<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118354</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2021 17:14</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2021 17:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> “GED” สนับสนุนจังหวัดนนทบุรีเดินหน้าดูแลผู้ติดเชื้อโควิดเชิงรุก   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;จังหวัดนนทบุรีเป็นหนึ่งในพื้นทีสีแดงที่มีการบริหารจัดการโควิดแบบเชิงรุก ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ลดลงต่ำกว่าห้าร้อยคนต่อวัน และมีผู้ป่วยสะสมต่ำกว่าห้าหมื่นคน ถึงแม้ว่าตัวเลขจะลดลงจากช่วงหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมาอย่างมาก การดูแลผู้ป่วยสะสมก็ยังเป็นภารกิจหนักที่ทางจังหวัดกำลังดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อดูแลผู้ติดเชื้ออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดย GED ได้ร่วมสนับสนุนด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ &amp;lsquo;โซลแมค&amp;rsquo; และเวชภัณฑ์อื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับป่วยโฮม ไอโซเลชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ประธานกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า &amp;ldquo;เรามีนโยบายในการบริหารจัดการโควิดในเชิงรุก เราปรับศูนย์พักคอย (Community Isolation &amp;ndash; CI) ให้ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานกลาง ตั้งแต่การตรวจสวอปโดยเจ้าหน้าที่ของตัวเอง การมีระบบการกักตัว (local quarantine) ระหว่างรอผล มีการปรับห้องปฎิบัติการในนนทบุรีให้สามารถแจ้งผลการตรวจหาเชื้อโควิดได้ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเร็วกว่าแต่ก่อนที่ต้องใช้เวลา 3-4 วัน เมื่อผลออกมาก็ทำการเอกซเรย์ปอดให้ผู้ติดเชื้อได้เลย&amp;nbsp; เรายังปรับโรงพยาบาลสนาม 3 แห่งให้รองรับคนไข้ได้มากขึ้น&amp;nbsp; ที่โรงพยาบาลสนามมีเครื่องผลิตออกซิเจน ส่วนที่โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลหลัก เราเพิ่มเครื่องออกซิเจนไฮโฟลว์ที่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุขอีกสองร้อยถึงสามร้อยตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาคท้องถิ่น ภาครัฐ และภาคเอกชน ทำให้เราบริหารและอยู่กับสถานการณ์โควิด 19 ได้ดีในระดับหนึ่ง และขอขอบคุณทางบริษัท เกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก ที่มอบเวชภัณฑ์เพื่อสนับสนุนหน่วยงาน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เภสัชกร เจริญ วงศ์อริยะกวี ผู้อำนวยการฝ่ายขายร้านยา บริษัท เกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จำกัด (GED) กล่าวว่า &amp;ldquo;การมอบผลิตภัณฑ์ &amp;lsquo;โซลแมค&amp;rsquo; และเวชภัณฑ์อื่นๆ ให้แก่จังหวัดนนทบุรี และจังหวัดอื่นๆ เพื่อช่วยดูแลรักษาสุขภาพทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อโควิดที่กำลังอยู่ในช่วงโฮม ไอโซเลชั่น เป็นหนึ่งในหลากหลายกิจกรรมเพื่อสังคมที่ GED ทำมาตั้งแต่ต้นปีเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปีของบริษัทฯ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;สาเหตุที่เราให้ใส่ใจกับผู้ป่วยโฮม ไอโซเลชั่นค่อนข้างมาก เพราะผู้ป่วยกลุ่มสีเขียวจำนวนไม่น้อย มีอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ การได้รับยาอย่างทันท่วงทีจะทำให้ฟื้นต้วได้เร็วขึ้น ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ประสานกับจังหวัดนนทบุรี และพื้นที่อื่นๆ เพื่อมอบทั้งยาแก้ไอ ชุดตรวจโควิด ชุด PPE และเวชภัณฑ์อื่นๆ เพื่อแจกจ่ายไปยังผู้ป่วยกลุ่มนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับทั้งตัวผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิดผู้ป่วยด้วย&amp;rdquo; เภสัชกรเจริญกล่าวต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ. รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตัวเองในช่วงนี้ว่า &amp;ldquo;สถานการณ์ขณะนี้ทุเลาลงค่อนข้างมาก ผู้ป่วยในโรงพยาบาลลดลง ผู้ป่วยโฮม ไอโซเลชั่นก็ลดลง แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ ขอแนะนำให้ประชาชนป้องกันตัวเองอย่างเคร่งครัดแบบครอบจักรวาล หรือ Universal Prevention คือเว้นระยะทางสังคม หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ล้างมือ และหมั่นวัดอุณหภูมิร่างกาย ถ้ามีอาการไข้ ไอ น้ำมูกไหล จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รู้รส ให้ตรวจโควิดด้วยเครื่องตรวจแบบ ATK หรือแบบ RT-PCR ทันที ถ้าพบว่าติดเชื้อโควิด ไม่ต้องตกใจ เรามีมาตรการรองรับ โดยให้ขึ้นทะเบียนที่ศูนย์พักคอย (Community Isolation- CI) หรือการรักษาตัวที่บ้าน (Home Isolation &amp;ndash; HI) ซึ่งผู้ป่วยจะได้รับยา อาหาร เครื่องวัดอุณหภูมิ และเครื่องวัดออกซิเจน ทั้งนี้จะมีการติดตามอาการทุกวัน โดยมีเจ้าหน้าที่เข้าไปที่บ้านหรือผ่านระบบแพทย์ทางไกล หากอาการเปลี่ยนแปลงก็จะถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลสนามหรือโรงพยาบาลต่างๆ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำโฮม ไอโซเลชั่นอย่างถูกวิธี สามารถศึกษาได้ที่ เว็ปไซต์: www.gedgoodlife.com เฟซบุ๊ก : https://www.facebook.com/GEDGoodLife/ และ ยูทูป: GEDGoodLife ชีวิตดีดี Line: @gedgoodlife&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118354</URL_LINK>
                <HASHTAG>ATK, GED, local quarantine, Universal Prevention, การบริหารจัดการโควิดแบบเชิงรุก, การมีระบบการกักตัว, ดูแลผู้ติดเชื้อโควิดเชิงรุก, นนทบุรี, นพ. รุ่งฤทัย มวลประสิทธิ์พร, นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์, บริษัท เกร๊ต อิสเทอร์น ดรั๊ก จำกัด, พื้นทีสีแดง, ศูนย์พักคอย, เภสัชกร เจริญ วงศ์อริยะกวี, โซลแมค, โฮม ไอโซเลชั่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210930/image_big_61558d7e1e669.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115404</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/09/2021 16:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/09/2021 15:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>GC และ GCM ร่วมกับคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก  สนับสนุนการจัดทำเครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง  (Chula HFNC) ในโครงการ “Greater Care Charity by GC &amp; Customers II”</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;1 กันยายน 2564 &amp;ndash; &amp;nbsp;ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศไทย ยังคงมีอัตราผู้ป่วยสูง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) ในฐานะผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก และ บริษัท จีซี มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด (GCM) ร่วมกับลูกค้าและคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก 84 บริษัท จึงมุ่งมั่นดำเนินการด้านสาธารณประโยชน์เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกฤตที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งที่ผ่านมา เครื่องช่วยหายใจต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้มีราคาสูง และขาดแคลน เนื่องจากหลายโรงพยาบาลมีความต้องการใช้เป็นจำนวนมาก &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) กล่าวว่า โครงการ &amp;ldquo;Greater Care Charity by GC &amp;amp; Customers&amp;rdquo; เป็นความร่วมมือกันระหว่าง GC ผู้นำด้านนวัตกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก GCM ผู้ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ และลูกค้าคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก 84 บริษัท ในการนำความชำนาญของตน มาช่วยเหลือผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ให้ก้าวผ่านวิกฤตโควิด 19 นี้ไปด้วยกัน โดยในระยะแรก โครงการได้ส่งมอบนวัตกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจรให้แก่โรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร สมุทรปราการ และระยอง ไปเรียบร้อยแล้ว สำหรับระยะที่ 2 นี้ GC GCM และลูกค้าและคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก ได้สนับสนุนเงินทุนให้สภากาชาดไทย ในการจัดทำเครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง (Chula HFNC) เพื่อส่งมอบให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศที่กำลังรับมือกับผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดย GC GCM พร้อมด้วยลูกค้าและคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติกทั้ง 84 บริษัท จะยังคงมุ่งมั่นร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งที่ดีอันก่อให้เกิดสาธารณประโยชน์ ตลอดจนคิดค้นและพัฒนานวัตกรรม เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) ผู้แทนของกลุ่มคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก กล่าวว่า โครงการ Greater Care Charity by GC &amp;amp; Customers เป็นโครงการที่ดีที่ GC GCM ลูกค้าและคู่ค้าผู้ประกอบการพลาสติก เข้ามาร่วมมือกันเพื่อทำสาธารณประโยชน์เป็นโครงการที่ 2 โดยในครั้งนี้เป็นการมอบเงินสนับสนุน เพื่อนำไปผลิตเครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง (Chula HFNC)&amp;nbsp; และนำไปส่งมอบให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนเครื่องมือนี้ต่อไป นับเป็นการสนับสนุนให้เกิดการสร้างนวัตกรรมโดยคนไทย เพื่อช่วยบรรเทาโรคร้ายนี้และต่อชีวิตเพื่อนมนุษย์ของเราให้ยังได้มีชีวิตอยู่กับคนที่รักและครอบครัวต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;นายเตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย พร้อมด้วย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ในฐานะผู้รับมอบเงินสนับสนุนเพื่อนำไปผลิตเครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง (Chula HFNC) กล่าว ขอบคุณทุกพลังแห่งความร่วมมือจาก GC GCM และทุกท่านที่ได้ร่วมสนับสนุนภายใต้เจตนาเดียวกันคือการช่วยให้สถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้คลี่คลายไปได้โดยเร็ว จากสถานการณ์ในปัจจุบันนี้ ยังคงมีผู้ป่วยอีกมากที่เข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล และโรงพยาบาลอีกหลายแห่งที่ยังขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษา โดยเงินทุนที่ทุกท่านได้สนับสนุนในวันนี้ จะถูกนำไปใช้ในการผลิตเครื่อง Chula HFNC เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลต่าง ๆ ในประเทศไทยต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:0in; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;เครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง (Chula HFNC) เป็นการพัฒนาและผลิตร่วมกันระหว่าง สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับว่าเป็นนวัตกรรมทางการแพทย์ที่พัฒนาและผลิตโดยคนไทยที่มีคุณภาพสูง และ ราคาที่เหมาะสม ถูกกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ 3-4 เท่า สามารถกระจายและส่งมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อวิกฤตโควิด 19 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ เครื่อง Chula HFNC ได้ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยทางไฟฟ้าและการแผ่คลื่นสนามแม่เหล็กรบกวนเครื่องมืออื่น จากสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการผลิตนี้ได้มีการแจ้งให้กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ และสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับทราบ ตามกฎหมายเครื่องมือแพทย์มาตรา 27(1) แล้ว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115404</URL_LINK>
                <HASHTAG>84 บริษัท, Chula HFNC, GC, GCM, Greater Care Charity by GC &amp; Customers​​​​​​​, คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง, นวัตกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบครบวงจร, นายสมศักดิ์ บริสุทธนะกุล, บริษัท จีซี มาร์เก็ตติ้ง โซลูชั่นส์ จำกัด, บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน), ผู้นำนวัตกรรมเคมีภัณฑ์และพลาสติก, ผู้ประกอบการพลาสติก, ศูนย์พักคอย, สภากาชาดไทย, เครื่องช่วยหายใจ, เครื่องบำบัดโรคทางเดินหายใจอัตราการไหลสูง, โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210902/image_big_613092301c1f1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115288</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 14:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 14:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;รามคำแหง-ซีพี -รพ. นพรัตน์ราชธานี&#039; ร่วมเปิดศูนย์พักคอย 170 เตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1ก.ย.64 - &amp;nbsp;ม.รามคำแหง จับมือเครือเจริญโภคภัณฑ์ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี เปิดศูนย์พักคอย (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; ขนาด 170 เตียงสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 โดยสำนักงานเขตบางกะปิและโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นหน่วยคัดกรองผู้เข้าพัก&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.เอนก &amp;nbsp;เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เป็นประธานเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; ณ อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ภายในมหาวิทยาลัยรามเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ณ อาคารพิริยราม ชั้น 2 &amp;nbsp;พร้อมกับกล่าวว่า &amp;nbsp;วิกฤตการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ความรัก สามัคคี และการช่วยเหลือ สนับสนุนซึ่งกันและกันของภาครัฐและเอกชน ที่พร้อมจะร่วมมือกันทำให้ประโยชน์ในด้านต่างๆที่ให้แก่ประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤติไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ขอชื่นชมมหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นมหาวิทยาลัยของประชาชนอย่างแท้จริง นอกจากจะผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพออกไปรับใช้สังคมในทุกวงการอาชีพแล้ว ยังมีจิตใจช่วยเหลือประชาชนในยามวิกฤติ โดยครั้งนี้ได้เปิดพื้นที่อาคารโรงยิมเนเซียม 1 ให้ใช้จัดตั้งศูนย์พักคอย &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo; พร้อมประสานความร่วมมือกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการปรับปรุงพื้นที่ และดำเนินการด้านสิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย และสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ร่วมสนับสนุน ทุ่มเทแรงกายแรงใจสู้กับวิกฤติโควิด-19 ไปด้วยกัน&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ รวมทั้งสำนักงานเขตบางกะปิ ในการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นแก่ผู้ติดเชื้อที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ โดยใช้อาคารยิมเนเซียม 1 บริเวณใกล้ประตูทางออกด้านหลัง ม.ร. เป็นสถานที่ดำเนินการ ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยได้ 170 เตียง และหากมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพิ่มเติม ทางมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายพร้อมจะดำเนินการต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการปรับปรุงด้านสถานที่ และสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้มีความพร้อมในการเป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข และได้รับความร่วมมือจากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ในการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย โดยสำนักงานเขตบางกะปิ และโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี จะเป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง รายชื่อผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่จะเข้าพักรักษาตัว ณ ศูนย์พักคอย มหาวิทยาลัยรามคำแหง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน นพ.มานัส &amp;nbsp;โพธาภรณ์ รองอธิบดีการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ยินดีที่ภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ประสานความร่วมมือกับทีมบุคลากรทางการแพทย์ในการต่อสู้กับสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการช่วยรองรับผู้ติดเชื้อที่มีเป็นจำนวนมาก กรมการแพทย์ยินดีให้การสนับสนุนทีมบุคลากรทางการแพทย์ โดยมอบโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ประสานความร่วมมือภาครัฐ เอกชน ระดมจัดสรรทรัพยากรร่วมกัน รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานรับส่งต่อเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;นายสุภกิต &amp;nbsp;เจียรวนนท์ &amp;nbsp;ประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า ท่ามกลางวิกฤติโควิด-19ที่ยังคงระบาดรุนแรงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลสนามมีไม่เพียงพอรองรับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนมาก ดังนั้น เพื่อให้มีจำนวนเตียงเพียงพอที่จะรองรับผู้ป่วยโควิด-19 เครือเจริญโภคภัณฑ์จึงมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลสนามและศูนย์พักคอยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 &amp;nbsp;ซึ่งวันนี้ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สร้างศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ขึ้นที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าศูนย์พักคอยแห่งนี้ จะช่วยแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของประเทศ และขอขอบพระคุณ กรมการแพทย์ สำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ ที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันเปลี่ยนโรงยิมเนเซียม 1 ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ให้เป็นศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมในยามที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากนี้ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สมบูรณ์ &amp;nbsp;ทศบวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเปิดศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ซึ่งเป็นแห่งที่ 3 ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานีเข้ามาช่วยในเรื่องการจัดทีมแพทย์-พยาบาล เพื่อดูแลรักษาและเฝ้าสังเกตอาการของผู้ติดเชื้อในศูนย์พักคอย ถือเป็นการให้บริการเชิงรุกของโรงพยาบาล ช่วยสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาวะของโรคที่รุนแรงมากขึ้น &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ความห่วงใยสังคมและประชาชน และเครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่ช่วยส่งเสริมสังคมและประชาชนไทยมาโดยตลอด ตลอดจนสำนักสวัสดิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย สำนักงานเขตบางกะปิ และจิตอาสาทุกภาคส่วน ที่ร่วมสนับสนุนและเป็นกำลังต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ ภายในงานมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการสร้างศูนย์พักคอยในชุมชน (Community Isolation หรือ CI) ระหว่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และมูลนิธิเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 ในพื้นที่ที่รอเข้ารับการรักษาในระบบ สามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างทันท่วงที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สำหรับผู้ป่วยโควิดที่ต้องการเข้าพักที่ศูนย์พักคอยสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 (Community Isolation: CI) &amp;ldquo;ซีพี-รามคำแหง-นพรัตน์ราชธานี&amp;rdquo;สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์โควิดมหาวิทยาลัยรามคำแหง โทร. 0-2310-8101 หรือที่ Call Center สายด่วน 1330 สปสช. และ &amp;quot;สายด่วนโควิด&amp;quot; ของเขตบางกะปิ 0-2483-5001&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115288</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด19, ซีพี, ม.รามคำแหง, รพ.นพรัตนราชธานี, ศูนย์พักคอย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f280ed0944.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114376</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กรมอนามัย หนุนเอกชนตั้งศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน ผู้ป่วยโควิดแยกกักตัวในชุมชน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค.64 - นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม &amp;ldquo;ศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน (Community Isolation)&amp;rdquo; ณ บริษัท รุ่งตะวัน เนอร์สซิ่งแคร์ จำกัด กรุงเทพมหานคร ได้กล่าวว่า กรมอนามัยได้สนับสนุนภาคเอกชนในการจัดตั้งศูนย์พักคอยรุ่งตะวัน เป็น Community Isolation แนวตั้งในชุมชนเมือง ซึ่งมีการประสานความร่วมมือระหว่าง บริษัท รุ่งตะวัน เนอร์สซิ่งแคร์ จำกัด บริษัท Symphony communication PCL บริษัท Zim Integrated Shipping Service Limited และคลินิกเวชกรรม&amp;nbsp;ณัชชนกคลินิก เกิดเป็นโมเดล Community Isolation รูปแบบ Social Enterprise ที่ดำเนินการเพื่อสังคมดูแลผู้ป่วยโควิด19 ที่ยังไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อย แยกออกจากครอบครัวเพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค มีระบบการจัดการในเรื่องการสื่อสารที่ทันสมัยเพื่อประสิทธิภาพของการดูแลรักษา และเน้นความปลอดภัยและคลายความกังวลต่อชุมชนรอบข้าง โดยจัดให้มีระบบการดูแลด้วยการใช้ นวัตกรรม ลดการสัมผัส มีห้องความดันลบ (Negative pressure) กรองอากาศโดยใช้ HEPA Filter ที่มีประสิทธิภาพ วางระบบการฝอกไตกรณีดูป่วยไตวายโดยผ่านระบบผู้เชี่ยวชาญ มีการสร้างความรอบรู้ให้กับผู้ป่วย ญาติ และชุมชน&amp;nbsp;ตลอดจนมีการจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลที่ได้มาตรฐาน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทั้งนี้ แนวทางปฏิบัติการจัดการอนามัยสิ่งแวดล้อมที่สำคัญประกอบด้วย 3 ด้าน คือ 1) ด้านการจัดการขยะติดเชื้อ ผู้ปฏิบัติงานเก็บรวบรวมขยะติดเชื้อต้องสวมชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคลที่เหมาะสมจัดให้มีภาชนะบรรจุ (ถุงแดง) และภาชนะรองรับมูลฝอยติดเชื้อ (ถังแดง) อย่างเพียงพอ มีการเก็บรวบรวมและเคลื่อนย้ายขยะติดเชื้อตามเส้นทางและเวลาที่กำหนด จัดให้มีที่พักรวมขยะติดเชื้อที่แยกเฉพาะและสามารถป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ รวมถึงประสานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบมาเก็บขนไปกำจัดอย่างถูกต้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านการกำจัดน้ำเสีย ควรมีการจัดการน้ำเสียอย่างเหมาะสมก่อนปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก มีระบบการฆ่าเชื้อโรคที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดเวลาที่ปล่อยน้ำเสีย &amp;nbsp;และ 3) ด้านการจัดการส้วมและสิ่งปฏิกูล ให้ทำความสะอาดห้องน้ำ ห้องส้วม ด้วยน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป ทิ้งไว้อย่างน้อย10 นาที เน้นเช็ดถูบริเวณจุดเสี่ยง เช่น ที่รองนั่งโถส้วม ฝาปิดโถส้วม ที่กดชักโครก ราวจับลูกบิด กลอนประตู ด้วยผ้าชุบน้ำยาฟอกขาวที่เตรียมไว้หรือแอลกอฮอล์ 70 เปอร์เซ็นต์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ 0.5 เปอร์เซ็นต์ และต้องสวมถุงมือยาง รองเท้ายาง ผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดจมูก เพื่อป้องกันเชื้อโรคหรือสารเคมีที่ใช้ในการทำความสะอาด&amp;rdquo; รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114376</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, ศูนย์พักคอย, ศูนย์แยกกักตัวในชุมชน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b05aa7f4a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113828</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/08/2021 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/08/2021 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  &#039;AWC&#039; จัดตั้ง &#039;ศูนย์พักคอย&#039; ผู้ป่วยโควิดกลุ่มสีเขียว จ.พระนครศรีอยุธยา 200  เตียง ฝ่าวิกฤตขาดแคลนเตียง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
19 ส.ค. 2564 นางวัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ผู้ก่อตั้ง มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขยายวงกว้างทั่วประเทศ ส่งผลให้มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทขอเป็นหนึ่งกำลังใจดูแลคนไทยให้ก้าวผ่านสถานการณ์โควิด-19 ไปด้วยกัน โดยการร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล พร้อมพันธมิตรองค์กรชั้นนำร่วมกันจัดตั้ง &amp;ldquo;ศูนย์พักคอย&amp;rdquo; (Community Isolation) ภายในศูนย์การค้าส่ง AEC Trade Center ประตูน้ำพระอินทร์ ณ เทศบาลตำบลพระอินทราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียวที่ไม่แสดงอาการ จำนวน 200 เตียง ภายใต้ &amp;ldquo;โครงการ AWC ร่วมรวมพลังไทยสู้สู้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;ldquo;AWC ได้ตอบรับและให้ร่วมมือกับเทศบาลตำบลพระอินทราชาทันที เมื่อได้รับการติดต่อเข้ามาเพื่อขอใช้สถานที่ในการจัดตั้งเป็นศูนย์พักคอย รองรับผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มสีเขียว นอกจากนี้ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร องค์กรชั้นนำ และภาคประชาชนร่วมกันจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง อาทิ เตียงกระดาษ ฟูกที่นอน หมอน ผ้าห่ม พัดลม โต๊ะวางของ เก้าอี้ รวมถึงการจัดการคุณภาพชีวิต จัดหาเครื่องอุปโภค บริโภค น้ำดื่ม เวชภัณฑ์จำเป็น ให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งการจัดตั้งศูนย์พักคอยในครั้งนี้ เพื่อเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเตียงไม่เพียงพอกับการรักษาผู้ป่วย และเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดภายในครอบครัวหรือชุมชน โดยพร้อมประสานความร่วมมือ ส่งต่อเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามต่อไป&amp;rdquo; นางวัลลภา กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางวัลลภา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรงและส่งผลกระทบในวงกว้างกับประชาชนทั่วประเทศ นอกจากการป้องกัน และปฏิบัติตามแนวทางป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มข้น การเสริมสร้างกำลังใจ และมอบพลังบวกให้กันและกัน นับเป็นสิ่งสำคัญมากที่บริษัทและมูลนิธิฯ มีความตั้งใจวางแผนช่วยเหลือสังคมและชุมชนให้ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยขออาสาช่วยแบ่งเบาปัญหา พร้อมบรรเทาความเดือนร้อนเบื้องต้นให้กับ พี่น้องคนไทย ซึ่งได้รับการตอบรับและร่วมมือเป็นอย่างดีจากพันธมิตรและองค์กรชั้นนำมากมาย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิกฤตไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้จะคลี่คลายไปในแนวทางที่ดีขึ้นโดยเร็ววัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล ยังคงมีความมุ่งมั่น ช่วยเหลือ พร้อมสู้เคียงข้างคนไทย ให้ก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปด้วยกัน ตามแนวความคิดหลัก AWC Building a Better Future &amp;ldquo;สร้างอนาคตที่ดีกว่า&amp;rdquo; พร้อมช่วยเสริมสร้างชุมชน สังคม และประเทศชาติให้มีคุณภาพและยั่งยืน โดยก่อนหน้านี้ มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล โดย บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ได้จับมือพันธมิตรและองค์กรชั้นนำ รวมพลังจัดทำ &amp;ldquo;ถุงกำลังใจ&amp;rdquo; กว่า 13,500 ชุด มูลค่ารวมกว่า 11 ล้านบาท เพื่อมอบสิ่งของจำเป็นเครื่องอุปโภค-บริโภค ให้ชุมชนต่างๆ ทั่วพื้นที่ในกรุงเทพฯ โดยเน้นครอบครัวกลุ่มเปราะบางที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ป่วยติดเตียง รวมไปถึงผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนผู้ใช้แรงงานในแคมป์ก่อสร้างทั่วกรุงเทพฯ โดยหลังจากนี้ มูลนิธิฯ จะยังคงสานต่อความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องผ่านโครงการต่างๆ ต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนที่สนใจ และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือคนไทย ให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งสำคัญนี้ไปด้วยกัน สามารถร่วมบริจาคเงินหรือสิ่งของได้ 2 ช่องทาง ได้แก่ บริจาคเงินโดยตรง บัญชี มูลนิธิ แอสเสท เวิรด์ เพื่อการกุศล เลขที่ 857-7-08878-7 ธนาคารกรุงเทพ (ไม่สามารถขอใบเสร็จเพื่อขอลดหย่อนภาษีได้) และ บริจาคสิ่งของจำเป็น อาทิ อาหาร น้ำดื่ม หน้ากากอนามัย กระดาษทิชชู่ &amp;nbsp;ได้ที่ AEC Trade Center (ประตูน้ำพระอินทร์) จ.พระนครศรีอยุธยา และ AEC Trade Center &amp;ndash; Pantip Wholesale Destination ประตูน้ำ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพฯ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113828</URL_LINK>
                <HASHTAG>AWC, วัลลภา ไตรโสรัส, ศูนย์พักคอย, แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210819/image_big_611dce750b7ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113694</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/08/2021 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/08/2021 10:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ถอดรหัสจาก “ภูเก็ต” สู่ “สมุยโมเดล” พลิกโฉมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานใหม่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อพท. ดึงผู้เชี่ยวชาญ ถกโมเดล Phuket Sandbox และ&amp;nbsp; Samui Plus Model&amp;nbsp; ถอดรหัสความสำเร็จเกิดจากการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พลิกคัมภีร์บูมท่องเที่ยวแบบเดิม&amp;nbsp; ใช้เทคโนโลยีควบคู่กฏเข้มด้านสาธารณะสุข ดึงความเชื่อมั่น เล็งขยายผลส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการประชุมผู้เชี่ยวชาญ (Expert Meeting) เพื่อเตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19&amp;rdquo; ผ่านระบบ Zoom Meeting และระบบ Facebook Live by DASTA Academy&amp;nbsp; นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เปิดเผยว่า ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาร่วมกันวิเคราะห์และถอดบทเรียนโมเดลการเปิดการท่องเที่ยวในพื้นที่เป้าหมายระยะต่อไปของไทย โดยนำ 2 พื้นที่คือ ภูเก็ต และสมุย ซึ่งเปิดรับท่องเที่ยวไปแล้วภายใต้มาตรการป้องกันโควิด -19 มาเป็นแนวทางการให้บริการ รวมถึงการมุ่งพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้เป็นไปตามเกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC) โดยจะสะท้อนให้เห็นว่า แหล่งท่องเที่ยวหลักและแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนจะต้องได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งทางด้านการบริหารการจัดการท่องเที่ยว การจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยว รวมถึงการทำตลาดรูปแบบใหม่ๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความสำเร็จที่เกิดขึ้นของ ภูเก็ต และสมุย มาจากการเตรียมความพร้อม และปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดรับกับวิถีของคนในท้องถิ่นและชุมชน&amp;nbsp; รวมถึงการพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการกับนักท่องเที่ยวที่เป็นไปตามมาตรฐานทางสาธารณสุข ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยว รวมถึงมีระบบการติดตามและเฝ้าระวังอย่างเคร่งครัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ททท. เล็งใช้ความสำเร็จ ส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งอื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)&amp;nbsp; กล่าวว่า ความท้าท้ายการเปิดรับนักท่องเที่ยวของทั้งสองพื้นที่&amp;nbsp; มีความแตกต่างในเรื่องของวิธีการคัดกรองนักท่องเที่ยว แต่ก็เป็นที่ยอมรับของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่มีความเข้าใจในแนวทางการปฏิบัติร่วมกัน&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;การตัดสินใจเดินหน้าทั้ง 2 โครงการ ช่วยให้การท่องเที่ยวของไทย ยังอยู่ในเส้นทางของสายการบินจากทั่วโลก และเป้าหมายการเดินทางของนักท่องเที่ยวได้ทันไฮซีซั่นปลายปีนี้และต้นปีหน้า ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เป็นการทำงานที่ทุกคนต้องก้าวผ่านกำแพงจากการแข่งขันมาสู่การแชร์ข้อมูลอย่างบูรณาการ และจะเกิดเป็นบิ๊กดาต้าในที่สุด ซึ่งทุกอย่างที่กำหนดไว้เกิดจากการไตร่ตรองภายใต้กฎของสาธารณสุข&amp;rdquo; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดังนั้นการขยายพื้นที่เพื่อการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างๆ จำเป็นอย่างยิ่งอาจต้องอาศัยจุดแข็งของ Phuket Sandbox&amp;nbsp; และ&amp;nbsp;&amp;nbsp; Samui Plus&amp;nbsp; Model&amp;nbsp;&amp;nbsp; เป็นจุดที่จะส่งต่อนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นมากที่สุด เพราะการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คงไม่สามารถนำรูปแบบเดิมเช่นสินค้าและบริการมาเป็นจุดขายได้&amp;nbsp; ดังนั้นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในประเทศ จำเป็นต้องปรับตัว พร้อมแก้ไขปัญหา ควบคู่ไปกับการพัฒนา โดยต้องอาศัยเทคโนโลยีและการเชื่อมโยงของแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; แอปพลิเคชันหมอชนะ มีส่วนสำคัญกับความสำเร็จครั้งนี้และสามารถนำไปใช้ในพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ ทำให้ประเทศไทยมีข้อมูลที่อัพเดทชัดเจน นำไปสู่การปรับปรุงการให้บริการและการบริหารความเสี่ยงด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและชุมชนในอนาคตได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เลย&amp;rdquo; เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายชัยธวัช เนียมศิริ&amp;nbsp; ผู้ว่าราชจังหวัดเลย กล่าวว่า&amp;nbsp; ได้ร่วมกับ อพท. โดยสำนักงานพื้นที่พิเศษ 5 จังหวัดเลย ดำเนินการใน 2 ส่วน&amp;nbsp; ซึ่งส่วนแรกคือ การควบคุมการแพร่ระบาด ด้วยการจัดทำแอปพลิเคชันไทเลย ให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้ามาจังหวัดเลยต้องดาวน์โหลด เพื่อจะได้รับทราบข้อมูลและติดตามผล ได้แก่ เดินทางมาจากพื้นที่ใด มีความเสี่ยงแค่ไหน ติดตามต่อไปว่าเมื่อเข้ามาแล้วเดินทางไปพำนักในอำเภอใด หรือที่ใด&amp;nbsp; หากมีการตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19 จะส่งเข้าสถานที่กักตัวเพื่อรักษาให้หายก่อน ส่วนที่ 2 คือการเตรียมความพร้อม โดยใช้ช่วงเวลาที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาระหว่างนี้ ก็ดำเนินการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว การปรับปรุงภูมิทัศน์ การพัฒนาเมนูอาหารถิ่น การพัฒนาศักยภาพคนตั้งแต่พนักงานของสถานประกอบการ และนักสื่อความหมายชุมชน&amp;nbsp; ซึ่งมั่นใจว่าเมื่อรัฐบาลเปิดให้เดินทางได้ จังหวัดเลยจะพร้อมรับนักท่องเที่ยวได้ทันที&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า&amp;nbsp; นอกจากเรื่องการบริหารจัดการระบบสาธารณสุข ให้ประชาชนได้รับวัคซีนโดยเร็ว และมี Hospitel&amp;nbsp; และศูนย์พักคอย เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อ และในระหว่างที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ ทางจังหวัดยังได้เตรียมความพร้อม เมื่อสถานการณ์แพร่ระบาดคลี่คลาย ก็พร้อมจะเปิดเมือง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในจังหวัดโดยเร็ว ซึ่งจะดึงจุดเด่นของจังหวัดเชียงรายคือด้านวัฒนธรรม ศิลปะต่างๆ มาสร้างความเข้มแข็งและความสมดุล และมีเป้าหมายในการเป็นเมืองแห่งสุขภาพ (WELLNESS)&amp;nbsp; ทั้งอาหาร สภาพอากาศ และวัฒนธรรม ดังนั้นปลายปีนี้มั่นใจว่า เชียงรายสามารถเปิดรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างแน่นอน&amp;rdquo;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิดสูง การระดมความคิดเห็นในครั้งนี้จึงเป็นการบูรณาการองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติร่วมกันขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว ที่จะนำไปสู่การสร้างศักยภาพให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้สามารถรองรับกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในอนาคตตามเป้าหมายของรัฐบาล และยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว 20 ปี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113694</URL_LINK>
                <HASHTAG>Digital Platform และเอกภาพระหว่างหน่วยงานของรัฐ ความสำเร็จในการปกป้องชุมชนและนักท่องเที่ยวจาก COVID-19, Expert Meeting, hospitel, Phuket Sandbox, Samui Plus Model, WELLNESS, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), การองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน), ถกโมเดล, ถอดรหัสความสำเร็จ, นางอทิตยาธร วินไชยธนวงศ์, นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย, นายชัยธวัช เนียมศิริ, นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร, นาวาอากาศเอก อธิคุณ คงมี, ผู้ว่าราชจังหวัดเลย, พัฒนาระบบสาธารณูปโภค, ศูนย์พักคอย, อพท., อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว, เกณฑ์การท่องเที่ยวยั่งยืนโลก (GSTC), เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว, เปิดเมือง, เมืองแห่งสุขภาพ, แอปพลิเคชันหมอชนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210818/image_big_611c77ede0b97.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113607</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/08/2021 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/08/2021 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์พักคอย (Community Isolation) แบบครบวงจร หนึ่งในแสงสว่างท่ามกลางวิกฤตโควิด – 19 ที่จังหวัดลพบุรี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในจังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นและรอเข้ารับรักษาเป็นจำนวนมาก แม้จะมีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามเพิ่ม 2 แห่ง และศูนย์พักคอยต้นปาล์ม อินน์ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลพบุรี ได้ตระหนักถึงสุขภาพและความปลอดภัยของทุกคนเป็นสำคัญ จึงมีนโยบายในการขยายพื้นที่เข้าสู่ชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือแบบบูรณาการในการจัดตั้งศูนย์พักคอยแบบครบวงจร หรือ Community Isolation ภายใต้การทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลพบุรี หน่วยงานสาธารณสุข หน่วยงานปกครองในพื้นที่ ชุมชน และเครือเบทาโกร โดยทีมงาน บริษัท บี.ฟู้ดส์ โปรดักส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด เพื่อคัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชนให้เร็วที่สุด และลดความหนาแน่นของโรงพยาบาลหลักและโรงพยาบาลสนาม แบ่งเบาภาระระบบสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันรูปแบบการทำศูนย์พักคอยแบบครบวงจร จังหวัดลพบุรี นับว่าเป็นโมเดลหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในด้านจำกัดขอบเขตของการแพร่ระบาดของโรคในชุมชนได้เป็นอย่างดี&amp;nbsp; โดยทุกฝ่ายจะร่วมกันประสานข้อมูลในทันทีอย่างเป็นระบบ บริหารจัดการ ดูแลผู้ที่กักตัว ตลอดจนผู้ที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านสุขภาพ การรักษา การจัดเตรียมอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเบื้องต้น อาทิเช่น เครื่องวัดความดัน เครื่องวัดระดับออกซิเจน เครื่องวัดอุณหภูมิ และเครื่องยังชีพจำเป็นต่างๆ อาทิเช่น อาหาร เครื่องนอน ซึ่งทั้งหมดนี้ สามารถช่วยลดการแพร่ระบาดในชุมชน&amp;nbsp; ผู้ป่วยในโรงพยาบาลได้เป็นอย่างดี รวมถึงก่อให้เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐระดับจังหวัด ระดับพื้นที่ คนในชุมชน และภาคเอกชนที่มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นต้นแบบของการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคตได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ ภายใต้การทำงานที่ต้องแข่งกับเวลา และความมุ่งมั่นทุ่มเทอย่างหนักของจังหวัดลพบุรี&amp;nbsp; โดยสาธารณสุขจังหวัด สาธารณสุขอำเภอ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)&amp;nbsp; องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเครือเบทาโกร โดยทีมงาน บริษัท บี.ฟู้ดส์ โปรดักส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด จึงเกิดเป็นความสำเร็จของ &amp;ldquo;รูปแบบการทำศูนย์พักคอยแบบครบวงจร (Community Isolation)&amp;rdquo; ครั้งแรกของจังหวัดลพบุรี ที่มีกระบวนการทำงานเป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม 8 อำเภอหลัก โดยแบ่งศูนย์พักคอยออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ศูนย์พักคอยขาเข้า (CI ขาเข้า) เพื่อคัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน ซึ่งเมื่ออาการดีขึ้นเป็นปกติก็จะสามารถกลับเข้าสู่ชุมชนได้อย่างปลอดภัย แต่หากมีอาการรุนแรงมากขึ้นจะถูกนำส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลักทันที และศูนย์พักคอยขาออก (CI ขาออก) เพื่อรองรับผู้ที่หายป่วยหลังออกจากโรงพยาบาลเข้าทำการกักตัวต่ออีก 14 วัน ก่อนกลับเข้าสู่ชุมชน นับเป็นการสร้างความปลอดภัยและความมั่นใจยิ่งขึ้นให้กับทั้งผู้ที่หายป่วยและชุมชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการลงมือทำจริงจนได้รูปแบบการทำศูนย์พักคอยแบบครบวงจรที่เสร็จสมบูรณ์นั้น เราได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อให้คนในชุมชนมีความมั่นใจและยอมรับการจัดตั้งศูนย์พักคอย ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรการป้องกันและดูแลผู้ติดเชื้อทุกคนว่าจะได้รับการดูแลอย่างดีตามหลักสุขอนามัยที่ถูกต้อง แต่จากวิสัยทัศน์ของผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลพบุรี ประกอบกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ผ่านการเรียนรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน จึงเกิดเป็นเครือข่ายการทำงานแบบบูรณาการที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับแนวทางการดูแลด้านสาธารณสุข และนี่นับเป็นอีกหนึ่งแสงสว่างท่ามกลางวิกฤต ที่ทำให้เราได้เห็นคุณค่าของการร่วมสร้างสังคมและชุมชนที่ดีร่วมกัน เพื่อชีวิตที่ยั่งยืนของทุกคน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113607</URL_LINK>
                <HASHTAG>Community Isolation, คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดลพบุรี, คัดแยกผู้ติดเชื้อออกจากชุมชน, จังหวัดลพบุรี, นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร, บริษัท บี.ฟู้ดส์ โปรดักส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด, รูปแบบการทำศูนย์พักคอยแบบครบวงจร (Community Isolation), ศูนย์พักคอย, ศูนย์พักคอยต้นปาล์ม อินน์, หนึ่งในแสงสว่างท่ามกลางวิกฤตโควิด – 19, แบบครบวงจร, โรงพยาบาลสนาม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210817/image_big_611b75293fb22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
