<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>53774</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สรุป‘7วันอตร.’ เสียชีวิต373ศพ เหตุหลักเมาขับ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สรุป 7 วันอันตราย มีผู้เสียชีวิต 373 ราย บาดเจ็บ 3,499 คน กทม.ตายมากสุด 15 ราย สาเหตุเมาซิ่ง ขับรถเร็ว มี 6 จังหวัดไร้ผู้เสียชีวิต คือ ตราด พะเยา แม่ฮ่องสอน ยะลา ลำพูน และสตูล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ในฐานะประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 กล่าวว่า สถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 354 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 45 ราย ผู้บาดเจ็บ 359 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วร้อยละ 30.23 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 23.73 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ร้อยละ 82.97 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 61.30, ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 42.94, ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 29.66 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่ ช่วงเวลา 16.01-20.00 น. ร้อยละ 28.53
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลสรุปการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.62-2 ม.ค.63 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,421 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 373 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,499 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตมี 6 จังหวัด คือ ตราด พะเยา แม่ฮ่องสอน ยะลา ลำพูน และสตูล จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ สงขลา 116 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด คือ กรุงเทพมหานคร 15 ราย และจังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือ สงขลา 121 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ดื่มแล้วขับ รองลงมาขับรถเร็ว และไม่สวมหมวกนิรภัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ตัวเลขสรุปยอดรวมปริมาณคดีความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ของกลุ่มศาลอาญา, กลุ่มศาลจังหวัด, กลุ่มศาลแขวง ในช่วง 7 วันอันตรายเทศกาลปีใหม่ 2563 ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.62-2 ม.ค.63 ซึ่งรวบรวมข้อมูลสถิติโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรมว่าจำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา รวมทั้งสิ้น 25,376 คดี ซึ่งพิพากษาเสร็จทั้งสิ้น 24,986 คดี คิดเป็นร้อยละ 98.46 โดยจังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ 1.จ.นครราชสีมา 1,140 คดี 2.กรุงเทพมหานคร 1,124 คดี 3.จ.ชลบุรี 997 คดี 4.จ.เชียงใหม่ 982 คดี 5.จ.ร้อยเอ็ด 870 คดี สำหรับข้อหาที่มีการกระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 23,723 คน 2.ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 3,879 คน 3.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 344 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ในส่วนสถิติความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ของกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว มีจำนวนคำร้องที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 358 คำร้อง โดยข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ 1.ขับรถขณะเมาสุรา 284 ข้อหา 2.ขับรถขณะเสพยาเสพติด 63 ข้อหา 3.ขับรถโดยไม่มีใบขับขี่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รมช.มหาดไทยกล่าวต่อว่า เมื่อเปรียบเทียบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับปี 2562 การเกิดอุบัติเหตุลดลง 370 ครั้ง ผู้บาดเจ็บลดลง 393 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 90 คน จากสถิติอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 พบว่าสาเหตุหลักของอุบัติเหตุทางถนนยังคงเกิดจากการเมาแล้วขับ และขับรถเร็ว รวมถึงผู้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ ที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงสุด ซึ่งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนได้ประสานจังหวัดบูรณาการสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยกำชับให้จังหวัดถอดบทเรียนและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงอุบัติเหตุในเชิงลึกอย่างเข้มขั้นและต่อเนื่อง รวมทั้งค้นหาปัญหาอุปสรรคและปัจจัยความสำเร็จในการลดอุบัติเหตุทางถนน เพื่อนำไปสู่การกำหนดมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพปัญหาอุบัติเหตุทางถนนในแต่ละพื้นที่ พร้อมบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพฤติกรรมเสี่ยงที่เป็นปัจจัยทำให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรง คือ ดื่มแล้วขับ ขับรถเร็วและการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลในโอกาสต่อไป
เตรียมล้อมคอกต่อไป
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายนิพนธ์กล่าวอีกว่า ศปถ.จะได้ดำเนินการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยบังคับใช้กฎหมายควบคู่กับการรณรงค์ประชาสัมพันธ์อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ตลอดจนปรับเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งจะเป็นรากฐานในการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืนในสังคมไทยต่อไป ท้ายนี้ ในนามของรัฐบาล ขอขอบคุณหน่วยงานทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนเครือข่ายอาสาสมัคร จิตอาสาพระราชทาน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่ได้ร่วม เป็นส่วนหนึ่งในการอำนวยความสะดวกและสร้างความปลอดภัยในการเดินทางสัญจรให้แก่พี่น้องประชาชน ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ และถือเป็นความสำเร็จร่วมกัน ที่ทุกคนได้ทำประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยสรุปยอดรวมปริมาณคดีความผิด ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ที่เข้าสู่การพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นทั่วประเทศ ของกลุ่มศาลอาญา, กลุ่มศาลจังหวัด, กลุ่มศาลแขวง ในช่วง 7 วันอันตราย เทศกาลปีใหม่ 2563 (ระหว่างวันที่ 27 ธันวาคม 2562 &amp;nbsp;ถึง 2 มกราคม 2563) ซึ่งรวบรวมข้อมูลสถิติโดยศูนย์ข้อมูลคดี สำนักแผนงานและงบประมาณ สำนักงานศาลยุติธรรม &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โดยแบ่งเป็น 1.จำนวนคดีที่ขึ้นสู่การพิจารณา รวมทั้งสิ้น 25376 คดี 2.จำนวนคดีที่พิพากษาแล้วเสร็จ รวมทั้งสิ้น 24986 คดี (คิดเป็นร้อยละ 98.46)&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ นครราชสีมา จำนวน 1140 คดี, กรุงเทพมหานคร จำนวน 1124 คดี, ชลบุรี จำนวน 997 คดี, เชียงใหม่ &amp;nbsp;จำนวน 982 คดี, ร้อยเอ็ด &amp;nbsp; จำนวน 870 คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลที่มีปริมาณคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ &amp;nbsp;ศาลแขวงเชียงใหม่ จำนวน 876 คดี, ศาลจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 870 คดี, ศาลแขวงอุบลราชธานี &amp;nbsp;จำนวน 734 คดี, ศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 634 คดี, ศาลแขวงนครราชสีมา จำนวน 619 คดี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ข้อหาที่มีการกระทำความผิดสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 23723 คน, ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต &amp;nbsp;จำนวน 3879 คน, ขับรถขณะเสพยาเสพติด จำนวน 344 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถิติความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ของกลุ่มศาลเยาวชนและครอบครัว 1.จำนวนคำร้องที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 358 คำร้อง 2.จำนวนข้อหาที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ ขับรถขณะเมาสุรา 284 ข้อหา, ขับรถขณะเสพยาเสพติด 63 ข้อหา, ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต 6 ข้อหา, ขับรถประมาท 2 ข้อหา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จำนวนผู้ต้องหาที่เข้าสู่การตรวจสอบการจับ รวมทั้งสิ้น 359 คน แบ่งเป็น เพศหญิง 18 คน, เพศชาย 341 คน&amp;nbsp;
เชียงใหม่ตาย 14 ศพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ นายคมสัน? สุวรรณ?อัมพา? รองผู้ว่า?ราชการ?จังหวัดเชียงใหม่? เป็นประธานในการประชุมสรุปการปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ของศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดเชียงใหม่ โดยจังหวัดเชียงใหม่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุรวม 104 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 104 ราย มีผู้เสียชีวิต 14 ราย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยเฉพาะวันสุดท้าย วันที่ 2 มกราคม มีผู้เสียชีวิตมากถึง 5 ราย สถิติการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า 3 ปี ย้อนหลัง 25.99% ในขณะที่ผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้น 14.28% อำเภอสันทราย เป็นพื้นที่มีทั้งอุบัติเหตุและผู้บาดเจ็บรวมถึงผู้เสียชีวิตมากที่สุด รองลงมาคืออำเภอเมือง?ฯ ดอยสะเก็ด? แม่ริม? สารภี? ในขณะที่? 4? อำเภอไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเลยคือ? กัลยาณิวัฒนา? อมก๋อย? แม่ออน และไชยปราการ? ส่วนสาเหตุหลักมากสุดยังเกิดจากการเมาแล้วขับ? ขับรถ?เร็ว?เกิน?กำหนด? สภาพถนน? ทัศนวิสัย? ตัดหน้า?กระชั้น?ชิด? ฝ่าฝืนสัญญาณ? ยานพาหนะ?ที่เกิดเหตุ?สูงสุด?คือ? จักรยาน?ยนต์?เกิน? ?86% เส้นทางตรงมีเหตุสูงสุดทั้งถนนทางหลวง?และ?ถนน? อบต.?/หมู่บ้าน? ช่วงเวลาที่เกิดเหตุ?มากสุดคือ? 16.00-24.00 น. ?และ?เกิน 59% เป็นคนในพื้นที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตั้งจุดตรวจบูรณาการ?และด่านชุมชนกว่า 1,000 แห่ง และตรวจตามมาตรการ? 10? รสขม? 74,385 คัน? พบกระทำผิดถึง? 30,522 คัน? หรือ? ?41.03% เพิ่มจากปีก่อน? 3.67% ฐานความผิดสูงสุดคือ ไม่สวมหมวกนิรภัย? 10,623 คน? รองลงมาเป็นไม่มีใบอนุญาต?ขับขี่? ไม่คาดเข็มขัด?นิรภัย?ขับเร็วเกินกำหนด? มอเตอร์?ไซค์ไม่?ปลอดภัย? เมา? โทรศัพท์? ฝ่าฝืนสัญญาณ? ที่ประชุมมีการประเมินสถานการณ์พร้อมให้สรุปและถอดบทเรียนจุดอ่อนทั้งหมดเพื่อปรับในการทำแผนรับมือในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงแผนรับมืออุบัติเหตุในภาพรวม เพื่อป้องกันและลดความสูญเสีย เนื่องจากเป็นเมืองท่องเที่ยวมีปริมาณการจราจรที่หนาแน่นทุกปี และสาเหตุก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุพจน์ รอดเรือง ณ หนองคาย รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ในปี 2563 จังหวัดภูเก็ตมีสถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงและการเสียชีวิตเป็นศูนย์ เป็นความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ที่ช่วยกันป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนและทางทะเล โดยเฉพาะการตั้งจุดตรวจจุดบริการที่มีความเข้มข้นและการเรียกตรวจรถอย่างเข้มงวด โดยโมเดลการปฏิบัติงานในช่วงเทศกาลปีใหม่จะนำไปวางแผนในการป้องกันและลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายประพันธ์ ขันธ์พระแสง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต ในฐานะฝ่ายเลขานุการและคณะกรรมการศูนย์ฯ รายงานผลสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนประจำวันช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 จังหวัดภูเก็ต ประจำวันที่ 2 มกราคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ 7 ของการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 จังหวัดภูเก็ต เกิดอุบัติทางถนน จำนวน 1 ครั้ง โดยเกิดในพื้นที่อำเภอเมืองฯ จำนวน 1 ครั้ง รวมมีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สรุปยอดสะสม 7 วัน (วันที่ 27 ธันวาคม 2562-2 มกราคม 2563) เกิดอุบัติเหตุรวม 47 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 54 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต โดยรถจักรยานยนต์ยังเป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด และอุบัติเหตุเกิดในถนนเทศบาล สรุปผลการเรียกตรวจยานพาหนะ ในจุดตรวจทั้ง 3 อำเภอ เรียกตรวจรถจำนวน 5,985 คัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผลการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดกฎจราจร 10 ข้อหาหลัก จับกุม ไม่สวมหมวกนิรภัย 406 ราย, ไม่มีใบขับขี่ 228 ราย, ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 60 ราย, ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร 49 ราย, ขับรถย้อนศร 43 ราย, เมาสุรา 43 ราย, ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ขณะขับรถ 36 ราย, มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย 31 ราย, แซงในที่คับขัน 28 รายและความเร็วเกินกำหนด 6 ราย
ในทะเลไม่มีอุบัติเหตุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางทะเล พบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุในทะเลไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและไม่มีผู้เสียชีวิต โดยในวันที่ 2 มกราคม 2563 มีเรือโดยสารออกจากท่าเทียบเรือของจังหวัดภูเก็ต จำนวน &amp;nbsp;663 เที่ยว และมีเรือเข้ามา 662 เที่ยว มีผู้โดยสารออก 20,236 คน และมีผู้โดยสารเข้ามา จำนวน 19,179 คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยการเดินทางทางอากาศโดยท่าอากาศยานภูเก็ตเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยพบว่าวันที่ 2 มกราคม 2563 มีจำนวนผู้โดยสารใช้บริการท่าอากาศยานภูเก็ต จำนวน &amp;nbsp;62,809 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.01 เมื่อเทียบกับปี 2562 มีผู้โดยสาร 59,248 คน และมีเที่ยวบินจำนวน 352 เที่ยว เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.86 เมื่อเทียบกับปี 2562 มีเที่ยวบิน 349 เที่ยวบิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ห้องประชุมพระธาตุพนม ชั้น 3 ศาลากลางจังหวัดนครพนม นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม มอบหมายให้นายรังสรรค์ คัมภิรานนท์ รอง ผวจ. ร่วมกับนายนิติพัฒน์ ลีลาเลิศแล้ว ปลัดจังหวัดนครพนม, พ.ต.อ.ธีฑัต อิ่มทั่ว รอง ผบก.ภ.จว.นครพนม, ว่าที่ ร.ต.ยอดเพ็ชร คำแสงดี รอง ผอ.ทางหลวงแผ่นดินฯ, นายวัชรินทร์ สมมิตร รักษาราชการขนส่งจังหวัดนครพนม ฯลฯ แถลงสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ช่วง 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.2562-2 ม.ค.2563 โดยนายเดชา พลกล้า ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครพนม รายงานว่าจุดตรวจหลัก 25 จุด ได้เรียกตรวจยานพาหนะรวมทั้งสิ้น 216,084 &amp;nbsp;คัน เพิ่มจากปี 2562 จำนวน 31,574 คัน จับกุมผู้กระทำผิดกฎจราจร ส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย 22,466 ราย เพิ่มจากปีที่แล้ว 3,987 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยผู้ที่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายจราจร 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ไม่มีใบขับขี่ 8,170 ราย 2.ไม่สวมหมวกนิรภัย 5,533 ราย และ 3.ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 3,661 ราย นอกจากนี้จับกุมคนดื่มแล้วขับ 643 ราย แยกเป็นชาย &amp;nbsp;608 หญิง 35 คน เกิดอุบัติเหตุรวม 31 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 33 คน (ชาย 24 หญิง 9 ราย) มีผู้เสียชีวิต 2 ราย เป็นชายทั้งคู่ อยู่ในพื้นที่อำเภอนาหว้าและธาตุพนม (ลดลงจากเทศกาลปีใหม่ 2562 ที่เสียชีวิต 4 ราย) อำเภอที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดได้แก่อำเภอเมืองนครพนม 16 ครั้ง รองลงมาเป็นอำเภอบ้านแพง 7 ครั้ง, อำเภอธาตุพนม 5 ครั้ง, อำเภอโพนสวรรค์, นาหว้า และอำเภอเรณูนคร เกิดแห่งละ 1 ครั้ง ส่วนอำเภอที่ไม่มีผู้บาดเจ็บสาหัส และไม่มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมี 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอท่าอุเทน, นาทม, นาแก, ปลาปาก, วังยาง และอำเภอศรีสงคราม สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด และเมาสุรา ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์.
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53774</URL_LINK>
                <HASHTAG>499 คน, 7 วันอันตราย, ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร, บาดเจ็บ 3, ผู้เสียชีวิต 373 ราย, ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, เมาขับ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200103/image_big_5e0f4c00afccf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>53717</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/01/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/01/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชงเปลี่ยน7วันแห่งความสุข</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 6 ของ 7 วันอันตรายปีใหม่ 63 ยอดเสียชีวิตจากอุบัติเหตุพุ่งเป็น 317 ศพ ผู้บาดเจ็บรวม 3,160 ราย &amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ไอเดียกระฉูดเสนอเปลี่ยนชื่อ 7 วันอันตรายฟังแล้วไม่สร้างสรรค์ อยากให้เปลี่ยนเป็น 7 วันเทศกาลแห่งความสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563 ว่า วันที่ 1 ม.ค.2563 ซึ่งเป็นวันที่หกของช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ และการรณรงค์ &amp;ldquo;ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร&amp;rdquo; เกิดอุบัติเหตุ 547 ครั้ง ผู้เสียชีวิต 55 ราย ผู้บาดเจ็บ 577 คน สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 39.31 ขับรถเร็ว ร้อยละ 28.34 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 79.35 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง 65.81 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 36.75 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 35.83 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 00.01-04.00 น. ร้อยละ 30.71
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการจัดตั้งจุดตรวจหลัก 2,036 จุด เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน 64,989 คน เรียกตรวจยานพาหนะ 1,014,405 คัน มีผู้ถูกดำเนินคดี รวม 246,328 ราย มีความผิดฐานไม่สวมหมวกนิรภัย 61,416 ราย ไม่มีใบขับขี่ 55,467 ราย โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สงขลา 32 ครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ ราชบุรี และอุดรธานี จังหวัดละ 4 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สงขลา 35 คน สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 6 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค. 2562-1 ม.ค.2563 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,076 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม 317 ราย ผู้บาดเจ็บรวม 3,160 คน จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือตายเป็นศูนย์ มี 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด พะเยา ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ยะลา ลำพูน และสตูล จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ สงขลา 95 ครั้ง จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 14 ราย จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ สงขลา 100 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ประชาชนบางส่วนยังคงอยู่ระหว่างการเดินทางกลับ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) จึงได้ประสานจังหวัดดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตลอดเส้นทาง เปิดช่องทางพิเศษเพื่อเร่งระบายรถ และปิดจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ อาทิ ตั้งกรวยริมไหล่ทาง ปิดจุดกลับรถ เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ประเมินความพร้อมของผู้ขับขี่ อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยแก่ประชาชนที่ยังคงตกค้างบริเวณสถานีขนส่ง ท่าอากาศยาน ท่าเทียบเรือ และสถานีรถไฟทุกแห่งให้เดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เลขานุการ ศปถ. กล่าวว่า จากการวิเคราะห์สถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วง 6 วันที่ผ่านมา พบว่า สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ยังคงเกิดจากการดื่มแล้วขับ และขับรถเร็ว จึงขอฝากเตือนประชาชนให้เตรียมร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มไม่ขับ เพิ่มความระมัดระวังในการใช้รถใช้ถนน ไม่ขับรถเร็ว เว้นระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ไม่ตัดหน้าในระยะกระชั้นชิด ปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด และมีน้ำใจต่อผู้ร่วมใช้เส้นทาง เพื่อให้ทุกคนเดินทางถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าอยากให้ยกเป็นกรณีศึกษายอดผู้บาดเจ็บและศูนย์เสียจากการจราจรช่วงปีใหม่ จะต้องพิจารณาว่าเป็นการเสียชีวิตลักษณะใด รวมถึงช่วงเวลาเพื่อนำไปแก้ไขต่อไป&amp;nbsp;
7 วันแห่งความสุข
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ในส่วนของหน่วยงานราชการทำเต็มที่แล้ว ก็เป็นเรื่องของประชาชนที่ต้องระมัดระวังตัวเองด้วย แม้ว่าจากการรายงานยอดการสูญเสียจะน้อยลง แต่ผมก็ไม่สบายใจ เพราะยังมีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยคน หวังว่าในห้วงต่อไปเช่นเทศกาลสงกรานต์จะทำอย่างไรที่จะลดผู้เสียชีวิตลงได้&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวว่า สำหรับชื่อ 7 วันอันตรายฟังแล้วไม่สร้างสรรค์อยากให้เปลี่ยนเป็น 7 วันเทศกาลแห่งความสุขได้หรือไม่ เพื่อให้นึกถึงความสุขและความปลอดภัย เพราะมีผลกระทบทั้งตนเอง ลูกหลาน และค่ารักษาพยาบาล จึงมีความจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจประเภทนี้ พร้อมกันนี้ตนได้ให้แนวคิดเรื่องการทำถนนหนทางหรือการขยายช่องทางจราจรให้มากขึ้น หากมีความเป็นไปได้สามารถสร้างให้เส้นทางใดเสร็จก่อนก็ให้ดำเนินการทันที รวมถึงการปลูกสร้างขอให้อยู่ห่างไกลจากถนนหลัก ป้องกันปัญหาในอนาคตหากมีการขยายถนนออกไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในที่ประชุม ครม.วันนี้ได้มีการสรุปผลการดำเนินการจัดงานปีใหม่ในแต่ละพื้นที่ และขอบคุณเจ้าหน้าที่และจิตอาสาที่เข้ามาช่วยกันจำนวนมาก ทำให้การจัดงานปีใหม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยทั้งพื้นที่ กทม.และต่างจังหวัด รวมถึงการช่วยกันดูแลปัญหาจราจร ทั้งนี้ ปัญหาอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เกิดจากถนนสายรองและผู้ที่สูญเสียคือวัยหนุ่มสาว เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะสถิติการเพิ่มของประชากรน้อยลง การสูญเสียคนหนุ่มสาวเท่ากับสูญเสียแรงงาน ขอย้ำทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน รัฐบาลทำฝ่ายเดียวไม่ได้ อย่างในพื้นที่ กทม.มีผู้ร้องเรียนผู้ใช้รถจักรยานยนต์จำนวนมากกว่ามีการขับรถปาดซ้ายปาดขวาหรือแซงขึ้นมาอยู่ต้นทางไฟแดง ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและความไม่เอื้ออาทรต่อกัน เมื่อรถติดไฟแดง รถอยู่ตรงไหนก็ขอให้อยู่ตรงนั้น ไม่ต้องพยายามขึ้นมาข้างหน้า
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหารและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ที่ร่วมกันเสียสละปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของประชาชนและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ตลอดจนร่วมกันอำนวยความสะดวกการสัญจรของประชาชนและคุมเข้มมาตรการต่างๆ เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดเวลาเทศกาลแห่งความสุขของประชาชนในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พร้อมทั้งขอขอบคุณประชาชนที่ให้ความร่วมมืออย่างดีและเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในมาตรการดูแลความปลอดภัยต่างๆ และการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่กำหนดเพื่อส่วนรวม แม้อาจไม่ได้รับความสะดวกบ้าง อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ผ่านมา ซึ่งภาพรวมสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของไทยยังมีอัตราสูง สาเหตุหลักจากผู้ขับขี่เมาแล้วขับ การขับรถเร็ว และละเลยกฎจราจร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประวิตรยังได้กำชับให้ฝ่ายปกครอง ตำรวจและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องคุมเข้มมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจราจรและการขนส่งต่อเนื่องกันไป พร้อมทั้งร่วมรณรงค์สร้างความเข้าใจกับประชาชนควบคู่กันตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ต้องขอความร่วมมือสังคมได้ตระหนักถึงการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่ผ่านมา และใช้เป็นอุทาหรณ์ร่วมกันดูแลความปลอดภัยในครอบครัวด้วยการปลูกฝังวินัยจราจรและความปลอดภัยบนท้องถนนไปด้วยกัน เพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างเป็นผลร่วมกันในภาพรวม
&amp;quot;เจี๊ยบ&amp;quot;ตอบโต้ทุกเม็ด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายว่า ต้องนำสิ่งที่เกิดขึ้นไปวิเคราะห์ว่ามาตรการใดที่ทำแล้วเกิดผลให้จำนวนในอุบัติเหตุลดลง โดยเฉพาะจำนวนของผู้เสียชีวิตซึ่งจะต้องไปหามาตรการที่ต้องทำต่อเนื่องเพื่อให้ลดจำนวนลงได้มากกว่านี้ พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายและอำนวยความสะดวกในทุกด้านด้วยการปรับแผนให้สอดคล้องกับพื้นที่ มาตรการในถนนสายรองจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะต้องนำตัวเลขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นไปวิเคราะห์ก่อนว่าระหว่างสายหลักกับสายรองส่วนใดมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นน้อยกว่ากัน และต้องไปดูว่าเกิดจากมาตรการใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ร.ท.หญิงสุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้จะขึ้นปีใหม่แล้ว แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับยังพูดและคิดแบบไม่เข้าท่าเหมือนเดิม โดยเฉพาะการเสนอไอเดีย เปลี่ยนชื่อเรียก 7 วันอันตราย เพื่อลดอุบัติเหตุ ทั้งๆ ที่นั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ถูกจุด แต่ต้องแก้ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกการเคารพกฎจราจรของประชาชน และรณรงค์ให้ลดการบริโภคสิ่งมึนเมาต่างๆ โดยต้องปลูกฝังตั้งแต่ยังเป็นเด็ก รวมทั้งต้องออกแบบและบำรุงรักษาถนนหนทางให้ปลอดภัยสำหรับการขับขี่ เป็นต้น แต่เชื่อว่ารัฐบาลประยุทธ์คงทำไม่สำเร็จหรอก ตราบใดที่ผู้ผลิตสุราหรือเจ้าของอบายมุขรายใหญ่ๆ ของประเทศยังเป็นผู้สนับสนุนหลักของรัฐบาลอยู่อย่างนี้ เพราะถ้ายอดขายตก นายทุนเหล่านี้จะเอาเงินที่ไหนมาให้รัฐบาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ตำหนิและพูดเหยียดคนขี่รถมอเตอร์ไซค์ที่ชอบไปจอดรอไฟแดงบังหน้ารถเก๋งนั้น แสดงว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เห็นใจหัวอกคนทำมาหากินที่เขาต้องรีบเดินทางให้ถึงจุดหมายปลายทางเช่นกัน แต่ประชาชนตาดำๆ เขาไม่ได้มีรถนำขบวนเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ เขาจึงต้องทำอย่างนั้น หาก พล.อ.ประยุทธ์ อยากบอกให้เขาเคารพกฎจราจร พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องสื่อสารอีกแบบหนึ่ง โดยควรเลือกใช้คำพูดอื่น เพราะพูดแบบนี้ ฟังแล้วอาจเข้าใจว่าคนจนไม่มีสิทธิ์จะรีบไปไหนบ้างหรือยังไง ทั้งนี้ คนเป็นนายกฯ ควรต้องระมัดระวังการใช้คำพูดให้มากกว่านี้ เพราะการใช้ภาษาถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และสามารถนำไปสู่ความแตกแยกในสังคมได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จะพูดอะไรก็ควรระวังปากมากกว่าคนอื่นๆ เพราะท่านกำลังสวมหัวโขนนายกฯ ซึ่งการที่ท่านพูดแบบนี้ มันสะท้อนความกลวง และความไม่ระวังปากข้ามปีข้ามชาติของนายกฯ แต่หากมันยากเกินไปสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะพัฒนาตัวเอง ท่านก็ควรถอดหัวโขน แล้วลาออกไป คนอื่นจะได้ถือโอกาสเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำ เพราะความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลประยุทธ์ไปในคราวเดียวกันซะเลย&amp;quot; ร.ท.หญิงสุณิสากล่าว.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/53717</URL_LINK>
                <HASHTAG>7 วันอันตราย, 7 วันเทศกาลแห่งความสุข, ขับรถมีน้ำใจ รักษาวินัยจราจร, ยอดอุบัติเหตุ, ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2563, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200102/image_big_5e0df874e88ce.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
