<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>87914</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/12/2020 20:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/12/2020 20:21</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ออมสิน&#039;ชี้โควิดทุบเงินออม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ธ.ค. 2563 ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ได้คาดการณ์ถึงสถานการณ์ออมในปี 2563 จะอยู่ที่ 4.8 ล้านล้านบาท หดตัว -8.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากสถิติในช่วงวิกฤติครั้งสำคัญที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอัตราการขยายตัวของการออมเบื้องต้นในประเทศมีทิศทางลดลงอย่างเห็นได้ชัดจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อเทียบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งสำคัญ อาทิ ช่วงวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หดตัว -1.7% และวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 หดตัว -2.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลลบต่อการออมภาคครัวเรือน คือ 1.ความไม่มั่นคงกับรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบในภาคบริการและอุตสาหกรรม 2. ลูกจ้างมีความเสี่ยงที่จะถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น สะท้อนจากจำนวนสถานประกอบการที่หยุดกิจการชั่วคราวและผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานเพิ่มขึ้น 3.หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง จากภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการชำระหนี้สูงขึ้น ทำให้การบริโภคลดลง กระทบต่อการออม และ 4.ประชาชนส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงการออมเพื่อการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ว่า ควรมีมาตรการจากภาครัฐเพื่อลดผลกระทบที่ต่อเนื่องและมีความจำเป็นต่อภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนในระบบเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรง มีนโยบายส่งเสริมความรู้ทางการเงินให้กับประชาชน โดยเฉพาะการออมและการลงทุนให้กับเยาวชนในสถาบันการศึกษาที่มีรูปธรรม และส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักออมเพื่อใช้จ่ายในอนาคตทั้งในวัยชรา และรองรับเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น การระบาดของโควิด-19
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/87914</URL_LINK>
                <HASHTAG>การออมภาคครัวเรือน, ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd4b04b2b17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66412</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/05/2020 10:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/05/2020 10:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ออมสินเผยธุรกิจสายการบิน ,พลังงาน และอสังหาริมทรัพย์ ติดหล่มโควิดโอกาสฟื้นตัวช้า </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 พ.ค. 2563 &amp;nbsp;นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า &amp;ldquo;จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่มีความรุนแรง ซึ่งส่งผลให้ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อสะสมสูงถึง 4.1 ล้านราย ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตมีมากกว่า 2.8 แสนราย ทำให้ทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และองค์การการค้าโลก หรือ WTO คาดว่าเศรษฐกิจและการค้าโลกในปี 2563 มีแนวโน้มหดตัวร้อยละ -3.0 และ -12.9 (%yoy) ตามลำดับ โดยเฉพาะในประเทศที่มีการระบาดรุนแรงในระดับสูงมาก เช่น สหรัฐฯ และ ทวีปยุโรป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน 2563 เป็นต้นมา สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในหลายประเทศจะเริ่มส่งสัญญาณระดับความรุนแรงที่ลดลงบ้างแล้วก็ตาม ซึ่งประเทศดังกล่าวได้มีการเริ่มผ่อนคลายและลดความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการแพร่ระบาด แต่ก็ยังคงเป็นไปด้วยความระมัดระวังเพื่อป้องกันและลดการเกิดการแพร่ระบาดรอบใหม่ หรือเช่นประเทศจีนที่เริ่มมีการแพร่ระบาดรอบใหม่ ก็ต้องกลับมาใช้มาตรการควบคุมเข้มงวดบางมาตรการใหม่อีกครั้งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประเทศไทย แม้ว่าสถานการณ์จะไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับในอีกหลายประเทศ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของไทยยังคงมีความรุนแรงและคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบสูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยและ IMF คาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2563 อาจมีแนวโน้มหดตัวสูงถึงร้อยละ -5.3 และ -6.7 ตามลำดับ เนื่องจากประเทศไทยมีการพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าในระดับที่สูงมาก ระบบเศรษฐกิจจึงได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากปัจจัยภายนอกรุนแรง ทั้งจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป รวมถึงการส่งออกของไทยมีแนวโน้มหดตัวจากการชะลอตัว/หดตัวของเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญไม่ว่าจะเป็นอาเซียน (สัดส่วนส่งออก : 25.5%) สหรัฐฯ (สัดส่วนส่งออก : 12.8%) จีน (สัดส่วนส่งออก : 11.8%) ญี่ปุ่น (สัดส่วนส่งออก : 10.0%) และอียู (สัดส่วนส่งออก : 8.6%) เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยนอกจากจะได้รับผลกระทบจากรายได้จากการท่องเที่ยวและการส่งออกที่หายไปแล้วยังได้รับผลกระทบเพิ่มจากมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาดของไวรัสของภาครัฐ โดยเฉพาะการ Lockdown พื้นที่และหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งแม้ว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างน่าพอใจ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่ต่อเนื่องถึงการจ้างงาน การอยู่รอดของกิจการ และการลดลงของกำลังซื้อของคนในประเทศ ซึ่งผลกระทบดังกล่าวได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจและกลุ่มธุรกิจใน Sector ต่างๆ เกือบทั้งหมดของประเทศ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจหลังจบ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลกระทบจากไวรัส COVID-19 แม้จะมีความรุนแรง แต่เมื่อวิกฤตการระบาดผ่านพ้นและหากสถานการณ์ทุกอย่างสามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติได้ภายในครึ่งปีหลัง คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะมีการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปในลักษณะ U-Shape และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบคาดว่าจะทยอยฟื้นตัว แต่จะใช้เวลาในการฟื้นตัวมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะจำเพาะหรือโครงสร้างของแต่ละกลุ่มธุรกิจที่มีความแตกต่างกันออกไป รวมถึงความรุนแรงของผลกระทบที่ได้รับที่แตกต่างกัน ส่งผลให้บางกลุ่มธุรกิจอาจฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางกลุ่มธุรกิจอาจต้องอาศัยระยะเวลาในการฟื้นตัวนาน แล้วแต่กรณี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ได้คาดการณ์แนวโน้มการฟื้นตัวของกลุ่มธุรกิจหลัง COVID-19 โดยพิจารณาและศึกษาจากผลกระทบที่ธุรกิจได้รับจากปัจจัยต่างๆ เช่น การชะลอตัว/หดตัวของภาคเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว ภาคการส่งออก รวมถึงผลกระทบจากการ Lockdown ประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ โดยแต่ละธุรกิจล้วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวมากน้อยแตกต่างกันไปตามโครงสร้างของธุรกิจ ประเภทของธุรกิจ ความสามารถในการบริหารจัดการ ความแข็งแกร่งของธุรกิจด้านการเงิน เช่น เงินทุนหมุนเวียน/เงินสำรองของกิจการ ภาระหนี้สินของกิจการ ดังนั้น การฟื้นตัวของแต่ละธุรกิจจึงมีระยะเวลาที่แตกต่างกัน โดยสามารถแบ่งธุรกิจ ได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;
&amp;nbsp;กลุ่มธุรกิจที่คาดว่ามีแนวโน้มการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว (ภายใต้สมมติฐานเปิดประเทศภายในครึ่งปีหลัง และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว)&amp;nbsp;&amp;nbsp;ธุรกิจการขนส่งสินค้าและโดยสารทั่วไป (ทางบกและทางน้ำ), ธุรกิจสื่อสาร, ธุรกิจคลังสินค้า, ธุรกิจไปรษณีย์/การรับส่งของ, ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร, ธุรกิจสุขภาพ (การแพทย์และอนามัย), ธุรกิจขายปลีกสมัยใหม่ เช่น ห้างสรรพสินค้า ไฮเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น, ธุรกิจผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์/การแพทย์, ธุรกิจผลิตอะไหล่รถยนต์/รถจักรยานยนต์, ธุรกิจประกันสุขภาพ และธุรกิจการศึกษาออนไลน์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กลุ่มธุรกิจที่คาดว่ามีแนวโน้มการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้ปานกลาง (ภายใต้สมมติฐานเปิดประเทศภายในครึ่งปีหลัง และการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ รวมถึงการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว)&amp;nbsp;ธุรกิจการขนส่งโดยสารเพื่อการท่องเที่ยว (ทางบกและทางน้ำ), ธุรกิจโรงแรม, ตัวแทนธุรกิจเดินทาง/นำเที่ยว, ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม, ธุรกิจบันเทิง, ธุรกิจขายส่งขายปลีกที่เป็นรายย่อย, ธุรกิจผลิตเครื่องดื่ม,ธุรกิจผลิตกระเบื้อง/เครื่องปั้นดินเผา/ผลิตภัณฑ์แก้ว, ธุรกิจผลิตเครื่องจักร, ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, ธุรกิจกระดาษ, ธุรกิจเคมีภัณฑ์, ธุรกิจเหล็ก, ธุรกิจผลิตซีเมนต์/คอนกรีต, ธุรกิจประมงฯ,ธุรกิจก่อสร้าง, สถาบันการเงิน, ธุรกิจประกันภัย/ประกันอุบัติเหตุ และธุรกิจการศึกษา
&amp;nbsp;
กลุ่มธุรกิจที่คาดว่ามีแนวโน้มการฟื้นตัวเข้าสู่ภาวะปกติได้ช้า&amp;nbsp;ธุรกิจขนส่งทางอากาศ (สายการบิน), ธุรกิจผลิตเชื้อเพลิง, ธุรกิจรถยนต์ และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม หากว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สิ้นสุดลง และคาดว่าธุรกิจจะทยอยฟื้นตัวซึ่งอาจใช้ระยะเวลาฟื้นตัวและกลับมาดำเนินการที่แตกต่างกันไป &amp;nbsp;แต่คาดว่าจากเหตุการณ์นี้จะมีธุรกิจจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการไปเนื่องจากอาจเป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีสภาพคล่องไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงพนักงานและธุรกิจในช่วงที่มีปัญหาต่อเนื่องกันหลายเดือน หรืออาจเป็นธุรกิจที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนและความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ค่อนข้างยาก ส่งผลให้ไม่สามารถก้าวผ่านวิกฤตในครั้งนี้ไปได้ นอกจากนี้จากการที่ประเทศพึ่งพารายได้จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก ล้วนส่งผลให้การฟื้นตัวของธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศต้องขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลักที่ไทยมีการส่งออก หรือเป็นประเทศหลักที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวให้กับประเทศไทย ซึ่งบทเรียน COVID-19 น่าจะเป็นสิ่งที่ส่งผลให้ธุรกิจควรต้องตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด อาทิ ไม่ควรหวังการพึ่งพารายได้จากภายนอกประเทศโดยเฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป ควรมีการสำรองเงินทุนให้เพียงพออย่างน้อย 6 เดือนเพื่อเป็นสภาพคล่องยามฉุกเฉิน และไม่ควรมีภาระหนี้สินที่มากจนเกินไป รวมถึงสัดส่วนของรายได้ควรจะกระจายกลุ่มลูกค้าเพื่อลดความเสี่ยงให้กับกิจการ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66412</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจฟื้นตัวหลังโควิด, ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200520/image_big_5ec4a58b22d77.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/07/2019 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/07/2019 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ออมสิน” แจงไทยยังเจอปัญหารายได้เหลื่อมล้ำ ชี้ภาคเหนือน่าห่วงสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ค.2562 รายงานข่าวจากศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ระบุว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เพิ่มขึ้น สะท้อนจากปี 2560 ค่าสัมประสิทธิ์การกระจายรายได้ (ค่าสัมประสิทธิ์จีนี่) อยู่ที่ 45.30 เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีค่าอยู่ที่ 44.50 แม้ว่าสัดส่วนคนจนของประเทศไทยในปี 2560 จะลดลงอยู่ที่ 7.78% จากปี 2558 อยู่ที่ 8.61% เนื่องจากประชาชนฐานรากส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร อาชีพอิสระ และด้านบริการ ซึ่งมีระดับรายได้ที่ได้จากการทำงานไม่สูงมากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ นโยบายการให้ความช่วยเหลือของภาครัฐเพื่อลดความยากจน และความเหลื่อล้ำด้านรายได้ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาตรการด้านสวัสดิการ การให้ความรู้ การต่อยอดด้านอาชีพ เป็นต้น ก็สามารถลดคนจนได้จำนวนหนึ่งเท่านั้น เพราะยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงอาจต้องใช้ระยะเวลาในการเห็นผลของนโยบายต่าง ๆ อย่างเป็นรูปธรรม จึงทำให้ยังคงเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ปรากฎอยู่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากกลุ่มประเทศที่ทำการศึกษาและมีแนวโน้มความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ลดลงต่างก็ให้ความสำคัญกับการศึกษาในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ดังนั้น ภาครัฐอาจพิจารณานโยบายที่เกี่ยวกับการให้การศึกษากับประชาชนตั้งแต่ระดับเด็กเพื่อเป็นพื้นฐานที่มั่นคงและเพื่อให้ได้ผลอย่างต่อเนื่องแนวทางการปฏิบัติของนโยบายที่เกี่ยวข้องควรมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง&amp;rdquo; ศูนย์วิจัย ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาสัดส่วนรายได้ของประชากรหรือการถือครองรายได้ของกลุ่มประชากรตามระดับรายได้ พบว่า การถือครองรายได้ของประชากรภายในประเทศส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มประชากร 10% ที่มีรายได้มากที่สุด โดยปี 2560 ประชากร 10% ที่มีรายได้มากที่สุด มีรายได้เฉลี่ยต่อคน ต่อเดือน 33,933 บาท ถือครองรายได้รวม 35.29% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 32,759 บาท และมีสัดส่วนการถือครองรายได้รวม 34.98% ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ และเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกลุ่มประชากร 40% ที่มีรายได้ต่ำสุดพบว่า ในปี 2560 มีความแตกต่างของรายได้ 9.96 เท่า โดยกลุ่มรายได้ต่ำสุดมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือน 3,408 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีจำนวน 3,353 บาท และมีสัดส่วนการถือครองรายได้รวม 14.18% ลดลงจากปี 2558 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 14.32%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยจากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ชัดว่าระดับรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนของประชากรไทยมีจำนวนมากขึ้นแต่การกระจายรายได้ยังมีความไม่เท่าเทียมกัน สาเหตุอาจมาจากลักษณะของกลุ่มรายได้ต่ำที่ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนหรือคนเกือบจน อีกทั้งส่วนใหญ่เป็นผู้ว่างงานไม่มีรายได้หรือประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีรายได้ไม่แน่นอน รวมถึงส่วนใหญ่เป็นแรงงานไร้ทักษะ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่สำคัญที่ส่งผลให้โอกาสในการหารายได้ของคนกลุ่มนี้มีไม่มากนัก และเป็นตัวผลักดันที่ทำให้ประเทศไทยยังคงต้องเผชิญกับปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ เมื่อศึกษาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้เป็นรายพื้นที่ พบว่า ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มากกว่าภูมิภาคอื่น โดยจังหวัดน่านและจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่เผชิญปัญหาดังกล่าวในอันดับต้น ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ในภาคเหนือเป็นอันดับต้น ๆ ในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้โดยเฉพาะในจังหวัดน่านและจังหวัดแม่ฮ่องสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ภาพรวมความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2550-2560 พบว่า แนวโน้มคนจนและความเหลื่อมล้ำด้านรายได้มีการปรับลดลง โดยในปี 2560 สัดส่วนคนจนยังมีการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้กลับสวนทางกัน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของไทยที่มีเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; ศูนย์วิจัยฯ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ธนาคารออมสินมีโครงการให้ความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) แก่ผู้มีรายได้น้อยและบุคคลทั่วไป ดังนั้น ธนาคารอาจพิจารณาให้ความสำคัญในพื้นที่ภาคเหนือเพื่อให้คนในพื้นที่เกิดความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการการเงินและตระหนักถึงการออมมากขึ้น และจากสภาพภูมิประเทศของภาคเหนือเป็นภูเขาและพื้นที่สูงและมีการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน แหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ธนาคารอาจพิจารณาสินเชื่อ GSB Homestay โดยจัดแคมเปญหรือโปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้มีรายได้น้อยเพื่อให้เกิดการสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเกิดการกระจายรายได้ เพื่อให้ประชาชนฐานรากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและอาจจะทำให้สัดส่วนคนจนลดลงได้ในอนาคต
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42278</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปัญหาความเหลื่อมล้ำ, ศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180517/image_big_5afd4b04b2b17.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
