<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>65052</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/05/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/05/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไร้คนไทยติดเชื้อใหม่ โผล่ต่างด้าวสงขลา18ราย/ผลตรวจยะลาผิดพลาดทางเทคนิค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ผลตรวจโควิด-19 ยะลากลับตาลปัตร ศูนย์สงขลาบอก 40 รายไม่พบเชื้อ ศบค.สั่งให้กรมวิทยาศาสตร์ฯ เช็กรอบ 3 เพื่อยืนยัน ลั่นไม่ปกปิดข้อมูลแน่ &amp;ldquo;ผอ.โรงพยาบาลจะนะ&amp;rdquo; เชื่อเป็นเหตุทางเทคนิค แต่อย่างน้อยเป็นบททดสอบความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ ข่าวดีมาก! ยอดติดเชื้อใหม่คนไทยเป็นศูนย์ แต่ไปโผล่ต่างด้าวที่สงขลาเพิ่ม 18 ราย &amp;ldquo;หมอทวีศิลป์&amp;rdquo; เผยยอดจับฝ่าเคอร์ฟิวพุ่ง ต้นตอหลักดื่มเหล้า รับหวั่นปัญหาแห่ซื้อจนละเลยสุขภาพ เตือนผู้ประกอบการต้องเข้มงวดเรื่องระยะห่าง&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ที่ 4 พ.ค. ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีสาธารณสุขจังหวัดยะลาตรวจค้นหาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในพื้นที่เชิงรุกจำนวน 311 ราย และผลยืนยันเบื้องต้นเป็นผลลบ 271 ราย และผลบวก 40 รายนั้น ล่าสุด นพ.ทวีศิลป์วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า ได้ส่งเชื้อไปตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ จ.สงขลา พบว่าทั้ง 40 รายไม่พบเชื้อ ซึ่งผลที่ออกมานี้มีผลตรงกันข้ามกับที่ รพ.ศูนย์ยะลา จึงจะตรวจซ้ำอีกครั้ง โดยจะส่งผลเชื้อมาตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรุงเทพฯ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ทั้ง 40 รายนี้ยังไม่ยืนยันชัดเจนที่จะประกาศผล ซึ่งหากผลออกมาอย่างไรจะไม่มีการปกปิดแน่นอน ซึ่งการได้รับข้อมูลระดับตำบล อำเภอ หมู่บ้านเป็นเรื่องที่ดี เราจะได้ช่วยกันทำให้ได้รับรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ทั้งในระดับส่วนบุคคลก็จะช่วยจังหวัดและจะช่วยทั้งประเทศได้ จะทำให้เราพ้นจากการติดเชื้อนี้ไปได้ ซึ่งการตรวจนั้นยิ่งเจอเยอะเรายิ่งชอบ แสดงถึงการค้นหาผู้ป่วยที่มีสมรรถนะของคนในพื้นที่ หากถามการตรวจที่ผ่านมานั้นเพียงพอหรือยัง เราตรวจเจอแล้วกว่า 2 แสนตัวอย่าง โดยภาคเอกชนมีตัวเลขสูงสุด เราพอใจในระดับหนึ่ง แต่ต้องทำเพิ่มขึ้นอีก ส่วนที่ช่วงแรกๆ เราตรวจน้อยแต่เจอเยอะ แต่พอมาช่วงหลังเราตรวจเยอะแต่เจอน้อยนั้น เพราะมาตรฐานการควบคุมโรคของเราทำได้ดี&amp;rdquo;นพ.ทวีศิลป์กล่าว &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรณีจังหวัดยะลาพบผู้ติดเชื้อ 40 รายนั้น เป็นข้อมูลที่ยังไม่เป็นทางการ โดยจากตรวจสอบยืนยันล่าสุดพบว่าทั้ง 40 รายไม่พบการติดเชื้อ ซึ่งสาเหตุน่าจะเกิดจากขั้นตอนในห้องปฏิบัติการ แต่เพื่อความมั่นใจ ผู้ที่เคยถูกสงสัยว่าติดเชื้อก็อยู่ในการดูแลรักษาพยาบาลของทางโรงพยาบาล โดยติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนตัวอย่างก็จะตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อหาผลที่ชัดเจน ขอให้รอผลการตรวจอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาข้อสรุปว่าเป็นผู้ติดเชื้อหรือไม่ แต่โอกาสที่จะติดเชื้อมีน้อย ทั่วไปคนที่ไม่มีอาการ มักไม่พบการติดเชื้อในเปอร์เซ็นต์ที่สูง เว้นแต่พบผู้ป่วยต่อเนื่องเป็นจำนวนมากและในระยะเวลาที่นาน
เชื่อผิดพลาดทางเทคนิค
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่าทำไมผลตรวจถึงคลาดเคลื่อนจำนวนมาก เกิดจากสาเหตุอะไร นพ.โสภณกล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะเหตุการณ์นี้เพิ่งเกิดขึ้นเพียง 2-3 วัน คาดว่าจะได้ทราบในเร็ววันนี้ เบื้องต้นในการวินิจฉัยผู้ป่วยจะยึดหลักมาตรฐานของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในห้องปฏิบัติการ ก็จะได้รับการตรวจรับรองและมีการตรวจสอบเป็นระยะ จะเห็นได้ว่าได้มีการตรวจในห้องปฏิบัติการอีกแห่งหนึ่ง เมื่อผลตรวจทางห้องปฏิบัติการทั้งสองแห่งไม่ตรงกัน ก็จะตรวจสอบโดยห้องปฏิบัติการแห่งที่ 3 ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เมื่อมีผลตรวจที่มีความน่าสงสัยหรือผิดปกติ เรามีมาตรการในการตรวจสอบ ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นในอนาคต จะมีผู้เชี่ยวชาญลงไปให้คำแนะนำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;จากข้อมูลทั้งประเทศมีการพบผู้ป่วยใน กทม. ปริมณฑล จังหวัดท่องเที่ยว รวมถึงจังหวัดชายแดนด้วย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเดินทางเป็นจำนวนมากของชาวต่างชาติ รวมถึงชาวไทย โดยประเทศที่อยู่ทางใต้ของไทยมีรายงานพบผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในเดือนที่แล้ว หลังจากมีรายงานการติดเชื้อผู้ที่ประกอบศาสนกิจ เพราะฉะนั้นส่วนหนึ่งของการเดินทางที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือประกอบศาสนกิจล้วนมีส่วนทำให้มีโอกาสแพร่เชื้อในพื้นที่ได้&amp;rdquo; นพ.โสภณชี้ถึงสาเหตุที่ผู้ติดเชื้อในภาคใต้มีจำนวนมาก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ ยะลาผลบวกเป็นลบทั้ง 40 ราย รัฐไทยปิดข่าวหรือเปล่า ว่ากรณี จ.ยะลาพบผู้ติดเชื้อโควิดรวดเดียว 40 รายจากกลุ่มตัวอย่างที่ตรวจ 311 ราย สร้างความแตกตื่นอย่างมาก เงียบกันไปทั้งเมืองยะลา แต่ก็สร้างความน่าสงสัยสำหรับสายสุขภาพมากว่าจริงไหม เพราะการคัดกรองในชุมชนนั้น ผู้ถูกคัดกรองส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ผลการตรวจออกมาพบว่าติดเชื้อจำนวนมาก จึงทำให้เกิดคำถามในหมู่ผู้ปฏิบัติงาน แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือการไปเก็บตัวอย่างซ้ำ ส่งตรวจไปยังห้องแล็บที่อื่นเพื่อยืนยันผล และผลจากห้องแล็บ สคร.สงขลา ยืนยันก็ออกมากลับตาลปัตรว่าเนกาทีฟทั้ง 40 ราย ไม่พบการติดเชื้อโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;คำถามที่ผมได้รับจากพรรคพวกเพื่อนฝูงคือรัฐบาลไทยปิดข่าว ตกแต่งตัวเลขหรือเปล่า ซึ่งเป็นคำถามที่เข้าใจได้ เพราะบุคลิกการปกข่าวของรัฐบาลไทยในอดีตนั้นมีอยู่ และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลก็มีไม่มาก&amp;rdquo; นพ.สุภัทรโพสต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.สุภัทรโพสต์อธิบายอีกว่า เหตุที่ห้องแล็บ รพ.ยะลารายงานผลเป็นบวกนั้น เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค เข้าใจว่าเกิดจากการปนเปื้อนของไวรัสโควิดในระบบเครื่องตรวจ RT-PCR ทั้งนี้ ในการตรวจพบว่าหลอดที่เป็นน้ำไม่มีตัวเชื้อที่เป็นตัวคอนโทรล ซึ่งในการเดินเครื่อง PCR ทุกรอบ ก็ต้องมีการคอนโทรลด้วย NTC เสมอ ทำให้ผลแล็บยะลาเป็นบวกด้วย ซึ่งบอกถึงการปนเปื้อน จึงทำให้ไม่อาจตัดสินได้ว่าผลการตรวจนั้นเป็นผลบวกจริง หรือผลบวกลวงจึงต้องตรวจใหม่ทั้งหมด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรื่องเทคนิคทางห้องปฏิบัติการก็ว่าไปหมู่นักเทคนิคการแพทย์ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลไทยที่ต่างไถ่ถามนินทาว่าไม่เชื่อ หาว่ารัฐบาลปิดข่าว บิดเบือนข่าว ต้องบอกกันตรงๆ ว่ากรณีนี้ไม่มีการบิดเบือนข่าว ข่าวจริงคงปิดกันไม่ได้ ปิดไม่อยู่ และในความเป็นจริงที่ประชาชนมีวุฒิภาวะในการร่วมตัดสินใจเองได้ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การปิดข่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่งอยู่แล้ว โควิดทำให้คะแนนรัฐบาลตีตื้นขึ้นมาไหม ทำให้คนศรัทธาเชื่อมั่นในรัฐบาลมากขึ้นไหม คำตอบส่วนหนึ่งคงชัดเจนจากกรณีนี้&amp;rdquo; นพ.สุภัทรกล่าว
ไร้คนไทยติดเชื้อ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะเดียวกัน นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงสถานการณ์ประจำวัน ว่ามีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 18 ราย ทั้งหมดเป็นต่างด้าวจากศูนย์กักกัน อ.สะเดา จ.สงขลา ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 2,987 ราย วันนี้มีรักษาหายป่วยเพิ่ม 1 ราย รวมหายกลับบ้านแล้ว 2,740 ราย รักษาตัวอยู่ 193 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม ยอดผู้เสียชีวิตรวมทั้งหมด 54 ราย ทั้งนี้กลุ่มที่พบผู้ติดเชื้ออยู่ในวัย 20-29 ปี ส่วนรายใหม่ที่พบวันนี้ 18 รายนั้นเป็นหญิงอายุ 13-22 ปี 7 ราย และเป็นผู้ชายอายุ 10 ปี 1 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงการปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ด้านความมั่นคง ระหว่างวันที่ 3 พ.ค. เวลา 22.00 น. ถึงช่วงเช้าวันที่ 4 พ.ค. พบผู้ออกนอกเคหสถาน 690 ราย เพิ่มขึ้น 136 ราย มีผู้ชุมนุมมั่วสุม 129 ราย เพิ่มขึ้น 22 ราย ซึ่งพบว่าการดื่มสุรามาเป็นอันดับ 1 ที่ 60% เนื่องจากเมื่อวันที่ 3 พ.ค. มีการผ่อนปรนให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ อันดับ 2 คือการพนัน 21% และอันดับ 3 เสพยาติด 11% &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่า เมื่อผ่อนปรนให้ซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปรากฏภาพคนจำนวนมากแย่งกันซื้อสินค้า จะส่งผลให้มีการทบทวนมาตรการผ่อนคลายหรือไม่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ขอแสดงความห่วงใยต่อประชาชนที่อยู่ในภาพเหล่านั้น เป็นตัวอย่างและข้อเตือนใจว่าตอนเปลี่ยนผ่านเราต้องพยายามทำความเข้าใจว่าต้องมีการปรับพฤติกรรม แล้วท่านเองจะปลอดภัย ซึ่งข้อกำหนดเป็นมาตรการที่แจ้งออกมาแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากเดิม เป็นสิ่งที่เราทำกันมาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถ้าท่านยังยึดหลักเหมือนเดิม ถ้าทำได้ทั้งเรื่องทำความสะอาดพื้นที่ กำจัดขยะมูลฝอยทุกวัน สวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยสบู่ แอลกอฮอล์หรือเจลน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เว้นระยะห่างทั้งนั่งและยืนอย่างน้อย 1 เมตร และควบคุมจำนวนผู้ร่วมกิจกรรมไม่ให้แออัด หรือลดเวลาในการทำกิจกรรมให้สั้นลงเท่าที่จำเป็น ซึ่งเราจะประสบความสำเร็จแห่งหนึ่งของโลก เรายังต้องการความร่วมมืออยู่ เพื่อให้โรคออกจากประเทศไทยให้ได้ ให้มั่นใจว่าประเทศไม่มีคนติดเชื้อ ถึงวันนั้นเราจะใช้ชีวิตปกติได้&amp;nbsp;
ย้ำผู้ประกอบการต้องคุม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;เรามี 14 วันเปลี่ยนผ่านนี้ ถ้าร่วมมือกันจะใช้มันอย่างคุ้มค่า ตัวเลขการติดเชื้อน้อยลงแล้วจะได้ไปสู่ระยะที่ 2 ที่มีพื้นที่ที่จะไปได้มากกว่านี้ ซึ่งต้องเกิดจากความร่วมมือร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ศบค.จะจัดชุดข้อมูลเก็บเป็นสถิติ ถ้าเราผ่อนปรนแล้วตัวเลขติดเชื้อน้อยจะขยับในขั้นผ่อนปรนระยะต่อไป แต่ถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น มาตรการต้องถูกทบทวน ไม่ว่าจะให้หยุดหรือกลับไปที่เดิม เป็นการบังคับที่มีข้อจำกัดมากมาย เพื่อไม่ให้เราต้องป่วย ทำให้เราไม่ต้องตาย สิ่งที่เราร่วมกันมา 1 เดือนมีความหมายกับเรา และอีก 14 วันจากนี้ก็มีความหมายมาก ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำมากกว่าผู้ใช้บริการ และผู้ใช้บริการต้องให้ความร่วมมือ และตรวจสอบผู้ประกอบการ ขณะที่ภาครัฐจะกำกับติดตามดูแลตรวจสอบทั้งสองส่วน เราต้องทำงานร่วมกันทั้งหมดสามส่วนนี้&amp;rdquo; นพ.ทวีศิลป์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามว่าในส่วนมาตรการผ่อนปรนนั้น สถานเสริมความงามสามารถเปิดได้หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ระบุว่า ตามข้อกำหนดในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฉบับที่ 5 (6) ยืนยันว่าคลินิกเวชกรรมเสริมความงามนั้น มีคำสั่งปิดสถานที่ เพราะมีโอกาสเสี่ยงแพร่เชื้อโรค ซึ่งอยู่ในโหมดเดียวกับโรงมหรสพ ผับ บาร์ เพราะต้องทำกิจกรรมใช้เวลานาน และเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นค่อนข้างน้อย ยืนยันว่าต้องปิดอยู่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวประเด็นนี้ว่า หลังมีการผ่อนปรนมาตรการ พบว่ามีประชาชนหลายคนออกมาออกกำลังกายในสวนสาธารณะ ซึ่งยังใส่หน้ากากอนามัย รวมถึงมีการเว้นระยะห่างขณะทำกิจกรรม แต่คนเข้าไปจับจ่ายซื้อสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต โดยเฉพาะสุรา ยังพบว่ามีประชาชนแย่งซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวนมาก ซึ่งเป็นภาพที่ไม่สบายใจ จึงต้องมีการจัดระเบียบต่อแถวของผู้ซื้อ เพื่อลดโอกาสการสัมผัสใกล้ชิด เป็นหน้าที่ของสถานประกอบการที่ต้องดำเนินเรื่องความปลอดภัย โดยจะได้รับคำแนะนำให้ปรับปรุงวิธีการจำหน่าย ย้ำว่าสุราไม่จำเป็นต้องแย่งซื้อ เพราะว่ามีเพียงพอต่อการจำหน่ายอยู่แล้ว ทั้งนี้ ตามกฎหมายกำหนดให้ซื้อตามเวลาที่กำหนดคือ 11.00-14.00 น. และ 17.00-24.00 น.เท่านั้น อีกทั้งในวันที่ 6 พ.ค. จะเป็นวันวิสาขบูชา ซึ่งผู้ซื้อไม่สามารถซื้อเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ในวันดังกล่าวด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการตามสถานบริการต่างๆ ต้องตระหนักถึงความสำคัญ โครงการเว้นระยะห่าง และสวมใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อของคนที่อาจจะยังมีเชื้อไวรัสอยู่ และคนที่ยังไม่ได้รับเชื้อก็จะเป็นการป้องกันโรคด้วย
ยกหวัดใหญ่เป็นบทเรียน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวว่า คำเตือนจากเชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกได้ระบุว่า ประเทศต่างๆ ที่ผ่อนคลายมาตรการควบคุม ต้องเฝ้าระวังถึงการติดเชื้อที่จะพุ่งขึ้นมาใหม่ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการกลับมาของโรคโควิด-19 ในชุมชนแล้วหรือไม่ เพราะโอกาสที่เชื้อจะกลับมาใหม่นั้นเป็นไปได้ เนื่องจากประชาชนพบปะกันมากขึ้น และในบางจุดจะมีกิจกรรมที่มีความเสี่ยง เช่น ตั้งวงทานอาหาร มีการสังสรรค์ดื่มสุรา ดังนั้นการรับมือเกี่ยวกับการแพร่ระบาด จึงต้องมีการเฝ้าระวังอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;บทเรียนในอดีต เมื่อเกิดการระบาด สายพันธุ์ของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในทั่วโลกเมื่อปี 1918 จะพบว่าการระบาดมีหลายระลอก โดยระลอกแรกประเทศส่วนใหญ่จะรับมือได้ดี เพราะมีผู้ป่วยมาก แต่มีบางประเทศ ที่มีการระบาดในระลอกที่ 2 อย่างรุนแรง เมื่อประชาชนคลายความตระหนัก ในเรื่องการป้องกันโรค ดังนั้นประเทศไทยจึงไม่สามารถประมาทได้ ว่าจะมีการกลับมาของโรคโควิด-19 ในระลอกที่ 2 หรือไม่ สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดคือการคงมาตรการอยู่ เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่เชื้อให้ได้มากที่สุด&amp;rdquo; นพ.โสภณกล่าว และว่า สัญญาณต่อไปที่ต้องดูคือการเจ็บป่วยของโรคทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดสะท้อนให้เห็นถึงการติดแพร่เชื้อ ดังนั้นในสัปดาห์หน้าหน่วยงานต่างๆ จะเฝ้าระวังโรคติดต่อทางเดินหายใจ ที่มีโอกาสพบและตรวจหาว่าอะไรที่เป็นเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค อีกทั้งดูจำนวนผู้ติดเชื้อ และพฤติกรรมของประชาชนว่ายังป้องกันตัวเองอย่างเข้มงวดหรือไม่ หากผู้ป่วยมีจำนวนเพิ่มขึ้นในสัปดาห์หน้า ก็ต้องรีบค้นหาสาเหตุ และทบทวนว่ามาตรการใดที่ยังมีจุดอ่อน เพื่อจะเสริมมาตรการให้เข้มแข็งมากขึ้น.
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65052</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ต่างด้าวติดเชื้อ, ผลตรวจโควิด-19, ยะลา, ศูนย์สงขลา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19, โรงพยาบาลจะนะ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200504/image_big_5eb00f90189e0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
