<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>94040</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/02/2021 06:59</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/02/2021 06:59</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประจานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ!ประชาชน88%ไม่รู้ว่าต้องฉีดวัคซีนโควิดระยะใด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ก.พ.2564 - &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;คนไทยกับการฉีดวัคซีนโควิด 19&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,258 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 88% ไม่ทราบ/ไม่แน่ใจว่าตนเองอยู่ในกลุ่มต้องฉีดวัคซีนโควิด - 19 ในระยะใดตามนโยบายฉีดวัคซีน ขณะที่ 6.5% อยู่ในกลุ่มนโยบายระยะที่ 1 กุมภาพันธ์ &amp;ndash; พฤษภาคม 2564 ใน 10 จังหวัดที่เป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด และ 5.5% อยู่ในกลุ่มนโยบายระยะที่ 2 มิถุนายน &amp;ndash; ธันวาคม 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าหากได้สิทธิ์ในการฉีดวัคซีนโควิด - 19 ท่านจะฉีดหรือไม่ ส่วนใหญ่ 68.7% คิดว่าจะฉีด โดยในจำนวนนี้ 54.1% จะดูผลข้างเคียงของคนที่ฉีดไปแล้วก่อน ส่วน 14.6% จะฉีดทันทีเพราะกลัวติดโควิด &amp;ndash; 19 ขณะที่ 31.3% คิดว่าจะไม่ฉีด โดยในจำนวนนี้ 16.8% ให้เหตุผลว่ากลัวมีผลข้างเคียงต่อร่างกาย และ 14.5% คิดว่าตัวเองไม่มีความเสี่ยงที่จะติด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนความกังวลเกี่ยวกับวัคซีนโควิด - 19 พบว่าส่วนใหญ่ 69.1% กังวลว่าผลกระทบหลังการรับวัคซีนต่อภูมิต้านทาน และสุขภาพร่างกาย รองลงมา 42.8% กังวลว่าวัคซีนผ่านมาตรฐานการรับรองหรือไม่ ปลอดภัยหรือไม่ &amp;nbsp;และ 27.2% กังวลว่าราคา ค่าใช้จ่ายแพงในการฉีดวัคซีน หากไม่มีการควบคุมจากภาครัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความหวังหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด - 19 ในประเทศไทยพบว่า ประชาชน 47.9% หวังว่าวิถีการดำเนินชีวิตประชาชนจะกลับมาเป็นปกติโดยเร็ว รองลงมา 22.5% หวังว่าจะช่วยปกป้อง/สร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประชาชน และ 18.8% หวังว่าจะเกิดการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจให้ปกติ เร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายคำถามเพิ่มเติมที่อยากฝากถามเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 พบว่า กลุ่มตัวอย่าง 31.6% ฝากถามว่ากลุ่มใดบ้างที่ควรฉีดและไม่ควรฉีดวัคซีนโควิด &amp;ndash; 19 เช่น กลุ่มเด็ก กลุ่มสตรีมีครรภ์ รองลงมา 23.2% ฝากถามว่าวัคซีนที่ได้รับจะคุ้มครองได้นานแค่ไหน &amp;nbsp;ต้องฉีดเพิ่มหรือไม่ และ 19.9% ฝากถามว่าการฉีดวัคซีนมีค่าใช้จ่ายหรือไม่
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94040</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, คนไทย, ประชาชน, วัคซีนโควิด-19, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_6035969161f8f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>92544</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/02/2021 07:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/02/2021 07:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>‘ตรุษจีน’ยุคโควิด-19งดเที่ยว-งดสังสรรค์!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ก.พ.2564 &amp;ndash; กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;เซ่นไหว้ แบบไหน ในตรุษจีนปีฉลู&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,212 คน โดยเมื่อถามผู้ที่ไหว้เทพเจ้า ไหว้บรรพบุรุษ และทำกิจกรรมต่างๆ ตามประเพณีจีน พบว่าได้มีการปรับรูปแบบการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ดังนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันจ่ายส่วนใหญ่ร้อยละ 63.5 ยังคงซื้อของไหว้ในวันจ่ายตามประเพณีเหมือนทุกปี รองลงมาร้อยละ 29.6 ระบุว่าปรับเป็นซื้อของไหว้เตรียมไว้ล่วงหน้าเพื่อลดความแออัดในวันจ่าย และร้อยละ 5.1 ระบุว่าสั่งซื้อของไหว้ออนไลน์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในวันไหว้ส่วนใหญ่ร้อยละ 58.2 ระบุว่าแยกกันไหว้ ไม่รวมญาติเหมือนทุกปี รองลงมาร้อยละ 28.5 ระบุว่ายังไหว้แบบรวมญาติและทานอาหารร่วมกันเหมือนทุกปี และร้อยละ 11.7 ระบุว่าไหว้แบบรวมญาติเหมือนเดิม แต่งดทานอาหารร่วมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ในวันเที่ยวส่วนใหญ่ร้อยละ 86 ระบุว่าปีนี้งดเที่ยว งดสังสรรค์ รองลงมาร้อยละ 9 ระบุว่า แยกกันไปไม่รวมญาติท่องเที่ยวเหมือนทุกปี และร้อยละ 5 ระบุว่า ยังรวมญาติท่องเที่ยวสังสรรค์เหมือนทุกปี&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในการแจกอั่งเปา พบว่าร้อยละ 49.4 &amp;nbsp;แจกอั่งเป่าด้วยเงินสดใส่ซองเหมือนทุกปี ขณะที่ร้อยละ 41.6 ระบุว่าปีนี้งดแจกอั่งเปา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามประชาชนทั่วไปว่าการกำหนดให้ &amp;quot;วันตรุษจีน&amp;quot; ในปีนี้เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษทำให้มีการหยุดติดกัน 3 วัน มีแผนจะไปท่องเที่ยวหรือไม่อย่างไร พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 95.3 ระบุว่าไม่มีแผนจะไปท่องเที่ยวโดยให้เหตุผลว่า ติดช่วง COVID-19 จึงไม่อยากเดินทาง ร้อยละ 40.7 รองลงมาคือ ช่วงนี้ต้องประหยัดค่าใช้จ่ายร้อยละ 21.3 และ ที่ทำงานไม่ได้หยุด ร้อยละ 19.2 &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการให้&amp;quot;วันตรุษจีน&amp;quot; เป็นวันหยุดราชการกรณีพิเศษในปีนี้ ประชาชนร้อยละ 46 เห็นว่าจะช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ปานกลาง รองลงมาร้อยละ 42 เห็นว่าช่วยได้น้อยถึงน้อยที่สุด และร้อยละ 12 ระบุว่า ช่วยได้มากถึงมากที่สุด&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/92544</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ตรุษจีน, ปีฉลู, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, เซ่นไหว้, โพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210210/image_big_6023221c27bfa.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88348</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/12/2020 06:51</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/12/2020 06:51</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คนไทย44%เชื่อโควิด-19กระทบเที่ยวช่วงปีใหม่แค่ปานกลาง!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ธ.ค.2563 - &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;ปีใหม่&amp;hellip;กับท่องเที่ยววิถีใหม่ของคนไทย&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,184 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 51.9% &amp;nbsp;มีแผนที่จะเดินทางในช่วงหยุดยาวปีใหม่ที่จะถึงนี้ โดยในจำนวนนี้ 37.4% จะไปเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ข้ามปี รองลงมา 17.9% จะกลับไปจังหวัดบ้านเกิด / เยี่ยมญาติ และ 15.1% จะเที่ยว ช้อปปิ้ง กินข้าว ตามร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ขณะที่ 48.1% ไม่มีแผนที่จะเดินทาง&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าการแพร่ระบาด COVID-19 ในช่วงท่องเที่ยวปีใหม่ที่จะถึงนี้ มีผลต่อการออกมาท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด ประชาชน 43.6% เห็นว่ามีผลต่อการออกมาท่องเที่ยวระดับปานกลาง ขณะที่ 38.3% เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ส่วน 18.1% เห็นว่ามีผลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อถามว่าการแพร่ระบาด COVID-19 ทำให้ปรับแผนการท่องเที่ยวอย่างไร ส่วนใหญ่ 66.2% จะใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลาในทุกที่ๆ ไปเที่ยว รองลงมา 53% จะไม่ไปสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนหนาแน่นเกินไป 51.2% จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง 41.1% จะพกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือในทุกที่ๆ ไปเที่ยว และ 31.9% จะลงทะเบียน ไทยชนะ ทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่ไป &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88348</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, คนไทย, ปีใหม่, วิถีใหม่, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201230/image_big_5febc0c1410b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>79357</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/10/2020 07:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/10/2020 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลโพล &#039;คนไทยการ์ดตกหรือยัง&#039;?</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;3 ต.ค.63 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง&amp;ldquo;คนไทยการ์ดตกหรือยัง&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,215 คน พบว่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากมาตรการควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ที่ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศไทยลดน้อยลงหรือเป็นศูนย์ ประชาชนส่วนใหญ่ระบุว่ารักษาพฤติกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคเท่าเดิม โดย 3 อันดับแรกคือ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ล้างมือ-กินร้อน-ช้อนใครช้อนมัน ร้อยละ 88.1 รองลงมาคือ เก็บตัวอยู่บ้านเมื่อรู้สึกไม่สบายร้อยละ 82.2 และสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ร้อยละ 80.9&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า พฤติกรรมป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคที่ประชาชนยอมรับว่าปฏิบัติลดลงมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ การเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 1-2 เมตร โดยลดลงร้อยละ 28.2 รองลงมาคือ นั่งทานอาหารห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร ลดลงร้อยละ 23.5 และเช็คอินไทยชนะ/ลงทะเบียน ก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ ลดลงร้อยละ 17.7&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนสถานการณ์ที่กังวลว่าจะทำให้การด์ตก จนเกิดความเสี่ยงต่อการเกิด COVID-19 รอบ 2 ในประเทศไทยมากที่สุดคือ การปิดบัง/ไม่ปฏิบัติตามกฎ จากผู้ที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงหรือมีอาการต้องสงสัยแต่ไม่แจ้ง ร้อยละ 56.0 รองลงมาคือ พฤติกรรมการป้องกันตนเองของคนในประเทศลดลง ร้อยละ 33.2 และการเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุมชน มีการรวมกลุ่มในพื้นที่จำกัด เช่น ผับ บาร์ เพราะอาจเจอ super spread ร้อยละ 32.3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับมาตรการกระตุ้นไม่ให้คนไทยการ์ดตกเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด COVID-19 รอบ 2 คือ ควรให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชน ร้อยละ 55.5 รองลงมาคือ ควรแสดงให้ประชาชนตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิด COVID-19 รอบ 2 ร้อยละ 49.8 และควรประชาสัมพันธ์ ตามสื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนป้องกันตนเองจากเชื้อ COVID-19 อยู่เสมอร้อยละ 44.7&amp;nbsp;

&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/79357</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, โควิด, โรคระบาด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201003/image_big_5f77be39cf0de.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 10:32</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 07:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลหนุนเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยให้นักรบเสื้อกาวน์สู้โควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08&amp;nbsp;เม.ย.2563 - &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;กำลังใจ แด่...นักรบเสื้อกาวน์&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ด้วยแบบสอบถามออนไลน์ &amp;nbsp;จำนวนทั้งสิ้น 1,060 คน พบว่า ความเห็นต่อการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโดยหลักการให้บุคลากรทางแพทย์ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 75.8% ระบุว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง รองลงมา 21.8% ระบุว่าเห็นด้วย และ 1.4% ระบุว่าไม่แน่ใจ มีเพียง 1% เท่านั้นที่ไม่เห็นด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้เมื่อถามว่าเหตุใดจึงเห็นด้วยที่ ครม.อนุมัติโดยหลักการให้บุคลากรทางแพทย์ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 83.3% ให้เหตุผลว่าเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้กับบุคลากรการแพทย์ รองลงมา 63.5% ให้เหตุผลว่าสร้างความมั่นคงในอาชีพให้กับบุคลากรการแพทย์ และ 51.6% ให้เหตุผลว่าบุคลากรทางการแพทย์ทำงานหนักควรได้รับสิ่งตอบแทน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับภายใต้สถานการณ์โรคระบาด COVID-19 &amp;nbsp;ประชาชนส่วนใหญ่ 72.1% ระบุว่ารัฐบาลควรเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยช่วงปฏิบัติงานสถานการณ์การแพร่ระบาด เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ที่เสียสละตนเอง &amp;nbsp;รองลงมา 69.9% ระบุว่าควรปรับปรุงสวัสดิการให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และ 67.1% ระบุว่าควรปรับเพิ่มเงินเดือนหรือเงินค่าตอบแทนประจำจากฐานค่าจ้างเดิมทุกตำแหน่ง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62454</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, นักรบเสื้อกาวน์, บุคลากรทางการแพทย์, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8d18d8b4b40.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59121</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โพลยก‘บิ๊กตู่’ผลงานเยี่ยม! วอนเร่งแก้ปัญหาปากท้อง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โพลซูฮก &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ผลงานเข้าตาสุด &amp;quot;อนุทิน&amp;quot; หายใจรดต้นคอ เผย ครม.ใหม่ที่ประชาชนอยากได้ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะสมกับภาระหน้าที่ของกระทรวง วอนเร่งแก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจปากท้อง &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรุงเทพโพลล์ โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง &amp;ldquo;รัฐมนตรีผลงานโดดเด่นที่ใช่/ ที่โดน ในสายตาประชาชน ก่อนปรับ ครม.&amp;rdquo; โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 1,202 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พบว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงกลาโหม) คิดเป็นร้อยละ 11.4 รองลงมาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงสาธารณสุข) คิดเป็นร้อยละ 11.3, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ (รองนายกรัฐมนตรี) คิดเป็นร้อยละ 2.6, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพาณิชย์) คิดเป็นร้อยละ 2.5, นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ (รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) คิดเป็นร้อยละ 1.6 เท่ากัน ขณะที่ร้อยละ 72.9 ไม่ระบุตัวรัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าอยากได้รูปแบบ ครม.แปลกใหม่ แบบไหนที่โดนใจหากมีการปรับ ครม.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะสมกับภาระหน้าที่ของกระทรวง รองลงมาร้อยละ 51.5 อยากให้มีรัฐมนตรีที่แก้ปัญหาด้านต่างๆ ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตรงจุด และร้อยละ 33.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย/ไม่มีประวัติทุจริต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ เมื่อถามว่าหากมีการปรับ ครม.แล้ว เรื่องที่อยากเห็นการแก้ปัญหามากที่สุดจาก ครม.ชุดใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.4 อยากให้แก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจ ข้าวของแพง รองลงมาร้อยละ 50.2 อยากให้ควบคุมการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 และร้อยละ 45.9 อยากให้ช่วยเหลือเกษตรกร ประกันราคาสินค้าเกษตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวในงานเสวนา &amp;ldquo;ทางออกของ พล.อ.ประยุทธ์ ในยุคประชาลำเค็ญ&amp;rdquo; จัดโดยสภาที่ 3 ว่าปัจจุบันประชาแสนลำเค็ญ ประชาชนลำบากกันอย่างแสนสาหัส เป็นผลจากการบริหารเศรษฐกิจที่ผิดพลาดของรัฐบาลตลอด 5 ปี และยังมาเจอกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 มาซ้ำเติม ทำให้เศรษฐกิจที่ย่ำแย่อยู่แล้วยิ่งปักหัวดิ่งลง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ความผิดพลาดในอดีตของรัฐบาลยืนยันได้จากรายงานของเวิลด์แบงก์ล่าสุด ที่บอกว่าคนจนในประเทศไทยลดลงมาตลอด 30 ปี แต่ในช่วงปี 2558-2561 ที่เป็นช่วงของการปฏิวัติคนจนของไทยกลับเพิ่มขึ้นถึง 36% จาก 7.21% เป็น 9.85% หรือเพิ่มจาก 4.85 ล้าน เป็น 6.7 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน แปลว่ารัฐบาลทำให้คนจนเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นอกจากนี้ เวิลด์แบงก์ยังบอกว่านอกจากคนจนเพิ่มแล้ว เศรษฐกิจไทยยังโตช้า และคนไทยรายได้ลด ทั้งนี้ สาเหตุหลักน่ามาจากผู้นำและรัฐบาลขาดความรู้ความสามารถ ตามที่ ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกฯ อดีต รมว.คลัง อดีตประธานแบงก์ชาติ เพิ่งได้ปาฐกถาไว้ และยืนยันโดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกฯ ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เอง ที่บอกว่าไม่มีความรู้เพียงพอในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและไม่ฟังคนที่รู้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายพิชัยกล่าวว่า นอกจากที่จะไม่มีความรู้แล้ว ยังปิดกั้นการรับรู้ ทั้งที่ได้เตือนมาตลอดว่าเศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ แต่แทนที่จะรับฟังและปรับปรุง กลับเรียกตนไปปรับทัศนคติ 8 หน โดยมีหลักฐานเป็นคลิป พล.อ.ประยุทธ์ ที่เคยพูดไว้เองหลายครั้ง แถมยังโกหกในสภาว่ามีความอดทนต่อการวิจารณ์และมีเมตตา แต่กลับจับคลุมหัวปิดตาและพาไปกักตัวไว้ถึง 7 วันในการเรียกตัวครั้งที่ 7 และยังมีคดีทฤษฎีกบต้มที่ค้างอยู่ ตนได้เคยเตือนไว้ จนเป็นที่ขบขันกันทั่วโลกว่าผู้นำไทยไม่รู้เรื่องทฤษฎีนี้ว่ามีอยู่จริง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และในขณะนี้ภาวะกบต้มก็เป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ ที่ประชาชนเริ่มเดือดร้อนกันมากเหมือนในภาวะน้ำเดือดในหม้อต้มกบ แม้กระทั่งดร.วีรพงษ์ ที่มีประวัติการทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาลตั้งแต่ในอดีตสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ที่ได้ออกมาเตือนและวิพากษ์วิจารณ์ตามความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ แต่รัฐบาลกลับปิดกั้นการรับรู้ แถมยังส่งคนของรัฐบาลที่ไม่มีต้นทุนทางสังคม ทั้งโฆษกพรรคและโฆษกรัฐบาล ออกมาตอบโต้แบบไร้สาระ สะเปะสะปะ และไม่ทำการบ้าน ยิ่งแสดงความโง่เขลาของรัฐบาลให้ปรากฏมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งปัจจุบันรัฐบาลยังสับสนคิดได้เพียงการแจกเงิน และในขณะที่จะแจกเงินเป็นแสนล้านบาทเพื่อบรรเทาผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 แต่กลับเปิดรับให้เงินบริจาคจากประชาชนเพื่อรับมือไวรัสโควิด-19 ย้อนแย้งกันอย่างชัดเจน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นการที่นิสิต นักศึกษา และนักเรียนจำนวนมากเกือบทั่วประเทศได้ออกมาชุมนุมกันในลักษณะแฟลชม็อบ จึงเป็นความพยายามที่จะกระโดดออกจากหม้อต้มกบที่กำลังจะเดือด เพื่อปกป้องและรักษาอนาคตของตนและของประเทศไว้ ทั้งนี้ก็เพราะหากปล่อยให้ผู้นำที่โง่เขลาบริหารประเทศต่อไป พวกเขาคงจะถูกต้มสุกตายกันหมด หรือไม่ประเทศไทยก็เปลี่ยนไปเป็นพม่า 2 ที่เป็นยุคที่พม่าถูกทหารปกครองอยู่หลายสิบปีที่ไม่มีความเจริญ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นประเทศเมียนมาร์ในปัจจุบัน ความฉลาดและความเก่งของผู้นำไม่สามารถจะสอนหรือไม่สามารถจะเปลี่ยนกันได้ จะเปลี่ยนจากผู้นำที่ไร้ความสามารถ มาเป็นผู้นำที่เก่งและฉลาดก็คงเป็นไปไม่ได้ และไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น ในภาวะที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องหาผู้นำที่เก่งและฉลาดมานำประเทศไทย เพื่อให้ก้าวหน้าและแข่งขันกับประเทศอื่นได้ มาทดแทนผู้นำที่ไม่ฉลาดในปัจจุบัน จึงจะเป็นทางออกของคนทั้งชาติ&amp;rdquo; นายพิชัยกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.รยุศด์ บุญทัน ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสามัคคีไทย กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี ในการทำหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ &amp;nbsp;หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ารัฐบาลมีความล้มเหลวในการบริหารราชการแผ่นดินในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ปัญหาปากท้อง คนว่างงาน ความเหลื่อมล้ำ และอื่นๆ ซึ่งทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศต่างได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขาเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ลาออกทั้งคณะ หรือยุบสภา เพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่อย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ ไม่ให้อำนาจกองทัพ ทหารหรือผู้เกี่ยวข้องกับอดีตคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งรัฐบาลอาจจะทำหน้าที่เป็นรัฐบาลรักษาการจนกว่าจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา&amp;#39;35 และอดีตกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้กำลังเผชิญวิกฤติรอบด้าน และได้เดินทางมาถึงทางตันแล้ว ต้องล้างไพ่กันใหม่ ยากที่จะหาทางออกอย่างอื่น ด้วยเหตุผลเศรษฐกิจล้มเหลว ประชาชนกำลังเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่กลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่กระกูลร่ำรวยมากขึ้นทุกวัน ขณะที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลไร้เอกภาพ และไร้ความสามารถ ไม่มีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหา คิดแต่จะแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกกำลังถดถอย หากประเทศยังใช้ทีมเศรษฐกิจชุดเดิม จะเกิดวิกฤติลุกลามหนักกว่าปี 2540
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายอดุลย์ยังกล่าวว่า มีการทุจริตประพฤติมิชอบคอร์รัปชัน มากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์ของเมืองไทย แม้นายกรัฐมนตรีไม่มีธุรกิจของตัวเอง แต่คนทำธุรกิจ พ่อค้า ยังมีการจ่ายใต้โต๊ะเหมือนเดิม ข้าราชการบางหน่วยงานมีการซื้อ-ขายเก้าอี้หนักกว่ายุคก่อน โครงการเศรษฐกิจต่างๆ ของรัฐก็เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขณะที่ผู้นำรัฐบาลก็ไม่มีมาตรการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59121</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ครม.ใหม่ที่ประชาชนอยากได้, รัฐมนตรีที่มีผลงานเด่น, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200307/image_big_5e63afae99762.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59066</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2020 08:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2020 08:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.9 ไม่ระบุตัวรัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัด   </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;7 มี.ค.63 - กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ &amp;nbsp;เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง &amp;ldquo;รัฐมนตรีผลงานโดดเด่นที่ใช่/ ที่โดน ในสายตาประชาชน ก่อนปรับ ครม.&amp;rdquo; &amp;nbsp;โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,202 คน พบว่า &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงกลาโหม) คิดเป็นร้อยละ 11.4 รองลงมาคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงสาธารณสุข) คิดเป็นร้อยละ 11.3 นายสมคิด &amp;nbsp;จาตุศรีพิทักษ์ (รองนายกรัฐมนตรี) คิดเป็นร้อยละ 2.6 &amp;nbsp;นายจุรินทร์ &amp;nbsp;ลักษณวิศิษฏ์ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กระทรวงพาณิชย์) คิดเป็นร้อยละ 2.5 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน (รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์) และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ (รมว. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) คิดเป็นร้อยละ 1.6 เท่ากัน ขณะที่ร้อยละ 72.9 ไม่ระบุตัวรัฐมนตรีที่มีผลงานเด่นชัด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าอยากได้รูปแบบ ครม. แปลกใหม่ แบบไหนที่โดนใจหากมีการปรับ ครม.ประยุทธ์ ส่วนใหญ่ร้อยละ 52.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เหมาะสมกับภาระหน้าที่ของกระทรวง รองลงมาร้อยละ 51.5 อยากให้มีรัฐมนตรีที่แก้ปัญหาด้านต่างๆ ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตรงจุด และร้อยละ 33.2 อยากให้มีรัฐมนตรีที่ไม่มีประวัติด่างพร้อย / ไม่มีประวัติทุจริต&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เมื่อถามว่า หากมีการปรับ ครม. แล้ว เรื่องที่อยากเห็นการแก้ปัญหามากที่สุดจาก ครม. ชุดใหม่พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 78.4 อยากให้แก้ปัญหาค่าครองชีพ เศรษฐกิจ ข้าวของแพง รองลงมาร้อยละ 50.2 อยากให้ควบคุมการแพร่กระจายไวรัสโควิด-19 และร้อยละ 45.9 อยากให้ช่วยเหลือเกษตรกร ประกันราคาสินค้าเกษตร.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59066</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรุงเทพโพลล์, ผลงานรัฐบาล, รัฐมนตรีดีเด่น, ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200307/image_big_5e62f5c7de0b5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
