<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119797</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/10/2021 12:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/10/2021 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองค้าปลีก Q4 กลับมาฟื้นตัว</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 ต.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ค้าปลีกไตรมาสสุดท้ายปี 2564 คาดกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกได้ จากสถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการระบาดในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ สถานการณ์การระบาดของโควิดและการเข้าถึงวัคซีนของประชาชนที่เริ่มมีสัญญาณบวก จนทำให้ภาครัฐทยอยคลายมาตรการล็อกดาวน์กิจกรรมต่างๆ ทางเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 ไม่ว่าจะเป็นแผนการเปิดประเทศเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัว สัญญาณความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดดำเนินกิจการของบางธุรกิจ เช่น สถานบันเทิง สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่น่าจะผ่านจุดที่แย่ที่สุดจากการระบาดของโควิด-19 มาแล้ว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อประกอบกับจังหวะการเร่งออกแคมเปญส่งเสริมการตลาดของภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ส่งผลให้ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า ยอดขายของธุรกิจค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 น่าจะมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวที่ประมาณ 1.4% (คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น ช้อปดีมีคืน เป็นต้น ในช่วงปลายปีไว้แล้วระดับหนึ่ง แต่หากภาครัฐมีการปรับหรือเพิ่มขนาดของมาตรการ ก็อาจจะทำให้ตัวเลขค้าปลีกในช่วงไตรมาสสุดท้ายขยับสูงขึ้นกว่าที่คาด) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อนที่หดตัว 1.2% ซึ่งการคลายมาตรการล็อกดาวน์น่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคมที่มีเทศกาลเฉลิมฉลองที่สำคัญอย่างเทศกาลปีใหม่ ซึ่งคาดว่าบรรยากาศของเทศกาลปีใหม่ในปีนี้น่าจะฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้วที่เกิดการระบาดคลัสเตอร์สมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ประกอบการค้าปลีกที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว เช่น E-commerce ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะในโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อน่าจะทำยอดขายได้ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2564 แม้ว่าสถานการณ์การระบาดของโควิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีแนวโน้มดีขึ้น แต่ผู้บริโภคก็ยังคงกังวลกับความปลอดภัยและเผชิญกับกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ส่งผลให้ยังคงเลือกใช้จ่ายอย่างระมัดระวังโดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่ยังมีความจำเป็นอย่างอาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงของใช้ส่วนตัว ขณะที่กลุ่มสินค้าที่ไม่จำเป็นอย่างเสื้อผ้า รองเท้า น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี ส่วนกลุ่มสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน รวมถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แม้ว่ายอดขายอาจจะกลับมาฟื้นตัวเป็นบวกเล็กน้อยในไตรมาส 4 ปีนี้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยอดขายทั้งปี 2564 น่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องเมื่อเทียบกับปีก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ผู้ประกอบการที่เน้นจำหน่ายสินค้าจำเป็นไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ ห้างสรรพสินค้า (โดยเฉพาะโซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม) ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ น่าจะทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นหรือกลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าผู้ประกอบการค้าปลีกกลุ่มห้างสรรพสินค้า (โซนจำหน่ายสินค้าไม่จำเป็นหรือสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องใช้ไฟฟ้า) ร้านค้าเฉพาะอย่าง เช่น ร้านจำหน่ายสินค้าความงาม ร้านวัสดุก่อสร้างและซ่อมแซมตกแต่งบ้าน (แม้ในบางพื้นที่อาจได้แรงหนุนบ้างจากการซ่อมแซมหลังผ่านอุทกภัย) ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ผู้บริโภคยังคงกังวลกับรายได้และกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวดี จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการทุกกลุ่มยังคงต้องให้ความสำคัญกับการเร่งทำโปรโมชั่นการตลาดด้านราคาในช่วงเวลาดังกล่าวที่เริ่มมีการเปิดประเทศภายหลังสถานการณ์โควิดส่งสัญญาณดีขึ้น ควบคู่ไปกับการให้บริการลูกค้าที่มีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอในทุกแพลตฟอร์มเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคและสร้างความประทับใจ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจะต้องมีการบริหารจัดการต้นทุนเพื่อให้ธุรกิจยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องถึงปี 2565 ธุรกิจค้าปลีกยังต้องเผชิญกับปัจจัยท้าทายอีกหลายประการ ทำให้การดำเนินธุรกิจยังคงยากลำบากต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์น้ำท่วมที่ครอบคลุมพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสินค้าเกษตรและส่งผลต่อราคาตามมา เช่น ผักสด เนื้อสัตว์ และการขนส่งที่อาจจะล่าช้า ราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งอาจจะกระทบกับค่าครองชีพของผู้บริโภค ความไม่แน่นอนของการระบาดของโควิดในประเทศในระยะข้างหน้า ซึ่งอาจจะมีผลต่อความเชื่อมั่นและการตัดสินใจกลับมาของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และการใช้จ่ายของคนในประเทศ รวมถึงภาวะการแข่งขันของธุรกิจที่จำนวนผู้เล่นยังคงทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นที่อยู่ในแพลตฟอร์มออนไลน์ (E-commerce) ขณะที่กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ หรือมีศักยภาพในการใช้จ่ายยังคงมีจำนวนจำกัด หรือแม้แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค หรือเทคโนโลยีในการทำธุรกิจค้าปลีกรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจจะเข้ามาเปลี่ยนภาพการทำธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน และเกิดผู้เล่นรายใหม่หรือการปรับตัวของผู้เล่นรายเดิม ซึ่งผู้ประกอบการที่สามารถปรับตัว หรือรับมือกับสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้เร็ว ก็น่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้น บทสรุปของการเป็นผู้นำตลาดในธุรกิจค้าปลีกก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอีกในระยะข้างหน้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119797</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค้าปลีก, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210524/image_big_60ab2ef6b1e3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>115825</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 19:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 19:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรฯประเมินฐานะแบงก์ไทยยุคโควิด &#039;ฟื้นตัวช้า-หนี้เสียพุ่ง&#039; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 กันยายน 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ส่องเศรษฐกิจผ่านสถานะแบงก์ไทย เผยโควิด-19 ลากยาว กระทบฐานะผลประกอบการธนาคารไทยฟื้นตัวช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน คาดใช้เวลานานกว่า 1-2 ปีพลิกฟื้นกลับช่วงก่อนโควิด-19 หวั่นกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ เร่งปรับตัวสร้างรายได้-มองหาโมเดลธุรกิจใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แบงก์ไทยสถานะการเงินฟื้นตัวช้า-ด้อยกว่าเพื่อนบ้าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
แม้ภาพรวมธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ (ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในไทยและสาขาธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จะรายงานกำไรสุทธิเฉลี่ยสูงกว่า 5 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส แต่ส่วนหนึ่งมาจากการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามสิทธิ์ ภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ที่ไม่ได้มีเม็ดเงินจริงเข้ามา โดยเฉพาะจากหนี้ที่เข้ามาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินด้วยมาตรการพักหนี้ หรือมีปัญหาให้ไม่สามารถชำระเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามปกติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ทั้งนี้ ภายใต้มาตรฐานบัญชีใหม่ดังกล่าวที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2563 นั้น ลูกหนี้ที่เผชิญปัญหาโควิดและขอรับความช่วยเหลือทางการเงินข้างต้น ธนาคารจะยังบันทึกบัญชีด้วยการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยดังกล่าวตาม &amp;lsquo;สิทธิ์ที่พึงได้รับ&amp;rsquo; ซึ่งเกณฑ์นี้ ผนวกกับการปรับวิธีตัดชำระหนี้แบบแนวนอนที่ ธปท.ประกาศเมื่อเดือนตุลาคม 2563 (บังคับใช้กรกฎาคม 2564 โดยตัดค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย และเงินต้นของยอดค้างชำระที่เก่าที่สุดก่อน แล้วค่อยตัดยอดที่ค้างชำระลำดับถัดมา) ทำให้ดอกเบี้ยค้างรับของธนาคารจึงสูงกว่าตัวเลขดอกเบี้ยค้างรับตามวิธีคิดแบบเดิม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ ปัจจุบันเมื่อมีการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับลูกหนี้และมีมาตรการพักชำระหนี้ ธนาคารจะเรียกเก็บหนี้ได้ในช่วงท้ายสัญญา นั่นหมายความว่า ระหว่างทาง ธนาคารจะถือดอกเบี้ยค้างรับไว้ โดยที่ไม่สามารถแน่ใจได้ว่าลูกหนี้จะจ่ายชำระได้จริงหรือไม่และมากน้อยเพียงใด เพียงแต่ภายใต้สถานการณ์เหล่านี้ ธนาคารสามารถพิจารณาความเสี่ยงเครดิตของลูกหนี้และตั้งสำรองหนี้ฯเพิ่มขึ้นได้ อันเป็นผลให้ที่ผ่านมา ระดับการตั้งสำรองของระบบธนาคารพาณิชย์จึงยังสูงกว่าช่วงก่อนเกิดโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการประเมินผลจากการเปลี่ยนวิธีการบันทึกบัญชีมาเป็น TFRS9 ในปี 2563 และการรับรู้ดอกเบี้ยตามสิทธิ์จากหนี้ที่เข้ามาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินอันมีผลเพิ่มดอกเบี้ยค้างรับ (หักการตั้งสำรองฯ สะสมที่เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนโควิดในปี 2562) อาจมีสัดส่วนไม่เกิน 10% ของกำไรสุทธิ บนสมมติฐานว่า อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของพอร์ตสินเชื่อที่เข้ามาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกำหนดไว้ที่ประมาณ 3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การลดลงของหนี้ที่เข้ามาตรการความช่วยเหลือทางการเงินที่ช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลต่อดอกเบี้ยค้างรับและการรับรู้ดอกเบี้ยรับตามสิทธิ์ โดยแม้มาตรฐานบัญชีสากลนี้บังคับใช้กับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่นกัน อาทิ มาเลเซีย และสิงคโปร์ แต่ความแตกต่างที่อาจทำให้ธนาคารไทยเสียเปรียบ คือ สัดส่วนลูกค้าเข้ามาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินที่สูงกว่าและลดลงช้ากว่า โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2564 อยู่ที่ 15.4% เทียบกับของสิงคโปร์ที่ 3% (ม.ค.64) และมาเลเซียที่ 15% (ก.พ.64) ตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาที่ปรากฎขึ้นกับลูกหนี้ ยังกระทบต่อหนี้ด้อยคุณภาพของระบบธนาคารพาณิชย์ให้ด้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเช่นสิงคโปร์และมาเลเซีย ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรที่วัดผ่านอัตรากำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) มีระดับต่ำกว่าประเทศเหล่านั้น เนื่องจากความกังวลต่อปัญหาคุณภาพหนี้ทำให้ยังต้องคงภาระการตั้งสำรองหนี้ฯ ในระดับสูงเป็นสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลประกอบการพลิกสู่ช่วงก่อนโควิดใช้เวลานานกว่า 1-2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ด้วยสถานการณ์โควิดที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งจึงง่วนอยู่กับกิจกรรมช่วยเหลือลูกค้าและดูแลประเด็นคุณภาพหนี้ที่เกี่ยวข้อง จึงส่งผลตามมาให้ระบบธนาคารพาณิชย์คงเห็นทิศทางผลประกอบการที่ฟื้นตัวช้ากว่าประเทศอื่นเช่นกัน โดยการเห็นตัวเลขที่กลับสู่ระดับก่อนโควิด คงยากจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปีนี้ ขณะที่ ฝั่งสิงคโปร์ และสหรัฐฯ น่าจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการที่กลับสู่ระดับก่อนโควิดแล้วในปี 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ดังนั้น การสะสมกำไรและเงินกองทุนของระบบธนาคารพาณิชย์ก็เป็นไปเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีใครบอกได้แน่ชัดว่าปัญหาโควิดจะจบจริงหรือไม่และเมื่อใด แรงกดดันต่อภาพรวมของระบบธนาคารพาณิชย์ดังกล่าว กระทบให้อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price to Book Ratio) อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสะท้อนนัยต่อความสามารถในการทำกำไรในเชิงเปรียบเทียบที่ยังด้อยกว่า จึงส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นกลุ่มนี้เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หลังโควิดเร่งจัดการธุรกิจภาคบริการ-SMEs ทรุดหนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งผลประกอบการระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยที่คงจะฟื้นตัวช้า ปัญหาคุณภาพหนี้ รวมถึงพอร์ตหนี้ที่เข้ามาตรการรับความช่วยเหลือทางการเงินที่ลดลงช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านนั้น เป็นกระจกสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจไทยหลายด้าน ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โครงสร้างเศรษฐกิจที่มีธุรกิจที่เผชิญผลกระทบหนักจากโควิดในสัดส่วนสูง อาทิ โรงแรมและที่พัก ขนส่ง ก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ ค้าส่งค้าปลีก ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 33.1% ต่อจีดีพี (ปี 2562) อันเป็นธุรกิจภาคบริการสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ฝั่งธนาคารพาณิชย์ ก็มีสินเชื่อในธุรกิจดังกล่าวในสัดส่วนที่สูงเช่นกัน โดยมีสัดส่วนถึง 49.0% ของสินเชื่อธุรกิจทั้งหมด (ไม่รวมกิจการด้านการเงิน) ในปี 2562 แม้ว่าจะทยอยลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 48.1% ณ สิ้นไตรมาส 2/2564 ขณะที่ หากเจาะเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอีใน 5 หมวดนี้ จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมาที่ 60.5% ณ สิ้นปี 2562 และ 64.0% ณ สิ้นไตรมาส 2/2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ที่ทำให้หลายธุรกิจมีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว ถูกซ้ำเติมด้วยโควิดในปี 2563 ยกตัวอย่างธุรกิจในภาคบริการ เผชิญบริบทที่ท้าทายอยู่แล้วและจะท้าทายเพิ่มขึ้นจากพฤติกรรมลูกค้าทั้งในแนะนอกประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป การแข่งขันจากดิจิทัลแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการดั้งเดิมต้องปรับเป้าหมายและวิธีการทำธุรกิจใหม่ รวมถึงฉีกบริการด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่มและหาจุดขายที่แตกต่างจากเดิม เป็นต้น ซึ่งกระแส Disruption ในรูปแบบต่างๆ ข้างต้นนี้ จะกระทบมากต่อธุรกิจเอสเอ็มอี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ขณะที่ พอร์ตของระบบธนาคารไทย เทน้ำหนักไปที่ธุรกิจเอสเอ็มอีในสัดส่วนที่สูงขึ้นหลังวิกฤตปี 2540 เพื่อลดการกระจุกตัวของพอร์ตลูกค้ารายใหญ่ โดยมีสัดส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นไปเกือบ 50% ในปี 2548 ก่อนที่จะทยอยลงลงมาอยู่ที่ 35.6% ในไตรมาส 1/2562 (ส่วนตั้งแต่ไตรมาส 2/2562 มีการเปลี่ยนนิยามขนาดธุรกิจของกระทรวงอุตสาหกรรม จึงกระทบสัดส่วนของพอร์ตเอสเอ็มอีให้ลดลงค่อนข้างมาก) สุดท้ายแล้ว จึงทำให้สถานะของระบบธนาคารไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาขีดความสามารถทางการแข่งขันของลูกค้าทั้งทางตรงและทางอ้อมตามไปด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ครัวเรือนมีสถานะทางการเงินที่ด้อยลงอีกหลังโควิด จาก 1) ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 2) การฟื้นตัวในตลาดแรงงานมีแนวโน้มล่าช้า เพราะนอกจากการฟื้นตัวของธุรกิจจะไม่เท่ากันแล้ว ก็ยังมีประเด็นด้านทักษะแรงงานที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูหลังจากเผชิญปัญหาว่างงาน หรือทำงานต่ำระดับมาหลายปี โดยเฉพาะในภาคบริการ 3) รูปแบบการจ้างงานที่จะเปลี่ยนไปสู่การเป็นลูกจ้างประจำลดลง หรือมีสวัสดิการส่วนเพิ่มที่ลดลง เพื่อลดภาระต้นทุนของภาคธุรกิจ 4) แนวโน้มความต้องการแรงงานลดลง หลังธุรกิจมีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดจากพอร์ตสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ ลูกค้ารายย่อยมีสัดส่วน 36.8% ของสินเชื่อทั้งหมด ณ สิ้นไตรมาส 2/2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยสรุปแล้ว มองไปข้างหน้า แม้ว่าระบบธนาคารพาณิชย์จะมีการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานหรือปัญหาคุณภาพหนี้ที่คงจะล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์โควิดในรอบนี้ที่ยังมีอยู่ แต่โจทย์ที่สำคัญและน่ากังวลมากกว่า จะเป็นความอยู่รอดของธุรกิจและครัวเรือนที่ต้องฝ่าฟันปัญหาด้านรายได้ ขีดความสามารถทางการแข่งขัน รวมไปถึงหนี้สินที่เพิ่มขึ้นภายใต้บริบทเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมใหม่ที่เปลี่ยนไป ประกอบกับยังต้องเร่งหาคำตอบว่า ไทยจะอาศัยจุดแข็งของธุรกิจใดในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศท่ามกลางข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ไทยเก่งแต่เป็นเทคโนโลยีในโลกเก่า เพราะจะหมายความถึงความยั่งยืนของทิศทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ครัวเรือน ตลอดจนธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขณะที่ ในระหว่างนี้ ฝั่งธนาคารพาณิชย์ก็คงแก้ปัญหาและเร่งปรับตัวเฉพาะหน้าเพื่อหาวิธียืนยันรายได้ทางเลือกของลูกค้า การหาลูกค้าศักยภาพ (ที่มีจำนวนน้อยลง) การลดต้นทุนในมิติต่างๆ รวมถึงการหาโอกาสจากโมเดลธุรกิจใหม่ๆ ที่มากไปกว่าโลกการเงินแบบเดิม ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการทางการเงินให้ลูกค้าได้กว้างและหลากหลายขึ้นกว่าเดิม และพอจะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจประคองการเติบโตไว้ได้ แต่คงไม่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนได้ หากไม่ได้มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังจากโควิดจบอย่างจริงจัง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115825</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฐานะแบงก์ไทย, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>103549</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์วิจัยกสิกรชี้กู้เงินเพิ่ม 7แสนล้านเป็นตัวเร่งหนี้สาธารณะชนเพดานเร็วขึ้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกร ได้ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณี ครม. มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 7 แสนล้านบาทว่า &amp;nbsp;การกู้เงินดังกล่าว ซึ่งจะช่วยสร้างความยืดหยุ่นแก่รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยการใช้วงเงินกู้จริงคงจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดและภาวะเศรษฐกิจในช่วงข้างหน้า ในทางตรงข้าม หากไม่มี พ.ร.ก.กู้เงินฯ นี้ แต่การแพร่ระบาดยังไม่ทุเลาลง รัฐบาลก็จะขาดเครื่องมือทางการคลังในการเข้าไปช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ถูกกระทบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ พ.ร.ก.กู้เงิน 7 แสนล้านเป็นการกู้เงินเพิ่มเติมจากวงเงินกู้เดิมตาม พ.ร.ก. 1 ล้านล้านบาท ที่ได้มีการอนุมัติงบประมาณไปเกือบเต็มวงเงินแล้ว โดยการกู้เงินเพิ่มเติม 7 แสนล้านบาท ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ 1.ให้กระทรวงสาธารณสุข วงเงิน 30,000 ล้านบาท นำไปใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยารักษาโรค วัคซีน ปรับปรุงสถานพยาบาลและการวิจัยพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดระลอกใหม่ 2.ให้คลัง วงเงิน 400,000 ล้านบาท นำไปใช้ช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ และ 3.ให้คลังนำไปใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 270,000 ล้านบาท เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุน และการบริโภคในประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกู้เงินเพิ่มส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยเข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 60% ของ GDP เร็วขึ้น และทางภาครัฐจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2564 อยู่ที่ 54.3% ของ GDP ขณะที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า หนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 จะอยู่ที่ราว 58.7-59.6% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานที่รวมกรอบพ.ร.ก. กู้เงิน 7 แสนล้านบาทแล้ว โดยคาดว่าจะมีการกู้จริงประมาณครึ่งหนึ่งของวงเงินทั้งหมด ณ สิ้นปีงบประมาณ 2564 ทั้งนี้ แม้ว่าระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณนี้จะยังไม่ถึง 60% ของ GDP แต่การกู้เงินเพิ่มเติมเป็นการเร่งระดับหนี้สาธารณะให้เข้าใกล้เพดานหนี้ที่ 60% ของ GDP เร็วกว่าที่เคยประเมิน ซึ่งจะส่งผลให้ภาครัฐจำเป็นต้องเตรียมขยายเพดานหนี้สาธารณะในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งนี้ การขยายเพดานหนี้สาธารณะนั้นยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่สามารถทำได้ ขณะที่ระดับเพดานหนี้สาธารณะที่ 60% ของ GDP เป็นระดับตามกรอบความยั่งยืนทางการคลังที่นิยมใช้ในหลายประเทศ อาทิ สหภาพยุโรป อย่างไรก็ดี ระดับหนี้สาธารณะที่เหมาะสมของแต่ละประเทศนั้นไม่มีระดับที่ตายตัว และขึ้นอยู่กับบริบทและปัจจัยต่างๆ ที่แตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเด็นติดตามอยู่ที่ปฏิกิริยาตอบสนองของนักลงทุนต่อการกู้เพิ่มของภาครัฐ ซึ่งการสื่อสารจากทางภาครัฐและแผนการรักษาวินัยทางการคลังต่อจากนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ โดยหากนักลงทุนมีมุมมองว่าการกู้เพิ่มในครั้งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำในสถานการณ์ปัจจุบัน และไม่ใช่ประเด็นเกี่ยวกับวินัยทางการคลัง การกู้เพิ่มอีก 7 แสนล้านอาจจะไม่ได้เป็นประเด็นต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่หากนักลงทุนมีคำถามเกี่ยวกับประเด็นการรักษาวินัยทางการคลังที่อาจจะส่งผลกระทบต่อความเสี่ยงและความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว การกู้เงินเพิ่มเติมอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งจะมีผลต่อการขยับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล นอกเหนือไปจากกลไกตลาดด้านอุปทานที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเท่านั้น หากแต่ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกประเทศเช่นเดียวกัน โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ดังนั้น จากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมนั้นเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะยังไม่ฟื้นตัวดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แม้โดยปกติแล้ว การกู้และใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล น่าจะมีส่วนกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ &amp;nbsp;แต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ดำเนินอยู่ ทำให้รายได้และการใช้จ่ายของผู้บริโภคแตกต่างไปจากในช่วงปกติ โดยสุดท้ายแล้ว ผลกระตุ้นต่อเศรษฐกิจของการกู้และใช้จ่ายเพิ่มเติมของรัฐบาล จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงของการแพร่ระบาด ทำให้เรายังคงต้องติดตามสถานการณ์โควิด-19 ต่อไปอีกระยะหนึ่ง จึงจะสามารถสรุปผลของ พรก เงินกู้ 7 แสนล้าน ต่อตัวเลขอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในเบื้องต้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงตัวเลขประมาณการอัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 2564 ไว้ที่ร้อยละ 1.8 &amp;nbsp;ขณะที่จะติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดและเครื่องชี้เศรษฐกิจต่างๆ เพื่อใช้ในการประมาณการของเราในช่วงถัดๆไป
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103549</URL_LINK>
                <HASHTAG>กู้เงินเพิ่ม 7แสนล้าน, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100058</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/02/2026 19:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 12:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรไทยหั่นจีดีพี 64 เหลือโต 1.8% เผยถ้า Q3 ระบาดอีกศก.ไม่โต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เมษายน 2564 จากผลกระทบของการแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองเศรษฐกิจไทยปี 2564 มีแนวโน้มเติบโตลดลงที่ 1.8% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.6% โดยมองว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่มีความรุนแรงกว่าในระลอกก่อนหน้านี้ ในขณะที่แม้ว่าจะไม่ได้มีมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวด แต่ความกังวลต่อสถานการณ์จะทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน รวมถึงความเชื่อมั่นที่ลดลงมีผลต่อการบริโภคครัวเรือนให้มีทิศทางต่ำกว่าที่ประเมิน

อย่างไรก็ตาม ประมาณการเศรษฐกิจใหม่ได้รวมปัจจัยบวกจากแนวโน้มการส่งออกที่จะเติบโตดีกว่าที่เคยประเมินไว้จากอานิสงส์ของภาวะเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวดีกว่าคาด นอกจากนี้ยังได้รวมถึงปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าไปแล้ว โดยมีโครงการที่ยังดำเนินอยู่ เช่น โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน ขณะที่มีมุมมองว่า ภาครัฐจะมีมาตรการต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศภายใต้วงเงินกู้ 1 ล้านล้าน ซึ่งยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 2.4 แสนล้านบาท ประกอบกับยังมีเงินจากงบกลาง ภายใต้ พรบ.งบประมาณปี 2564 ที่สามารถนำมาใช้ได้อีกราว 1.3 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีความกังวลถึงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ที่อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาท่องเที่ยวในไทยมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 2 ล้านคน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
ตัวแปรสำคัญคือการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งหากการฉีดวัคซีนมีความล่าช้า ก็มีความเป็นไปได้ที่การแพร่ระบาดจะยืดเยื้อหรืออาจเกิดการแพร่ระบาดอีกระลอก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างมาก และทำให้ความหวังของการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวให้ทยอยกลับมาเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอาจต้องล่าช้าออกไป

ทั้งนี้ ในกรณีที่การแพร่ระบาดยืดเยื้อหรือมีการระบาดที่รุนแรงอีกรอบไตรมาส 3/2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2564 มีแนวโน้มที่จะไม่เติบโตจากปีก่อนหน้า นอกจากนี้ การควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดรวมถึงการเร่งปูพรมกระจายวัคซีนเป็นภารกิจเร่งด่วน เนื่องจากระบบสาธารณสุขไทยมีขีดจำกัดในการรองรับผู้ติดเชื้อ หากจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังอยู่ในระดับสูงมากกว่าพันคนอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนๆ อาจเกิดภาวะระบบสาธารณสุขล่ม และส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยอาจต้องเผชิญกับต้นทุนแฝง (Hidden cost) ที่อาจประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มเห็นหลายโรงพยาบาลเผชิญกับปัญหาเตียงผู้ป่วยเต็ม และขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างเครื่องช่วยหายใจ ขณะที่ต้นทุนต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนจะเพิ่มขึ้น โดยผู้ป่วยธรรมดาก็ไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้เป็นปกติเหมือนเมื่อก่อน ซึ่งจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อประสิทธิภาพของแรงงานให้ลดลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจจะมีมากกว่าการบริโภคที่ลดลงและรายได้จากการท่องเที่ยวที่หายไป&lt;/p&gt;
ufa911
ufarich777
ufa877
ufadeal
ufabet123
ufa1669
ufaonebet
ufa24
ufabetwin
sbobetsh</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100058</URL_LINK>
                <HASHTAG>คาดการณ์จีดีพี 2564, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, หั่นจีดีพี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96960</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/03/2021 09:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/03/2021 09:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คาดประชุม กนง. ยังคงตรึงดอกเบี้ย 0.5%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;23 มี.ค. 2564 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 24 มีนาคมนี้ กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% หลังภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อดูแลผลกระทบจากโควิดระลอกใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกสองในประเทศไทยเริ่มบรรเทาลง ขณะที่วัคซีนโควิด-19 ได้ทยอยเข้ามาตามแผนการจัดหาวัคซีนของไทย ในขณะที่ ทางการคงติดตามสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยหลังมีมาตรการทางการคลังที่ออกมาเพิ่มเติม เช่น โครงการคนละครึ่งเฟส 2 โครงการเราชนะ และโครงการเรารักกัน ตลอดจนมาตรการทางการเงินที่ออกมาก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการต่ออายุมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ การลดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำ การลดค่างวดผ่อนชำระ รวมถึงล่าสุดการปรับเกณฑ์ลดอัตราดอกเบี้ยผิดสัญญาเงินกู้-ผิดนัดชำระหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ในการประชุม กนง. รอบนี้จะมีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจไทยรอบใหม่ โดยจากประมาณการครั้งล่าสุด กนง. มองว่าเศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัว 3.2% ซึ่งการประเมินดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการแพร่ระบาดระลอกใหม่ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ กนง. อาจมีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจในการประชุมที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ดี จากปัจจัยบวกที่มีเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาเพิ่มเติม คาดว่ากนง. น่าจะปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงเพียงเล็กน้อย จึงเป็นการสนับสนุนการคาดการณ์การคงดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ไว้ที่ 0.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ คงจะต้องติดตามมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่อาจออกมาเพิ่มเติม โดยธปท. มีแนวโน้มที่จะมุ่งเน้นการใช้มาตรการแก้ปัญหาอย่างตรงจุดมากกว่าการใช้มาตรการทั่วไปอย่างการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยหนึ่งในมาตรการที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาและคาดว่าธปท. อาจนำออกมาใช้คือโครงการ &amp;ldquo;พักทรัพย์พักหนี้&amp;rdquo; โดยหลักการคือให้ลูกหนี้ตีโอนทรัพย์เพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่ให้เจ้าหนี้และลูกหนี้มีสิทธิ์ซื้อคืนในราคาตามที่ได้มีการตกลงกันไว้ล่วงหน้า ซึ่งมาตรการนี้คาดหวังว่าจะช่วยลดภาระการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยในช่วงที่ธุรกิจยังไม่กลับมาสู่ระดับปกติได้ อีกทั้งจะเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ที่เข้าโครงการ สามารถที่จะเช่าทรัพย์ที่ตีโอนให้สถาบันการเงิน กลับมาใช้ในการทำธุรกิจได้ ซึ่งจะช่วยพยุงการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามในรายละเอียดของมาตรการหลังมีความชัดเจนมากขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96960</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ตรึงดอกเบี้ย, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210323/image_big_6059573bc4b7d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95521</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/03/2021 18:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/03/2021 18:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>วัคซีนหนุนภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทยฟื้น </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 มี.ค.2564 ศูนย์วิจัยกสิกร เปิดเผยว่า ในเดือนก.พ.2564 ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพโดยรวมทั้งในปัจจุบันและอีกสามเดือนข้างหน้าฟื้นตัวขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ 39.5 และ 41.3 จาก 37.2 และ 38.8 ในเดือนม.ค.64 ดัชนีฯ กลับมาฟื้นตัวได้เร็วกว่าการระบาดในรอบแรก โดยเมื่อเทียบกับช่วงคลายล็อกดาวน์ในเดือนพ.ค. 63 ดัชนีปรับขึ้น 2.9% จากเดือนเม.ย. 63 แต่ในครั้งนี้ดัชนีปรับเพิ่มขึ้นถึง 6.3% จากในเดือนม.ค.64 เนื่องจาก มาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการระบาดในรอบใหม่นี้ไม่ได้มีการปิดเมือง และเน้นเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดหนัก อีกทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจได้เรียนรู้วิธีรับมือจากการระบาดในรอบก่อน นอกจากนี้มาตรการเยียวยาต่าง ๆ ของภาครัฐ ส่งผลให้ภาคครัวเรือนมีความกังวลเกี่ยวกับรายได้และค่าใช้จ่ายลดลง โดยดัชนีในส่วนของรายได้เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 42.6 จาก 38.7 และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 33.2 จาก 31.0 ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในไทยเริ่มมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันลดลงต่อเนื่อง โดยเริ่มมีการผ่อนปรนมาตรการควบคุมการระบาดต่าง ๆ จนเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้ว่าดัชนีจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น แต่ระดับของดัชนียังอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 50 ซึ่งเป็นระดับที่บ่งชี้ว่าครัวเรือนมีภาวะการครองชีพดีขึ้น ซึ่งในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ทยอยฟื้นตัวนั้น ความต่อเนื่องของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐจึงยังมีความจำเป็นที่จะเข้ามาช่วยประคับประคองภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือน โดยมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐที่ออกมาล้วนได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งโครงการคนละครึ่ง โครงการเราชนะ และ ม.33 เรารักกัน รวมถึงโครงการลดค่าสาธารณูปโภค โดยมีผู้เข้าร่วมใช้สิทธิจำนวนมากส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศสอดคล้องไปกับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนในเดือนม.ค.64 ที่แม้ว่าปรับตัวลดลงจากมาตรการควบคุมการระบาดอยู่ที่ -4.9% แต่ระดับการลดลงน้อยกว่าในช่วงล็อกดาวน์ปีก่อนในช่วงเดือนเม.ย. 63 ที่ลดลงถึง -15.1% บ่งชี้ว่ามาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมามีส่วนช่วยประคับประคองภาวะการครองชีพของครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ทำการสำรวจเพิ่มเติมในกรณีที่มีวัคซีนโควิด-19 เข้ามาในไทย โดยปัจจุบันได้เริ่มมีการฉีดวัคซีนเข็มแรกในไทยแล้ว โดยกลุ่มแรกที่ได้รับวัคซีนจะยังเป็นบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งผลสำรวจระบุว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ต้องการเข้าร่วมฉีดวัคซีนถึง 77.2% บ่งชี้ว่าหากวัคซีนสามารถเข้ามาในไทยได้เร็วกว่าที่กำหนดจะยิ่งช่วยหนุนความเชื่อมั่นและส่งผลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในระยะข้างหน้าศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนไทย (KR-ECI) มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มทยอยกลับมา อย่างไรก็ตาม ระดับของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวกลับมาจะยังไม่สามารถกลับมาเท่ากับในช่วงก่อนเกิดโควิด-19 ได้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่แม้การท่องเที่ยวในประเทศจะช่วยประคับประคองตลาดไว้ได้บางส่วน แต่รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ยังคงเป็นสัดส่วนใหญ่ที่จะส่งผลให้ธุรกิจท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดการณ์ว่าในปี 2564 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะอยู่ที่ 2.0 ล้านคน ภายใต้เงื่อนไขการฉีดวัคซีนทั้งของประเทศไทยและของประเทศต้นทางที่จะเข้ามาเที่ยวในไทยและจำนวนวันในการกักตัว รวมถึงการออกหนังสือรับรองการฉีดวัคซีน (Vaccine passports for COVID-19) ดังนั้น ในช่วงรอยต่อจนกว่าการกระจายวัคซีนจะมีจำนวนมากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่หรือมีการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ ธุรกิจท่องเที่ยวไทยในปีนี้จึงยังต้องพึ่งพาอุปสงค์จากในประเทศเป็นหลัก (ไทยเที่ยวไทย) โดยล่าสุดภาครัฐเริ่มมีการพิจารณาขยายสิทธิห้องพักเพิ่มอีก 2 ล้านห้อง และระยะเวลาในการใช้สิทธิในโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงมีการแปลงโครงการเที่ยวไทยวัยเก๋าเป็นโครงการทัวร์เที่ยวไทยโดยขยายอายุในการเข้าร่วมใช้สิทธิ ซึ่งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและประคองธุรกิจภาคการท่องเที่ยว รวมถึงการจ้างงานไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95521</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีครัวเรือน, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201228/image_big_5fe9cc2313ad1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79972</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/10/2020 15:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/10/2020 15:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กำไรแบงก์ไตรมาส3ส่อวูบ66%แถมหนี้เสียขยับเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ต.ค. 2563 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า กำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ หรือระบบธ.พ. ไทย จะยังเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในไตรมาส 3/2563 โดยแม้จะคาดว่า ระดับกำไรสุทธิอาจขยับขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/2563 แต่ก็เป็นผลมาจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้ด้อยคุณภาพที่ลดลงเล็กน้อย (จากที่มีการเร่งตั้งสำรองฯ เชิงรุกไปมากในไตรมาส 2/2563) ขณะที่รายได้จากธุรกิจหลักยังคงไม่ฟื้นตัวขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่โดนกระทบหนักจากวิกฤตโควิด-19 สำหรับแนวโน้มในไตรมาสที่ 4/2563 คาดว่า การประคองทิศทางรายได้และกำไรสุทธิจะเป็นโจทย์ที่ท้าทายมากขึ้น เนื่องจากต้องรับมือกับการจัดการปัญหาหนี้เสีย การดูแลปรับโครงสร้างลูกหนี้ ค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ และอื่นๆ ที่เพิ่มสูงขึ้นไปพร้อมกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติยังคงกดดันความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3/2563 โดยรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ค่าธรรมเนียมมีแนวโน้มลดลงตามการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในหลายๆ ภาคส่วน นอกจากนี้รายได้ดอกเบี้ยของทั้งระบบธ.พ. ไทย ยังได้รับผลกระทบมากขึ้นจากทิศทางขาลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;กำไรสุทธิของระบบ ธ.พ. ไทยในไตรมาส 3/2563 จะลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 3.08 หมื่นล้านบาท หรือ -66.5% YoY เมื่อเทียบกับที่มีกำไรสุทธิสูงถึง 9.16 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/2562 ซึ่งเป็นช่วงที่ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งมีกำไรพิเศษจากการขายหุ้นในบริษัทประกันซึ่งธนาคารถือหุ้นอยู่ อย่างไรก็ดี กำไรสุทธิที่ระดับดังกล่าวขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการกันสำรองฯ ในไตรมาส 3/2563 ของธ.พ.หลายแห่งอาจชะลอลงบางส่วน หลังจากที่มีนโยบายการตั้งสำรองฯ เชิงรุกในระดับที่สูงมากในไตรมาส 2/2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คาดสินเชื่อของระบบธ.พ. ไทยอาจเติบโตในอัตราที่ชะลอลงมาที่ 4.5-4.8% YoY ในไตรมาส 3/2563 จาก 5.1% YoY ในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากยังต้องประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกค้าที่มาขอสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง ประกอบกับมีการทยอยชำระคืนสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่บางราย ขณะที่ข้อมูลจากธปท. สะท้อนว่าหลังจากมาตรการช่วยเหลือของสถาบันการเงินทยอยครบกำหนดลง มีลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยบางส่วนเริ่มกลับมาชำระคืนหนี้ในช่วงไตรมาส 3/2563 นี้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;NIM ไตรมาส 3/2563 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับประมาณ 2.65-2.70% จาก 2.73% ในไตรมาส 2/2563 โดยเป็นผลต่อเนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับสินเชื่อปล่อยใหม่ส่วนใหญ่รวมถึงสินเชื่อรีไฟแนนซ์ในระยะนี้เป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำลง นอกจากนี้เพดานใหม่สำหรับดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลก็เริ่มมีผลบังคับแล้วตั้งแต่เดือนส.ค. 2563 ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คุณภาพสินเชื่อในพอร์ตถดถอยลงตามสัญญาณอ่อนแอของเศรษฐกิจ โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า สัดส่วน NPLs ของระบบธ.พ.ไทยในไตรมาส 3/2563 จะขยับขึ้นไปที่กรอบประมาณ 3.25-3.35% จากระดับ 3.21% ในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากยังอยู่ในช่วงของมาตรการพักชำระหนี้ของภาคธุรกิจ ประกอบกับคาดว่า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะเร่งจัดการปัญหาหนี้เสียในเชิงรุกมากขึ้น ทั้งด้วยวิธีการตัดขายหนี้ด้อยคุณภาพ และเร่งปรับโครงสร้างหนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า การตั้งสำรองฯ จะยังอยู่ในระดับสูงในไตรมาส 3/2563 แม้จะมีการตั้งสำรองฯ ก้อนใหญ่ไปแล้วในไตรมาส 2/2563 ดังนั้นสัดส่วนค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ต่อสินเชื่อ (Credit Cost) อาจชะลอลงเล็กน้อยมาอยู่ในกรอบประมาณ 1.80-1.95% ในไตรมาส 3/2563 เทียบกับ 2.15% ในไตรมาส 2/2563 โดยธนาคารพาณิชย์คงเตรียมความพร้อมในส่วนนี้ไว้เพื่อรองรับปัญหาคุณภาพหนี้ ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นหลังมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ทยอยสิ้นสุดลงหลังในเดือนตุลาคมนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 โจทย์สำคัญของธนาคารพาณิชย์จะเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกหนี้ หลังจากที่มาตรการพักชำระหนี้เป็นการทั่วไปสิ้นสุดลง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า เมื่อจบไตรมาส 3/2563 สินเชื่อที่ได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารพาณิชย์จะมีสัดส่วนประมาณ 28.5% ต่อสินเชื่อรวม ลดลงเล็กน้อยจากสัดส่วนประมาณ 31.0% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2563 เนื่องจากลูกหนี้บางส่วนกลับมาชำระคืนหนี้ได้ตามปกติหลังมาตรการช่วยเหลือรอบแรกทยอยสิ้นสุดลง อย่างไรก็ดีการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้บุคคลและลูกหนี้ธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs หลังจากมาตรการพักหนี้สิ้นสุดลง ยังคงเป็นโจทย์ที่ยากและมีความท้าทายสำหรับธนาคารพาณิชย์ เนื่องจากลูกหนี้กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ยังมีสถานะทางการเงินที่เปราะบาง ขณะที่สัญญาณอ่อนแอทางเศรษฐกิจที่ลากยาวต่อเนื่องอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้กลุ่มนี้ได้อีกในอนาคต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น แม้มาตรการพักชำระหนี้ธุรกิจเป็นการทั่วไปจะทยอยสิ้นสุดลง แต่ธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่งจะยังคงให้ความช่วยเหลือกับลูกหนี้ทั้งลูกหนี้ธุรกิจและลูกหนี้รายย่อยในรูปแบบอื่นต่อไป ควบคู่ไปกับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ตามแนวทางของธนาคาร หรือผ่านโครงการ DR BIZ มาตรการรวมหนี้ ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยระยะที่ 2 ซึ่งยังสามารถเข้าโครงการได้จนถึงสิ้นปี 2563 โดยหลักเกณฑ์ในการให้ความช่วยเหลือจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพิจารณาความสอดคล้องกันระหว่างกระแสรายได้-ภาระหนี้ ซึ่งแยกตามลักษณะของลูกหนี้แต่ละกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและมีจังหวะและโอกาสในการฟื้นธุรกิจแตกต่างกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การประคองความสามารถในการทำกำไรของธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ยังคงมีความท้าทายไม่น้อยไปกว่าหลายๆ ไตรมาสที่ผ่านมา เพราะแม้กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะทยอยกลับมาหลังการคลายล็อกดาวน์ แต่ก็เป็นการฟื้นตัวที่เปราะบางมากเพราะแรงขับเคลื่อนพื้นฐานของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการส่งออกและท่องเที่ยว ยังไม่สามารถฟื้นกลไกการทำงานกลับมาได้อย่างเต็มที่ และในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ คาดว่าจะยังเป็นช่วงที่ธนาคารมีค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่าไตรมาสอื่นๆ เพราะมีทั้งค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองฯ ที่น่าจะยังอยู่ในระดับสูง ค่าแคมเปญการตลาด ค่าอุปกรณ์และสถานที่ และรายจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งท้ายที่สุด คาดว่าจะมีผลกดดันให้กำไรสุทธิของระบบธ.พ.ไทยติดลบ YoY ต่อเนื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 โดยระดับกำไรสุทธิมีแนวโน้มลดต่ำลงกว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 3/2563 ซึ่งคาดไว้ที่ประมาณ 3.08 หมื่นล้านบาท&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79972</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำไรธนาคารพาณิชย์, ศูนย์วิจัยกสิกรฯ, ไตรมาส 3</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180508/image_big_5af1d479411a8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
