<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>105894</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/06/2021 11:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/06/2021 11:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค. ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 มิ.ย.2564 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.อยู่ที่ 44.7 จากเดือน เม.ย.64 ซึ่งอยู่ที่ 46.0 โดยดัชนีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์&amp;nbsp;ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก 40.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.9 จาก 54.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และ ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าปัจจัยลบสำคัญที่ส่งผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นเดือนพ.ค.นี้ ได้แก่ ความกังวลเรื่องการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อประชาชนและภาคธุรกิจ, การกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่อน, สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เผย GDP ไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือโต 1.5-2.5%, ราคาน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้น, ความกังวลเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ, กังวลภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้รายได้ไม่สอคล้องค่าครองชีพ, เงินบาทแข็งค่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ, การฉีดวัคซีนในประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%, การส่งออกเดือนเม.ย. ขยายตัว 13%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105894</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค, พ.ค., ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210610/image_big_60c18d9f23422.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>87704</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/12/2020 18:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/12/2020 18:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิด10ธุรกิจเด่นปี64</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;22 ธ.ค. 2563 นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ประเมินธุรกิจเด่นปี 2564 มีจำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจบริการทางการแพทย์และความงาม และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ (ธุรกิจที่ทำการซื้อขายผ่านอิเล็กทรอนิกส์) ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน 2.ธุรกิจแพลตฟอร์ม (ธุรกิจตัวกลางหรือตลาดกลางทางด้านอิเล็กทรอนิกส์) และธุรกิจจัดทำคอนเทนต์ ธุรกิจยูทูบเบอร์และการรีวิวสินค้า 3.ธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต 4.ธุรกิจเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์ ธุรกิจเวชภัณฑ์ยา ธุรกิจการขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ 5.ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดการข้อมูล 6.ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ธุรกิจอาหารเสริม และสุขภาพ 7.ธุรกิจสตรีทฟู้ด และฟู้ดทรัค 8.ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ และเดลิเวอรี่ ธุรกิจด้านฟินเทค และการชำระเงินผ่านระบบเทคโนโลยี 9.ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจตู้หยอดเหรียญ เช่น ร้านสะดวกซัก เครื่องเติมเงิน เครื่องเติมน้ำ เป็นต้น 10.ธุรกิจที่ปรึกษาด้านกฎหมาย บัญชี ธุรกิจออกแบบและผลิตบรรจุภัณฑ์แพกเกจจิ้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผลจากการระบาดของโควิด-19 ทำให้คนหันมาซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการก็หันมาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เพราะง่าย เปิดร้านได้ 24 ชั่วโมง มีระบบขนส่งที่สนับสนุน จ่ายเงินได้ง่าย ซื้อได้ทั้งผ่านแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ ทำให้เป็นธุรกิจที่ยังคงเติบโตได้ดี และขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 1 จากปีที่แล้วอยู่อันดับ 2 ส่วนบริการทางการแพทย์และความงาม ที่ครองที่หนึ่งร่วม เพราะคนยังให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและความงาม อัตราค่าบริการของไทยถูก ได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ แต่ที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจยูทูบเบอร์และการรีวิวสินค้า ที่พุ่งแรงติดอันดับ 2 จากที่ไม่เคยติดอันดับมาก่อน เพราะคนให้ความสำคัญกับการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การทำธุรกิจมีต้นทุนต่ำ แต่มีรายได้ต่อเนื่อง โดยเติบโตดีพร้อมกับธุรกิจแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางในการซื้อขายออนไลน์&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนธุรกิจประกันภัย ประกันชีวิต เติบโตจากการที่คนกังวลโควิด-19 และซื้อเพื่อการออมและใช้ลดหย่อนภาษี ธุรกิจเครื่องมือแพทย์ ยา เติบโตตามการลงทุนในธุรกิจโรงพยาบาล ธุรกิจวิเคราะห์ข้อมูล เติบโตตามความต้องการนำข้อมูลไปใช้ในการประกอบธุรกิจ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม เติบโตตามความต้องการที่สูงขึ้น และยังซื้อได้ง่ายผ่านแอปฯ อินเทอร์เน็ต และมีบริการส่งถึงที่ รวมถึงอาหารเสริมที่เติบโตตามการดูแลสุขภาพ ธุรกิจสตรีทฟู้ด และฟู้ดทรัค ได้รับแรงหนุนจากคนละครึ่ง นักท่องเที่ยวนิยม และปัจจุบันมีช่องทางจำหน่ายเพิ่มขึ้นผ่านฟู้ดเดลิเวอรี่ ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ เติบโตรองรับการขยายตัวของการค้าออนไลน์ การบริการรับส่งอาหาร ซึ่งส่งผลต่อเนื่องทำให้ธุรกิจรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์เติบโตตามไปด้วย ธุรกิจพลังงาน ยังเติบโตตามความต้องการใช้พลังงานของประเทศ ส่วนธุรกิจตู้หยอดเหรียญ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ตามไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ และธุรกิจที่ปรึกษาด้านกฎหมายและบัญชี จะเติบโตเพราะคนให้ความสำคัญกับการรักษาสิทธิ และภาวะเศรษฐกิจ ที่จะทำให้มีการผิดนัด ผิดสัญญา และธุรกิจแพจเกจจิ้ง ที่มีแนวโน้มเติบโตตามการขยายตัวของการทำธุรกิจและการค้าออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับธุรกิจที่ประเมินว่าจะเป็นธุรกิจดาวร่วงในปี 2564 มีจำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.ธุรกิจเช่าหนังสือ 2.ธุรกิจผลิตโทรศัพท์พื้นฐานและเครื่องโทรสาร ธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ความจำ Storage media ก็คือ CDs, DVDs, Blu-Ray Discs, External Hard Drives, Memory Cards 3.ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ และวารสาร 4.ธุรกิจร้านให้บริการอินเทอร์เน็ต ธุรกิจคนกลาง 5.ธุรกิจดังเดิมไม่มีดีไซด์ และใช้แรงงานเยอะ (เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น) 6.ธุรกิจผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ใช้แรงงานจำนวนมากและขายในประเทศ ธุรกิจหัตถกรรม และเฟอร์นิเจอร์ไม้ (ดังเดิมที่ไม่ได้มีการปรับตัว) 7.ธุรกิจการซ่อมรองเท้า 8.ธุรกิจการค้าแบบดังเดิม ธุรกิจเครื่องปันดินเผา และเซรามิก 9.ธุรกิจผลิตผักและผลไม้อบแห้ง 10.ธุรกิจร้านถ่ายรูป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ได้มีการประเมิน 10 ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จำนวน 10 ธุรกิจ ได้แก่ 1.สายการบิน 2.ธุรกิจนำเที่ยวในประเทศและต่างประเทศ 3.โรงแรม 4.ธุรกิจของที่ระลึก 5.ธุรกิจจัดประชุมและแสดงสินค้า 6.ผับ บาร์ สถานที่ท่องเที่ยวกลางคืน 7.ธุรกิจสปา 8.อสังหาริมทรัพย์แนวดิ่ง 9.ธุรกิจโรงภาพยนตร์ 10.ร้านอาหารและภัตตาคาร&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87704</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, ู10 ธุรกิจเด่นปี 64</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200611/image_big_5ee22f75e34e8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>73719</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/08/2020 15:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/08/2020 15:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่น ก.ค.ฟื้นอยู่ที่ 50.1 ดีขึ้น 3เดือนต่อเนื่อง  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ส.ค. 2563 ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. 63 อยู่ที่ 50.1 จาก 49.2 ในเดือนมิ.ย.63 โดยดัชนีฯ ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 หลังจากมีการการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์กิจการเพิ่มเติม ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 42.6 จาก 41.4 ในเดือนมิ.ย. 63 &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 48.4 จาก 47.6 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ 59.3 จาก 58.6 &amp;nbsp;โดยมีปัจจัยบวก ได้แก่ รัฐบาลมีมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 5 ให้ธุรกิจกลับมาดำเนินการได้, รัฐบาลดำเนินมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ, ราคาน้ำมันในประเทศยังทรงตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ปัจจัยลบ ได้แก่ ความวิตกกังวลการแพร่ระบาดโรคไวรัสโควิด-19, กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 63 หดตัว -8.5%, ความกังวลด้านสถานการณ์การเมืองและการชุมนุมทางการเมือง, รัฐบาลขยายเวลาใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน, ราคาพืชผลทางการเกษตรยังอยู่ในระดับต่ำ, ผู้บริโภคกังวลเศรษฐกิจจะชะลอตัว รวมถึงกังวลเกี่ยวกับปัญหาสงครามการค้า และ การส่งออกในเดือนมิ.ย.ที่หดตัว -23.17% และเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในฐานะประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า การปรับตัวดีขึ้นของดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคทุกรายการในเดือนก.ค.นี้ ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แต่อย่างไรก็ดี ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมยังคงอยู่ในช่วงที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ทำการสำรวจในรอบ 21 ปี 10 เดือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 ที่เป็นระดับปกตินั้น แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมน่าจะปรับตัวเข้าสู่ภาวะถดถอยจากวิกฤติโควิด-19 ทั่วโลก ซึ่งจะกระทบในเชิงลบเป็นอย่างมากต่อกำลังซื้อภายในประเทศ ภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก ธุรกิจทั่วไป และการจ้างงานในอนาคต ซึ่งเป็นปัจจัยที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ คาดว่า ผู้บริโภคจะยังชะลอการจับจ่ายใช้สอยไปจนถึงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ จนกว่าสถานการณ์โควิด-19 จะคลี่คลายลง และมีการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจได้อย่างกว้างขวาง พร้อมกับที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมชัดเจนในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจหลังโควิด เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ในช่วงไตรมาส 2 ถือว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงต่ำสุดแล้ว ภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิดรอบแรก และผู้บริโภคยังไม่มั่นใจในอีก 6 เดือนข้างหน้าว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น ทำให้ยังชะลอการใช้จ่ายไปจนถึงสิ้นปี ถ้าไม่มีเหตุการณ์ที่มากระตุกให้เห็นว่าเศรษฐกิจมีความโดดเด่น ก็จะไม่มีการจับจ่ายเพิ่มขึ้น&amp;quot; นายธนวรรธน์กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พร้อมระบุว่า สิ่งที่น่ากังวลอีกเรื่อง คือ ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งพบว่าลดลงต่อเนื่องมาเกือบ 1 ปี โดยผู้บริโภคมีความกังวลต่อความสัมพันธ์ภายในรัฐบาล ความแน่นแฟ้นของของพรรคร่วมรัฐบาล ตลอดจนมีการแสดงความเห็นทางการเมืองต่อรัฐบาล และตัวผู้นำรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของประเทศ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/73719</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนก.ค. 63, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200807/image_big_5f2d110a23c30.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>37246</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/05/2019 20:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/06/2019 07:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำลังซื้อชะลอตัว-ส่งออกสะดุดฉุดเศรษฐกิจชุมชนทรุด   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;หอการค้า&amp;rdquo; ชี้ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนเดือน เม.ย. 2562 ทรุดทุกรายการ หลังเจอพิษภัยแล้ง กำลังซื้อชะลอตัว ราคาน้ำมันพุ่ง ส่งออกดิ่งจากสงครามการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยววืดถ่วงหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;31 พ.ค. 62- นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ประจำเดือนเม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ว่า ดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปรับตัวลดลงทุกรายการ ที่สำคัญดัชนีทุกรายการยังทรงตัวต่ำกว่าค่ากลางที่&amp;nbsp;50&amp;nbsp;ต่อเนื่อง&amp;nbsp;3เดือนติดต่อกัน โดยดัชนีเศรษฐกิจชุมชนปัจจุบันลดลงมาเหลือ&amp;nbsp;48.3&amp;nbsp;ดัชนีอนาคตเหลือ&amp;nbsp;48.7&amp;nbsp;และดัชนีโดยรวมเหลือ&amp;nbsp;48.5&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับปัจจัยด้านลบที่กระทบต่อดัชนีเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ รายได้ของเกษตรกรในเดือน เม.ย.&amp;nbsp;2562&amp;nbsp;ลดลง เพราะผลผลิตปรับลดจากสถานการณ์ภัยแล้ง&amp;nbsp;&amp;nbsp;กำลังซื้อประชาชนชะลอตัว ราคาน้ำมันปรับขึ้น การส่งออกลดลงจากปัญหาสงครามการค้า และจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ ส่วนปัจจัยบวก เช่น การใช้จ่ายช่วงเทศกาลสงกรานต์&amp;nbsp;&amp;nbsp;มาตรการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาครัฐ ราคาสินค้าเกษตรบางตัวปรับตัวดีขึ้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนแนวโน้มดัชนีเศรษฐกิจชุมชนในอนาคต มีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ หากปัญหาสงครามการค้าโลกยังยืดเยื้อ การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปียังล่าช้า รวมถึงเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง เนื่องจากธุรกิจชุมชนยังต้องผูกโยงเกี่ยวกับภาพเศรษฐกิจใหญ่ของประเทศอยู่ แต่ก็ยังถือว่าเศรษฐกิจชุมชนมีความผันผวนน้อยกว่าเศรษฐกิจตัวอื่น สำหรับสิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประกอบด้วย การพัฒนาสินค้าชุมชนเพื่อให้มีช่องทางการตลาดมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดราคาต้นทุนวัตถุดิบ เพิ่มเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้นใช้จ่ายในประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ในการประกอบอาชีพ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการเก็บภาษีซ้ำซ้อน และแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ข้อเสนอต่อธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ต้องการให้ช่วยผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งทุน แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ให้ธุรกิจมีสภาพคล่องมากขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้ความรู้ ทักษะการประกอบธุรกิจชุมชน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ให้คำแนะนำด้านการเงิน&amp;nbsp;&amp;nbsp;พัฒนาศักยภาพธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมช่องทางตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายวรมิตร ครุฑโต&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;รองกรรมการผู้จัดการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เอสเอ็มอีแบงก์ กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp;ในปีนี้ธนาคารตั้งเป้าหมายอนุมัติสินเชื่อ&amp;nbsp;3&amp;nbsp;หมื่นล้านบาท เพื่อผลักดันธุรกิจชุมชนเข้าถึงแหล่งทุนกว่า&amp;nbsp;3หมื่นราย&amp;nbsp;&amp;nbsp;เกิดการเชื่อมโยงกับธุรกิจชุมชนกับธุรกิจภายนอก เช่น ท่องเที่ยง ขนส่ง สินค้าที่ระลึก ฯลฯ ก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า&amp;nbsp;1.45&amp;nbsp;แสนล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;โดยผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ทั้งผ่านสาขา และแอพพลิเคชัน&amp;nbsp;SME D Bank&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารจะเร่งยกระดับธุรกิจชุมชน ด้วยการเติมความรู้คู่เงินทุนต่อเนื่อง&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น อบรมความรู้การทำบัญชีให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น จัดอบรมพัฒนาบรรจุภัณฑ์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ส่งเสริมปรับปรุงบ้านพักเป็นบูติกโฮเทลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน เสริมแกร่งปรับปรุงโชห่วย ขยายช่องทางตลาดออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;ซึ่งเน้นนำสินค้าชุมชนมาขายผ่านออนไลน์ รวมถึง จัดงานแสดงสินค้าชุมชนเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเป็นช่องทางขายสินค้าให้แก่ธุรกิจชุมชน ปีนี้จัดมาแล้ว&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ครั้ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้วกว่า&amp;nbsp;150&amp;nbsp;ราย สร้างรายได้กว่า&amp;nbsp;1.6&amp;nbsp;ล้านบาท&amp;rdquo;&amp;nbsp;นายวรมิตร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังมีการเติมทุนให้ธุรกิจชุมชนในกลุ่มต่างๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เช่น เกษตรแปรรูป&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ท่องเที่ยวชุมชน และโชห่วย เพื่อนำไปลงทุน ขยาย ยกระดับธุรกิจ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ผ่านโครงการสินเชื่อเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน คิดดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนนานถึงสูงสุด&amp;nbsp;7&amp;nbsp;ปี&amp;nbsp;&amp;nbsp;บุคคลธรรมดา&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.42%&amp;nbsp;&amp;nbsp;และนิติบุคคล อัตราดอกเบี้ย&amp;nbsp;3&amp;nbsp;ปีแรกเพียง&amp;nbsp;0.25%&amp;nbsp;ต่อเดือน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/37246</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีเศรษฐกิจชุมชน, นายธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190530/image_big_5cefd986a6d2c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>23705</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/12/2018 10:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/12/2018 10:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>หนี้ครัวเรือนปี 61 พุ่งเป็นประวัติการณ์ 3.16 แสนบาท/ครอบครัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 61 มูลค่าหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน โต 5.8% แต่ไม่น่าห่วงเหตุก่อหนี้ซื้อสินทรัพย์และลงทุน แนะรัฐลุยสินเชื่อรายย่อยต่อเนื่องแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากการสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 1,203 ตัวอย่างเกี่ยวกับสภานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2561 พบว่า จำนวนหนี้เฉลี่ยครัวเรือนในปี 2561 มีมูลค่า 3.16 แสนบาท/ครัวเรือน ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ หรือนับตั้งแต่ทำการสำรวจมาเมี่อปี 2552 ขยายตัวเพิ่มขึ้น 5.8% เทียบกับการสำรวจหนี้ครัวเรือนปี 2560 ที่มีหนี้ฉลี่ย 2.99 แสนบาท/ครัวเรือน แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 64.7% โดยหนี้ในระบบลดลงจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 74.6% และหนี้นอกระบบ 35.3% เพิ่มขึ้นจากการสำรวจปี 2560 มีสัดส่วน 26.4% &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ แม้ว่ามูลค่าหนี้ครัวเรือนในปี 2561 จะสูงสุดนับตั้งแต่มีการสำรวจมา แต่หากดูโครงสร้างหนี้ครัวเรือนแล้วยังไม่น่ากังวล เพราะจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ตอบว่า เป็นการก่อหนี้เพื่อใช้ในการซื้อสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ บ้าน และการลงทุนประกอบกิจการ เช่น ลงทุนเครื่องจักร ซื้อวัตถุดิบ เป็นต้น อีกส่วนมาจากการก่อหนี้เพื่อจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท/ครัวเรือน มีการก่อหนี้มาใช้จ่ายในครัวเรือนมากขึ้นเนื่องจากค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ หากดูการผ่อนชำระต่อเดือน พบว่าครัวเรือนมีความสามารถในการผ่อนชำระสูงขึ้น โดยปี 2561 ผ่อนชำระเฉลี่ย 1.59 หมื่นบาท/ครัวเรือน/เดือน เพิ่มขึ้น 3.15% เทียบกับปี 2560 ที่มีการผ่อนชำระ 1.54 หมื่นบาท/ครัวเรือน/เดือน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โครงสร้างหนี้ครัวเรือนที่สำรวจมา ถือว่าไม่น่าห่วงและสอดคล้องกับที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ระบุว่าหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันมีสัดส่วนต่อจีดีพีลดเหลือ 77% หรือประมาณ 12 ล้านล้านบาท หรือลดลงในรอบ 3-5 ปีที่หนี้ครัวเรือนมีสัดส่วนต่อจีดีพีอยู่ที่ 80%&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่หนี้ครัวเรือนในปีนี้มีการก่อหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการกู้หนี้ในระบบเต็มวงเงินทำให้ต้องก่อหนี้นอกระบบเพิ่มเติม ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งผลักดันมาตรการสินเชื่อพิกโก หรือให้นำสินทรัพย์ เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ นำมาใช้กู้ยืมได้ รวมถึงสินเชื่อนาโน อย่างต่อเนื่อง เพราะถือว่าดำเนินการถูกทางแล้ว และการดึงให้เจ้าหนี้นอกระบบมาอยู่ในระบบมากขึ้น โดยควบคุมอัตราดอกเบี้ยไม่ให้เกิน 36%ต่อปี จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับรายละเอียดการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือน พบว่าส่วนใหญ่เป็นการกู้เงินมาใช้จ่ายทั่วไปมากที่สุด รองลงมาเป็นการกู้มาชำระหนี้เก่า, ลงทุนประกอบธุรกิจหรือประกอบอาชีพ, จ่ายบัตรเครดิต,การศึกษา,ซื้อบ้าน, เสริมสภาพคล่องทางธุรกิจ, ซื้อทรัพย์สิน (รถยนต์), ในการเกษตร,รักษาพยาบาล และเล่นพนัน โดยเฉพาะฟุตบอล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การแก้ปัญหาหนี้ภาพรวมของรัฐบาลมาถูกทาง ที่ส่งเสริมให้คนเข้าถึงแหล่งเงินในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีหลักทรัพย์ในการค้ำประกัน แม้ว่าผลการสำรวจหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนจะเพิ่มสูงสุด แต่หากเทียบกับสัดส่วนจีดีพีถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่น่าเป็นห่วงเหมือนกับในอดีต ขณะเดียวกันการกู้หนี้การซื้อสินทรัพย์ ยังอยู่ในสัดส่วน 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับการลงทุนและ การใช้จ่ายทั่วไป ถือว่าเป็นเรื่องปกติ&amp;rdquo; นายธนวรรธน์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านข้อเสนอที่ครัวเรือนต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาหนี้ เช่น ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มีการจ้างงานและสร้างรายได้, การดูแลค่าครองชีพและควบคุมราคาสินค้า, ดูแลเรื่องสวัสดิการให้กับประชาชน, แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้, แก้ไขปัญหาการว่างงานและการเสริมอาชีพ, จัดหาแหล่งเงินทุนในระบบที่มีดอกเบี้ยต่ำ และจัดการขึ้นทะเบียนคนจน เป็นต้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/23705</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มูลค่าหนี้สูงสุดเป็นประวัติการณ์, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, สำรวจหนี้ครัวเรือนปี 61</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a788332737be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10732</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/06/2018 16:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/06/2018 16:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอลโลกหงอยเงินสะพัดแค่ 7.8 หมื่นล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หอการค้าเผย ฟุตบอลโลกหงอยเงินสะพัดแค่ 17,901 ล้านบาท ต่ำกว่าคาดการณ์เมื่อเทียบกับจีดีพี ชี้เพราะคนระวังใช้จ่าย ทีมฟุตบอลไม่ดัง ทำโปรโมชั่นล่าช้า ขณะที่ยอดพนันบอลคาดว่าจะมีใช้เงิน 58,995 ล้านบาท รวมสองยอด 78,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% น้อยกว่าปี 2014 ที่มีเงินสะพัดเกือบแสนล้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยการสำรวจระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-2 มิถุนายนนี้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบด้านธุรกิจและสังคมไทย จากการแข่งขันฟุตบอลโลก 2561 (World Cup 2018) ว่า บรรยากาศภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกปีนี้ ไม่คึกคักเท่าที่คาดการณ์ไว้ ประเมินว่าจะมีเงินใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจแค่ 17,901 ล้านบาท หรือเติบโต 4.1% เมื่อเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจเกิน 4% น่าจะใช้จ่ายเกิน 20,000 ล้านบาท หรือเติบโต 5-6%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัจจัยหลักน่าจะมาจาก 1. เศรษฐกิจยังฟื้นตัวแบบกระจุกตัว คนระมัดระวังการใช้จ่ายเพราะมองถึงรายได้ยังต่ำกว่ารายจ่าย 2. ทีมฟุตบอลที่โปรดที่ชื่นชอบหายไป เช่น อิตาลี เนเธอร์แลนด์ ทำให้กระแสการรอชมจึงน้อยและการจัดโปรโมชั่นยังล่าช้ากว่าปกติ เมื่อ 4 ปีก่อน และ 3. มีการถ่ายทอดฟรีทั้งหมดจากครั้งก่อนที่มี 1 รายได้ที่สิทธิถ่ายทอดจึงต้องมีการซื้อกล่องรับสัญญาณทางทีวีดูถ่ายทอดสดและจัดกิจกรรมการตลาดมาก ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.1-0.2% และเกิดจากการซื้อทีวีจอใหญ่ อุปกรณ์ต่อเชื่อมการสื่อสาร ที่ปีนี้ส่วนใหญ่ 60% ชมการแข่งขันผ่านอินเตอร์เนต จากมือถือ คอมพิวเตอร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้ การใช้จ่ายนอกระบบเศรษฐกิจ(พนันบอล)ปีนี้คาดว่าจะมีใช้เงิน 58,995 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 1.9% ดังนั้นเมื่อรวมการใช้เงิน 2 ส่วน จะเท่ากับ 78,385 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จาก 4 ปีก่อน หรือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 0.2-0.3% ทั้งนี้ ในส่วนการใช้เงินเล่นพนัน พบว่า 57.7% ระบุไม่เล่นพนัน ส่วนที่ระบุเล่นเฉพาะทีมที่ชอบ 34.2% เน้นบางนัด 6.6% และเล่นทุกนัด 1.5% เฉลี่ยรายละ 5,872 บาทต่อนัด ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยใกล้เคียงจากแข่งขันครั้งก่อนๆ ทั้งนี้ในการสำรวจที่สะท้อนความเป็นห่วง มากที่สุดคือเรื่องประสิทธิภาพการทำงานหรือการเรียนลดลง โจรกรรมากขึ้น และการพนันเพิ่มขึ้น โดยแนะนำให้รัฐจัดฟื้นฟูช่วยเหลือผู้ติดพนันและประกาศให้การควบคุมพนันเป็นวาระแห่งชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แม้จะมีมูลค่าที่สูงแต่มูลค่าการใช้จ่ายจะน้อยกว่าช่วงเทศกาลฟุตบอลโลก 2014 ที่มีเงินสะพัด 95,154 ล้านบาท ถือว่าครั้งนี้บรรยากาศยังไม่คึกคักเท่าที่ควร หากเทียบเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว และพบว่าการเล่นพนันฟุตบอลจะไม่กระทบต่อหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มขึ้น เพราะคนที่เล่นในวงเงินสูงๆจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้สูงและมั่นคง แต่ที่น่าเป็นห่วงมากสุด คือกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ที่น่าจับตาคือเงินพนันไหลไปต่างประเทศมากขึ้น ประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาทจากเงินพนันทั้งหมด เพราะนิยมเล่นในอินเตอร์เนตมากขึ้น &amp;ldquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10732</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์ พลวิชัย, ฟุตบอลโลก, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, เงินสะพัด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a788332737be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>4762</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2018 07:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2018 07:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เกาะติดเศรษฐกิจ :  &#039;สังคมแห่งความกังวล&#039;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เกาะติดเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สังคมแห่งความกังวล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;ldquo;สังคมแห่งความกังวล&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สังคมแห่งความไม่ไว้วางใจ&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สังคมแห่งความหวาดระแวง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สังคมแห่งการจับผิด&amp;rdquo; เป็นหัวข้อที่ผมจั่วไว้เพื่อจะชวนท่านผู้อ่านทุกท่านชวนคิดและชวนคุยกันในเรื่องนี้&amp;nbsp; และผมอยากจะให้เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ดีเพื่อการวิเคราะห์เชิงสร้างสรรค์มากกว่าจะพูดไปในแนววิจารณ์เชิงติเตียน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายคนคงเริ่มสงสัยกันว่าทำไมผมถึงจั่วคอลัมน์นี้ด้วยวลีที่ว่า &amp;ldquo;สังคมแห่งความกังวล&amp;rdquo;&amp;nbsp; เพราะเนื้อหาสาระของข้อมูลข่าวสารในสังคมไทยในปัจจุบัน หรือจะอ้างย้อนหลังไป 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 3 ปี 5 ปี หรือแม้กระทั่ง 10-20 ปี นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2540 หรือที่เรียกว่า &amp;ldquo;วิกฤตต้มยำกุ้ง&amp;rdquo; สังคมไทยมีความกังวลและไม่ไว้วางใจสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ&amp;nbsp; สังคม และการเมืองของไทย (อาจรวมถึงของโลก) มาโดยตลอด&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; อาจเพราะเรามีความหวังว่าสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นโดยเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองหลังจากเราเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจตุ้มยำกุ้ง&amp;nbsp; เราก็หวังว่าเศรษฐกิจน่าจะฟื้นตัวโดยเร็วหลังจากที่ประเทศไทยต้องลอยตัวค่าเงินบาทในเดือนกรกฎาคม 2540 เพื่อแก้ไขปัญหาการถูกโจมตีค่าเงินบาทและปัญหาเงินทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเหลือน้อยจนต้องเข้าสู่กระบวนการกู้ยืมเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แต่ประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับเศรษฐกิจถดถอยโดยเศรษฐกิจไทยขยายตัว -2.8% และ -7.6% ในปี 2540 และ 2541 ตามลำดับ จนทำให้เกิดปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 47% ของสินเชื่อโดยรวม&amp;nbsp; และธุรกิจเข้าสู่กระบวนการประนอมหนี้และล้มละลายเป็นจำนวนมาก &amp;nbsp;ทำให้อัตราการว่างงานสูงเกินกว่า &amp;nbsp;4% ในช่วงปี 2541-2543&amp;nbsp; จนกระทั่งเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างโดดเด่นในปี 2545 เป็นต้นมา และประเทศไทยสามารถชำระคืนหนี้เงินกู้ให้กับ IMF ได้ครบถ้วนก่อนเวลาที่กำหนดได้ในปี 2547 ซึ่งทุกอย่างน่าจะคลี่คลายลง สังคมไทยเริ่มกลับมาเป็น &amp;ldquo;สังคมแห่งความหวัง&amp;rdquo; และคลายกังวลลงไปเห็นลำดับ&amp;nbsp; แต่ประเทศไทยเริ่มกลับมาเผชิญกับปัญหาใหม่คือ ปัญหาทางการเมือง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในวันที่ 19 กันยายน 2549 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศจนถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2551 &amp;nbsp;หลังจากนั้นประเทศไทยได้เผชิญกับปัญหาทางการเมืองมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองของเสื้อเหลืองและเสื้อแดง&amp;nbsp; จนกระทั่งวันที่ &amp;nbsp;22&amp;nbsp; พฤษภาคม&amp;nbsp; 2557&amp;nbsp; คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) &amp;nbsp;ได้เข้ามาบริหารประเทศจนถึงปัจจุบัน&amp;nbsp; ซึ่งตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยได้เข้าสู่ &amp;ldquo;สังคมแห่งความกังวล&amp;rdquo; ว่าการเมืองจะกลับมามีเสถียรภาพอย่างแท้จริงอีกเมื่อไร&amp;nbsp; หรือกีฬาสี (เหลืองแดง) ทางการเมืองจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ในอนาคต (แม้จะมีการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่าก็ตาม)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เมื่อการเมืองไทยไม่นิ่งไม่มีเสถียรภาพตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา&amp;nbsp; ปัญหาทางการเมืองจึงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็นมาโดยตลอด 20 ปี&amp;nbsp; ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยความเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 5%&amp;nbsp; ต่อปีตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เฉกเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านคือมาเลเซีย&amp;nbsp; แต่ปัญหาทางการเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมือง&amp;nbsp; ความวุ่นวายทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและผู้นำรัฐบาลตลอด 20 ปี ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ&amp;nbsp; ตลอดจนนักลงทุนและคนไทยทั่วไป ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยไม่คึกคักเท่าที่ควรตลอด 20 ปี ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 3.9% และ 3.0% ในช่วงปี 2541-2550 และช่วงปี 2551-2560 ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยในช่วงปี 2551-2560 ยังได้รับผลกระทบมาจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลกคือวิกฤตการณ์แฮมเบอเกอร์ของสหรัฐฯ ในปี 2552&amp;nbsp; ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกซบเซาและเพิ่งเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยเผชิญกับการส่งออกต่ำและติดลบโดยเฉพาะในปี 2556-2559&amp;nbsp; และพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญของไทยไม่ว่าจะเป็นข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อยน้ำตาล ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปาล์มน้ำมัน มีราคาตกต่ำจนเป็นที่มาของกำลังซื้อซบเซาทั่วประเทศไทยในขณะนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บทสรุปที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาที่ทำให้ประเทศไทยเป็น &amp;ldquo;สังคมแห่งความกังวล&amp;rdquo; คือ ปัญหาทางการเมืองไม่มีเสถียรภาพ นโยบายของรัฐบาลไทยไม่แน่นอนและไม่ต่อเนื่อง เศรษฐกิจโลกซบเซา และเศรษฐกิจไทยซึมตัว (เพราะราคาพืชผลตกต่ำ ส่งออกไม่ได้ ตลอดจนการขาดความเชื่อมั่นของประชาชนและนักธุรกิจ)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ณ วินาทีนี้ สังคมไทยยังกังวลว่า &amp;ldquo;ยังไม่เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวเลย เศรษฐกิจยังโตกระจุกและจนกระจายอยู๋เลย&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;การเลือกตั้งในไทยจะเกิดขึ้นในปีหน้าหรือไม่&amp;nbsp; หลังการเลือกตั้งความวุ่นวายทางการเมืองจะกลับมาอีกหรือไม่ และกีฬาสีเหลืองแดงยังจะมีอีกหรือไม่&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่สำรวจล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่ปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 เดือนเนื่องจากกังวลเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม้กระทั่งการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยที่เข้าสู่ยุคดิจิทัลไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงจากนอกประเทศและในประเทศจาก E-commerce&amp;nbsp; การใช้ Cryptocurrency&amp;nbsp; หรือการใช้หุ่นยนต์หรือเทคโนโลยีทำงานแทนคนก็สร้างความกังวลให้กับนักธุรกิจและแรงงานไทย&amp;nbsp; จนล่าสุด เลขาธิการสภาพัฒน์&amp;nbsp; ออกมาเปิดเผยรายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 4 และภาพรวมปี 2560 ว่าภาวะการจ้างงานปี 2560 ลดลงจากปี2559 &amp;nbsp;เพราะผลพวงจากธุรกิจหันใช้เทคโนโลยีชั้นสูงแทนคนมากขึ้น พร้อมทั้งเตือนกลลวงซื้อขายสินค้าผ่านคิวอาร์โค้ด และสกุลเงินดิจิตอล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนครับ&amp;nbsp; การสร้าง &amp;ldquo;สังคมแห่งความหวัง&amp;rdquo; หรือ &amp;ldquo;สังคมแห่งความมั่นใจ&amp;rdquo; ทดแทน &amp;ldquo;สังคมแห่งความกังวล&amp;rdquo; เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งสร้างให้ได้ครับ ผลงานของรัฐบาลที่สร้างต้องเกิดขึ้นที่ &amp;ldquo;ตา&amp;rdquo; และ &amp;ldquo;ใจ&amp;rdquo; ของคนไทยครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ผศ.ดร.ธนวรรธน์&amp;nbsp; พลวิชัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/4762</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนวรรธน์  พลวิชัย, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ, เกาะติดเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180205/image_big_5a788332737be.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
