<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>55498</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/01/2020 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/01/2020 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โรคไข้หวัดโคโรนา กระทบธุรกิจท่องเที่ยวเสียหาย 80,000-120,000 ล้านบาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ม.ค. 2563 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ผลกระทบของการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรนาไวรัสจะทำให้ อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจเอเชียปีนี้อาจไม่กระเตื้องขึ้นอย่างที่คาด โดยอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนอาจต่ำกว่า 5.8% ในปีนี้ &amp;nbsp;และอาจทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียแปซิฟิคในปีนี้ไม่ถึง 6%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลกระทบที่มีต่อภาคการท่องเที่ยวไทยและเศรษฐกิจไทยนั้น นายอนุสรณ์ &amp;nbsp;กล่าวว่า จะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าการแพร่ระบาดของโรคซาร์แต่ผลกระทบต่อสุขภาพ คุณภาพชีวิตและอัตราการเสียชีวิตอาจไม่รุนแรงเท่าโรคไข้หวัดซาร์ &amp;nbsp;และการแพร่ระบาดไม่น่าจะยืดเยื้อเท่ากรณีโรคซาร์เนื่องจากมีการใช้มาตรการเฉียบขาดทางด้านสาธารณสุขในการควบคุมโรค &amp;nbsp;สาเหตุของผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจรุนแรงฉับพลันในระยะสั้นมากกว่าโรคซาร์เป็นผลมาจากการควบคุมการเดินทางอย่างเข้มงวด การปิดเมืองห้ามเข้าออกไปยังเมืองอูฮั่น เมืองจือเจียง เมืองซื่อปี้ เมืองหวางกาง รวมทั้งการสั่งห้ามจัดกิจกรรมทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศของทางการจีน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แม้นทางองค์การอนามัยโลกจะยังไม่ประกาศกรณีการแพร่ระบาดของไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่เป็นภาวะฉุกเฉินระดับโลก แต่ต้องคอยติดตามสถานการณ์ว่า การปิดเมืองและการห้ามการเดินทางเข้าออกในหลายพื้นที่จะสามารถหยุดภาวะการแพร่ระบาดได้แค่ไหน มีความเป็นไปได้มากขึ้นที่เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสสองอาจจะขยายตัวได้เพียง 1.8-2.4%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในเบื้องต้น คาดผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 80,000-120,000 ล้านบาทหากสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ภายในต้นเดือนมีนาคม หากไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยและเอเชียได้ขณะนี้ &amp;nbsp;ในเบื้องต้นจะทำให้นักท่องเที่ยวจีนในปีนี้ลดลงประมาณ 1-2 ล้านคน และ นักท่องเที่ยวจากต่างชาติลดลงไม่ต่ำกว่า 2% ของเป้าหมาย &amp;nbsp;รัฐบาลต้องการให้ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มเป็น 41.8 ล้านคนในปีนี้และสร้างรายได้เพิ่มเป็น 2.2 ล้านล้านบาท ติดอันดับ 1 ใน 6 ของประเทศที่สร้างรายได้ท่องเที่ยวมากที่สุดในโลก
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/55498</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลกระทบทางเศรษฐกิจ, มหาวิทยาลัยรังสิต, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป, อนุสรณ์ ธรรมใจ, ไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่โคโรนาไวรัส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 15:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 15:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผลวิจัยพบธุรกิจข้ามชาติเลี่ยงภาษีในไทยมากขึ้น แจ้งกำไรต่ำกว่าความเป็นจริง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8 ส.ค. 2562 นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดเผยว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาบรรษัทข้ามชาติในไทยและอาเซียนมีการโยกย้ายการรายงานผลกำไรระหว่างแหล่งผลิตของบริษัทในเครือบรรษัทข้ามชาติเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญทั้งในเชิงสถิติ และเชิงเศรษฐศาสตร์ และ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นภายใต้การทำธุรกรรมแบบออนไลน์ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การค้าโลกขยายตัวลดลงจากการเติบโตขึ้นของลัทธิกีดกันทางการค้าและแนวคิดต่อต้านโลกาภิวัฒน์ การทวีความสำคัญของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ เช่น สิทธิบัตรต่าง ๆ ซึ่งเอื้อต่อการวางแผนภาษีของบริษัทข้ามชาติ การให้บริการข้ามพรมแดนผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ มีการโยกย้ายถ่ายเทกำไรไปยังประเทศที่เป็น Tax haven ต่างๆ หรือประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ การลงทุนของบรรษัทข้ามชาติในไทยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนไทยและสังคมไทยน้อยกว่าที่ควรจะเป็นในช่วงที่ผ่านมา เพราะขาดยุทธศาสตร์และการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อดึงประโยชน์จากการลงทุนของต่างชาติสู่เศรษฐกิจและกระจายมายังคนไทยส่วนใหญ่ จะเป็นเพียงมาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและเคลื่อนย้ายทุนออกไปเมื่อต้นทุนสูงขึ้นและทิ้งความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อมและความร่อยหรอของทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้กับลูกหลานของเรา สิทธิประโยชน์พิเศษของเรามอบให้กับนักลงทุนต่างชาติต้องมีเงื่อนไขให้บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและต้องสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันต่อกลุ่มทุนไทยและกิจการนอกเขต EEC ด้วย &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขอสนับสนุนการรัฐบาลไทยในการออก พ.ร.บ. มาตรการป้องกันการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (transfer pricing) บังคับใช้เมื่อต้นปี 2562 ที่ผ่านมา กฎหมายนี้จะแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีได้ระดับหนึ่ง จะช่วยเพิ่มข้อมูลเพื่อให้กรมสรรพากรสามารถคัดกรอง และออกแบบกลไกการตรวจสอบบริษัทข้ามชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประเด็นการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทข้ามชาตินี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากรายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยนั้นได้พึ่งพารายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นสัดส่วนมากกว่า 20% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด&amp;nbsp;ระดับความเข้มงวดของการตรวจสอบบัญชีนั้น สามารถลดทอนแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไรของบริษัทข้ามชาติในภูมิภาคได้อย่างมีนัยสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยฯ ม. รังสิต กล่าวอีกว่า จากงานวิจัยของ ดร. กฤษณ์เลิศ สัมพันธารักษ์ (สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์) และ ดร. อธิภัทร มุทิตาเจริญ (คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ) ได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการรายงานกำไรของบริษัท และการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีในต่างประเทศของบริษัทต่างๆในเครือ โดยได้ควบคุม fixed effects ต่าง ๆ และพบว่า บริษัทข้ามชาติใน ASEAN5 มีการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีอย่างมีนัยสำคัญ โดยการลดลงของอัตราภาษีต่างชาติลง 10 percentage point จะส่งผลให้บริษัทข้ามชาติลดการรายงานกำไรในประเทศแหล่งลงทุน (host country) ถึง 10.3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ งานวิจัยชี้ว่าแรงจูงใจในการโยกย้ายกำไรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีนี้จะเด่นชัดสำหรับบริษัทในภาคการผลิตและบริษัทขนาดใหญ่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการหลบเลี่ยงภาษีด้วยการรายงานกำไรต่ำกว่าความเป็นจริงของบรรษัทข้ามชาติ รัฐบาลควรให้ความสำคัญต่อมาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบบัญชี (auditing scrutiny) ให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายภาษีของต่างประเทศ อย่างเช่น การลดอัตราภาษีนิติบุคคลของสหรัฐฯเมื่อปีที่แล้วจากระดับ 35% เป็น 21% ทำให้บรรษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐฯหรือบรรษัทข้ามชาติในไทยที่มีสาขาในสหรัฐฯมีแรงจูงใจอย่างมีนัยสำคัญในการรายงานผลกำไรในประเทศไทยต่ำกว่าความจริง มีการลดการรายงานผลกำไรในไทยลง ส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากการศึกษาวิจัยพบว่า รายได้ภาษีหายไปอย่างน้อย 4% จากกรณีดังกล่าว หากไม่มีการแก้ไข แนวโน้มรายได้ภาษีนิติบุคคลของบรรษัทข้ามชาติในไทยจะเก็บได้ลดลงกว่าความเป็นจริงที่ต้องจ่ายภาษีอย่างต่อเนื่องในอนาคต รัฐบาลต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศมากขึ้น เพิ่มภาระทางการคลังและหนี้สาธารณะ ขณะนี้รัฐบาลเองก็ยังต้องเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบเพื่อนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้ตามนโยบายรัฐบาล หากนำเงินสะสมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาใช้มากเกินไปต่อไปหากเกิดความจำเป็นฉุกเฉิน ท้องถิ่นก็จะมีงบประมาณไม่เพียงพอให้การแก้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้หลังน้ำลด ต้องฟื้นฟูที่อยู่อาศัย ซ่อมแซ่มและซื้อทรัพย์สินใหม่ ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรมและพืชผลได้รับความเสียหาย หากงบอยู่กับท้องถิ่นจะฟื้นฟูผลกระทบจากน้ำท่วมได้มีประสิทธิภาพมากกว่า ผมจึงมีความเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการงบเพิ่มเติมในการบริหารประเทศ ขอให้ไปเก็บภาษีจากบรรษัทข้ามชาติที่หลบเลี่ยงภาษีแทนการไปล้วงเอางบสะสมจากท้องถิ่นไม่น่าจะเป็นผลดีในระยะยาวต่อการบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ หากมีการกระจายอำนาจทางการคลัง ชาวบ้านเดือดร้อนประสบภัยน้ำท่วมจะได้รับความช่วยเหลือดีขึ้น การกระจายอำนาจทางการคลังจะลดการรั่วไหลของงบประมาณและจะทำให้มาตรการช่วยเหลือตรงความต้องการและตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45266</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธุรกิจข้ามชาติ, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เลี่ยงภาษี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>10087</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2018 10:12</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2018 10:12</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ม.รังสิตเผยเศรษฐกิจปีที่5 ของคสช.โต 4.7% จี้เก็บภาษีเว็บต่างชาติแทนขึ้นแวต แนะจับตาค่าครองชีพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยเศรษฐกิจปีที่ 5คสช. ขยายตัว4.1-4.7 แนะเก็บภาษีเว็บไซต์ต่างชาติ แทนขึ้นแวต จับตาครึ่งปีหลังเงินเฟ้อสูง ชี้ไทยยังเจอปัญหาเลื่อมล้ำสูง รวยแค่ไม่กี่ตระกูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังภายใต้ปีที่5ของ คสช ว่า ยังคงยืนยันการคาดการณ์อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไว้ที่4.1-4.7%ตามที่ได้ประมาณการไว้ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแม้นว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกปีนี้จะขยายตัวสูงสุดในรอบห้าปีที่ 4.8% เนื่องจากตนมองว่าอัตราการขยายตัวในไตรมาสแรกที่ 4.8% นั้นจะเป็นการเติบโตรายไตรมาสที่สูงที่สุดในปีนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยหลังจากนี้อัตราการเติบโตรายไตรมาสจะชะลอตัวลงและน่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 4.8% โดยที่ในช่วงครึ่งปีหลังอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวขึ้น ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น อันเป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของต้นทุนการผลิตและราคาพลังงาน อัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นสูงกว่า 1% สภาวะการทำงานต่ำระดับมากขึ้นเราจะเห็นคนจบปริญญาตรีทำงานที่อาศัยความรู้และทักษะระดับ ม. ปลาย เห็นคนจบ ป. โท ทำงานที่อาศัยความรู้และทักษะระดับ ป. ตรี เนื่องจากมีคนจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาตัวเองไปสู่ผู้ประกอบวิชาชีพชั้นสูงได้จึงทำงานต่ำระดับเพื่อไม่ให้ว่างงาน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้เทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติและสมองกลอัจฉริยะได้ทำหน้าที่แทนแรงงานคนมากขึ้น การปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงปลายปีอาจทำให้ภาคบริโภคชะลอตัวลงควรเน้นจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มผู้ประกอบการอิเลคทรอนิกส์ที่มีถิ่นฐานนอกประเทศที่ค้าสินค้าและบริการในไทยแทน รวมถึงการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ประกอบการทางอิเล็กทรอนิกส์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการขายสินค้าดิจิทัลที่ไม่มีการส่งมอบสินค้า ไม่มีการนำเข้าสินค้า ทำให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขาดหายไป เมื่อมีเก็บภาษีจากผู้ประกอบการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยมุ่งไปที่ผู้ประกอบการต่างประเทศที่ไม่มีถิ่นฐานในประเทศไทยเมื่อมีการเก็บภาษีจากผู้ประกอบการต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นแล้วก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มในช่วงปลายปีนี้ที่อาจส่งผลต่อการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ รายได้ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ลดลงเป็นผลมาจากการเติบโตธุรกรรมออนไลน์ที่ตามเก็บภาษีไม่ได้มากกว่าอัตราภาษี การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอาจไม่ได้ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มแต่อย่างใด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองยังคงส่งผลต่อภาคการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลกยังคงเป็นบวกต่อภาคส่งออกและท่องเที่ยวของไทย ค่าเงินบาทจะมีความผันผวนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและต้องจับตาผลของการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกาและมาตรการ QE Exit &amp;nbsp;อัตราการขยายตัวของการส่งออกจะไม่เร่งตัวเหมือนช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา ในระยะยาวแล้ว เศรษฐกิจไทยจะต้องเติบโตบนฐานนวัตกรรมและผลิตภาพเนื่องจากการขยายตัวของแรงงานและทุนมีข้อจำกัดและเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยนั้นยังลงทุนทางด้านนวัตกรรมน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า การกระเตื้องขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนยังคงกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ การเติบโตของเศรษฐกิจในระดับ 4.8% ในไตรมาสแรกไม่ได้หมายความว่า ทุกคนมีรายได้เพิ่มขึ้น 4.8% คนส่วนใหญ่อาจจนลงก็ได้หากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 4.8% นั้นกระจุกตัวอยู่ในคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น และจากข้อเท็จจริงก็ชี้ชัดว่า กลุ่มคนเพียง 6 ตระกูลถือครองความมั่งคั่งเท่ากับคนเกือบ 50 ล้านคนและครอบครองทรัพย์สินมากกว่า 1 ใน 4 ของทั้งระบบ การกระจายรายได้และความมั่งคั่งที่ไม่เป็นธรรมเป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ระบบการเมืองแบบอำนาจนิยมที่มีการผูกขาด รวมทั้งความผิดผลาดทางนโยบายของหลายรัฐบาล ตลอดจนความไม่สามารถปรับตัวได้กับสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังคงกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจส่วนบน ยังไม่กระจายตัวมายังเศรษฐกิจฐานรากมากนัก และโครงสร้างเศรษฐกิจยังไม่ได้มีการแปรเปลี่ยนอย่างมีนัยสำคัญจึงยังทำให้ปัญหาการกระจายรายได้และความมั่งคั่งยังคงเป็นปัญหายืดเยื้อต่อไป เศรษฐกิจไทยต้องขยายตัวในระดับ 5-6% และต้องกระจายรายได้และความมั่งคั่งมายังคนส่วนใหญ่จึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/10087</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, คสช., ค่าครองชีพ, จีดีพี, ม.รังสิต, ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป, อนุสรณ์ ธรรมใจ, เศรษฐกิจไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180422/image_big_5adc0266adb57.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
