<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>111498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2021 11:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2021 11:25</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039; ร้อง ผอ.ศบค.ฟันเจ้าของแคมป์คนงานก่อสร้าง หละหลวมป้องกันแพร่เชื้อโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;29 ก.ค.64 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องถึงพล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) เพื่อขอให้ออกข้อกำหนดหรือมาตรการที่เด็ดขาดและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเอาผิดเจ้าของหรือผู้ประกอบการหรือเจ้าของแคมป์คนงานก่อสร้าง ที่เป็นต้นเหตุให้เกิดคลัสเตอร์การติดเชื้อและแพร่กระจายเชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า เนื่องจากการพบคลัสเตอร์ใหม่ๆ ที่มาจากแคมป์ก่อสร้างและโรงงานต่างๆเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น &amp;nbsp;แคมป์ก่อสร้างหัวหิน จ.ประจวบฯ แคมป์คนงานนิคมฯโคราช แคมป์ก่อสร้างเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี แคมป์ก่อสร้างบ้านฉาง จ.ระยอง และคลัสเตอร์จากโรงงานต่างๆ อาทิ โรงงานชิ้นส่วนอิเล็คทอนิกส์ จ.ฉะเชิงเทรา โรงงานน้ำตาลศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โรงงานแปรรูปไก่บึงสามพัน จ.เพชรบูรณ์ โรงงานในจ.สมุทรสาคร ปทุมธานี รวมทั้งใน กทม.ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า คลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นใหม่ๆดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความหละหลวมของผู้ประกอบการหรือนายจ้างกิจการนั้นๆโดยชัดแจ้ง จากการตรวจสอบในเชิงลึกพบว่า ผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการเหล่านั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นจำนวนมาก เนื่องจากมีความพยายามที่จะปกปิดการติดเชื้อของพนักงาน ห้ามพนักงานแพร่งพรายการติดเชื้อไปให้บุคคลภายนอกทราบ หากใครฝ่าฝืนมีโทษถึงไล่ออกจากงาน และเมื่อพนักงานคนใดติดเชื้อกลับไม่มีมาตรการการจำกัดบริเวณหรือแจ้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อส่งตัวไปรักษาแต่อย่างใด เพราะกลัวบุคคลภายนอกจะล่วงรู้ จะทำให้แคมป์หรือโรงงานถูกสั่งปิด ทำให้ธุรกิจเสียหาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า นายจ้างส่วนใหญ่หละหลวมต่อมาตรการที่เข้มงวดในแคมป์คนงานก่อสร้างและโรงงานส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงานต่างด้าวและคนไทย เมื่อมีการติดเชื้อโควิดแล้ว มักไม่กล้าให้บอกนายจ้างหรือหัวหน้างาน เพราะเกรงว่าจะถูกสั่งพักงาน ถูกกักตัว 14 วัน ทำให้ขาดรายได้ ไม่มีค่าแรง ที่จะนำมาจุนเจือตนเองและครอบครัว ทำให้แคมป์คนงาน และโรงงานต่าง ๆ เป็นแหล่งบ่มเพาะเชื้อโรค และเป็นพาหะที่สำคัญในการนำไปแพร่กระจายยังบุคคลในครอบครัว และเพื่อพ้อง หรือบุคคลทั่วไปในชุมชนย่านตลาดร้านค้า เพราะปิดบังตนเองว่าเป็นผู้ติดเชื้อ หรือเมื่อบุคคลอื่นจะรู้ว่าติดเชื้อก็มักแสดงอาการที่หนัก จนยากที่จะรักษาแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงต้องนำความมาร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะที่เป็น ผอ.ศบค. เพื่อขอให้ออกข้อกำหนดหรือมาตรการที่เด็ดขาดในการเอาผิดเจ้าของแคมป์คนงานก่อสร้างและเจ้าของหรือผู้ประกอบการโรงงานที่ปล่อยให้คนงานติดเชื้อโควิด โดยไม่มีมาตรการป้องกันการติดเชื้อใดๆภายในแคมป์หรือโรงงานเลย รวมทั้งต้องลงโทษการปกปิดข้อมูลการติดเชื้อโควิดของคนงานหรือพนักงาน และเอาผิดพนักงานเจ้าหน้าที่ที่รู้เห็นเป็นใจเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการดังกล่าว ตามกฎหมายที่เคร่งครัดด้วย เพราะการสั่งปิดแคมป์หรือโรงงานเพียง 5-10 วันไม่ใช่ทางออกของปัญหา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111498</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์แคมป์คนงาน, ศบค., ศรีสุวรรณ จรรยา, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, แคมป์คนงานก่อสร้าง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210729/image_big_61022c9433f37.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>105253</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/06/2021 14:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/06/2021 14:32</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>3 นิ้วริมน้ำ จี้ &#039;บิ๊กตู่&#039; รับผิดชอบ &#039;วันเฉลิม&#039; หายตัว!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4 มิ.ย.64 - เมื่อเวลา11.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ นำโดย นายโสภณ สุรฤทธิ์ธำรง สมาชิกกลุ่ม We Volunteer น.ส.มณฑาทิพย์ ศรีสุนทร ยื่นจดหมายถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อการหายตัวของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ หรือต้าร์ ครบ 1 ปี โดยให้เร่งตามหาตัว พร้อมคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกคสช.และรัฐบาลชุดนี้คุกคาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;น.ส.มณฑาทิพย์ อ่านแถลงการณ์ ว่า นายวันเฉลิม ถูกกล่าวหาคดีฝ่าฝืนคำสั่งเรียกรายงานตัวของ คสช. เมื่อปี 2557 คดีผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เมื่อปี 2561 กรณีโพสต์ข้อความบิดเบือนให้ร้ายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกี่ยวกับการปราบปรามยาเสพติด และคดีเกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ในยุคคสช.แต่พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้าคสช.ขณะนั้น และผู้เกี่ยวข้อง ไม่เหลียวแลทั้งที่คสช.มีส่วนในการคุกคาม จนต้องลี้ภัยไปประเทศกัมพูชา กลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองตลอดเวลา1ปีเต็ม ไม่เห็นถึงความพยายามในการตามหา หรือดำเนินการช่วยเหลือจากรัฐบาล เพื่อรักษาสวัสดิภาพของประชาชน รวมถึงคืนความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ถูกดำเนินคดีโดยคสช.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ขอให้พล.อ.ประยุทธ์ รับผิดชอบในฐานะผู้บริหารประเทศ และในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินคดีนายวันเฉลิม และกดดันให้เขาต้องลี้ภัย นำไปสู่การถูกอุ้มหาย &amp;nbsp;โดยเร่งสืบสวนและตามหานายวันเฉลิม ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ และคณะมักกล่าวว่ารักชาติ จะนำความสุขสงบมาสู่ประเทศ หากเห็นความสำคัญของชาติจริงอย่างที่กล่าวอ้าง ขอให้คืนความยุติธรรมกลับสู่ประชาชน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากนั้นตัวแทนกลุ่มโมกหลวงฯได้หย่อนจดหมายเปิดผนึกผ่านตู้ไปรษณีย์ หน้าทำเนียบรัฐบาล ไปถึงพล.อ.ประยุทธ์ ก่อนแยกย้ายเดินทางกลับ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/105253</URL_LINK>
                <HASHTAG>We Volunteer, วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สิทธิมนุษยชน, โมกหลวงริมน้ำ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210604/image_big_60b9d69d9250d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2021 16:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2021 16:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เครือข่ายปกป้องสถาบัน ยื่นนายกฯเร่งเอาผิดคนจาบจ้วงเบื้องสูง แฉมีนักวิชาการยุเด็กลงถนน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 มี.ค.64 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล นายจักรพงศ์ กลิ่นแก้ว ตัวแทนศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และเครือข่ายปกป้องสถาบัน ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผ่านนายเสกสกล อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เรื่องการปกป้องซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันพระมหากษัตริย์ กรณีการเผาพระบรมฉายาลักษณ์ ที่หน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และหน้าศาลอาญารัชดา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรพงศ์ กล่าวว่า เนื่องด้วยการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงที่ผ่านมาได้กระทำการย่ำยีหัวใจ และละเมิดต่อศรัทธาของประชาชนคนไทยผู้ที่จงรักภักดีและเทิดทูนต่อสถาบันด้วยการนำเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาเผาหน้าศาลอาญา รัชดา และหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งทางกลุ่มและเหล่าประชาชนผู้จงรักภักดี ขอประณามถึงการกระทำดังกล่าวให้นายกฯบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อรักษาซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันฯ ทั้งนี้อยากจะเรียกร้องให้เร่งรัดติดตามตัวผู้ที่เผาพระบรมฉายาลักษณ์มาดำเนินคดี เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างและทำพฤติกรรมเลียนแบบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้อยากจะแจ้งให้นายกฯ ได้รับทราบเรื่องความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้ใต้บังคับบัญชาในสถานการณ์การชุมนุมคือ ตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) ที่เป็นด่านหน้า และต้องเผชิญกับผู้ชุมนุม โดยที่ผ่านมากลุ่มผู้ชุมนุมได้เปิดฉากใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำให้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เช่นเหตุการณ์ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ จึงอยากให้นายกฯเห็นใจเจ้าหน้าที่เหล่านี้โดยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของทางราชการ และของประชาชน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจักรพงศ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมาได้มีกลุ่มนักเรียนนักศึกษาออกมาประท้วงและกระทำการจาบจ้วงสถาบันทำให้เกิดความเสียใจแก่ประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดี โดยต้นเหตุของปัญหาดังกล่าวเกิดจากการยุยง ปลุกปั่น เสี้ยมสอนจากอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มีแนวคิดล้มสถาบันและล้มล้างการปกครอง ซึ่งอาจารย์เหล่านี้ได้ฝังตัวอยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ มีการกลั่นแกล้งนักศึกษาที่ไม่เข้าร่วมขบวนการ ถือเป็นภัยความมั่นคงของชาติอย่างใหญ่หลวง จึงอยากให้นายกฯ ลงไปแก้ไขปัญหาโดยด่วน โดยให้นำมหาวิทยาลัยของรัฐบาลทั้งหมด เข้ามาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดหรือพิจารณาให้อาจารย์ที่มีแนวคิดล้มล้างสถาบันพ้นสภาพการเป็นอาจารย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และขอให้พิจารณาร่างหลักสูตรการศึกษาของเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมปลาย และเพิ่มวิชาการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ความกตัญญูต่อบิดามารดา ความรักชาติศาสนา และพระมหากษัตริย์ อยากให้นายกฯ สั่งการไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้ใช้กฎหมาย อย่าปล่อยให้ประชาชนห้ำหั่นกันเอง เพราะปัจจุบันประชาชนแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน ทั้งนี้ประชาชนที่จงรักภักดีต่อสถาบันฯ ต้องคอยวิ่งขึ้นโรงขึ้นศาลร้องทุกข์กล่าวโทษแจ้งความเพื่อปกป้องซึ่งพระเกียรติยศของสถาบันฯ และเท่าที่สังเกตเห็นคือ รัฐบาลหรือภาครัฐยังทำได้ไม่เท่ากับประชาชนตาดำๆ ที่ทำเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จึงอยากให้รัฐบาลชุดนี้ออกมาแสดงตนปกป้องสถาบันอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95750</URL_LINK>
                <HASHTAG>จักรพงศ์ กลิ่นแก้ว, ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.), ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, เครือข่ายปกป้องสถาบัน, เสกสกล อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210311/image_big_6049d9f1f137c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77722</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2020 13:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2020 13:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรส. ร้องนายกฯ เร่งเยียวยาพนักงานบริษัทเครือการบินไทย โดนลอยแพกว่า 2 พันราย </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 ก.ย.63 -&amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล (สำนักงาน กพ.)สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และกลุ่มสหภาพแรงงานวิงสแปนสัมพันธ์และคนทำงานสนามบินแห่งประเทศไทย จำนวน 150 คนนำโดย นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์&amp;nbsp;และนางสาวอำไพ วิวัฒนสถาปัตย์ ประธานสหภาพแรงงานฯ รวมตัวยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ผ่านนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้พิจารณาช่วยเหลือลูกจ้างบริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ที่ถูกเลิกจ้างเป็นการเร่งด่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยระบุว่า บริษัท วิงสแปน เซอร์วิสเซส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการบินไทย มีพนักงานกว่า 3,320 คนได้รับผลกระทบโดยตรงจากการหยุดบิน ชั่วคราวของบริษัทการบินไทย จากสถานการณ์โควิด-19 และบริษัทการบินไทย ได้ออกประกาศหยุดการจ้างงานชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 63 และล่าสุด มีประกาศเลิกจ้างพนักงานกว่า 2,598 คนโดยมีผลตั้งแต่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา โดยบริษัทวิงสแปนฯ ไม่สามารถจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายในตามกรอบระยะเวลาที่กำหนดได้เพราะยังไม่มี ความสามารถทางการเงิน และจะทยอยจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานภายในระยะเวลา 1 ปี หรือเมื่อบริษัทฯ มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีแล้ว สร้างผลกระทบให้กับพนักงานและครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย สรส. ขอเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี หาแนวทางช่วยเหลือเยียวยาพนักงานทั้ง 2,598 คน และกระทรวงแรงงานต้องหาทางออกและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเร่งด่วนในประเด็นระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยกรณีเลิกจ้าง โดยสำนักงานประกันสังคมจะต้องเร่งรัดให้ทางบริษัทส่งรายชื่อพนักงานที่ถูกเลิกจ้างเพื่อให้พนักงานเข้าถึงสิทธิประกันสังคมกรณีการถูกเลิกจ้างอย่างเร่งด่วน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77722</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์, สาวิทย์ แก้วหวาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f62ffa31d9c7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77504</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2020 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;กำนันผู้ใหญ่บ้าน&#039; แห่ร้องนายกฯ วอนเลิก &#039;พรบ.เทศบาล&#039; อ้างทำแตกแยก-กระทบมั่นคง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ก.ย.63 - เวลา 11.30 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (สำนักงานกพ.) &amp;nbsp;กลุ่มชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย และชมรมชาวปักษ์ใต้&amp;nbsp;จำนวนประมาณ 100 คน นำโดยนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมและประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เรื่องขอความอนุเคราะห์พิจารณายกเลิกพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา 4 มาตรา 12 วรรค 2 และมาตรา 48 และพิจารณาการดำรงตำแหน่งของกำนันผู้ใหญ่บ้าน ในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำแหน่งของตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ตามที่กระทรวงมหาดไทย มีประกาศยกฐานะท้องถิ่นเป็น เทศบาลเมือง เทศบาลนคร ทำให้มีการเลือก ตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในท้องถิ่นที่ได้รับการยกฐานะเป็นเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ตามพ.ร.บ.เทศบาลพ.ศ. 2496 ซึ่งปัจจุบันมีหลายพื้นที่ที่ถูกยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปแล้วซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อบ้านเมืองและประชาชน ดังนี้&amp;nbsp;1.ทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยก แบ่งเป็นฝักฝ่ายเพราะว่าจะมีการยึดประโยชน์ของพรรคพวก หรือกลุ่มการเมือง กลุ่มฐานเสียงของนักการเมืองเท่านั้น ประชาชนจะไร้ที่พึ่ง 2.ทำให้ขาดตัวแทนที่จะคอยเชื่อมโยงระหว่างภาครัฐและประชาชนขาดการตรวจสอบถ่วงดุลหรือตรวจสอบจากหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค 3.ทำให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเพราะว่าจะไม่มีหน่วยงานที่จะทำหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงภายในอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จึงขอความอนุเคราะห์พิจารณายกเลิกพ.ร.บ.ดังกล่าวและพิจารณาการดำรงตำแหน่งของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลนคร ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ทุกตำแหน่งของ ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และรวมถึงพิจารณาระเบียบการขอราชการกฎหมายที่เกี่ยวข้องว่ากำนันผู้ใหญ่บ้านยังคงดำรงตำแหน่งในเขตเทศบาลเมืองเทศบาลนครได้หรือไม่และให้กระทรวงมหาดไทยเร่งส่งพ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องถิ่น (ฉบับที่ 12) พ.ศ 2552 มาตรา 3 ให้เพิ่มเติมต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องถิ่นพุทธศักราช 2457&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77504</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย, พรบ.เทศบาล, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สุภรณ์ อัตถาวงศ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200915/image_big_5f605476ad5c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>72896</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2020 09:50</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2020 09:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พรรคกล้า ยื่นนายกฯเร่งฟื้นเศรษฐกิจภูเก็ต เสนอใช้โรงแรมเป็นหลุมหลบภัยโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.63 - ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 (สนง.กพ.เดิม) นายวรวุฒิ&amp;nbsp;อุ่นใจ รองหัวหน้าพรรคกล้า ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ผ่านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนวทางเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของ​ จ.ภูเก็ต เป็นการเฉพาะอย่างเร่งด่วน​เนื่องจากวันนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ของประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นไม่พบผู้ติดเชื้อในประเทศมาเป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 2 เดือน รัฐบาลได้ผ่อนคลายมาตรการการควบคุมโรคมาเป็นลำดับ อย่างไรก็ตาม​ จ.ภูเก็ตเป็นจังหวัดพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นหลัก สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยอย่างมากในทุกๆปี รายได้ส่วนใหญ่มาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ สถานการณ์ที่ผ่านมาได้ส่งกระทบรุนแรงที่สุด เกิดการพักงานและเลิกจ้าง ขณะนี้มีการปิดกิจการลง ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ จากการสอบถามเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับร้องเรียนว่าอยากให้ นายกรัฐมนตรี ช่วยฟื้นฟูจังหวัดภูเก็ตอย่างจริงจัง จึงขอกราบเรียนข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะในประเด็นต่างๆ ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.ยกเว้นหรือลดการเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีท้องถิ่นต่างๆให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแบบทั่วหน้า​ 2.ผลักดันโครงการที่เกิด Productivity และตอบโจทย์ปัญหาของภูเก็ตอย่างแท้จริง​ 3.ส่งเสริมภูเก็ตเป็นพิเศษให้เป็นเมืองธุรกิจหลากหลาย​ 4.แก้ปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้และมีมาตรการช่วยเหลือแรงงานและลูกจ้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นพิเศษ​&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5.ทำประชามติประเด็นความต้องการให้ภูเก็ตเป็นเขตปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ 6.โชว์ภูเก็ตเป็นหลุมหลบภัย covid โลกฟื้นภาคโรงแรมภูเก็ตเป็นแหล่ง Quarantime 7.ผ่อนปรนให้ใช้ Tourist Visa &amp;nbsp;พร้อมกับเพิ่มระยะเวลาอยู่ในประเทศไทยให้นานขึ้นเพื่อรองรับ work from Home&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/72896</URL_LINK>
                <HASHTAG>พรรคกล้า, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, เศรษฐกิจจังหวัดภูเก็ต</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200730/image_big_5f22349c7d798.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70330</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/07/2020 14:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/07/2020 14:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักธุรกิจร้องชายหัวเกรียนบุกออฟฟิศแจ้งตร.6เดือนคดีไม่คืบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2 ก.ค.63-ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิธิศ เกษมโกเมศ อายุ 32 ปี นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมด้วยนายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.นภัสกร วงศา เจ้าหน้าที่จเรตำรวจ ประจำศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ให้ดำเนินคดีกับคู่กรณีหลายคนข้อหาร่วมกันบุกรุกฯ และทำให้เสียทรัพย์ ภายในที่อยู่อาศัยหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา จนเวลาผ่านล่วงเลยมาถึงปัจจุบันนานกว่า 6 เดือนแต่คดีไม่มีความคืบหน้า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิศ กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายชายฉกรรจ์หัวเกรียน นับสิบคนบุกเข้ามาที่สำนักงานบริษัทและห้องพัก บริเวณ ชั้น 1 อาคารวอเตอร์ฟอร์ด ปาร์ค ซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.ซึ่งตนครอบครองกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้องตามสัญญาเช่าที่ตนทำกับนิติบุคคลเอาไว้ ตั้งแต่ พ.ศ.2556 นอกจากนี้ยังมีการจดทะเบียนการเช่ากับกรมที่ดินเอาไว้ด้วย เป็นระยะเวลา 10 ปี โดยกลุ่มคนร้ายมีการนำกุญแจมาคล้องและล็อคสายยูไว้ ซึ่งหลังเกิดเหตุตนได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้กับ ร.ต.อ.ปราชญา พุฒพันธ์ พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เจ้าของคดี ให้ดำเนินการกับกลุ่มคู่กรณีตามกรอบกฎหมาย เพื่อเรียกแต่ละฝ่ายมาสอบสวนยุติปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีการนำภาพวงจรปิด เอกสารการครอบครองที่อยู่อาศัย และพยานบุคคลไปให้เจ้าของคดีแต่กลับไม่มีการเรียกคู่กรณีมาสอบสวนหรือดำเนินการตามระเบียบของกฎหมายแต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนิธิศ กล่าวว่า &amp;nbsp;ก่อนเกิดเหตุทางนิติบุคคลไม่ได้มีการแจ้งความประสงค์ว่าจะมีการยึดพื้นที่คืนแต่อย่างใด เนื่องจากสัญญาที่ตนทำไว้ยังเหลืออีก 2-3 ปี การทำอย่างนี้เหมือนบีบให้ตนออกจากพื้นที่โดยไม่มีเหตุผล และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นทางพนักงานสอบสวนก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ จนความเสียหายได้เกิดขึ้นซ้ำอีก คือเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา มีคนร้ายกลุ่มใหญ่แต่งกายลักษณะเดิมบุกรุกมาตัดมิเตอร์น้ำในสำนักงานและห้องพักในความครอบครองของตนออกไป จนทำให้เกิดความเสียหายเพราะมีผู้เช่าห้องพักต่อจากตนพักอาศัยอยู่ โดยวันเวลาที่เกิดเหตุ ตนก็มีหลักฐานเป็นคลิปวงจรปิด และคลิปถ่ายจากโทรศัพท์มือถือ บันทึกภาพกลุ่มชายฉกรรจ์แต่งกายชุดดำเข้ามาร่วมกันลงมือ แม้จะมีการโทรศัพท์เรียกสายตรวจ สน.ทองหล่อ เข้ามาระงับเหตุแล้ว แต่มีผู้สังเกตเห็นคนร้ายในกลุ่มเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสนิทสนมกระทั่งคนร้ายร่วมกันตัดมิเตอร์น้ำไปได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เหตุการณ์ล่าสุดนี้ เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และรัฐบาลประกาศ พรก.ฉุกเฉิน อยู่ด้วย ซึ่งผมก็พยายามติดต่อพนักงานสอบสวนเพื่อขอทราบความคืบหน้าทางคดีทั้งร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ แต่ก็ยังไม่ได้รับทราบถึงรายละเอียดความคืบหน้าใดๆ ที่ผ่านมาผมมีการส่งหนังสือร้องเรียนไปถึง พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น.และ พ.ต.อ.สัมพันธ์ เหลืองสัจจกุล ผกก.สน.ทองหล่อ แล้ว แต่ก็ไม่มีการตอบกลับ จึงตัดสินใจปรึกษาทนายความนำเอกสารเข้ามาร้องทุกข์ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อขอความเป็นธรรมให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวน และให้ตำรวจท้องที่เร่งดำเนินการตามกฎหมาย โดยวันนี้เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกเลขรับหนังสือที่ ตช.01630000052 เอาไว้เพื่อรายงานผู้บังคับบัญชาทราบก่อนพิจารณาให้ความยุติธรรมกับผมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่นายฐปนวัชร์ สระสม ทนายความ กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทางคู่กรณีใช้กำลังบุคคลกลุ่มใหญ่ลักษณะคล้ายคนมีสีเข้ามาดำเนินการข่มขู่ กระทำความผิดกฎหมายอาญาฐานบุกรุก และมีการตัดมิเตอร์น้ำทำให้เสียทรัพย์ ซึ่งทางผู้เสียหายก็ได้เข้าแจ้งความเอาไว้แต่ต้นแล้ว แต่ตนตั้งข้อสังเกตว่า พนักงานสอบสวนใช้ระยะเวลาการทำงานนานเกินไป ไม่มีการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องกับทางคู่กรณีไปสอบปากคำทั้งๆ ที่ผู้เสียหายรวบรวมพยานหลักฐานไปให้แล้วและติดตามทวงถามด้วยตนเองมาโดยตลอด แม้จะเคยไปร้องทุกข์กับผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดในส่วนของโรงพัก และกองบัญชาการตำรวจนครบาลแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้า จึงเกรงว่าทางคู่กรณีน่าจะมีคนมีสีและมีผู้อิทธิพลหนุนหลัง ดังนั้นจึงต้องตัดสินใจมาพึ่งพา ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อช่วยให้เกิดความเป็นธรรมในส่วนของคดีที่เกิดขึ้น โดยอยากให้มีการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนมาเร่งรัดดำเนินการคดีนี้ด้วย.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70330</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชายฉกรรจ์หัวเกรียน, ตำรวจ, นักธุรกิจ, ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์, สน.ทองหล่อ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200702/image_big_5efd8fc19dd5c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
