<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112905</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 08:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 08:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เด็กเพื่อไทยพลิก!หันมาถล่มลุงตู่เรื่องการเกษตร</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 ส.ค.2564 - นายภาควัต ศรีสุรพล ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ตลอด 7 ปี ภายใต้การบริหารของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เกษตรกรถูกละเลยมากที่สุด รายได้ของเกษตรกรตกต่ำมาตลอด เนื่องมาจากราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ ส่งผลให้หนี้สินของเกษตรกรเพิ่มขึ้นสูงมาก พลเ.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้มีการช่วยพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทำให้ต้นทุนสินค้าเกษตรมีราคาสูงเมื่อเปรียบเทียบกับราคาสินค้าเกษตรของประเทศคู่แข่ง ทำให้สินค้าเกษตรของไทยขายได้ยาก ประกอบกับสภาวะการระบาดของไวรัสโควิดทำให้การบริโภคสินค้าเกษตรภายในประเทศลดลง ส่งผลกระทบซ้ำเติมต่อรายได้ของเกษตรกรมากขึ้น หลังจากที่มีการเลือกตั้งที่ผ่านมากว่า 2 ปีแล้ว เกษตรกรก็ตั้งหน้าตั้งตารอคอยคำมั่นสัญญาของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองแกนนำของรัฐบาลที่ได้สัญญาไว้กับประชาชนในการปรับราคาสินค้าเกษตร โดยอยากขอเตือนความจำดังนี้ ข้าวหอมมะลิ 18,000 บาท/ตัน, ข้าวเจ้า 12,000 บาท/ตัน, อ้อย 1000 บาท/ตัน, ยางพารา 65 บาท/ กก., ปาล์ม 5 บาท/ กก. และมันสำปะหลัง 3 บาท/ กก.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นโยบายเหล่านี้คณะทำงานเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยเคยท้วงติงไว้แล้วว่าจะทำได้หรือ แล้วจะหาเงินมาจากที่ไหน แต่พรรค พปชร. ยืนยันว่าทำได้แน่นอนและทำได้จริง แต่พอถึงเวลากลับไม่ทำ ซึ่งเป็นการทำผิดสัญญาในการหาเสียงหรือไม่ จะเป็นการผิดกฎหมายการหาเสียงด้วยหรือไม่ เพราะสัญญาแล้วไม่ทำ ทั้งนี้ยังมีค่าแรง 400-425 บาท ต่อวัน นโยบายมารดาประชารัฐ และอีกหลายนโยบายที่ยังไม่ได้ทำเลย จึงอยากเรียกร้องให้ทำบ้างและทำได้แล้ว เพราะประชาชนเขาฝากมาทวงถาม นอกจากจะไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงแล้ว ยังปล่อยปละละเลยไม่แก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรค ไม่ว่าจะเป็นลิมปิสกิน และโรคอหิวาต์สุกรที่ทำความเสียหายให้กับเกษตรกรอย่างมาก แต่ พล.อ.ประยุทธ์กลับทำงานล่าช้า ไม่เร่งแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดในเรื่องดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายภาควัตกล่าวอีกว่า อยากเร่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ศึกษาและดำเนินการ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการเกษตร ให้สอดคล้องกับอนาคตของโลก การพัฒนาการเกษตรเป็น Smart Farmer และ พัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรมสร้างเกษตร-อุตสาหกรรมครบวงจรยุคใหม่ โดยมุ่งความต้องการของตลาดเป็นหลัก พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่าง แและผลิตให้ครบวงจรเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเกษตกร โดยปัจจุบันได้มีคลัสเตอร์การเกษตรในลักษณะนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยหลายแห่งแล้ว และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก จึงอยากให้พลเอกประยุทธ์ได้ศึกษาโมเดล และเร่งดำเนินการ โดยมีหลายพี้นที่มีศักยภาพ แต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลเมื่อไหร่จะดำเนินการเรื่องนี้เป็นนโยบายหลัก เพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกรและยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของเกษตรกร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ในภาวะวิกฤติ ประเทศไทยต้องแสวงหาโอกาส การพัฒนาการเกษตรเป็นแนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องเร่งดำเนินการ โดยภาคการเกษตรถูกละเลยมาตลอด 7 ปี เหมือนไม่ใส่ใจ หรือ พล.อ.ประยุทธ์อาจจะไม่มีความรู้และไม่เข้าใจ ซึ่งหากรู้ตัวก็ไม่ควรจะดื้อรั้นอยู่ในตำแหน่งแล้ว เพราะที่ผ่านมายังไม่เห็น พล.อ.ประยุทธ์จะเก่งทางด้านไหนเลย นอกจากการรักษาอำนาจไปวันๆโดยไม่สนว่าประเทศจะพัฒนาหรือไม่ ประชาชนจะลำบากอย่างไร อย่าทำให้ประเทศต้องล่มสลายทุกด้านคามือเลย&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112905</URL_LINK>
                <HASHTAG>การเกษตร, นายภาควัต ศรีสุรพล, พท., พรรคเพื่อไทย, ส.ส.ขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_6113259a4c50d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>84233</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/11/2020 12:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/11/2020 12:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;เพื่อไทย&#039;เตรียมบี้&#039;รัฐบาล-ตำรวจ&#039;กรณีม็อบปะทะหน้ารัฐสภา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 พ.ย.2563 - &amp;nbsp;น.ส.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึง สถานการณ์การชุมนุม มีการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนถึง 55 รายและ มี 6 รายที่ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวรัฐบาลต้องรับผิดชอบกับความรุนแรงที่เกิดขึ้นทุกกรณี การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการถอนกำลังออกและปล่อยให้มวลชน 2 กลุ่มปะทะกันจนเหตุการณ์บานปลาย ทำให้เกิดความสงสัยในความ 2 มาตรฐานของเจ้าหน้าที่ที่จงใจเติมฟืนเข้ากองไฟ โดยเฉพาะการปล่อยให้ม็อบชนม็อบ มีการใช้กำลังและมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืนจริงด้วย ที่สำคัญมีเด็กและเยาวชนร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย เรื่องดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก จนทำให้องค์การระหว่างประเทศต้องออกมาเรียกร้องการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยแก่เยาวชน รัฐมีหน้าที่ในการปกป้องและคุ้มครองผู้ชุมนุม การตรวจค้นอาวุธผู้ชุมนุมทุกฝ่ายเป็นสิ่งที่รัฐต้องพึงกระทำเพื่อความปลอดภัยของทุกคน แต่รัฐบาลมีพฤติกรรม 2 มาตรฐานกับผู้ชุมนุมชัดเจน คนกลุ่มหนึ่งตำรวจไฟเขียวให้ผ่านด่านแนวกั้นเข้าไปหน้าสภาได้อย่างง่ายดาย แต่กับม็อบราษฎรตำรวจกลับใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะการใช้น้ำผสมสารเคมีหรือแก๊สน้ำตาฉีดใส่ ทั้งที่ม็อบราษฎรมาชุมนุมด้วยความสงบปราศจากอาวุธเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยหวังว่าการชุมนุมในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะดูแลจัดการการชุมนุมด้วยใจอันเป็นธรรม เพราะผู้ที่มาชุมนุมล้วนอยู่ในวัยเดียวกันกับลูกหลานของพวกท่าน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;พรรคเพื่อไทยและ ส.ส.พรรคเพื่อไทยขอประณามการทำงานของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเรียกร้องให้มีการตรวจสอบผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุจนมีผู้บาดเจ็บทั้งในคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องและตั้งกระทู้ถามในสภา จะไม่ยอมปล่อยให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพราะเป็นเรื่องของชีวิตผู้คน&amp;rdquo;น.ส.อรุณีกล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวันนิวัติ สมบูรณ์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎร การใช้น้ำผสมแก๊สน้ำตาฉีดใส่กลุ่มผู้ชุมนุม เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งการสร้างสถานการณ์ม็อบชนม็อบ เกิดการปะทะกันของผู้ชุมนุม 2 ฝ่าย อีกฝ่ายมือเปล่าแต่อีกฝ่ายมีอาวุธ ส่งผลให้มีผู้ชุมนุมกลุ่มคณะราษฎรบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ในสถานที่จัดการการชุมนุม บริเวณแยกเกียกกาย ที่เกิดขึ้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นจำนวนมาก กรณีที่เกิดขึ้นทั้งหมดเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรับผิดชอบ เพราะการดำเนินการที่ไม่มีมาตรฐานของเจ้าหน้าที่ &amp;nbsp;อีกฝ่ายหนึ่งชุมนุมได้ไม่ผิดแต่อีกฝ่ายผิดต้องจัดการ &amp;nbsp;สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องมีคำตอบให้กับประชาชนในเหตุการณ์ที่ขึ้น สำหรับการลงมติในญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระรับหลักการคงไม่มีปัญหา พรรคเพื่อไทยรับทั้งหมดทุกร่าง รวมทั้งร่างของพี่น้องประชาชนหรือของไอลอร์ด้วย เพื่อหาทางออกให้กับประเทศ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน และปัญหาของประเทศเกิดจากรัฐธรรมนูญ หากทุกฝ่ายอยากเห็นประเทศเดินไปข้างหน้าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84233</URL_LINK>
                <HASHTAG>น.ส.อรุณี กาสยานนท์, นายวันนิวัติ สมบูรณ์, พท., พรรคเพื่อไทย, ส.ส.ขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201025/image_big_5f958e6b42b59.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70750</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2020 13:13</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2020 13:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ส.ส.เพื่อไทย&#039; ชี้ &#039;บิ๊กตู่&#039; ตลกร้ายบริหารประเทศไม่เป็นเอาแต่กู้เงิน กลับโยนความผิดรัฐบาลยิ่งลักษณ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเฟซบุ๊ก&amp;nbsp;จตุพร เจริญเชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ก.ค.63 - นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า การจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ของรัฐบาล จัดโดยไม่ทราบถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศ ว่าประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักแค่ไหน ขอเตือนรัฐบาลว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหนักมากหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจมาตลอด ภายหลังการยึดอำนาจ&amp;nbsp;ตั้งแต่ปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ปัญหางบประมาณด้วยการกู้เงินมาตลอด แต่การกู้เงินหากใช้ให้เกิดประโยชน์ แก้ปัญหาได้ตรงจุดสามารถกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ไม่มีปัญหาจะกู้เท่าไหร่ก็ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ที่ผ่านมารัฐบาลกู้เงินมา ไม่ได้เอาไปกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่กู้มาเพื่อมาใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่จำเป็น เช่น กู้มาซื้ออาวุธ สร้างหอประชุมกองทัพ สร้างบ้านพักข้าราชการทั้งกระทรวงกลาโหมและแฟลตทหารเป็นจำนวนมาก เป็นการใช้งบประมาณมหาศาลในการดำเนินโครงการเหล่านี้ ดังนั้นเมื่อกู้เงินมาทำโครงการในลักษณะดังกล่าวก็ไม่เกิดมูลค่าหรือเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจของประเทศได้&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายจตุพร กล่าวอีกว่าจากการศึกษาการจัดทำงบประมาณในปี 64 พบว่า การจัดงบประมาณที่ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ประการใด ไม่เกิดกำลังซื้อเพราะเงินไม่กระจายลงไปสู่ประชาชน จึงไม่เกิดกำลังซื้อและส่งผลให้เก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สุดท้ายรัฐบาลก็จะนำเงินคงคลังออกมาใช้จ่าย หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลต่อๆไปก็จะไม่เหลือเงินในการพัฒนาประเทศ เพราะต้องหาเงินมาใช้หนี้จากการกระทำของรัฐบาลนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลใจมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ส่วนกรณีที่รัฐบาลออกมาโทษรัฐบาลยิ่งลักษณ์ บริหารงานผิดพลาด ทำให้เก็บภาษีพลาดเป้านั้น ถือเป็นการกระทำที่น่าละอายและเป็นตลกร้ายมาก&amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์บริหารประเทศมา 6 ปีบริหารงานไม่เป็นแต่จ้องจะโทษแต่คนอื่น เป็นการโยนความผิดให้พ้นตัว เพราะพอบริหารงานพลาดก็โทษรัฐบาลอื่น ทั้งๆที่ความผิดพลาดเกิดมาจากการบริหารงานไม่เป็น แก้ปัญหาเศรษฐกิจผิดพลาด ประชาชนเดือดร้อน กลับกันหากรัฐบาลทำดีประชาชนมีความสุขท่านจะเป็นรัฐบาลนานแค่ไหนก็ไม่มีใครว่า แต่วันนี้อยากถามว่าจะหวงอำนาจไว้เพื่ออะไร&amp;quot;ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70750</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, งบประมาณปี 2564, จตุพร เจริญเชื้อ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, ส.ส.ขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200707/image_big_5f040f641b088.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>50194</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/11/2019 15:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/11/2019 15:56</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศาลรธน.ชี้&#039;นวัธ&#039;พ้นส.ส.ตั้งแต่16ต.ค.! กกต.จัดเลือกตั้งซ่อม</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ย. 62 &amp;ndash; ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัย คำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ม.82 ว่าสมาชิกภาพของ นายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6)ประกอบมาตรา 82 (6) หรือไม่ โดยในวันนี้คู่ความทั้ง 2 ฝ่ายส่งผู้แทนมาร่วมรับฟังคำวินิจฉัยของศาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของนายนวัธสิ้นสุดลงหรือไม่ ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็น ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ถูกศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาลงโทษประหารชีวิตเมื่อวันที่ 24 ก.ย.62 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์&amp;nbsp; กรณีที่รัฐธรรมนูญมาตรา 101 ( 6 ) ให้นำลักษณะต้องห้ามไม่ให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (6) มาเป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดสมาชิกภาพ ส.ส. เนื่องจากรัฐธรรมนูญต้องการให้ส.ส. ซึ่งถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย เป็นที่ยอมรับนับถือของสาธารณชน ปราศจากเหตุมัวหมองในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่เกียรติและศักดิ์ศรีของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในการวินิจฉัยคดีนี้มีข้อพิจารณาว่า&amp;nbsp; คำพิพากษาที่ให้ประหารชีวิตมีความหมายเช่นคำพิพากษาให้จำคุกตามมาตรา 98 (6) หรือไม่ โดยศาลเห็นว่า การต้องโทษประหารชีวิตหนักกว่าโทษจำคุก แม้ต่อมาจะได้รับการลดส่วนโทษก็ยังคงได้รับโทษจำคุกอยู่ดี&amp;nbsp; เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว นายนวัธจึงเป็นผู้ถูกคุมขังตามหมายของศาล สมาชิกภาพของนายนวัธจึงสิ้นสุดลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่นายนวัธแย้งว่า&amp;nbsp; สมาชิกภาพส.ส.อยู่ภายใต้การคุ้มกันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (13) ที่กำหนดว่าต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ซึ่งถือเป็นหลักประกันการปฏิบัติหน้าที่ของส.ส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 125 โดยไม่คำนึงถึงข้อหา นั้น เห็นว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดสมาชิกภาพโดยใช้ถ้อยคำแตกต่างกันในหลายลักษณะ เช่น มาตรา 101 (6) ใช้คำว่าต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังตามหมายของศาล&amp;nbsp; &amp;nbsp;หรือมาตรา 98 (7) เคยได้รับโทษจำคุก โดยพ้นโทษไม่ถึง 10 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง หรือมาตรา 98 (9) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกเพราะกระทำผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริต แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญ ต้องการให้สมาชิกภาพส.ส. สิ้นสุดลง ด้วยสาเหตุหลายประการ ตามบริบทที่แตกต่างกัน&amp;nbsp; ในกรณีนี้ รัฐธรรมนูญ ใช้คำว่า &amp;ldquo;ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังตามหมายของศาล&amp;rdquo;&amp;nbsp; ซึ่งไม่มีคำว่า &amp;ldquo;ถึงที่สุด&amp;rdquo; สมาชิกภาพของนายนวัธจึงสิ้นสุดเมื่อต้องคำพิพากษา โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อสมาชิกภาพส.ส.สิ้นสุดลง ยังมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไป ว่า สมาชิกสภาพสิ้นสุดลงนับตั้งแต่เมื่อใดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 (2) กำหนดว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของส.ส.สิ้นสุดลง ให้ผู้นั้นพ้นตำแหน่งนับแต่วันที่ศาลหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งกรณีนี้ศาลได้มีคำสั่งให้นายนวัธหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค. 62 จึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง&amp;nbsp; และเป็นเหตุให้ตำแหน่งส.ส.เขต 7 ขอนแก่นว่างลง จึงต้องตราพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.)ให้มีการจัดเลือกตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างลงภายใน 45 วัน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 105 (1) ประกอบ 102 จึงให้ถือว่าวันที่ตำแหน่งส.ส.ว่างลงคือวันที่ 13 พ.ย. ที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยให้คู่กรณีฟังโดยชอบ&amp;nbsp; ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลมีผลในวันอ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คาดว่า กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ เขต 7 ขอนแก่น ภายในวันที่ 22 ธ.ค.62 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์สุดท้ายของกรอบเวลา 45 วัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/50194</URL_LINK>
                <HASHTAG>กกต., ติดคุก, นวัธ เตาะเจริญสุข, ประหารชีวิต, พท., พ้นส.ส., ศาลรธน., ส.ส.ขอนแก่น</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190926/image_big_5d8cc4bc9d047.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46611</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 21:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 17:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ยุ่งล่ะสิ!สภาไม่กล้าชี้&#039;นวัธ&#039;หลุดส.ส.หรือไม่  อ้างกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ย.62 - นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ไปประชุมร่วมกับฝ่ายกฎหมายเพื่อพิจารณาสถานะส.ส.ของนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ภายหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาประหารชีวิตคดีจ้างวานฆ่าว่า ได้นัดประชุมทีมกฎหมายสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 15 คน เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว มีความเห็นเป็น 2ฝ่ายคือ เสียงข้างมาก 11 เสียงเห็นว่า ต้องพ้นจากสถานะส.ส. ส่วนเสียงข้างน้อยอีก 4 เสียงเห็นว่า ยังไม่พ้นสถานะเป็นส.ส.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;แต่สิ่งที่ทุกเสียงเห็นตรงกันคือ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจหน้าที่ในการชี้ขาดเรื่องการสิ้นสุดสถานะส.ส. แต่เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในการวินิจฉัย เพราะไม่มีข้อกฎหมายใดระบุให้สภาฯเป็นผู้ชี้ขาดเรื่องสถานะส.ส.&amp;nbsp;โดยช่องทางที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้คือ การให้ส.ส.หรือส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 &amp;nbsp;ของจำนวนสมาชิกเท่าที่มีอยู่ของแต่ละสภาเข้าชื่อร้องต่อประธานแห่งสภาที่ตนเป็นสมาชิก ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 วรรค 1 หรืออีกช่องทางคือ หากกกต.มีข้อสงสัยเรื่องการสิ้นสภาพสถานะส.ส.สามารถยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ดังนั้นจะนำข้อสรุปของทีมกฎหมายรายงานให้นายชวนทราบในวันที่26ก.ย.ต่อไป&amp;quot;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46611</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัธ  เตาะเจริญสุข, ประหารชีวิต, ส.ส.ขอนแก่น, ส.ส.พรรคเพื่อไทย, สรศักดิ์ เพียรเวช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180924/image_big_5ba8b6afabd5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46540</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ประหารชีวิต‘นวัธ’จ้างฆ่าคนพ้นสส.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศาลพิพากษาประหารชีวิต &amp;quot;นวัธ&amp;quot; ส.ส.เพื่อไทย จ้างวานฆ่า &amp;quot;อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น&amp;quot; พร้อมจ่ายเงินชดใช้ 3 แสนบาท ชี้พยานหลักฐานชัดเจน ไม่อนุญาตให้ประกันตัว ก้มหน้านอนคุก &amp;quot;เลขาธิการสภาฯ&amp;quot; ชี้เข้าข่ายตามมาตรา 101 ต้องพ้นสภาพ ส.ส. &amp;quot;สุทิน&amp;quot; ปากกล้าขาสั่นบอกกระทบพรรคบ้างแต่ไม่มาก &amp;quot;กกต.&amp;quot; เล็งเลือกตั้งซ่อม 3 พ.ย.นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น วันที่ 24 ก.ย.2562 เวลา 09.00 น. ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีเลขดำที่ อ.929/61 ระหว่างฝ่ายโจทก์ คือพนักงานอัยการ จ.ขอนแก่น และจำเลย คือนายนวัธ &amp;nbsp;เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 พรรคเพื่อไทย (พท.) ในความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด โดยทั้งฝ่ายจำเลย ฝ่ายโจทก์ รวมทั้งทนายความและพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้เดินทางมารายงานตัวต่อศาลเพื่อรับฟังคำพิพากษา ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ของศาลจังหวัดขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 คนร้ายใช้ปืนยิงนายสุชาติ โคตรทุม อดีตปลัด อบจ.ขอนแก่น เสียชีวิตที่บริเวณหน้าบ้านพักเลขที่ 198/45 หมู่บ้านจอมพล ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.ขอนแก่น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในคดีดังกล่าวได้ทั้งหมด 5 คน ประกอบด้วย ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญผล จำเลยที่ 1, พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม รอง ผกก.(ป.) สภ.หนองเรือ จำเลยที่ 2, นายประพันธ์ ศรีพิลัย จำเลยที่ 3, นายบุญช่วย จูงกลาง จำเลยที่ 4 และนายปิยะพงษ์ มีกำบัง จำเลยที่ 5 ในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ซึ่งต่อมาศาลจังหวัดขอนแก่นได้ออกหมายจับนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 7 ขอนแก่น ในข้อหากระทำความผิดฐานจ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อวันที่ 3 เม.ย.2561
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมาวันที่ 29 ต.ค.2557 ศาลชั้นต้นของศาลจังหวัดขอนแก่นได้อ่านคำพิพากษาในคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และ พ.ร.บ.อาวุธปืน ของจำเลยทั้ง 5 ราย โดยพิพากษาให้ พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม จำเลยที่ 2 และนายประพันธ์ ศรีวิลัย จำเลยที่ 3 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยมิได้ไตร่ตรองไว้ก่อน ด้วยเหตุแห่งพฤติกรรมมีการลงไปพูดคุยและผลักผู้ตายเข้าไปในรถ ประกอบกับรถที่จอดขวางผู้ตายมิใช่ลักษณะเตรียมพร้อมจะหลบหนี จึงไม่น่าจะเป็นการตั้งใจ เพราะถ้าเช่นนั้นต้องมีการลงมือทันที แต่ยังมีการพูดคุย มีการทำร้ายร่างกายก่อนลงมือยิง ดังนั้นจึงพิพากษาจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ให้จำคุกตลอดชีวิต ขณะที่จำเลยที่ 3 ให้การเป็นประโยชน์ เป็นเหตุให้บรรเทาโทษให้ 1 ใน 4 รวมกับความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิตสถานเดียว ส่วนจำเลยที่ 3 รวมโทษจำคุก 37 ปี 14 เดือน 30 วัน ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 4 และ 5 ซึ่งให้ปฏิเสธตลอดว่าไม่เกี่ยวข้อง และพยานหลักฐานไม่สามารถนำสืบได้ว่า รู้มาก่อนว่าจำเลยที่ 2 และ 3 จะมาฆ่าผู้ตาย จึงให้ยกฟ้อง โดยให้ขังระหว่างอุทธรณ์
ศาลสั่งประหารชีวิต&amp;#39;นวัธ&amp;#39;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทั่งเวลา 12.30 น. ศาลจังหวัดขอนแก่นได้เผยแพร่สรุปคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/61 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2562 ของศาลจังหวัดขอนแก่น เนื่องจากเป็นคดีที่น่าสนใจและจำเลยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยสรุปคำพิพากษาคดีดังกล่าวระบุว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 292/61 คดีหมายเลขแดงที่ 976/2562 ของศาลจังหวัดขอนแก่น ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น โจทก์ นางลำดวน โคตรทุม โจทก์ร่วม นายนวัธ เตาะเจริญสุข จำเลย คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริม ด.ต.วีระศักดิ์ ชำนาญพล และ พ.ต.ท.สมจิตร แก้วพรม กับพวกให้ฆ่านายสุชาติ โคตรทุม ผู้ตาย ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พ.ค.2556 ดาบตำรวจวีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนพกยิงผู้ตายหลายนัด เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 299 จำเลยให้การปฏิเสธ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศาลพิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวก ร่วมกันวางแผนฆ่าผู้ตาย ซึ่งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นในขณะนั้น จนกระทั่งวันที่ 3 พ.ค.2556 เวลาประมาณ 7 นาฬิกา พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาว่า ด.ต.วีระศักดิ์และ พ.ต.ท.สมจิตรกับพวกมีความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ลงโทษจำคุก ด.ต.วีระศักดิ์กับพวกตลอดชีวิต และประหารชีวิต พ.ต.ท.สมจิตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คดีนี้ตามพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์รับฟังได้ว่า มูลเหตุในการฆ่าผู้ตายมาจากเรื่องชู้สาวที่ผู้ตายมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับภริยาจำเลย ส่วนปัญหาจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่าในความผิดฐานใช้จ้างวาน ยุยงส่งเสริมให้บุคคลอื่นกระทำความผิดนั้น ผู้ที่จะใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดไม่ได้ลงมือเองก่อนกระทำความผิด จะต้องมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อตัดตอนให้ตนเองห่างจากผู้ลงมือ เพื่อปกปิดการกระทำความผิดไว้ เพื่อมิให้บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้ร่วมกระทำความผิดล่วงรู้ เพราะเกรงภัยจะมาสู่ตนได้โดยง่าย จึงยากที่จะหาประจักษ์พยานที่จะรู้เห็นได้ การจะวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาจากพยานแวดล้อม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พยานบุคคลที่เป็นพยานบอกเล่าวัตถุพยาน ซึ่งในคดีนี้โจทก์และโจทก์ร่วมมีบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ ด.ต.วีระศักดิ์ยืนยันว่าก่อนวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์พา พ.ต.ท.สมจิตรไปพบนายประพันธ์ แล้วเดินทางไปบนจำเลย พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ไปในบ้านจำเลยเป็นเวลานาน หลังจากนั้น ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถพา พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ผ่านหน้าบ้านผู้ตาย แล้วขับกลับมาส่งนายประพันธ์ที่หน้าบ้านจำเลย และในวันเกิดเหตุ ด.ต.วีระศักดิ์ขับรถยนต์ไปเฝ้าดูความเคลื่อนไหวบริเวณหน้าบ้านผู้ตาย ส่วน พ.ต.ท.สมจิตร นายประพันธ์ และนายบุญช่วย อยู่ที่รถยนต์อีกคันหนึ่งซุ่มดูเหตุการณ์บริเวณปากซอยทางเข้าบ้าน จนถึงเวลาเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายถอยรถยนต์ออกจากบ้าน ด.ต.วีระศักดิ์โทรศัพท์แจ้ง พ.ต.ท.สมจิตร นายบุญช่วย ขับรถยนต์ขวางหน้ารถผู้ตาย เมื่อผู้ตายลงมาจากรถ พ.ต.ท.สมจิตรและนายประพันธ์ลงจากรถยนต์แล้วใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด จนผู้ตายถึงแก่ความตายทันในที่เกิดเหตุ ซึ่งรายละเอียดดังกล่าวนั้นอยู่ในความรับรู้ของ ด.ต.วีระศักดิ์ ยากที่พนักงานสอบสวนจะปั้นแต่งเพื่อเอาผิดจำเลยได้ และเป็นการให้การหลังเกิดเหตุไม่นาน ด.ต.วีระศักดิ์ย่อมไม่มีเวลาที่จะคิดไตร่ตรองเพื่อปรักปรำหรือช่วยเหลือฝ่ายใด ชี้ให้เห็นว่า ด.ต.วีระศักดิ์ให้การด้วยความสมัครใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำให้การในชั้นสอบสวนของ ด.ต.วีระศักดิ์จึงน่าเชื่อถือ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าในช่วงก่อนวันเกิดเหตุในวันเกิดเหตุ ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ พ.ต.ท.สมจิตรและจำเลยได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันจริง พยาน พฤติกรรมแห่งเหตุแวดล้อมของโจทก์และโจทก์ร่วมสอดคล้องเชื่อมโยงกัน รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยเป็นผู้ใช้ผู้อื่นฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนจริง จึงมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) ประกอบมาตรา 84 ลงโทษประหารชีวิต และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 พ.ค.2556 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีคำพิพากษาตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลได้ควบคุมตัวนายนวัธไว้ที่บริเวณห้องควบคุมตัวผู้ต้อหาบริเวณชั้น 1 ของศาล ขณะที่ทีมทนายความอยู่ในระหว่างการยื่นเรื่องของประกันตัวในศาลชั้นต้น เป็นหลักทรัพย์รวม 8 ล้านบาท ต่อศาลจังหวัดขอนแก่น
ไม่ให้ประกันติดคุกพ้น ส.ส.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้นศาลจังหวัดขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นควรส่งเรื่องให้ศาลอุทธรณ์ ภาค 4 พิจารณาคำสั่งประกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวของนายนวัธ จำเลยแล้ว มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จากเรือนจำจึงได้มารับตัวนายนวัธ จำเลยไปควบคุมไว้ที่เรือนจำขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงของขบวนรถออกจากศาลไปเรือนจำ นายนวัธได้นั่งก้มลงเพื่อไม่ให้สื่อมวลชนได้บันทึกภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวหลังศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวนายนวัธและส่งตัวเข้าเรือนจำว่า ตามหลักกฎหมาย เมื่อนายนวัธต้องเข้าไปอยู่ในห้องขัง ทำให้สถานภาพความเป็น ส.ส.ของนายนวัธสิ้นสุดลงทันที เนื่องจากเข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 ประกอบมาตรา 98 (6) &amp;nbsp;ต้องคำพิพากษาให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งไม่ให้นายธวัชประกันตัวว่า หากเป็นกรณีศาลไม่ให้ประกันตัวนั้น ก็คงจะกระทบมาถึงพรรค แต่ก็ไม่ได้มาก ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะทำงานไม่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;มีรายงานจากงานสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า เมื่อนายนวัธสิ้นสภาพการเป็น ส.ส. จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วันนับแต่วันที่ตำแหน่งว่างลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 ประกอบมาตรา 105 (1) ดังนั้นหากนับจากวันที่นายนวัธถูกคำสั่งขังโดยหมายของศาล ออกไป 45 วัน จะครบในวันที่ 8 พ.ย.นี้ แต่กฎหมายกำหนดให้เลือกตั้งวันอาทิตย์ ซึ่งวันอาทิตย์สุดท้ายของกรอบเวลา 45 วัน คือวันที่ 3 พ.ย.นี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผลการเลือกตั้งในเขต 7 ขอนแก่น เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น นายนวัธได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 29,710 คะแนน รองลงมาคือ ผู้สมัครจากพลังประชารัฐ 26,553 คะแนน, ผู้สมัครจากพรรคอนาคตใหม่ 12,414 คะแนน และผู้สมัครจากพรรคประชาชาติ 9,350 คะแนน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนางลำดวน โคตรทุม อายุ 53 ปี พร้อมด้วย น.ส.ฐิติญานี &amp;nbsp;โคตรทุม อายุ 29 ปี ภรรยาและบุตรสาวของนายสุชาติ เปิดใจทั้งน้ำตาหลังศาลมีคำพิพากษาประหารชีวิตนายนวัธ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.ฐิติญานีกล่าวว่า วันนี้เป็นวันดีอีก 1 วันในรอบ 6 ปี ซึ่งศาลท่านเมตตาให้ผู้ต้องหานั้นได้รับโทษตามที่ท่านตัดสิน ที่ผ่านมาครอบครัวไม่ได้คาดหวัง ไม่ได้คิดไว้ว่าศาลท่านจะตัดสินออกมาอย่างไร ทุกคนทำงานกันเต็มที่ และครอบครัวก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจและอัยการ ที่ทุกท่านนั้นทำงานเต็มที่มาตลอดระยะเวลา 6 ปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;หลังจากได้รับฟังคำตัดสินของศาลเรียบร้อย แม่และฟางได้เดินทางไปหาปะป๊าที่วัดเลย โดยได้บอกกับปะป๊าว่าคนที่ทำผิดได้รับโทษตามที่เขาสมควรจะได้รับแล้ว ปะป๊าไม่ต้องกังวลใดๆ แล้ว หลังจากนี้คงปล่อยไปตามกระบวนการยุติธรรมเหมือนเดิม เพราะว่าการพิพากษาในวันนี้เป็นศาลชั้นต้น จากนี้ไปเป็นในส่วนของศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา ถ้าเกิดว่ามีอะไรที่จะยื่นอุทธรณ์ ยื่นฎีกา ก็ต้องว่ากันไปตามเรื่องราวของกฎหมาย&amp;rdquo; น.ส.ฐิติญานีกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บุตรสาวนายสุชาติกล่าวว่า 6 ปีที่ครอบครัวต่อสู้กันมา ต้องขอบคุณอาไพโรจน์ (พล.ต.ต.ไพโรจน์ &amp;nbsp;กุจิรพันธ์ ผบก.สส.ภ.4) ทีมสืบสวนสอบสวนและอัยการ ที่ร่วมกันทำสำนวนคดีนี้อย่างรัดกุมจนนำคนผิดมาลงโทษได้สำเร็จ ขอบคุณพี่ๆ นักข่าวที่ไม่เคยลืม และยังคงถามสารทุกข์สุกดิบกันมาตลอดเวลา และขอขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณทุกๆ อย่างที่ครอบครัวอาจจะกล่าวไม่หมด ขอขอบคุณจริงๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนางลำดวนกล่าวว่า ทุกคนในครอบครัวและผู้ที่รักปลัดสุชาติที่มานั่งฟังคำพิพากษาทุกคนร้องไห้ หลังจากจากศาลตัดสิน สำหรับการเรียกร้องเพิ่มเติมใดๆ นั้น ครอบครัวยังไม่ได้มีการพูดคุยกันว่าจะเอาอย่างไรต่อไป.
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46540</URL_LINK>
                <HASHTAG>นวัธ  เตาะเจริญสุข, ประหารชีวิต, ม่อนุญาตให้ประกันตัว, ศาลพิพากษาประหารชีวิต, ส.ส.ขอนแก่น, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190924/image_big_5d8a2773c90ba.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45468</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/09/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อัปยศ!ผู้แทนราษฎร สส.เพื่อไทยกระทืบกันคาพรรค</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;quot;เพื่อไทย&amp;quot; เดือด! &amp;quot;ยุทธพงศ์&amp;quot; โวย &amp;quot;นวัธ&amp;quot; พามือปืนเข้าล็อกตัวตบหัวในห้องหัวหน้าพรรค เชื่อปมขัดแย้งตอบโต้ในสภา โร่แจ้ง ตร.ดำเนินคดีทันที &amp;nbsp;&amp;quot;ส.ส.ขอนแก่น&amp;quot; ปัดไม่ใช่นักเลง อ้างโดนหยามศักดิ์ศรี ซัด &amp;quot;ส.ส.มหาสารคาม&amp;quot; ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ขอโทษพรรค-ปชช. &amp;quot;เด็กหญิงหน่อย&amp;quot; บอกเรื่องจบแล้ว ไม่มีมาตรการลงโทษใคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) วันที่ 10 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุมกรรมการบริหารพรรค พท. กับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ตั้งแต่เวลา 10.00 น.เสร็จสิ้น ทางกรรมการบริหารพรรคบางส่วนได้เข้ามานั่งดื่มกาแฟภายในห้องทำงานของนายสมพงษ์ หลังรับประทานอาหารเที่ยง ซึ่งรวมถึงนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคามและรองหัวหน้าพรรค พท. ปรากฏว่าได้เกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันขึ้นระหว่างนายยุทธพงศ์กับนายนวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่น พรรค พท. ถึงขั้นทำร้ายร่างกายกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น นายยุทธพงศ์ให้สัมภาษณ์ว่า ตอนเช้าได้ประชุมกรรมการบริหารพรรคกับหัวหน้าพรรค พอประชุมเสร็จหลังรับประทานอาหารกลางวัน ได้มานั่งที่ห้องหัวหน้าพรรคที่ชั้น 4 มีนายประเสริฐ จันทรรวงทอง, นายเกรียง กัลป์ตินันท์, นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรค นั่งดื่มกาแฟ ได้พูดคุยเรื่องทั่วไป จากนั้นนายนวัธที่มีปัญหากับตนในเรื่องการอภิปรายในสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เดินเข้ามาเห็นตนก็เดินออกไป แล้วพาชายแปลกหน้าอีก 2 คน ลักษณะคล้ายมือปืน มาล็อกตัวตนต่อหน้าหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค แม้หัวหน้าไปห้ามปราม แต่ชายลักษณะมือปืน 2 คนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ได้ล็อกตัวตน แล้ว ส.ส.นวัธมาทำร้ายร่างกายตบหัวตนอย่างแรง&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ผมเองไม่กล้าออกไปไหน ต้องนั่งในห้องหัวหน้าพรรค เราไม่รู้ว่ามีคนมากี่คน เป็นการกระทำอุกอาจมาก กระทำการในพรรค ในห้องหัวหน้าพรรค แม้หัวหน้าพรรคขอร้องก็ไม่ได้ให้ความยำเกรง ผมได้โทร.ไปหาผู้กำกับ สน.มักกะสัน ว่าถ้าออกมาอาจถูกทำร้ายร่างกาย เพราะนายนวัธยังมาเดินป้วนเปี้ยน ผมเลยต้องขอให้ตำรวจมารับตัวผม จากนี้จะเดินทางไป สน.มักกะสัน เพื่อไปแจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกาย ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้ เพราะเรื่องนี้มีตัวตนชัดเจน และบุคคลทั้ง 2 ที่คล้ายมือปืนไม่รู้ว่าพกปืนเข้ามาในพรรคหรือไม่ เราจำเป็นต้องปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของเรา เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นต่อหัวหน้า ผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรค&amp;quot; นายยุทธพงศ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส.ส.มหาสารคามรายนี้ระบุว่า เรื่องนี้หัวหน้าได้เข้าไปห้ามปราม และท่านก็ไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น การทำงานของตนในฐานะกรรมาธิการและ ส.ส. เมื่อเขากล่าวหา ก็จำเป็นต้องปกป้องศักดิ์ศรีของเรา หลังจากนั้นมา จบในสภา ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ ไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่ามูลเหตุมาจากเรื่องนี้เรื่องเดียวเลยหรือไม่ ส.ส.มหาสารคามรายนี้ระบุว่า ส.ส.นวัธก็พูดเอง ก็พูดชัดเจน จากนี้จะไปแจ้งความที่ สน.มักกะสัน ถ้าไม่ไปแจ้งความ จากนี้อาจจะถูกยิงตายก็ได้ เพราะว่าอยู่ในพรรคยังกล้าทำขนาดนี้ เรื่องนี้ไม่มีเรื่องส่วนตัว เขาก็พูดชัดเจนว่าเป็นเรื่องการทำหน้าที่ของกรรมาธิการในสภา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องนี้ไม่มองเป็นการเสียภาพลักษณ์ของพรรค แต่ผมจะอยู่นิ่งได้หรือครับ ถ้าไม่ให้ตำรวจมา ออกไปแล้วอาจถูกยิงตายก็ได้ ขนาดในห้องหัวหน้าพรรคยังกล้าบุกเข้าไป&amp;quot; ส.ส.มหาสารคามระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซักว่าหลังถูกตบศีรษะได้พูดอะไรกลับหรือไม่ นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ไม่ครับ ไม่ได้ตอบโต้ แต่การพาคนลักษณะคล้ายมือปืน ไม่รู้มีปืนมาหรือเปล่า ชายแปลกหน้า 2 คน เป็นคนล็อกตัวผม แล้วนายนวัธมาทำร้ายร่างกาย เมื่อกระทำการต่อหน้าหัวหน้าพรรค เชื่อว่าหัวหน้าพรรคก็คงมีมาตรการ ส่วนตัวเองก็ต้องปกป้องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินจากการทำหน้าที่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;คดีนี้เป็นคดีอาญา ไม่มีการยอมความ ในวันที่ 11 ก.ย.จะเดินทางไปพบ ผบ.ตร. ขอให้คุ้มครองความปลอดภัย ไม่อย่างนั้นไปไหนมาไหนผมอาจถูกยิงตายก็ได้&amp;quot; นายยุทธพงษ์กล่าว &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายยุทธพงศ์เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.ต.ไพรัตน์ คำลี สว. (สอบสวน) สน.มักกะสัน ดำเนินคดีกับนายนวัธในข้อหาทำร้ายร่างกาย ซึ่งเบื้องต้นตำรวจได้ทำการสอบปากคำนายยุทธพงศ์ไว้ก่อน จากนั้นจะออกหมายเรียกคู่กรณีมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายยุทธพงศ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่เกิดเหตุขึ้น ได้มีผู้ใหญ่และสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยู่ภายในห้องด้วยหลายคน เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายเกรียง กัลป์ตินันท์ รองหัวหน้าพรรค ต่างตื่นตกใจ และนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา รองหัวหน้าพรรค ก็พยายามเข้าระงับเหตุ จนถูกลูกหลงโดนชกเข้าที่เบ้าตาจนเขียวช้ำไปด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายนวัธกล่าวหลังนายยุทธพงศ์แจ้งความข้อหาทำร้ายร่างกายว่า เป็นเรื่องของเขา เป็นสิทธิของเขา ตอนนี้ (เวลา 16.10 น.) ยังประชุมพรรคอยู่ ไม่ทราบเรื่อง ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้น เขาอยากพูดอะไรก็ปล่อยเขาไป เขาอยากดัง ตนเป็นคนไม่ค่อยชอบออกสื่อ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุทะเลาะวิวาทในพรรคว่า ตนไม่มีรายละเอียดมากนัก แต่ถือว่าเรื่องนี้เป็นจุดเสื่อมของพรรค ซึ่งสมาชิกหากมีอะไรควรมาพูดคุยกัน เรื่องที่เกิดทำให้พรรคมีภาพที่ไม่ดีต่อสาธารณะ การเมืองมีฝ่าย ซึ่งฝ่ายพวกเราอาจเอาใจช่วย แต่ฝ่ายที่ไม่ใช่ก็พยายามขยายประเด็นออกไป&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เรื่องพวกนี้ไม่ควรเกิดขึ้น มีอะไรมาถกเถียงกัน อาจเสียงดังกันบ้าง แต่ก็ควรจบ ไม่ควรเป็นเรื่องออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคดีความ เป็นเรื่องของดุลพินิจ เป็นเรื่องของวุฒิภาวะแต่ละคน แต่ที่พูดไม่ได้หมายถึงใคร&amp;quot; นพ.ชลน่านกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ช่วงค่ำ ที่พรรค พท. คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค มอบหมายให้นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แกนนำของพรรค ติดต่อนายนวัธ เพื่อให้ความชัดเจนกับผู้สื่อข่าว ภายหลังจากเกิดข่าวดังกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ต่อมานายนวัธพร้อมด้วยน้องชายและนายวรวัจน์ ร่วมกันแถลงข่าว โดยนายนวัธกล่าวว่า เมื่อลูกผู้ชายโดนหยามศักดิ์ศรี ก็เกิดอารมณ์ แต่ก็ได้ขอโทษผู้ใหญ่ และสมาชิกพรรค รวมถึงฝากขอโทษไปถึงประชาชนถึงสิ่งที่ปรากฏออกไป ไม่มีใครเป็นนักเลงหรือมือปืน มากับน้องชาย ที่วันนี้มาที่พรรคเพื่อแจกเสื้อมวย ส่วนที่เข้าไปในห้องหัวหน้าพรรค เพราะคำพูดที่ถูกเหยียดหยาม ซึ่งคิดว่าไม่ถูกต้อง จึงอยากเรียกมาคุยมาเคลียร์ข้างๆ ห้องหัวหน้าพรรค จะกล้าเข้าไปในห้องหัวหน้าพรรคหรือ ไปทำสุ่มสี่สุ่มห้าหัวหน้าจะได้ดีดออกมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;หัวหน้าพรรคได้บอกว่าให้ยุติ ผู้ใหญ่ในพรรค ประธานยุทธศาสตร์ก็สั่งให้ยุติ ส่วนตัวก็พร้อมที่จะยุติ ผมไม่ใช่คนเกเร เป็นนักเลงหัวไม้ เป็นเพียงโปรโมเตอร์เอานักมวยขึ้นชกกันเท่านั้นเอง ต่อยคนไม่ค่อยเป็นหรอก&amp;quot; นายนวัธกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ถามว่า สิ่งที่พูดเหมือนเป็นหนังคนละม้วนกับที่นายยุทธพงศ์พูด นายนวัธกล่าวว่า คนชอบออกสื่อ ตนไม่ชอบออกสื่อ แต่วันนี้จำเป็นต้องออกมาพูดให้ฟังว่าไม่มีอะไร ผู้ใหญ่นั่งอยู่ในนั้นสิบกว่าคนเขาก็คงเห็น เพื่อไม่ให้กระทบกับภาพลักษณ์ของพรรคจึงออกมาขอโทษ ขออภัยกับพี่น้องประชาชนด้วย เรื่องนี้จริงๆ ไม่น่าเกิดขึ้น แต่หากใครดูถูกเหยียดหยามศักดิ์ศรีลูกผู้ชายคงทนไม่ได้ที่จะต้องมีการเคลียร์กันเฉยๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ยืนยันที่พามาไม่ใช่มือปืน แต่เป็นคนขับรถของผม เมื่อมติพรรคออกมาว่าให้ยุติเรื่อง เราก็ต้องทำตาม เพราะเราเป็นคนของพรรค ก็ต้องรักษากฎกติกาของพรรค จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องมาพูดคุยกัน ว่าการที่มาพูดในสภาแล้วมาพาดพิงถึงผมนั้นไม่ถูกต้อง ไม่ใช่สุภาพบุรุษ คนที่เป็นสุภาพบุรุษจะไม่พูดกันแบบนี้ เพราะเรื่องไม่ใช่ความจริง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนนายวรวัจน์กล่าวว่า พรรคไม่มีมาตรการลงโทษ เพราะเป็นเพียงแค่เรื่องที่ต้องพูดคุยกัน ซึ่งขณะนี้พูดคุยกันแล้ว ไม่มีประเด็นต่อแล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับนายนวัธ ส.ส.ขอนแก่น เขต 7 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2550 สังกัดพรรคพลังประชาชน ก่อนมาเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย นอกจากการเมืองแล้ว นายนวัธยังมีชื่อเสียงในวงการเมือง โดยได้เข้าซื้อกิจการ บจก.แม็กซ์มวยไทย มาบริหาร โดยให้นายอาสิระ เตาะเจริญสุข บุตรชายเป็นประธานบริษัท และสร้างสนามมวยแม็กซ์มวยไทยสเตเดียมขึ้นที่ จ.ชลบุรี จัดรายการชกมวยไทยในรูปแบบมวยไทย 3 ยก จนได้รับความนิยมจากผู้ชมและนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45468</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขัดแย้งตอบโต้ในสภา, ส.ส.ขอนแก่น, ส.ส.มหาสารคาม, สส.พรรคเพื่อไทย, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โดนหยามศักดิ์ศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190910/image_big_5d77bb4b1027c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
