<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>16795</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/09/2018 13:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/09/2018 13:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ดัชนีเชื่อมั่นส.ค.พุ่งสูงสุดรอบ64เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ม.หอการค้า แจงส่งออกโต-บาทแข็งหนุนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือนส.ค.อยู่ที่ 83.2 สูงสุดในรอบ 64 เดือน พร้อมเตรียมปรับจีดีพีเพิ่ม

4ก.ย.61-นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย และ ผู้อำนวยการ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ส.ค. 61 อยู่ที่ 83.2 จาก 82.2 ในเดือนก.ค. 61 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องและอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 64 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 70.2 จาก 69.1 ในเดือนก่อนหน้า

ทั้งนี้มีปัจจัยบวกมาจากการประกาศอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ หรือ จีดีพีในไตรมาสที่2/61 ที่เติบโต4.6%ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ รวมถึงการคงดอกเบี้ยนโยบายที่1.5% ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5%,&amp;nbsp; และการส่งออกเดือนก.ค.ขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ดี, เงินบาทแข็งค่าขึ้น และ พืชผลทางการเกษตรหลายรายการเริ่มปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตามในไตรมาส4/61นี้ ทางศูนย์ เตรียมจะปรับประมาณการจีดีพีเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามยังคงต้องจับตาดูปัจจัยลบทางด้าน ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับเพิ่มขึ้น และความรู้สึกของผู้ที่รู้สึกว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าและกระจุกตัว รวมถึงสถานหารณ์น้ำท่วม ทึ่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/16795</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าบาทผันผวน, จีดีพี, ดัชนีความเชื่อมั่น, ธนวรรธน์ พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180904/image_big_5b8e25b2c907c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10618</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2018 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2018 09:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เศรษฐกิจไทยปี 2561: ยังเหนื่อย?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;คอลัมน์เกาะติดเศรษฐกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ท่ามกลางตัวเลขดีๆ ทางเศรษฐกิจของไทยที่พรั่งพรูสู่สายตาคนไทยอย่างต่อเนื่องออกจนกระทั่งกระแสคำว่า &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้วกำลังจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสโตเกิน 4.5%&amp;rdquo; เริ่มได้รับการกล่าวถึงและตอบสนองจากทุกภาคส่วนเป็นลำดับโดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐบาล&amp;nbsp; หน่วยงานวิชาการและวิเคราะห์เศรษฐกิจ&amp;nbsp; ตลอดจนองค์กรภาคเอกชนขนาดใหญ่&amp;nbsp; &amp;nbsp;แต่ท่ามกลางกระแสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในรอบนี้ ก็ยังคงมีเสียงดังกึกก้องทั่วฟ้าเมืองไทยแบบย้อนแย้งจนถึงปัจจุบันว่า &amp;ldquo;เศรษฐกิจไทยที่บอกว่าฟื้นตัวอยู่ ณ ขณะนี้นั้นเป็นการฟื้นตัวแบบกระจุกตัวอยู่เฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ยังไม่ได้กระจายตัวไปสู่กลุ่มคนต่างๆ ทั่วประเทศ&amp;rdquo; เข้าทำนองที่ว่า &amp;ldquo;รวยกระจุกแต่ยังจนกระจาย&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ผ่านไปแล้ว 5 เดือน สำหรับปี 2561 ทุกคนยังคงตั้งคำถามในใจว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้วจริงหรือ?&amp;nbsp; เศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัวจะเติบโตต่อเนื่องไปอีกได้มากแค่ไหนและนานแค่ไหน? &amp;nbsp;การเติบโตแบบกระจุกตัวยังคงเห็นอยู่อีกนานหรือไม่?&amp;nbsp; และอนาคตของเศรษฐกิจไทยจะดีมากน้อยเพียงใด? &amp;nbsp;&amp;nbsp;ในช่วง 1-2 สัปดาห์ผมได้มีโอกาสพบเจอนักธุรกิจทั้งธุรกิจ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่จากทั่วประเทศ&amp;nbsp; เมื่อพูดคุยกันเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตอันใกล้&amp;nbsp;&amp;nbsp; นักธุรกิจส่วนใหญ่โดยเฉพาะในต่างจังหวัดจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า &amp;ldquo;เหนื่อย นิ่ง และเงียบ&amp;rdquo; ทำไมคำตอบจึงเป็นแบบนี้และเมื่อไรจะกระจายตัวสักที คงมาไล่เรียงหาคำตอบกันดีกว่าครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เริ่มต้นด้วยการมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์เศรษฐกิจของไทยและเทศในช่วงต้นปี 2561 &amp;nbsp;กูรูด้านเศรษฐกิจก็ลงความเห็นคล้ายๆ กันว่าเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นแล้วและกำลังปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง&amp;nbsp; แม้จะมีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศระหว่าง เกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ&amp;nbsp; การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ชัดเจน ตลอดจนความไม่แน่นอนของนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยขยายตัวได้ประมาณ 4.0-4.5%&amp;nbsp; โดยมีการท่องเที่ยวและการส่งออกจะเป็นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก และการลงทุนของภาครัฐจะเป็นพระรองช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้มีความผันผวนและพลิกผันอย่างมากจนสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าต่อรัฐบาล ผู้วางนโยบาย นักธุรกิจ นักลงทุนและประชาชนทั้งโลก &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นความตึงเครียดของสหรัฐฯ กับรัสเซียในกรณีของซีเรีย&amp;nbsp; สงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน&amp;nbsp; ตลอดจนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านจนส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวสูงขึ้นจนมีความกังวลว่าราคาน้ำมันโลกในอนาคตอันใกล้อาจทะลุไปถึงระดับ 80-100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล &amp;nbsp;ส่งผลให้ทั้งโลกมีความกังวลว่าปัจจัยลบต่างๆ จะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้&amp;nbsp; อย่างไรก็ตาม กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยังยืนยันตัวเลขคาดการณ์ GDP โลกเมื่อเดือนเมษายนนี้ ว่า &amp;nbsp;ภาพรวมของเศรษฐกิจเศรษฐกิจโลกและเอเชียในปี 2561จะขยายตัวได้ 3.9% และ6.5 % ตามลำดับ&amp;nbsp; ซึ่งปรับตัวดีขึ้นจากปี 2560 ที่ขยายตัว 3.8% และ 6.5% ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สำหรับ เศรษฐกิจไทยในช่วง&amp;nbsp; 5 เดือนแรกของปีนี้เผชิญกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก&amp;nbsp; ค่าเงินบาทแข็ง&amp;nbsp; และราคาพืชผลทางการเกษตรที่ทรงตัวต่ำ ตลอดจนราคาน้ำมันที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ประชาชนยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย และการซื้อข้าวของไม่คึกคักเท่าที่ควร ทำให้กระแสสังคมยังบ่นอย่างต่อเนื่องว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจยังกระจุกตัวไม่กระจายตัวไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ล่าสุดสภาพัฒน์ ได้แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2561 ว่าขยายตัวสูงถึง 4.8%&amp;nbsp; ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่หักปากกาเซียนถ้วนหน้าเพราะไม่มีใครคาดคิดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวสูงได้มากขนาดนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; หลายฝ่ายคาดว่า GDP ไทยในไตรมาสแรกน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 4.0-4.2% เท่านั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; สำหรับสาเหตุที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้สูงเพราะการส่งออกของไทยขยายตัวได้ดีมากในช่วงต้นปี โดยขยายตัวได้สูงถึง 11% ในไตรมาสแรกซี่งสอดคล้องกับการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้สูงตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการส่งออกที่ดีขึ้นประเทศต่างๆ ในเอเซีย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปัจจุบัน ปัจจัยลบของเศรษฐกิจโลกเริ่มคลายตัวลง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ และรัสเซียกับสหรัฐฯ คลายตัวลง&amp;nbsp; สงครามการค้าของโลกยังไม่บานปลายรุนแรง&amp;nbsp; ตลอดจนราคาน้ำมันโลกไม่ควรสูงเกิน 80 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปีนี้&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า การส่งออกของไทยน่าจะขยายตัวได้สูงถึง 8.0-10.0% ในปีนี้ และนักท่องเที่ยวต่างชาติน่าจะเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยสูงถึง 38 ล้านคน&amp;nbsp; ตลอดจนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของงภาครัฐ และพื้นที่ EEC น่าจะเริ่มชัดเจนมาขึ้น ทำให้หลายหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของไทยเริ่มมีมุมมองใหม่ว่า ในปีนี้ เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวได้สูงกว่า 4.5%&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ล่าสุด สภาพัฒน์คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2561 น่าจะขยายตัวได้ 4.2-4.7% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เมื่อต้นปีที่ 3.6-4.6%&amp;nbsp; โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2556 จะขยายตัวได้ 4.5% แทนที่จะเป็น 4.1% ตามที่คาดไว้เดิม&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดูแล้วเศรษฐกิจไทยน่าจะเริ่มต้นสู่ความรุ่งเรืองใหม่ ได้นะครับ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แต่สิ่งที่ต้องดูกันต่อไปอีกสัก&amp;nbsp; 3 เดือนว่าจะรุ่งเรื่องต่อเนื่องจริงมั้ย และคนไทยจะรับรู้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจว่าฟื้นตัวกระจายได้เมื่อไร&amp;nbsp; เพราะในสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐฯ ได้ประกาศใช้ภาษีเหล็กและอลูมิเนียมกับสหภาพยุโรป แคนาดา และเม็กซิโก จนทำให้ประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ กันเป็นทิวแถว จึงต้องตามกันต่อไปว่าสงครามการค้าโลกจะเกิดขึ้นจากเหจุการณ์ในครั้งล่าสุดนี้หรือไม่ และจะบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกแค่ไหน คุยต่อในครั้งหน้านะครับ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ผศ.ดร.ธนวรรธน์&amp;nbsp; พลวิชัย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom: 0.0001pt;&quot;&gt;ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10618</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ธนวรรธน์  พลวิชัย, ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, เกาะติดเศรษฐกิจ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180502/image_big_5ae9cecb7de53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
