<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>99118</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/04/2021 08:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/04/2021 08:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นิด้าโพล เปิดผลสำรวจ ผู้สูงวัยไทย เผชิญภัยกับโรคระบาด COVID-19 พบมีความเครียดเพิ่มขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
เนื่องในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ตรงกับวันผู้สูงอายุ ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; ร่วมกับ ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ (Center for Aging Society Research &amp;ndash; CASR) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง &amp;ldquo;ผู้สูงวัยไทย เผชิญภัยกับ โรคระบาด COVID-19 อย่างไร?&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12 และ 18 &amp;ndash; 20 มีนาคม 2564 จากผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวน 1,314 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการเผชิญภัยกับโรคระบาด COVID-19 ของผู้สูงวัยไทย การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ ร้อยละ 97.0&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การรับรู้ ช่องทางการรับรู้ และพฤติกรรมเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงเรื่องที่รับรู้หรือเคยได้ยินเกี่ยวกับการป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 พบว่า &amp;nbsp;ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.50 ระบุว่า สวมใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้า/ถุงมือ รองลงมา ร้อยละ 79.98 ระบุว่า ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่/เจลแอลกอฮอล์/น้ำยาฆ่าเชื้อ ร้อยละ 53.21 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp;เว้นระยะห่างจากคนอื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร ร้อยละ 46.50 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการอยู่สถานที่ที่มีผู้คนแออัด หรือรวมกลุ่มกันจำนวนมาก ร้อยละ 21.92 ระบุว่า เลี่ยงการออกนอกบ้าน เว้นแต่จำเป็นให้ออกนอกบ้านน้อยที่สุด ในระยะเวลาสั้นที่สุด ร้อยละ 13.70 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น และร้อยละ 10.12 ระบุว่า หลีกเลี่ยงการจับมือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับช่องทางการรับรู้วิธีการหลีกเลี่ยง/ป้องกันการติดเชื้อ COVID-19 พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ ร้อยละ 80.37 ระบุว่าเป็น โทรทัศน์ รองลงมา ร้อยละ 27.93 ระบุว่าเป็น สื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, Line ร้อยละ 26.03 ระบุว่าเป็น อสม. หรือ อาสาสมัครในชุมชน ร้อยละ 23.97&amp;nbsp;ระบุว่าเป็น โทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 14.08 ระบุว่าเป็น ญาติ เพื่อน เพื่อนร่วมงาน คนในชุมชน ร้อยละ 11.34 ระบุว่าเป็น วิทยุ ร้อยละ 9.67 ระบุว่าเป็น หอกระจายข่าวในหมู่บ้าน ร้อยละ 6.01 ระบุว่าเป็น พนักงานทางการแพทย์ ร้อยละ 5.25 ระบุว่าเป็น เว็บไซต์ ร้อยละ 2.89 ระบุว่าเป็น หนังสือพิมพ์ออนไลน์ และร้อยละ 1.29 ระบุว่าเป็น โปสเตอร์หรือป้ายโฆษณา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการสวมใส่หน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าเมื่อออกนอกบ้านระหว่างการแพร่ระบาด COVID-19 พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.07 ระบุว่า ใส่ทุกครั้ง ขณะที่ ร้อยละ 6.55 ระบุว่า ใส่เป็นบางครั้ง และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่เคยออกนอกบ้านในช่วง COVID-19 ระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ระดับความกังวลหรือความเครียดในช่วงการระบาดของ COVID-19 ในรอบแรกและรอบที่สอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านระดับความกังวลหรือความเครียดในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว (ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2563) ซึ่งมีการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน และการ lockdown) พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 21.46 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดน้อยที่สุด (1 &amp;ndash; 2 คะแนน)ร้อยละ 6.40 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดน้อย (3 &amp;ndash; 4 คะแนน) ร้อยละ 27.85 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดปานกลาง (5 &amp;ndash; 6 คะแนน) ร้อยละ 19.86 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดมาก (7 &amp;ndash; 8 คะแนน) และร้อยละ 24.43 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดมากที่สุด (9 &amp;ndash; 10 คะแนน) &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับระดับความกังวลหรือความเครียดในช่วงการระบาดของ COVID-19 ครั้งที่ 2 ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึง 20 มีนาคม 2564 &amp;nbsp;(ระหว่าง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เดือนธันวาคม 2563 &amp;ndash; 20 มีนาคม 2564) พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 26.41 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดน้อยที่สุด (1 &amp;ndash; 2 คะแนน) ร้อยละ 9.82 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีความกังวลหรือความเครียดน้อย (3 &amp;ndash; 4 คะแนน) ร้อยละ 32.88 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดปานกลาง (5 &amp;ndash; 6 คะแนน) ร้อยละ 14.30 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; มีความกังวลหรือความเครียดมาก (7 &amp;ndash; 8 คะแนน) และร้อยละ 16.59 ระบุว่า มีความกังวลหรือความเครียดมากที่สุด (9 &amp;ndash; 10 คะแนน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ผลกระทบต่อการเข้าใช้บริการทางการแพทย์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงการนัดหมายและการเลื่อน/ยกเลิกพบแพทย์ในการระบาดในรอบที่ 1 (มี.ค. &amp;ndash; พ.ค. 63) ในเรื่องต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเข้าพบแพทย์แบบคนไข้ภายนอก พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 76.03 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 23.97 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 72.70 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 27.30 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทำฟัน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 93.46 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 6.54 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 75.58 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 24.42 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเข้ารับการผ่าตัดที่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 98.78 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 1.22 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 56.25 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 43.75 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การผ่าตัดที่ไม่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 99.54 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า นัดหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 66.67 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 33.33 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การขอรับยาตามแพทย์สั่ง พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 70.32 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 29.68 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 78.46 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 21.54 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนการนัดหมายและการเลื่อน/ยกเลิกพบแพทย์ในการระบาดในรอบที่ 2 (ธ.ค. 63 &amp;ndash; 20 มี.ค. 64) ในเรื่องต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. การเข้าพบแพทย์แบบคนไข้ภายนอก พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 75.19 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 24.81 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 81.29 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 18.71 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทำฟัน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 93.23 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 6.77 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 73.03 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 26.97 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. การเข้ารับการผ่าตัดที่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 99.24 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 0.76 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 100.00 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย&amp;nbsp;
4. การผ่าตัดที่ไม่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาล พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 99.54 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 0.46 ระบุว่า นัดหมาย &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 50.00 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และเลื่อนการนัดหมาย ในสัดส่วนที่เท่ากัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. การขอรับยาตามแพทย์สั่ง พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 68.49 ระบุว่า ไม่ได้นัดหมาย และร้อยละ 31.51 ระบุว่า นัดหมาย โดยในจำนวนของผู้ที่ระบุว่า นัดหมาย พบว่า ร้อยละ 83.33 ระบุว่า ไม่เลื่อนการนัดหมาย และร้อยละ 16.67 ระบุว่า เลื่อนการนัดหมาย&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. &amp;nbsp;ผลกระทบต่อการทำงานของผู้สูงวัยที่ประกอบอาชีพต่าง ๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาด้านผลกระทบต่อการทำงานจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่เกิดการระบาดในรอบแรก ของผู้สูงวัยที่ประกอบอาชีพหลัก/เคยประกอบอาชีพหลัก ดังนี้&amp;nbsp;
1. ผู้สูงวัยที่เป็นเกษตรกร/ประมง พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 60.97 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้ลดลง รองลงมา ร้อยละ 38.29 ระบุว่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงวัน เวลาทำงาน/รายได้ที่ได้รับ และร้อยละ 0.74 ระบุว่า วัน เวลาทำงาน/รายได้เพิ่มขึ้น
2. ผู้สูงวัยที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.01 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้ลดลง รองลงมา ร้อยละ 12.42 ระบุว่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงวัน เวลา ทำงาน/รายได้ที่ได้รับ ร้อยละ 3.59 ระบุว่า ตกงาน/ว่างงาน และร้อยละ 0.98 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
3. ผู้สูงวัยที่ทำงานที่มีนายจ้าง (พนักงานเอกชน/รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 66.89 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้ลดลง รองลงมา ร้อยละ 27.99 ระบุว่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงวัน เวลา ทำงาน/รายได้ที่ได้รับ ร้อยละ 4.44 ระบุว่า ตกงาน/ว่างงาน และร้อยละ 0.68 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้เพิ่มขึ้น&amp;nbsp;
4. ผู้สูงวัยที่เป็นข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.13 ระบุว่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงวัน เวลา ทำงาน/รายได้ที่ได้รับ ในขณะที่ ร้อยละ 12.87 ระบุว่า วัน เวลา ทำงาน/รายได้ลดลง
5. ผู้สูงวัยที่เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ พบว่า ร้อยละ 100.00 ระบุว่า ไม่มีเปลี่ยนแปลงวัน เวลาทำงาน/รายได้ที่ได้รับ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ผลกระทบต่อการเกื้อกูลทางเศรษฐกิจในครอบครัว
ด้านผลกระทบต่อการเกื้อกูลทางเศรษฐกิจในครอบครัว ดังนี้
1. การได้รับเงินที่ลูกหลานส่งมาช่วยเหลือ พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 4.34 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 82.04 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 13.62 ระบุว่า ลดลง
2. การส่งเงินช่วยเหลือให้ลูกหลาน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 8.29 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 82.19 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 9.52 ระบุว่า ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6. ผลกระทบต่อกิจกรรมทางสังคม (การเว้นระยะห่างทางสังคม)
เมื่อถามถึงผลกระทบต่อกิจกรรมทางสังคม ดังนี้
1. การไปเยี่ยมเยียนญาติ/เพื่อน/คนรู้จักที่บ้าน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 1.90 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 45.51 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 52.59 ระบุว่า ลดลง
2. การมาเยี่ยมเยียนจากลูกหลาน (การพบปะ/เจอหน้า/ร่วมกิจกรรม) พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 2.36 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 47.41 ระบุว่า &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 50.23 ระบุว่า ลดลง
3. จำนวนครั้งที่ออกนอกบ้าน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 2.74 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 41.93 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 55.33 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า ลดลง
4. ระยะเวลาที่อยู่นอกบ้าน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 2.44 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 40.49 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และร้อยละ 56.62 ระบุว่า ลดลง
5. การโทรศัพท์ถึงญาติและเพื่อน พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 30.97 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 63.17 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 5.86 ระบุว่า ลดลง
6. การสื่อสารถึงญาติและเพื่อนผ่านทางไลน์ พบว่า ผู้สูงวัย ร้อยละ 23.97 ระบุว่า เพิ่มขึ้น ร้อยละ 72.07 ระบุว่า ไม่เปลี่ยนแปลง และ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ร้อยละ 3.95 ระบุว่า ลดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7. ความคิดเห็นต่อมาตรการในการควบคุมการระบาดของ COVID-19 ของรัฐ
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของผู้สูงวัยไทยต่อมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ของรัฐ พบว่า ผู้สูงวัย &amp;nbsp;ส่วนใหญ่ ร้อยละ 82.04 ระบุว่า เหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 14.23 ระบุว่า ยังเข้มงวดไม่เพียงพอ ร้อยละ 3.27 ระบุว่า เข้มงวดมากเกินไป และ &amp;nbsp;ร้อยละ 0.46 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

8. คุณลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 8.75 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 25.72 มีภูมิลำเนาอยู่ปริมณฑลและภาคกลาง ร้อยละ 18.57 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.49 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และร้อยละ 13.47 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ ตัวอย่างร้อยละ 56.01 อยู่ในเขตเมือง/ในเขตเทศบาล ร้อยละ 35.92 อยู่ในเขตชนบท/นอกเขตเทศบาล และร้อยละ 8.07 ไม่ระบุเขตที่อยู่ &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตัวอย่างร้อยละ 51.52 เป็นเพศชาย และร้อยละ 48.48 เป็นเพศหญิง&amp;nbsp; ตัวอย่างร้อยละ 39.96 มีอายุ 45 - 54 ปี ร้อยละ 35.31 มีอายุ 55 - 64 ปี และร้อยละ 24.73 มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 6.55 ระบุว่า สถานภาพโสด ร้อยละ 87.21 สมรสแล้ว ร้อยละ 6.01 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ และร้อยละ 0.23 ไม่ระบุสถานภาพการสมรส ตัวอย่างร้อยละ 20.40 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 22.22 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจส่วนตัว/อาชีพอิสระ ร้อยละ 21.00 ประกอบอาชีพที่มีนายจ้าง (พนักงานเอกชน รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน) ร้อยละ 7.61 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ และร้อยละ 28.77 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99118</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ผู้สูงวัยไทย เผชิญภัยกับ โรคระบาด COVID-19 อย่างไร?, ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210411/image_big_60724a012bda1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>76629</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2020 11:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2020 11:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลเร่งรับมือ&#039;สังคมสูงอายุ&#039;เต็มขั้นในอีก10ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6 ก.ย. 2563 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้ &amp;ldquo;สังคมสูงอายุ&amp;rdquo;เป็นวาระแห่งชาติ และได้สานต่อแผนปฏิบัติการด้านผู้สูงอายุ (พ.ศ.2545-2565) เตรียมพร้อมสังคมไทยเข้าสู่ &amp;nbsp;&amp;ldquo;สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์&amp;rdquo; ในปีหน้า ที่คาดการณ์ว่า จะมีประชากรไทย อายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นสัดส่วนร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 สัดส่วนจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 28 เข้าสู่ &amp;ldquo;สังคมสูงอายุระดับสุดยอด&amp;rdquo; จากการประเมินผลแผนปฏิบัติการฯ พบว่า การดำเนินงานยังมีบางด้านที่ต้องปรับปรุง เช่น การเตรียมความพร้อมของประชากรเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ การส่งเสริมและพัฒนาผู้สูงอายุ และการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพื่อให้ประเทศมีสังคมสูงอายุที่มีคุณภาพ และผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นพลังของสังคม คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้ปรับแผนปฏิบัติการฯ (พ.ศ. 2563-2565) ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน โดยให้ความสำคัญกับ ประเด็นหลัก คือ​ 1.การรณรงค์ให้สังคมตระหนักถึงความจำเป็นของการเตรียมการเข้าสู่การเป็นผู้สูงอายุ คนวัยทำงานมีความเข้าใจถึงการเตรียมตัวด้านต่างๆ เช่น รายได้ สุขภาพ ที่อยู่อาศัย​ 2.สังคมมีทัศนะเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ ไม่มองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระต่อสังคม โดยมุ่งเน้นการสร้างทัศนคติกับกลุ่ม ประชากรอายุ 18 - 59 ปี จำนวน 40 ล้านคน​ 3.การจ้างงานผู้สูงอายุเพื่อให้รู้สึกว่าตนมีคุณค่า มีศักดิ์ศรี มีรายได้ และสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคม ตั้งเป้าไว้ปี2564 ผู้สูงอายุจำนวน 1.95 แสนคนมีงานทำ​ 4.กลุ่มผู้สูงอายุที่ครอบครัวยากจน จะเน้นให้ลูกหลานกลับมาอยู่กับครอบครัวมากขึ้นโดยท้องถิ่นเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญและให้การดูแลช่วยเหลือผู้สูงอายุ ส่วนกลางต้องจัดงบประมาณเข้าไปเสริมการทำงานของท้องถิ่น​ 5.การปรับเปลี่ยนโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นสถานที่พัฒนาผู้สูงอายุในชุมชน เพราะทุกวันนี้จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก​ 6.การส่งเสริมการออมทั้งแรงงานในระบบและนอกระบบ คนวัยทำงานต้องออมเงินเพื่อใช้ในวัยเกษียณ​ 7.การส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการผลิตหรือฝึกอบรมบุคลากรด้านผู้สูงอายุในระดับวิชาชีพอย่างเพียงพอและมีมาตรฐาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;รัฐบาลได้เตรียมการเพื่อรองรับสังคมสูงวัย รวมถึงเตรียมความพร้อมให้คนไทยมีความพร้อมก่อนเข้าสู่วัยสูงอายุอย่างมีคุณภาพ &amp;nbsp;มีการกำหนดแนวทางและเป้าหมายร่วมกันระหว่างกระทรวง และการขับเคลื่อนเรื่องนี้ จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชน สังคมสูงวัยไม่ใช่เพียงเรื่องของคนสูงวัย แต่เป็นเรื่องของคนทุกวัย ประเด็นเร่งด่วน คือต้องสร้างความตระหนักในกลุ่มคนวัยทำงานถึงความสำคัญของการออมเงิน และการเตรียมตัวเองสู่การเป็นผู้สูงอายุและอยู่ในสังคมสูงอายุ อีกทั้ง สร้างทัศนคติของคนในสังคมให้มองผู้สูงอายุเป็นทุนทางสังคม เป็นผู้มีศักยภาพหากได้รับการส่งเสริมโอกาส&amp;rdquo; น.ส.รัชดา กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/76629</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.รัชดา ธนาดิเรก, ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200901/image_big_5f4e604b812f8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70813</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/07/2020 07:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/07/2020 07:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อึ้ง!ผลสำรวจผู้สูงวัยไทยนิยมเล่นพนันเมินเข้าวัด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;08 ก.ค.2563 - &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลร่วมกับศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็น เรื่อง &amp;ldquo;ผู้สูงวัยไทยใส่ใจสังคมมากน้อยแค่ไหน&amp;rdquo; ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8, 14-15, 29 พฤษภาคม และ 4-5 มิถุนายน 2563 จากผู้สูงอายุไทยที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้สูงวัยไทยในช่วง 3 เดือนก่อนที่มีการประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจากการระบาดของเชื้อไวรัส &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; โคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด - 19)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงพฤติกรรมของผู้สูงวัยต่อกิจกรรม พบว่ากิจกรรมที่ผู้สูงวัยไม่เคยทำในชีวิตประจำวัน เกินกว่าครึ่ง ได้แก่ 65.36% ระบุว่า กิจกรรมนอกบ้านกับครอบครัว (เช่น ดูหนัง ทานข้าว) และ 54.08% ระบุว่า งานอดิเรกที่อาจมีการพนันขันต่อ (เช่น ชนไก่ แข่งนกขัน เล่นหวย/ซื้อสลากกินแบ่ง) ส่วนกิจกรรมที่ผู้สูงวัยทำทุกวันในชีวิตประจำวัน เกินกว่าครึ่ง ได้แก่ 80.96% ระบุว่า กิจกรรมภายในบ้านที่ไม่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายมากนัก (เช่น ฟังวิทยุ ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์/หนังสือ) รองลงมา 74.96% ระบุว่า กิจกรรมในบ้านที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกาย &amp;nbsp;(เช่น ทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร &amp;nbsp;ทำสวนครัว/สวนดอกไม้) และ 64.64% ระบุว่า ออกกำลังกาย (เช่น การเดิน โยคะ แอโรบิก ว่ายน้ำ เต้นรำ/รำไทย)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในส่วนของการเป็นสมาชิกของกลุ่ม/องค์กรของผู้สูงวัย พบว่า ส่วนใหญ่ 76.32% ระบุบว่า ไม่เป็นสมาชิกของกลุ่ม/องค์กรใด ในขณะที่ &amp;nbsp;23.68% ระบุว่า เป็นสมาชิกของกลุ่ม/องค์กร โดยผู้สูงวัยที่ระบุว่า เป็นสมาชิกของกลุ่ม/องค์กร พบว่า ส่วนใหญ่ 52.70% เป็นสมาชิกขององค์กรของผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณ (เช่น สมาคมผู้สูงอายุ ชมรมผู้สูงอายุ องค์การทหารผ่านศึก เป็นต้น) รองลงมา 46.28% เป็นสมาชิกขององค์กรทางวิชาชีพ (เช่น สหกรณ์ สมาคมแพทย์ เป็นต้น) 5.07% องค์กรทางสังคม หรือทางนันทนาการ (เช่น โรตารี่ ไลอ้อนส์ ซอนต้า เป็นต้น) 3.04% องค์กรทางการเมือง (เช่น พรรคการเมือง) และ 1.35% องค์กรด้านชาติพันธุ์/เชื้อชาติ (เช่น หอการค้าไทย-จีน สมาคมแต้จิ๋ว สมาคมปักษ์ใต้ เป็นต้น)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการเข้าร่วมทำงานอาสาสมัครในวัด/ศาสนสถาน หรือในชุมชนของผู้สูงวัย พบว่า ส่วนใหญ่ 83.52% ระบุว่า ไม่เข้าร่วมทำงานอาสาสมัครในวัด/ศาสนสถาน หรือในชุมชน ในขณะที่ 16.48% ระบุว่า เข้าร่วม ทำงานอาสาสมัครในวัด/ศาสนสถาน หรือในชุมชน โดยผู้สูงวัยที่ระบุว่า เข้าร่วมทำงานอาสาสมัครในวัด/ศาสนสถาน หรือในชุมชน พบว่า ส่วนใหญ่ 49.03% เป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) รองลงมา 40.29% เป็นกรรมการวัด/ศาสนสถาน/โบสถ์ ร้อยละ 11.17 เป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ (อผส.) และ 6.80% ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อาสาสมัครตำรวจบ้าน กรรมการหมู่บ้าน อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน สำหรับ การเป็นอาสาสมัครโครงการธนาคารเวลา มีเพียง 0.49% ของผู้สูงวัย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สูงวัยส่วนมากไม่ใช้สื่อทางสังคม (Social Media) แต่ทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อติดต่อสื่อสาร สำหรับการใช้สื่อทางสังคม (Social Media) ของผู้สูงวัย พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ 44.72% ระบุว่า ใช้ Line รองลงมา 30.56% &amp;nbsp;ระบุว่า ใช้ Facebook 29.60% ระบุว่า ใช้ YouTube 4.80% ระบุว่า ใช้ Instagram และ 3.44% ระบุว่า ใช้ Twitter ด้านการมีเครื่องมือการสื่อสารของผู้สูงวัย พบว่า ผู้สูงวัยส่วนใหญ่ 6.56% มี Notebook ใช้ รองลงมา 6.24% มี คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (PC) ใช้ และ 6% มี Tablet ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดสำหรับบุคคลที่ช่วยเหลือผู้สูงวัยในการใช้เทคโนโลยีการสื่อสาร พบว่า 30.64% ระบุว่า ไม่มีใคร รองลงมา 28% ระบุว่า บุตรสาว 25.04% ระบุว่าหลาน (ลูกของบุตร) 21.36% ระบุว่า บุตรชาย 9.20% ระบุว่า เพื่อน 3.04% ระบุว่า คู่สมรส 1.76% ระบุว่า ญาติ 1.52% ระบุว่า บุตรสะใภ้ 1.36% ระบุว่า น้องสาว 1.20% ระบุว่า บุตรเขย 0.88% ระบุว่า อื่น ๆ ได้แก่ เพื่อนบ้าน พนักงานร้านขาย - ซ่อม โทรศัพท์ และ 0.56% ระบุว่า น้องชาย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70813</URL_LINK>
                <HASHTAG>การพนัน, นิด้า, นิด้าโพล, ผู้สูงวัย, ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200708/image_big_5f050d275c292.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
