะซูเปอร์สเปรดเดอร์ในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งวันนี้จำเป็นต้องมีการเรียกประชุมด้วย เพราะหากล่าช้าอาจไม่ทันการณ์ โดยวันนี้จะต้องมีการพูดคุยกันในเรื่องของการดำเนินงานในขั้นตอนต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; บรรยากาศที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่ จ.สงขลา เงียบเหงาอย่างหนัก เนื่องจากขบวนรถไฟสายยาวเส้นทางหาดใหญ่-กรุงเทพฯ ทั้งขาไปและขากลับหยุดให้บริการทุกขบวนแล้ว เหลือเพียงขบวนรถไฟท้องถิ่นที่ยังคงเปิดเดินรถ แต่ก็สิ้นสุดปลายทางแค่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผวจ.พัทลุง กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จ.พัทลุง จากการส่งผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 77 ราย พบว่ามีกลุ่มผู้สัมผัสที่ไม่มีอาการสะสม 18 ราย ผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคสะสม 59 &amp;nbsp;ราย ซึ่งผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้ง 77 ราย ไม่พบเชื้อ 64 ราย พบเชื้อ (ป่วย) 8 ราย รอผลตรวจ 5 ราย ผลการรักษาผู้ป่วย 8 ราย ขณะนี้รักษาอยู่ในโรงพยาบาล 2 ราย รักษาหายและกลับบ้านแล้ว 6 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายชัยสิทธิ์ พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ในฐานะผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดยะลา ได้ออกคำสั่งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 จังหวัดยะลา &amp;nbsp;ที่ 18/2563 เรื่องการกำหนดพื้นที่เสี่ยงเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในพื้นที่จังหวัดยะลา (ฉบับที่ 4) มีอำเภอยะหาและอำเภอบันนังสตา โดยอำเภอยะหา ประกอบด้วยตำบลบาโงยซิแน ม.1, 3, 4, 5, 6 ส่วนอำเภอบันนังสตา ประกอบด้วยที่ตำบลเขื่อนบางลาง คือที่ ม.1, 2, 3, 4, 5, 6&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยห้ามมิให้ผู้ใดเข้า-ออกพื้นที่ดังกล่าว และหากผู้ใดมีความจำเป็นจะต้องเดินทางเข้า-ออก พื้นที่ดังกล่าวต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ควบคุมโรคติดต่อในพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายจากนายอำเภอท้องที่นั้นๆ ทราบ กรณีที่ผู้นั้นได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้า-ออกพื้นที่ได้ เจ้าหน้าที่ต้องกำหนดเส้นทางการเดินทางให้ผู้นั้นทราบอย่างชัดเจนด้วย หากผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ มีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ.2558 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือความผิดตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 1) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รายงานสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในพื้นที่จังหวัดยะลา วันที่ 4 เม.ย.มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 2 ราย รวมมีผู้ติดเชื้อสะสม 51 ราย รักษาหายแล้ว 18 ราย เสียชีวิต 2 ราย คงเหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาล 31ราย.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62086</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, ตามตัวจนพบ, มหาดไทย, ศูนย์ดำรงธรรม, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนีกักตัวจากสุวรรณภูมิ, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e8853e357d73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49304</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/11/2019 09:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/11/2019 09:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บุกจับ2ผับดังเมืองชุมพรคืนฮาโลวีน อึ้ง!พบเด็กอายุต่ำกว่า20ปีเกือบ300คนสั่งปิด5ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
1พ.ย.62- เมื่อเวลา 00.00 น. วันที่ 1 พ.ย.&amp;nbsp; ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง นำโดยนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง&amp;nbsp; สํานักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง และนายนักรบ ณ ถลาง นายอําเภอเมืองชุมพร นำกำลังกว่า 50 นาย เข้าตรวจสอบจับกุมสถานบันเทิงพร้อมกัน 2 แห่ง จุดแรกสถานบันเทิงดังชื่อ เอมซ่ารอคผับ หรือ AIM ZAA ROCK PUB&amp;nbsp; ตั้งอยู่ถนนประชาอุทิศ ตำบลท่าตะเภา อ.เมือง จ.ชุมพร จุดที่ 2 ชื่อร้าน ปะการังผับ ตั้งอยู่ถนนเลียบทางรถไฟ ตำบลตากแดด อ.เมือง จ.ชุมพร ทั้ง 2 แห่งอยู่ในย่านชุมชนกลางเมืองชุมพร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย ได้รับร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่ามีผับซึ่งได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการในพื้นที่อำเภอเมืองชุมพร ฝ่าฝืนกฎหมายด้วยการยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าไปมั่วสุมในสถานบริการ และให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการ อีกทั้งยังมีเหตุทะเลาะวิวาทและเคยใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายกันอยู่บ่อยครั้ง เป็นเหตุให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญและในบางครั้งทรัพย์สินของชาวบ้านในบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย ซึ่งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.ที่ 22/2558&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แฝงตัวเข้าตรวจสอบข้อมูลทางลับจนพบว่ามีการกระทำความผิดตามข้อร้องเรียนจริง โดยพบว่าร้านเอมซ่ารอคผับ หรือ AIM ZAA ROCK PUB&amp;nbsp; มีการจัดกิจกรรม &amp;ldquo;Halloween night party คืนนี้ผีจะออกล่าหัว&amp;rdquo;&amp;nbsp; และร้านปะการังผับ จัดกิจกรรม &amp;ldquo;Halloween ผีผ้าห่มปาร์ตี้&amp;rdquo; เชิญชวนลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ แต่งตัวเป็นผีเสียค่าบัตรเข้าผับครึ่งราคา&amp;nbsp; มีการเชิญชวนให้นักเที่ยวแต่งกายด้วยชุดแฟนซี สวมหน้ากากเป็นปีศาจรูปร่างต่าง ๆ แต่งกายให้แปลกประหลาด&amp;nbsp; เช่น ปลอมตัวเป็นผีร้าย ผีผ้าห่ม แต่งตัวเป็นผีแม่มด สัตว์ประหลาด เพื่อเป็นสีสันในคืนฮาโลวีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าพนักงานฝ่ายปกครองพบว่าผับทั้ง 2 แห่งนี้มีใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ แต่ไม่มีการตรวจบัตรประชาชนของนักท่องเที่ยวเพื่อคัดกรองอายุก่อนให้เข้าใช้บริการแต่อย่างใด โดยยินยอมปล่อยปละละเลยให้เด็กและเยาวชนเข้ามามั่วสุมใช้บริการภายในร้านเป็นปกติ ซึ่งพนักงานฝ่ายปกครองได้ตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังพบว่าสถานบริการบางแห่งเกิดปัญหาการทะเลาะวิวาทของเยาวชนเป็นประจำ ซึ่งเมื่อต้นปีเคยมีเยาวชนทะเลาะกันในผับ เมื่อผับเลิกออกมาแล้วยิงกันเสียชีวิตด้านนอกร้านมาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นสายลับพบว่ามีลูกค้าของสถานบันเทิงทั้ง 2 แห่ง มีลูกค้าแห่งละประมาณ 500 คน แต่งกายด้วยชุดแฟนซี กำลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเต้นกันอยู่อย่างสนุกสนาน จากการสังเกตของสายลับน่าเชื่อว่านักเที่ยวส่วนหนึ่งเป็นบุคคลที่ยังอยู่ในวัยเรียน โดยสังเกตจากลักษณะหน้าตาและการแต่งกาย บางคนมีผมสั้นคล้ายเป็นบุคคลที่กำลังอยู่ในวัยเรียน ในช่วงอายุระหว่าง 16-20 ปี ประกอบกับเมื่อสายลับได้ทำการสืบหาข้อมูลผ่านทางสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook , Instagram&amp;nbsp; พบข้อมูลบุคคลซึ่งอยู่วัยเรียน มีบางคนกำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษา บางคนอยู่ในระดับอาชีวะ ได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นในเพจของร้านเอมซ่ารอคผับว่าตนเองเคยไปเที่ยวที่ร้านดังกล่าวมาแล้ว บางคนก็โพสต์ว่าไปเที่ยวตั้งแต่อายุ 16 ปี จนปัจจุบันอายุ 18 ปีแล้ว ก็ยังไปเที่ยวหรือใช้บริการของร้านดังกล่าวอยู่เป็นประจำ
ดังนั้นเมื่อสายลับเห็นว่าทั้งร้านเอมซ่ารอคผับ และปะการังผับ ได้ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยปล่อยให้เด็กและเยาวชนเข้าใช้บริการ และมีการจำหน่ายสุราให้แก่บุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ จึงส่งสัญญาณให้ชุดจับกุมที่สุ่มอยู่ทั้ง 2 จุด บุกเข้าตรวจสอบจับกุมดำเนินคดีพร้อมกันทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่ชุดจับกุมบุกเข้าไปถึงร้านเอมซ่ารอคผับ พบผู้ใช้บริการจำนวนกว่า 500 คน แต่งกายชุดปาร์ตี้คืนฮาโลวีน จากนั้นทำการคัดแยกผู้ใช้บริการ พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน&amp;nbsp; 225 คนโดยมีนักเที่ยวอายุต่ำสุดเพียง 15 ปี และมีนักเที่ยวไม่พกบัตรประจำตัวประชนจำนวน&amp;nbsp; 68 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ ระบุชื่อนาย จิตรภณ เพชรบำรุง อายุ 55 ปี เป็นผู้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ โดยมีนางสาว ศิริขวัญ ทองแท่ง อายุ 33 ปี และนายยศกร กันภัย อายุ 20 ปี&amp;nbsp; แสดงตัวเป็นผู้จัดการผับ
ส่วนที่ร้านปะการังผับพบลูกค้าผู้ใช้บริการจำนวนกว่า 500 คน เมื่อทำการคัดแยกผู้ใช้บริการ พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี จำนวน&amp;nbsp; 38 คน และตรวจคนพบอาวุธปืนอีกจำนวน 3 กระบอก พร้อมเครื่องกระสุน จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน โดยร้านปะการังผับ มีนายสมชาย สุตราม อายุ 67 ปี เป็นผู้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ และมีนายทรงธรรม ภู่พยัคฆ์ อายุ 43 ปี แสดงตัวเป็นผู้จัดการผับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการบุกจับกุมของชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองครั้งนี้สถานบันเทิงทั้ง 2 แห่ง พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี รวมทั้งหมด 263 คน โดยได้คัดแยกเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวนกว่า 100 คน ออกจากกันเนื่องจากต้องให้เจ้าหน้าที่สหวิชาชีพเข้าร่วมสอบปากคำเด็กด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนระดับมัธยมและอาชีวศึกษาใน จ.ชุมพร&amp;nbsp; พร้อมกับดำเนินคดีผู้ประกอบการทั้ง 2 ร้าน ในข้อหา 1. ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ซึ่งมิได้ทำงานในสถานบริการนั้นเข้าไปในสถานบริการระหว่างเวลาทำการ 2.ไม่ตรวจเอกสารราชการที่มีภาพถ่ายและระบุอายุของผู้ซึ่งเข้าไปในสถานบริการ 3.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้แก่ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี&amp;nbsp; 4.ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร 5. จำหน่ายสุราให้แก่เด็ก และได้รายงานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร มีคำสั่งปิดผับทั้ง 2 แห่งนี้เป็นเวลา 5 ปี ตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/2558 ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับสถานบันเทิงทั้ง 2 แห่ง ที่ถูกชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองบุกจับกุมในครั้งนี้ผู้ประกอบการเป็นคนดังกว้างขวางมีชื่อเสียง โดยเฉพาะ ร้าน เอมซ่ารอคผับ หรือ AIM ZAA ROCK PUB เจ้าของอยู่ในเครือญาติใกล้ชิดของอดีดนักการเมืองดังระดับชาติคนหนึ่ง ปัจจุบันเป็นคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง และยังเป็นน้องเขยของ ส.ส.พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายรณรงค์ ทิพย์ศิริ ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายพนักงานฝ่ายปกครอง สํานักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กล่าวว่า ตั้งแต่มีการออกปฏิบัติการจับกุมสถานบันเทิงมาทั่วประเทศยังไม่เคยพบมีเด็กและเยาวชนมากมากเกือบ 300 คนมาก่อน ครั้งนี้ถือว่ามากที่สุดเท่าที่มีการตรวจค้นจับกุมสถานบันเทิงมา ซึ่งผับที่ถูกจับกุมทั้ง 2 แห่งนี้เป็นสถานบริการที่ได้รับใบอนุญาตให้ตั้งสถานบริการ แต่กลับละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ของผู้รับอนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยการปล่อยปละละเลยให้เยาวชนเข้ามาใช้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดปัญหาเยาวชนทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อยู่อาศัยใกล้เคียง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;จากการจับกุมในครั้งนี้พบความผิดชัดแจ้ง เรื่องการปล่อยปละละเลยให้เยาวชนเข้าใช้บริการ&amp;nbsp; โดยไม่ได้คำนึงถึงข้อห้ามตามกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาเยาวชนมีพฤติกรรมเสี่ยง ดังนั้นแม้ร้านจะมีใบอนุญาตแต่หากไม่ทำหน้าที่ของผู้รับอนุญาต ก็จะต้องถูกสั่งปิด&amp;nbsp; 5 ปี อย่างแน่นอน&amp;quot;นายณรงค์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49304</URL_LINK>
                <HASHTAG>จับผับเมืองชุมพร, รณรงค์ ทิพย์ศิริ, ศูนย์ดำรงธรรม, สํานักการสอบสวนและนิติการ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191101/image_big_5dbb97da13b3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44143</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/08/2019 21:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/08/2019 21:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สะเทือนชาวบ้านแห่ต้านเหมืองแร่รายวัน&#039;กาฬสินธุ์-หนองบัวลำภู-เพชรบูรณ์ &#039; ระอุขีดเส้นจังหวัดหยุดคำขอประทานบัตร ซัดยุบทิ้งศูนย์ดำรงธรรมฯพึ่งไม่ได้ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 ส.ค.62 - มีความเคลื่อนไหวของชาวบ้านออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการเหมืองแร่อย่างต่อเนื่องในแต่ละจังหวัดเช่น ที่ จ.หนองบัวลำภู จ.อำนาจเจริญ จ.กาฬสินธิ์ จ.สกลนคร จ.อุดรธานี &amp;nbsp;จังหวัดขอนแก่นและ ล่าสุดที่ &amp;nbsp;จ.เพชรบูรณ์ &amp;nbsp;โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีโอกาสได้ลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบการสำรวจเหมืองแร่ สำหรับปัญหาเรื่องความวิตกกังวลของพี่น้องประชาชนในพื้นที่อำเภอหนองไผ่ อำเภอบึงสามพันและพื้นที่ใกล้เคียง ที่มีการออกอาชญาบัตรสำรวจเหมืองแร่นั้นคงต้องนำข้อร้องเรียนและความกังวลเรื่องผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นนั้นไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดปัญหาและแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายชัยสิทธิ &amp;nbsp;ชัยสัมฤทธิผล นายอำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้ประชาชนในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ได้รับความเดือดร้อนคือประชาชนที่คัดค้านการทำอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำในเขตอำเภอหนองไผ่ โดยชาวบ้านระบุสาเหตุการคัดค้านการว่าการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำนั้นเนื่องจากพื้นที่ 6 อำเภอในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่โดยรอบแม่น้ำป่าสัก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;หากรัฐบาลให้สัมปทานบัตร จะทำให้สารเคมีและสารตกค้างจากเหมืองแร่ไหลลงสู่แม่น้ำป่าสักและเขือนป่าสักชลสิทธิ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของประเทศ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างหนัก พื้นที่ 3 ตำบล ซึ่งภาครัฐได้ออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ในขณะนี้ได้แก่ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน ตำบลนาเฉลียง ตำบลหนองไผ่ อำเภอหนองไผ่ จังหวัดเพชรบูรณ์&amp;quot; นายชัยสิทธิ ระบุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ประมาณ 50 คน เข้ายื่นหนังสือต่อนายชัยธวัช เนียมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อให้ตรวจสอบการประชุมสภาอบต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ซึ่งได้จัดการประชุมสภาสมัยสามัญ สมัยที่ 2 ประจำปีพ.ศ. 2562 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.62 ที่ผ่านมา และในระเบียบวาระที่ 4 ข้อ 3 ได้มีการสอดแทรกบรรจุเรื่องการพิจารณาลงมติต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการเข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่หินปูน ชนิดอุตสาหกรรมก่อสร้าง บนภูผาฮวก ตามประทานบัตรเลขที่ 27221/15393 เนื้อที่กว่า 175 ไร่ &amp;nbsp;และเพื่อสร้างที่กองเก็บแร่ ที่ตั้งโรงโม่ และอื่นๆ อีกจำนวน 50 ไร่ ตามลำดับ ต่อไปอีกเป็นระยะเวลา 10 ปี คือตั้งแต่เดือน ก.ย.63 ถึง ก.ย.73&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายสมควร &amp;nbsp;เรียงโหน่ง &amp;nbsp;ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได กล่าวว่า การที่ประธานสภาอบต.ดงมะไฟ ได้นำเรื่องผู้ประกอบการขอต่อใบอนุญาตใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อทำเหมืองแร่ สอดแทรกเข้าสู่การประชุมสภาฯ โดยไม่ได้มีการบรรจุตามระเบียบวาระเอาไว้ตั้งแต่ต้น และสมาชิกสภาอบต.ฯ ก็ได้มีมติเห็นชอบไปอย่างรีบเร่งนั้น เป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยข้อบังคับการประชุมสภาท้องถิ่น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ สภาอบต.ดงมะไฟ ยังดำเนินการขัดต่อระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรือที่อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2548 ข้อ 8 (5) ซึ่งระบุว่าการพิจารณาให้เข้าใช้ประโยชน์พื้นที่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ต้องไม่มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง และต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การบริหารส่วนตำบลท้องที่ที่ป่านั้นตั้งอยู่ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสมควร กล่าวต่อว่า การทำเหมืองดังกล่าว ได้มีปัญหากับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงมาโดยตลอด และกลุ่มชาวบ้านก็ได้มีการยื่นหนังสือคัดค้านมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีการฟ้องศาลปกครอง และศาลก็ได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 14 มี.ค.61 โดยมีคำสั่งให้เพิกถอนหนังสืออนุญาต ที่อนุญาตผู้ประกอบการ เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเพิกถอนคำสั่งต่ออายุประทานบัตร ที่ออกให้ผู้ประกอบกิจการเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูน ในท้องที่ต.ดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถึงแม้ว่าปัจจุบันคดีจะอยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์ของคู่ความ แต่ปัญหาความขัดแย้งกับราษฎรในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียงยังคงมีอยู่เรื่อยมาอย่างต่อเนื่อง โดยข้อเรียกร้องของชาวบ้านคือ ขอให้ผู้ว่าราชการมีคำสั่งตรวจสอบการประชุมสภาอบต.ดงมะไฟ ว่าผิดระเบียบกฎหมายตามที่กล่าวมาหรือไม่ ซึ่งถ้าพบว่าผิดจริงการมีมติเห็นชอบของสมาชิกอบต.ก็ต้องเป็นโมฆะ และไม่ให้มีการนำเอารายงานไปประกอบการยื่นขอต่อประทานบัตร&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มชาวบ้านในนามกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ กว่า 150 คน เดินทางมาที่ ศาลากลางจังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อยืนหนังสือขอคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ในพื้นที่ ต.เหล่าไฮงาม อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ และอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมีนายสนั่น พงษ์อักษร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เข้ารับเรื่องร้องเรียน ซึ่งยืนยันรับข้อเสนอทั้งหมดของกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ พร้อมทั้งจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการดำเนินการขอประทานบัตรเหมืองแร่ว่าเป็นไปอย่างถูกต้องหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ชาวบ้านเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการแร่ระดับจังหวัด ซึ่งมีหน้าที่อนุมัติคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ ประเภทที่ 1 ได้รับทราบว่าชาวตำบลเหล่าไฮงามคัดค้านการจัดรับฟังความคิดเห็นของอุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และไม่ให้มีการนำข้อมูลจากการจัดรับฟังความคิดเห็น วันที่ 5 สิงหาคม 2562 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว และเวทีรับฟังความคิดเห็น วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด ไปแอบอ้างในการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงามต่อไป ชาวตำบลเหล่าไฮงาม จำนวน 408 คน ขอคัดค้านการขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้ว ในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขอยืนยันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้รับทราบว่า ชาวตำบลเหล่าไฮงาม ไม่ต้องการเหมืองแร่ทรายแก้ว เนี่องจากจะสร้างผลกระทบต่อที่ทำกินของประชาชน รวมทั้งกังวลผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพที่จะเกิดจากการทำเหมืองแร่ทรายแก้ว ทั้งปัญหาเรื่องฝุ่น ปัญหาการใช้น้ำ ปัญหาการคมนาคม การจัดการของเสียจากการผลิต การรับชอบในกรณีเกิดผลกระทบกับประชาชน และการเข้ามาขอทำเหมืองแร่ทรายแก้วก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน เมื่อมีความพยายามผลักดันให้เกิดเหมืองแร่ทั้งที่ประชาชนกว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องการเหมืองแร่ทรายแก้ว ชาวตำบลเหล่าไฮงามจึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ พิจารณายกเลิกคำขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงาม&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ยังระบุให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ มีหนังสือแจ้งยกเลิกการจัดรับฟังความคิดเห็น วันที่ 5 สิงหาคม 2562 ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บัวขาวคลังแก้ว และเวทีรับฟังความคิดเห็น วันที่ 7 สิงหาคม 2562 ของบริษัท แทน ซิลิก้า จำกัด เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อไม่ให้มีการแอบอ้างนำรายงานการประชุมการรับฟังความคิดเห็น มาขอประทานบัตรเหมืองแร่ทรายแก้วในพื้นที่ตำบลเหล่าไฮงามในภายหลัง และ ขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งหนังสือแจ้งกลุ่มฅนเหล่าไฮงามไม่เอาเหมืองแร่ ล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน ในกรณีที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับเหมืองแร่ทรายแก้ว โดยขอให้อุตสาหกรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ส่งหนังสือตอบกลับหนังสือคัดค้านฉบับนี้ภายใน 7 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากชาวบ้านตำบล​เหล่า​ไ​ฮ​งาม​ไม่เอา​เหมืองแร่​เดินทางมายื่นหนังสือคัดค้าน​กับผู้ว่าราชการจังหวัด​กาฬสินธุ์​ และอุตสาหกรรม​จังหวัด​กาฬสินธุ์​ พบว่าหลังยื่นหนังสือเจ้าหน้าที่ไม่ได้นำสำเนาหนังสือ​คัดค้านให้ชาวบ้าน​ เป็นเหตุให้​ต้อง​เดินทางมารับหนังสืออีกครั้ง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวบ้านต้องเดือดร้อนกลับมาอีกรอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เข้าใจว่าหน้าที่พื้นฐานที่สุดของเจ้าหน้าที่รัฐกรณีที่ชาวบ้านมาร้องทุกข์​ ร้องเรียน​ ต้องสำเนาหนังสือที่มีเลขรับหนังสือ​ เพื่อเป็นหลักฐานการร้องเรียนให้ชาวบ้านทันที ถ้าเเค่ถ่ายเอกสารสำเนาเรื่องร้องเรียนให้ชาวบ้านไม่ได้​ต้องลำบากให้ชาวบ้านเดินทางมาอีกรอบ ไอ้ที่บอกว่ากลัวชาวบ้านลำบากไม่อยากให้เดินทางมาถึงจังหวัดนี่จะเชื่อได้เเค่ไหนกัน​ แล้วอย่ามาอ้างว่าเป็นความผิดชาวบ้านที่ไม่ทวง​ นี่คือหน้าที่ต้องให้ได้ทวงถามตลอด มันน่ารำคาญ​จนคิดว่าไม่อยากรับเรื่องร้องเรียน​ ถ้าอย่างนั้นก็ยุบทิ้งเปลืองงบ อย่าให้ถึงขั้นต้องมีการเปิดการอบรมกัน​ กะเเค่การให้หลักฐานยืนยันกับชาวบ้านที่มาร้องทุกข์​ หวังว่าจะไม่ต้องมาพูดเรื่องที่โคตรจะพื้นฐาน​เเบบนี้​อีก​ กับบรรดาเจ้าหน้าที่​รัฐ​ที่กินเงินเดือนจากภาษีประชาชน&amp;quot; ชาวบ้านที่มายื่นหนังสือ ระบุ.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44143</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงการคลัง, กระทรวงอุตสาหกรรม, ต้านเหมืองแร่., ศูนย์ดำรงธรรม, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, สันติ พร้อมพัฒน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190823/image_big_5d5ff9c998200.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>26505</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/01/2019 12:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/01/2019 12:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้ตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตรใหม่ หลังรัฐดอดเงียบซูเอี๋ยนายทุนเหมือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ม.ค.62- เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได จำนวน 50 คน เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู เพื่อให้มีการตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตร ทำเหมืองแร่หินปูน เนื้อที่กว่า 175 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเก่ากลอยและป่านากลาง ท้องที่ตำบลดงมะไฟ อ.สุวรรณคูหา จ.หนองบัวลำภู ว่ามีการทำเหมืองรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้หรือไม่&amp;nbsp;โดยมีหัวหน้าศูนย์ดำรงธรรม ผู้แทนจากสำนักงานอุตสาหกรรม และผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหนองบัวลำภู มาเจรจารับข้อเรียกร้อง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กลุ่มชาวบ้านได้เคยยื่นหนังสือให้ตรวจสอบในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 7 พ.ย.61 ที่ผ่านมา แต่หน่วยงานรัฐได้ลงไปตรวจสอบกับผู้ประกอบการเพียงลำพัง โดยไม่มีการแจ้งข้อมูลให้ชาวบ้านได้รับทราบ จนนำมาสู่การยื่นหนังสือไม่ยอมรับและคัดค้านในวันนี้ &amp;nbsp;สำหรับข้อสรุปจากเวที คือ จะมีการลงพื้นที่ตรวจสอบเขตคำขอต่ออายุประทานบัตรใหม่ ในวันที่ 28 ม.ค.62 นี้ โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์ฯ ร่วมตรวจสอบด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/26505</URL_LINK>
                <HASHTAG>กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่ ผาจันใด, ศูนย์ดำรงธรรม, สภาอุตสาหกรรมจังหวัด, หนองบัวลำภู, เหมืองแร่หินปูน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190114/image_big_5c3c2259c9dbf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>20091</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/10/2018 10:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/10/2018 10:13</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; เตรียมนำชาวบางปะกงร้องบิ๊กตู่ตั้งเขตปลอด &#039;อีอีซี&#039; ในพื้นที่สีเขียว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ต.ค.61 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่ชาวตำบลเขาดิน อ.บางปะกง รวมตัวกันบุกศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อยื่นหนังสือผ่านศูนย์ดำรงธรรมถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อร้องเรียนกรณีมีนายทุนมากว้านซื้อที่ดิน เตรียมผุดเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ รองรับการพัฒนา&amp;nbsp;EEC ทั้งๆ ที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวตามกฎหมายผังเมือง ก่อนบุกเข้ารื้อถอนขับไล่ที่ทำกินชาวบ้านที่เคยเช่าอยู่เดิมออกไปให้พ้นพื้นที่ แล้วเร่งรีบจ้างเหมาเอกชนให้มาปรับพื้นที่โดยถมดินทำให้ถนนหนทางพังเสียหาย ทำให้ชาวบ้านต้องนำความไปยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาแล้วนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า การร้องเรียนผู้ว่าฯ การฟ้องศาลปกครอง ยังไม่อาจหยุดยั้งการเดินหน้าถมที่ดินและการขับไล่ชาวบ้านให้ออกไปจากพื้นที่ได้ แม้จะเป็นการขัดต่อกฎหมายหลายฉบับ อาทิ พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อม 2535 พ.ร.บ.การขุดดินและถมดิน 2543 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 2524 พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร 2522 พ.ร.บ.การนิคมอุตสาหกรรมฯ 2522 ประมวลกฎหมายที่ดิน 2487 และ พ.ร.บ.ผังเมือง 2518 ซึ่งแต่หากปล่อยให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นของนักอุตสาหกรรมแล้วปล่อยให้ทำการขุดดิน ถมดินปิดกั้นเส้นทางสัญจรของชาวบ้าน ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้พื้นที่ไปอย่างถาวร โดยการนำดินจากพื้นที่อื่นมาถมก่อสร้างโรงงานตั้งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม ก็จะทำให้ภูมิปัญญาพื้นถิ่นและความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ตำบลเขาดินหายไปทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังเปลี่ยนวิถีของชาวบ้านจากเกษตรกรมาเป็นชนชั้นแรงงานรับจ้างในระบบอุตสาหกรรมไปทั้งหมด คนที่เคยร่ำรวยจากทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่รอบตัว กลับกลายต้องมานั่งรอเงินเดือนหรือต้องตกงานตามสภาะเศรษฐกิจที่ขึ้นลงได้ ด้วยเหตุดังกล่าวชาวตำบลเขาดิน อ.บางปะกง จึงรวมตัวกันที่จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เพื่อขอให้มีคำสั่งยกเว้นพื้นที่ตำบลเขาดิน อ.บางปะกง เป็นพื้นที่ปลอดการส่งเสริม EEC เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชโองการ เรื่อง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม และด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 43(3) ของรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อยับยั้งกระบวนการวิ่งเต้นการขอเปลี่ยนสีผังเมืองเป็นสีม่วง และการใช้อำนาจตามกฎหมาย EEC มาลบล้างกฎหมายต่างๆทั้งปวงอีกด้วย โดยสมาคมฯและชาวบ้านบางปะกงจะเดินทางไปยื่นหนังสือในวันพฤหัสที่ 18 ต.ค.2561 เวลา 10.30 น. ณ ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนฯ ตึก กพร.เดิม ทำเนียบรัฐบาล&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/20091</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.ฉะเชิงเทรา, ชาวตำบลเขาดิน, นายศรีสุวรรณ จรรยา, นิคมอุตสาหกรรม, ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก, ศูนย์ดำรงธรรม, สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย, อำเภอบางปะกง, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181017/image_big_5bc6a6e19270b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2018 16:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2018 15:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;บิ๊กเด่น&#039;สั่งลุยแก๊งปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดอีสานตอนล่าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค.2561- ที่กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ตรวจสอบความคืบหน้าการเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงิน โดยสัญญาไม่เป็นธรรม ตำรวจภูธรภาค 3 โดยมี พล.ต.ต.สุภากร คำสิงห์นอก ผบก.สส.ภ.3 ร่วมสอบถามประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากกรณีการปล่อยเงินกู้ในพื้นที่อีสานใต้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยมีประชาชนในหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียงเข้าให้ข้อมูลกรณีดังกล่าว และประชาชนจากพื้นที่ อ.พระทองคำ จ.นครราชสีมาเดินทางมาให้ข้อมูลและสอบปากคำและบันทึกเพื่อให้ศูนย์ดำรงธรรม รับไปดำเนินการต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวว่า ได้สั่งเร่งรัดให้ตำรวจทุกจังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง 8 จังหวัดสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว หลังรับนโยบายจากรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงิน โดยสัญญาไม่เป็นธรรม ตำรวจภูธรภาค 3 มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาร้องทุกข์ จนได้ทราบข้อมูลจำนวนมาก ซึ่งแต่ละวันศูนย์ต้องใช้พนักงานสอบสวนวันละ 15 นาย จากหลายจังหวัดมาช่วยสอบสวน ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลส่งให้ศูนย์ดำรงธรรม โดยตำรวจภาค 3 จะเน้นให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายใช้กฎหมายของ ปปง.ในการดำเนินการ สำหรับที่ผ่านมา ศูนย์เปิดมาผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14894</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3, พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์, ศูนย์ดำรงธรรม, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์การกู้ยืมเงิน โดยสัญญาไม่เป็นธรรม, สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, อีสาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180807/image_big_5b6953257cddb.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
