<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>45155</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/09/2019 12:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2019 09:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คืน&quot;นกกระเรียนพันธุ์ไทย &quot;กลับสู่ธรรมชาติ         </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ตามพื้นที่ชุ่มน้ำที่ในประเทศไทย &amp;nbsp;เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้อยใหญ่มากมาย รวมทั้ง นกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่ในอดีตพบเจอได้ง่าย แต่ ปัจจุบันนกกระเรียนไทย กลายเป็นสัตว์หายาก สาเหตุเนื่องจากการพัฒนาและการขยายตัวของเมืองทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำหลายแห่งเสื่อมโทรม มีการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี &amp;nbsp;หรือการล่า ที่ยังคงมีการลักลอบทำกันอยู่ทั้งเพื่อนำไปเป็นสัตว์ในครอบครองและเพื่อบริโภค ทำให้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว นกกระเรียนพันธุ์ได้ถูกระบุเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วในธรรมชาติ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ความสุ่มเสี่ยงสูญพันธุ์ของนักกระเรียนพันธุ์ไทย ทำให้ต่อมา ได้มีการจัดให้นกกระเรียนพันธุ์ไทยเป็น&amp;nbsp;1 ในสัตว์ป่าสงวนตาม พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.&amp;nbsp;2535&amp;nbsp;และเป็นสัตว์ในบัญชี 2&amp;nbsp;ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มน้ำ &amp;nbsp; ก็เคยเป็นแหล่งอยู่อาศัยของนกกระเรียนพันธุ์ไทยจำนวนมากมาก่อน จากหลักฐานภาพถ่ายของครอบครัว ครูคุ้ม เอี่ยมศิริ ชาวบ้านอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก ต. ประโคนชัย อ.ประโคนชัย &amp;nbsp;บ้านบัว จ.บุรีรัมย์ หรือในบันทึกลานกระเรียน ในรัชกาลที่ 5 เป็นหลักฐานว่าเคยมีนกระเรียนอยู่มากมายในจ.บุรีรัมย์ &amp;nbsp;แต่ก็ประสบปัญหาเหมือนพื้นที่ชุ่มน้ำอื่นๆ คือ นกกระเรียนค่อยๆลดจำนวนลงและเสี่ยงต่อการสูญหาย &amp;nbsp; และเมื่อมีกฎหมายคุ้มครองนักกระเรียนไทยให้เป็นสัตว์สงวน มีความพยายามอนุรักษ์ &amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณตะเข็บชายแดนบุรีรัมย์กับกัมพูชา ได้นำนกกระเรียนไทยมาบริจาค นอกจากนี้ ยังมีคนที่ครอบครองนกกระเรียนดังกล่าว ได้นำมาส่งคืนอีก ประมาณ 20 ตัว รวมกับที่มีอยู่ในสวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ซึ่งเป็นสถานที่เพาะขยายพันธุ์นกกระเรียนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไข่นกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลูกนกกระเรียนที่เสัียชีวิตแล้วถูกดองไว้ในขวดเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการเกี่ยวกับนกกระเรียนพันธุ์ไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;จนในปี&amp;nbsp;2552&amp;nbsp;มีลูกนกกระเรียนที่เกิดใหม่รวม&amp;nbsp;100&amp;nbsp;ตัว&amp;nbsp;องค์การสวนสัตว์(อสส.)&amp;nbsp;จึงได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนกลับคืนสู่ธรรมชาติใน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;แหล่งทั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบงคาย&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าห้วยตลาดและห้วยจระเข้มาก&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ&amp;nbsp;&amp;nbsp;เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว&amp;nbsp;และทุ่งกะมัง&amp;nbsp;&amp;nbsp;แต่ก็พบว่าไม่ประสบผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปล่อยนกระเรียน10ตัว คืนสู่ธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และในปี &amp;nbsp;2554&amp;nbsp;ได้มีการทดลองปล่อยนกกระเรียนไทย จำนวน&amp;nbsp;10&amp;nbsp;ตัว อีกครั้งที่&amp;nbsp;เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ จากการติดตามพบว่านกกระเรียนดังกล่าวสามารถดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้ตามปกติ เป็นสัญญาณบ่งชี้ได้ดีว่า พื้นที่ชุ่มน้ำเนื้อที่เกือบ 4 พันไร่แห่งนี้ มีความอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งอาหารที่เพียงพอ อีกทั้งชาวบ้านยังทำการเกษตรแบบอินทรีย์ &amp;nbsp;และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์นกกระเรียน เป็นเหตุผลให้เกิดการจัดตั้ง ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยองค์การสวนสัตว์(อสส.) ร่วมกับ บริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) บมจ.ทรูคอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตร ที่ได้มีการปล่อยนกกระเรียนเพิ่มอีก 10 ตัว เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัด และดูแลอนุรักษ์เหล่านกกระเรียนพันธุ์ไทยเพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและขยายพันธ์ต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ กล่าวว่า เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิต ของกองทุนสิ่งแวดล้อม โดยเป็นงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด(มหาชน) ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และอนุรักษ์ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชุมชน อีกทั้งยังต่อยอดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สวนสัตว์นครราชสีมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายณัฐวัฒน์ แปวกระโทก นักวิจัยภาคสนาม สังกัดสำนักอนุรักษ์และวิจัยองค์การสวนสัตว์ สวนสัตว์นครราชสีมา&amp;nbsp;ได้เล่าว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย(Eastern Sarus Crane)&amp;nbsp;นับว่ามีลักษณะเด่นที่บินได้สูงที่สุดในชนิดพันธุ์ย่อยของนกกระเรียนพันธุ์เอเชีย ที่มีอีก 2 สายพันธุ์ ได้แก่&amp;nbsp;นกกระเรียนพันธุ์อินเดีย(Indian Sarus Crane)&amp;nbsp;ในสายพันธุ์ย่อยนับว่ามีขนาดใหญ่ที่สุด และนกกระเรียนสายพันธุ์ออสเตรเลีย (Australian Sarus Crane)&amp;nbsp;ที่มีขนาดเล็กที่สุด ในช่วงที่ไม่มีการพบนกกระเรียนที่ไทย&amp;nbsp;ก็จะพบได้ในบางประเทศเท่านั้น คือ กัมพูชา พม่า และเวียดนาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่บางส่วนที่จัดแสดงนกกระเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม เล่าต่อว่า&amp;nbsp;จากการที่นกกระเรียนสูญหายไปในธรรมชาติ ทำให้เกิดโครงการวิจัยเพื่อขยายพันธุ์นกกระเรียนทั้งแบบเทียมและแบบธรรมชาติ เพื่อปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งก็ได้มีการเรียนรู้จากมูลนิธินกกระเรียนสากล (International Crane Foundation) รัฐวิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา&amp;nbsp;ทั้งวิธีการเลี้ยง ที่ผู้เลี้ยงต้องส่วมชุดมาสคอสเพื่อให้กลมกลืน การผสมพันธุ์ มาปรับใช้ในประเทศไทยจนประสบผลสำเร็จ โดยได้เลือกพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์&amp;nbsp;แห่งเดียวในประเทศไทย จากการคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความเหมาะสมทั้งพื้นที่ที่พบว่ามีหญ้าแห้วทรงกระเทียม เป็นพืชตระกูลกก คล้ายกับสมหวังที่รับประทาน ซึ่งเป็นอาหารทดแทน กินในช่วงฤดูแล้งได้ และชาวบ้านที่มีความเข้าใจและพร้อมมีส่วนร่วมในการดูแลอนุรักษ์ ให้เป็นพื้นที่ปล่อยนกกระเรียนคืนสู่ธรรมชาติ โดยมีการใส่หวงขาที่ตัวนกเพื่อทำการติดตาม เพราะเป็นพื้นที่กว้างขนาดใหญ่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo;ดังนั้นตั้งแต่ปี 2554&amp;nbsp;&amp;ndash;&amp;nbsp;ปัจจุบัน ได้มีการปล่อยนกกระเรียนทั้งหมด 114 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว เกิดในธรรมชาติ 15 ตัว และ&amp;nbsp;ในสวนสัตว์นครราชสีมาที่พ่อพันธุ์แม่พันธุ์ราวๆ 100 ตัว และคาดว่าในทุกปีจะมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ประมาณ 10-15 ตัว หรือขึ้นอยู่กับการว่างไข่ในปีนั้นๆด้วย&amp;rdquo;&amp;nbsp;นักวิจัยภาคสนาม&amp;nbsp;เล่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายทองพูน อุ่นจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านสวาย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้เล่าให้ฟังว่า จากคำบอกเล่าของรุ่นพ่อแม่ที่มีอายุ 80 ปี &amp;nbsp;ว่าในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยจระเข้มาก มีการพบนกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบนี้ แต่ก็มีการล่านำมาเป็นสัตว์เลี้ยงและบริโภคเพราะเมื่อก่อนยังไม่มี&amp;nbsp;พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า&amp;nbsp;จนมันหายไปไม่เคยอีกเลย จนกระทั่งได้มีโครงการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ ก็ต้องไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านว่าจะมีการอยู่รวมกันอย่างไร เพราะด้วยวิถีนกกระเรียนที่กิน หอย ปู ปลา และวัชพืชในนาข้าว ก็ไม่ได้เป็นปัญหา อุ้งเท้าของมันก็ไม่ได้ทำลายนาเสียหาย เมื่อนกกระเรียนวางไข่ หรือเวลาบินไปที่ไหนก็จะมีการรายงานกันอยู่ตลอด เพราะหวังว่านกกระเรียนจะมีการขยายพันธุ์สู่ธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห่วงขาไว้ใส่นกระเรียนที่ผ่านการผสมพันธุ์ เพื่อขยายจำนวน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยในศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จะมีการจัดแสดงประวัติความเป็นมาของนกกระเรียนชนิดพันธุ์ต่างๆ และความเป็นมาของนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีทั้งโหลดองลูกนกกระเรียน ไข่ ขน หรือห่วงขาที่ใช้สำหรับติดตามนกกระเรียน รวมไปถึงหอดูนก และพื้นที่จัดแสดงนกกระเรียนพันธุ์ไทย 2 ตัว เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้ชมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พื้นที่ไว้บางส่วนที่มีไว้่เพื่อจัดแสดงนกกระเรียน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ยังสามารถติดตามดูนกกระเรียนพันธุ์ได้ง่ายขึ้น ดร.ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวถึง การจัดทำแอปพลิเคชัน Doo Nok (ดูนก) ซึ่งจัดว่าเป็นโครงการระยะยาว เพื่อเป็นอีกช่องทางในการรับทราบจุดที่จะพบนกกระเรียนพันธุ์ไทย โดยมีฟังก์ชั่นพิเศษในการทราบพิกัดที่จะพบเจอนก และยังเป็นการรวบรวมข้อมูลพันธุ์นกกว่า 500 ชนิด สามารถดาวน์โหลดได้แล้วทั้งในระบบ iOS App store และ Google Play store&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นกกระเรียนพันธุ์ไทยที่จัดแสดง


&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45155</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธีรพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, สวนสัตว์นครราชสีมา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190906/image_big_5d725210b9e73.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>42775</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2019 17:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2019 17:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>องค์การสวนสัตว์เปิดศูนย์อนุรักษ์ &#039;นกกระเรียนพันธุ์ไทย&#039; แหล่งเรียนรู้ใหม่บุรีรัมย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ร่วมกับหลายหน่วยงาน เปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย อย่างยิ่งใหญ่ มุ่งหวังให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ เพิ่มอีก 10 ตัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 ส.ค.62 -ที่ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ตำบลสะแกโพรง อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ องค์การสวนสัตว์ (อสส.) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรกว่า 10 หน่วยงาน เปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีนายยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด มีนายธีรวัฒน์ วุฒิคุณ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายเบญจพล นาคประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การสวนสัตว์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ฯ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น นักเรียน และประชาชน ร่วมงานจำนวนมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ เกิดจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานที่ต่างตระหนักถึงความสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธ์ไทย จนทำให้ก่อเกิดเป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของจังหวัดบุรีรัมย์ ภายในงานได้มีการเปิดอาคารศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จังหวัดบุรีรัมย์ แห่งแรกของประเทศไทย พร้อมนี้ได้มีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติจำนวน 10 ตัว และจัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมฐานการเรียนรู้ของกลุ่มเครือข่ายที่สนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายยุทธพล กล่าวว่า ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยแห่งนี้ เป็นการต่อยอดการดำเนินงานโครงการอนุรักษ์ถิ่นอาศัยของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ที่มีความสำคัญระดับโลกในพื้นที่ภาคการผลิตของกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนการก่อสร้างจากบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ที่สำคัญของจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นการถ่ายทอดความสำเร็จด้านการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย ที่มีความเชื่อมโยงกับวิถีชุมชน และองค์ความรู้ท้องถิ่นที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ยังจะสามารถต่อยอดในการสร้างโอกาสทางด้านเศรษฐกิจและส่งเสริมให้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไป ได้มีแหล่งเรียนรู้ศึกษาดูงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยแบบจับต้องได้ตามหลักวิชาการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบัน องค์การสวนสัตว์ประสบความสำเร็จ และมีการปล่อยนกกระเรียนพันธุ์ไทยคืนสู่พื้นที่ธรรมชาติได้มากถึง 105 ตัว มีชีวิตรอดในธรรมชาติ 71 ตัว และทำให้มีลูกนกกระเรียนพันธุ์ไทยเกิดในธรรมชาติไม่น้อยกว่า 15 ตัว หลังจากที่เคยสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติกว่า 50 ปี อย่างไรก็ตามหวังว่า ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจะเป็นศูนย์แห่งการเรียนที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/42775</URL_LINK>
                <HASHTAG>จังหวัดบุรีรัมย์, นกกระเรียนพันธุ์ไทย, ปล่อยนกกระเรียนคืนธรรมชาติ, ศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย, องค์การสวนสัตว์, แหล่งท่องเที่ยวใหม่บุรีรัมย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190805/image_big_5d47fd5bc3cdc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
