<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115802</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/09/2021 16:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/09/2021 16:17</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทส. จับมือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม สร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าที่ได้มาตรฐานสากล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;วันนี้ (6 กันยายน 2564) กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ &amp;ldquo;การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง&amp;rdquo; รูปแบบออนไลน์ ผลักดันผู้ผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ให้ได้รับการรับรองฉลากสิ่งแวดล้อม ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค หวังสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสินค้าอย่างยั่งยืน ช่วยลดการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุรชัย&amp;nbsp; อจลบุญ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ดำเนินการตามยุทธศาสตร์ประเทศด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และแผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน หรือ SCP Roadmap พ.ศ. 2560 &amp;ndash; 2580 มุ่งเน้นกสนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และตอบสนองต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวบนพื้นฐานการสร้างความสมดุลของการพัฒนาทั้ง 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ได้นำโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งมุ่งเน้นหลักการของเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy มาปรับใช้ เกิดการใช้ทรัพยากรสูงสุด พร้อมทั้งสร้างจิตสำนึกและความตระหนักรู้ของประชาชนทั่วไป รวมถึงการส่งเสริมช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมผ่าน Green Card Application และช่องทางการตลาดออนไลน์ หรือ Green Market Place ซึ่งกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความสำคัญกับทุกภาคส่วนในการดำเนินงานเพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวต่อว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการดำเนินงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ และภาคเอกชน ซึ่งสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างนโยบายของภาครัฐ ไปสู่ผู้ประกอบการต่างๆ ที่เป็นสมาชิกเครือข่าย ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม สามารถขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ส่งเสริมตลาดสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง ได้นำเสนอสินค้าของตนเองแก่ผู้บริโภค เป็นแรงจูงใจในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงสินค้าและบริการได้สะดวก ราคาไม่แพง เป็นการสร้างทางเลือกให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญกับการขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน จึงเกิดความร่วมมือในการดำเนินงานภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์&amp;nbsp; มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในระดับประเทศ โดยเฉพาะกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่เป็นพันธมิตรหลักในการร่วมงานมาโดยตลอด โดยการสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิค และงบประมาณ ซึ่งผลงานที่ร่วมกันพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การร่วมกันพัฒนา Green Card Application ที่เป็นเครื่องมือในการให้ข้อมูลสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสะสมคะแนนจากการซื้อสินค้า Eco &amp;ndash; Product เกิดการกระตุ้นการบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของประชาชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งการพัฒนา Green Card Application นั้น เป็นการพัฒนายุทธศาสตร์ด้านหนึ่งของ ส.อ.ท. คือ ยุทธศาสตร์ด้าน Demand ซึ่งได้แก่การส่งเสริมการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และในวันนี้ ถือเป็นอีกความร่วมมือหนึ่ง โดยเป็นก้าวที่สำคัญของทั้ง 2 ฝ่ายในการร่วมกันสร้างมาตรฐานและระบบอำนวยความสำดวกในการขึ้นทะเบียนฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง ซึ่งเป็นอีกกลไกที่สำคัญในการส่งเสริมการผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อกระตุ้นยุทธศาสตร์ด้าน Supply ซึ่งทำให้ผู้ผลิตโดยเฉพาะผู้ผลิตกลุ่ม SMEs ได้ปรับเปลี่ยนการผลิตตั้งแต่การออกแบบ จัดหาวัตถุดิบ และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อการประกอบกิจการที่ยั่งยืน และสนองต่อยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆ ของประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป้าหมายการผลิตและบริโภคอย่างยั่งยืน รวมทั้งการสร้าง Green Supply Chain เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการอีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะทำให้สินค้าประเภท Eco &amp;ndash; Products มีประเภทและปริมาณเพิ่มมากขึ้น จนเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผู้นำในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญรัฐควรมีมาตรการจูงใจให้ภาคเอกชนได้รับการลดหย่อนภาษี 200% จากการผลิตและซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญให้ผู้ผลิตและผู้บริโภค ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:6.0pt&quot;&gt;โดยการดำเนินงานของบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ฯ นั้น เป็นความร่วมมือในการผลักดันและสนับสนุนการพัฒนาแนวทางการแสดงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมของสินค้าและบริการและจัดทำระบบรับรองการรายงานการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมด้วยตนเองตามระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations &amp;mdash; Self-declared environmental claims ให้มีความทันสมัย ชัดเจน เหมาะกับกลุ่มผลิตภัณฑ์ มีการพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนสินค้าและการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับผู้ประกอบการในการยื่นขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลและเอกสารในการขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ มีการพัฒนาและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการและผู้สนใจขอขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการ เช่น การอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับข้อกำหนดฉลากสิ่งแวดล้อม จัดทำรายงานข้อมูลและเอกสารต่างๆ ส่งเสริมสิทธิประโยชน์หรือแรงจูงใจให้กับผู้ประกอบการที่ขอรับรองฉลากสิ่งแวดล้อมประเภทนี้ ร่วมกันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมทั้งแบบออฟไลน์ และออนไลน์ รวมทั้งการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115802</URL_LINK>
                <HASHTAG>Circular Economy, Eco – Products, Green Card Application, SCP Roadmap, Self-declared environmental claims, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, การพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว, การส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อมและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมประเภทรับรองตนเอง, นายสุพันธุ์  มงคลสุธี, นายสุรชัย  อจลบุญ, พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ, ระบบมาตรฐาน ISO 14021 Environmental labels and declarations, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, ส.อ.ท., สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, เศรษฐกิจหมุนเวียน, แผนขับเคลื่อนการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210906/image_big_6135db25000bd.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114591</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/08/2021 11:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/08/2021 11:22</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. มั่นใจยอดผลิตรถยนต์ปี64 เข้าเป้า  1.55-1.6 ล้านคัน </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
26 ส.ค. 2564 นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ของไทยในช่วง 7 เดือน (ม.ค.-ก.ค.2564) ผลิตได้ 967,453 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 39.11% แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะประสบปัญหาขาดแคลนชิพ แต่ถ้ายังสามารถผลิตได้อยู่ในระดับ 122,000 กว่าคันต่อเดือน คาดว่าในช่วงที่เหลือ 5 เดือนของปีนี้ ก็มีโอกาสที่ไทยจะผลิตได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 1,550,000-1,600,000 คัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยภาพรวมยอดผลิตรถยนต์ 7 เดือนที่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งการผลิตเพื่อส่งออกที่ผลิตได้ 556,171 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 42.60% และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 411,282 คัน เพิ่มขึ้น 34.65% สอดคล้องกับยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 7 เดือนอยู่ที่ 544,079 คัน เพิ่มขึ้น 35.98% รวมทั้งยอดขายในประเทศอยู่ที่ 425,633 คัน เพิ่มขึ้น 9.71%
&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ส.อ.ท.ยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ไว้ แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 800,000-850,000 คัน และเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 750,000 คัน แต่ขึ้นอยู่กับการระบาดของโควิด-19 ทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับการขาดแคลนชิพทั่วโลกที่คาดว่าจะลากยาวไปจนถึงปีหน้า หากไม่ยืดเยื้อ รัฐเร่งบริหารการฉีดวัคซีนได้มากขึ้นและสามารถคลายล็อกดาวน์ได้ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจดำเนินการได้มากขึ้น ก็จะส่งเสริมยอดขายในประเทศให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย&amp;rdquo;นายสุรพงษ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับยอดผลิตรถยนต์เดือนก.ค.2564 ผลิตได้ 122,852 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 37.52% เพราะฐานต่ำในปีที่แล้ว แต่ลดลง 8.49% จากเดือนมิ.ย.2564 ซึ่งถือว่าต่ำสุดตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ส่วนใหญ่พบกับปัญหาขาดแคลนชิพที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญและชิ้นส่วนรถยนต์บางชิ้นในการผลิต จึงต้องชะลอการผลิตรถยนต์บางรุ่น เป็นยอดผลิตเพื่อส่งออก 69,934 คัน เพิ่มขึ้น 60.25% และเป็นยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 52,918 คัน เพิ่มขึ้น 15.80%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่ ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนก.ค.2564 อยู่ที่ 52,442 คัน ต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ลดลงจากช่วงเดียวกับปีก่อน 11.62% และลดลงจากเดือนก่อน 15.08% เพราะมีการล็อกดาวน์ตั้งแต่กลางเดือนก.ค. ลูกค้าจึงระมัดระวังในการใช้เงิน มีการยกเลิกการจองรถหรือเลื่อนการรับรถออกไป รวมทั้งการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงิน และการชะลอการผลิตรถยนต์รุ่นที่นิยมจากการขาดแคลนชิพและชิ้นส่วนรถยนต์จากการระบาดของโควิด-19 ในประเทศและประเทศคู่ค้าที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ส่วนของยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปอยู่ที่ 70,590 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 42.42% เพราะฐานต่ำในปีที่แล้ว แต่ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 14.97% ซึ่งเป็นการลดลงในบางทวีป เช่น ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทำให้ยอดขายรถยนต์ในประเทศคู่ค้าลดลง อย่างไรก็ตามประเทศคู่ค้าได้เปิดโรงงานผลิตรถยนต์เกือบเป็นปกติแล้ว จึงทำให้การส่งออกเครื่องยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114591</URL_LINK>
                <HASHTAG>ยอดผลิตรถยนต์, ส.อ.ท., สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210722/image_big_60f952916de00.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112786</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 10:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 10:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ส.อ.ท. โอดดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ลดต่ำสุดในรอบ 14 เดือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ส.ค. 2564 นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.2564 อยู่ที่ระดับ 78.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 80.7 ซึ่งเป็นการลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 14 เดือน นับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2563 เนื่องจากจากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ยังไม่คลี่คลายและกระจายวงกว้างไปทั่วประเทศ ส่งผลให้ภาครัฐต้องออกมาตรการล็อกดาวน์ในพื้นที่ 13 จังหวัด ห้ามออกนอกเคหะสถานช่วงเวลา 21.00-04.00 น. ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.-2 ส.ค.2564 การจำกัดการเดินทางภายในประเทศ รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้พนักงานทำงานที่บ้านมากที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงได้ และยังส่งผลให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) และประชาชนมีรายได้ลดลง ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งทำให้กำลังการผลิตลดลง 5-10% เนื่องจากแรงงานต้องกักตัวทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งโรงงานบางแห่งต้องปิดชั่วคราวเพื่อทำความสะอาด บางอุตสาหกรรมจึงอาจเหลือกำลังการผลิตไม่ถึง 50% ขณะที่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมยังได้รับวัคซีนในสัดส่วนที่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับดัชนีฯ คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 89.3 ปรับตัวลดลงจากเดิมคาดไว้อยู่ที่ระดับ 90.8 ในเดือนมิ.ย.2564 เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายโดยเฉพาะการแพร่ระบาดในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งหากไม่สามารถควบคุมได้จะกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ผู้ประกอบการมองว่าหากภาครัฐใช้มาตรการล็อกดาวน์หลายเดือนจะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกยังไม่แน่นอน เนื่องจากการระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าในหลายประเทศอาจส่งผลต่อกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก รวมถึงการส่งออกของไทยในระยะต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ส.อ.ท. มีข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้เร่งตรวจเชิงรุกในกลุ่มพื้นที่สีแดงเข้ม เพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกจากกลุ่มที่ไม่ติดเชื้อ ควบคู่กับการใช้มาตรการล็อกดาวน์ รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อ และขอให้ภาครัฐเร่งฉีดวัคซีนให้แก่แรงงาน ม.33 เพื่อลดความเสี่ยงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสถานประกอบการ รวมทั้งรักษาศักยภาพในการผลิตและภาคส่งออกของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเตรียมหารือร่วมกันภายใต้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) เพื่อจัดทำหนังสือเสนอขอเข้าพบต่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยคาดว่าจะส่งหนังสือได้ภายใน 1-2 วันนี้ โดยต้องการให้ภาครัฐบาลเร่งแก้ไขดำเนินการใน 3 เรื่องหลักในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับข้อเสนอประกอบด้วย 1. การจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ซึ่งรัฐควรเปิดให้มีการนำเข้าวัคซีนทางเลือกให้เพิ่มขึ้นเนื่องจากขณะนี้การติดเชื้อในโรงงานเริ่มมีจำนวนมากขึ้นต่อเนื่องซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามมา 2. &amp;nbsp;ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับเอกชนในเรื่องของการจัดหาวัคซีนและอุปกรณ์ป้องกันการดูแลการแพร่เชื้อโดยเฉพาะ Antigen Test Kit (ATK) ซึ่งเป็นภาระรายจ่ายของภาคเอกชนมากขึ้นในขณะนี้ส่งผลให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแนวทางขอความช่วยเหลือ และ 3.ขอให้รัฐพิจารณาอนุมัติให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์เนื่องจากขณะนี้เอกชนมีศักยภาพผลิตแต่ต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เปิดให้เอกชนผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้ไหมถ้าเขาทำได้หากอย.อนุมัติเพราะถ้าไทยขาดยานี้อีกจะกลายเป็นเรื่องใหญ่มากเราไม่อยากให้เกิดขึ้น ขณะเดียวกันจะมีการเสนอแนวทางมาตรการเยียวยาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี)เข้าไปด้วย &amp;ldquo;นายสุพันธุ์ กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112786</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลสำรวจความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค.2564, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210608/image_big_60bf6111d8087.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111673</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>31/07/2021 00:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>31/07/2021 08:31</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สอท.ผุดแผนสู้โควิดป้องกันภาคผลิต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่ดูรุนแรงและสร้างความเสียหายให้กับหลายภาคส่วนอย่างมาก แม้จะผ่านเวลามาช่วงหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีแนวโน้มที่สถานการณ์จะเบาบางลงพร้อมเหตุการณ์อื่นๆ ทั้งเรื่องอุปกรณ์การแพทย์ โรงพยาบาล หรือแม้แต่วัคซีนก็ยังถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่สร้างความโกลาหลอยู่มากพอสมควร ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีแผนการรับมือและต่อสู้กับวิกฤติรอบนี้ให้ได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เองจึงได้ตระหนักและเข้าใจในสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มที่ได้รับผลกระทบไม่น้อยกว่าภาคประชาชนคือภาคอุตสาหกรรม ที่โรงงานหรือบริษัทหลายแห่งต้องชะลอหรือหยุดกิจการไปก่อนในช่วงนี้ เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดขึ้นในพื้นที่ทำงาน ซึ่งที่ผ่านมา ส.อ.ท.ได้จัดตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเร่งด่วน แบ่งออกเป็น 5 คณะ ดังนี้ 1.คณะทำงานด้านข้อมูลโควิด มีหน้าที่จัดการให้ความรู้คู่มือการใช้ชุดตรวจโควิด (Rapid Test), แนวการปฏิบัติตัวในช่วงโควิดและหลังโควิดผ่านระบบ e-Learning และจัดทำคู่มือการปลูกและแจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจร โดยมีนายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธานคณะทำงานฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.คณะทำงานจัดหาชุด Rapid test และจัดทำห้องความดันลบ มีหน้าที่ดำเนินการจัดหาชุด Rapid test &amp;amp; Product และจัดทำห้องความดันลบ โดยมีนายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานฯ 3.คณะทำงาน Call Center และประสานงาน ทำหน้าที่ประสานงานรับเรื่องการตรวจโควิด-19 ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร และให้ข้อมูลที่ถูกต้องในการช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 โดยมีนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4.คณะทำงานระบบแจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงโควิด ทำหน้าที่ผลักดันต่อกรมควบคุมโรคเพื่อให้ภาคราชการ เอกชน ประชาชนได้ใช้ระบบ Exposure Notification Express (ENX) ในการติดตามและแจ้งเตือนเมื่อใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือกลุ่มเสี่ยง โดยมีนายสมโภชน์ อาหุนัย รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานฯ และ 5.คณะทำงานรับบริจาคช่วยเหลือ ทำหน้าที่เปิดรับบริจาคหาเงินช่วยเหลือในการดำเนินโครงการจัดทำห้องความดันลบ การจัดซื้อชุด Rapid test และการจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม โดยมีนางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล รองประธาน ส.อ.ท.เป็นประธานคณะทำงานฯ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งล่าสุด ส.อ.ท.ยังได้เตรียมแนวทางการป้องกันและรับมือการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุมัติ 3 มาตรการหลัก ได้แก่ การจัดอบรมวิธีการใช้ชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน ATK อย่างถูกต้อง, การจัดอบรมการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 หรือ Bubble and seal ในสถานประกอบการ และการจัดตั้งโรงพยาบาลสนามแบบ Community Isolation&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า หลังจากที่ ส.อ.ท.ได้จัดตั้งคณะทำงานช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 อย่างเร่งด่วนภายใต้มาตรการ &amp;ldquo;ป้องกัน รักษา เยียวยา&amp;rdquo; เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน สังคม สมาชิกและผู้ประกอบการไทยนั้น ส.อ.ท.ยังได้จัดเตรียมแนวทางการป้องกันและรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในภาคอุตสาหกรรม โดยท่านรองนายกฯ ได้อนุมัติใน 3 มาตรการหลัก ได้แก่ 1.การจัดอบรมวิธีการใช้ชุดตรวจโควิดแบบเร่งด่วน ATK อย่างถูกต้อง โดยให้ตรวจอย่างน้อย 20% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.การจัดอบรมการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในสถานประกอบการด้วยการทำ Bubble and seal โดยไม่ต้องปิดโรงงานสำหรับสถานประกอบการที่มีพนักงานตั้งแต่ 200 คนขึ้นไป ส่วนสถานประกอบการที่มีพนักงานน้อยกว่า 200 คน แนะนำให้ใช้มาตรฐาน Thai Stop Covid ของกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3.การจัดตั้งโรงพยาบาลสนามในสถานประกอบการรูปแบบ Community Isolation รับรองโดยสาธารณสุขจังหวัดและดูแลโดยโรงพยาบาลในสังกัดประกันสังคม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งสถานประกอบการแต่ละแห่งจะต้องมี Heathy Leader อย่างน้อย 2 คน นอกจากนี้จะมีการนำระบบแจ้งเตือนผู้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ (Exposure Notification Express: ENX) ที่พัฒนาขึ้นโดย Google และ Apple มาใช้เพื่อช่วยป้องกันการแพร่ระบาดลดการติดเชื้อและการเสียชีวิต ซึ่ง ส.อ.ท.เสนอตัวเป็นผู้ดูแลระบบและประสานงาน โดยจะนำร่องเพื่อใช้งานในภาคอุตสาหกรรมก่อน&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกัน 5 คณะทำงานขับเคลื่อนได้มุ่งทำ 10 ภารกิจ เพื่อช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ดังนี้ 1.พัฒนาระบบ ENX 2.จัดหา ATK 3.จัดทำห้องความดันลบ 4.ตั้งคอลเซ็นเตอร์ 1453 เพื่อช่วยเหลือสมาชิกในกลุ่มสมาชิก ส.อ.ท. 5.แจกเมล็ดพันธุ์ฟ้าทะลายโจร 6.ทำคู่มือการเรียนรู้และคำแนะนำทั้งการดูแลตัวเอง รวมถึงการใช้เครื่องมือต่างๆ 7.สนับสนุนกองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้โควิด 8.เตรียมแจกกล่องห่วงใย (Health Box) 9.ปฏิบัติตามมาตรการ Bubble and seal และ 10.ทำฟาสเตอร์ปาร์ตี้โดยการร่วมมือกับกลุ่มอุตสาหกรรมและหน่วยงานอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการดำเนินการต่างๆ เพื่อตั้งเป้าไม่ให้ภาคอุตสาหกรรมเกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ในอนาคต เนื่องจากปัจจุบันมีหลายโรงงานเกิดคลัสเตอร์ขนาดใหญ่จนทำให้ส่งผลกระทบกับการดำเนินงานและกลุ่มแรงงาน จนทำให้โรงงานโดนสั่งปิด เนื่องจากเมื่อเกิดการระบาดแล้วไม่สามารถจัดการให้เป็นระบบได้&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันก็อยากเร่งรัดให้รัฐบาลทำการฉีดวัคซีนให้กับกลุ่มแรงงานตามมาตรา 33 ให้มากขึ้น โดยกำหนดโควตาทั้งหมด 10 ล้านคน แต่ปัจจุบันวัคซีนที่ถูกแบ่งมายังกลุ่มดังกล่าวมีแค่ 800,000 โดส ซึ่งยังไม่ถึง 10% ของบุคลากรทั้งหมด จึงได้ประสานไปยังกระทรวงแรงงานเพื่อขอจัดสรรวัคซีนเพิ่มเติมเบื้องต้นให้ได้เพิ่มอยู่ที่ 1.5 ล้านโดส ขณะเดียวกันโรงงานต่างๆ ก็จำเป็นจะต้องมีการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อภายในโรงงานด้วย.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111673</URL_LINK>
                <HASHTAG>วัคซีน, ส.อ.ท., สุพันธุ์ มงคลสุธี, โควิด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210730/image_big_6103f0faef000.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111272</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 13:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; ชื่นชมภาคเอกชน​ช่วยสู้โควิด​ มอบห้องความดันลบแบบ​Modular Unit ให้โรงพยาบาลฝ้าวิกฤติ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในกำกับ อว. มีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ส่งมอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมีความภูมิใจที่ อว. สามารถพัฒนาห้องความดันลบได้สำเร็จ ซึ่งความสามารถแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ หรือทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตนจึงมองประเทศไทยในแง่ดี เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ก็เช่นกัน เรามีทางออก มีความหวัง มีอนาคต ที่สำคัญ เราได้เห็นความเข้มแข็งของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ธุรกิจไม่ได้แปลว่าการหากำไรแต่อย่างเดียว ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาภาคเอกชนไทยพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมฝ่าฟันวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว. กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ห้องความดันลบแบบ Modular Unit มาจากฝีมือของสถาบันแสงซินโครตรอน ซึ่งปกติจะทำเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ในยามคับขันเช่นนี้ก็นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ทันการณ์ในราคาต้นทุนต่ำมาก และ ส.อ.ท. ได้นำพิมพ์เขียวที่พัฒนาขึ้นนี้ไปผลิตต่อ แม้แต่การผลิตชุดหมี PPE ที่แต่เดิมต้องซื้อในราคาหลักหมื่น แต่ตอนนี้เราทำให้ถูกลงได้ถึง 10 เท่า สามารถซักและใช้ซ้ำได้ ขณะที่ชุด PAPR&amp;nbsp; ที่มีราคาหลักแสน เราก็ผลิตได้ในราคาไม่ถึงหมื่น วัคซีนเราก็เริ่มคิดค้นและพัฒนาได้ในเวลาไล่เลี่ยกับประเทศตะวันตก และอีกไม่นานก็จะผลิตออกมาใช้ได้ ล่าสุด ยังผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กันได้เอง ราคาเพียงแค่เม็ดละ 30 บาท ถูกกว่านำเข้า 3 - 4 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ในเวลานี้ได้มีภาคเอกชนรับไปต่อยอดในเชิงธุรกิจแล้ว ในวิกฤติจึงมีโอกาสอย่างแท้จริง ความสามารถเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย&amp;nbsp; ที่จะหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานนวัตกรรม&amp;nbsp; เปลี่ยนอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งจะทำให้เราแข่งขันในระดับโลกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อไป ต้องมีสติ มีความรักสามัคคี คนไทยสู้ได้เมื่อภัยมาเสมอ รัฐบาลพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากความหวังและให้เกียรติกับภาคเอกชนมาก และขอบคุณภาคเอกชนที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยกู้วิกฤติในสถานการณ์คับขัน&amp;nbsp; อย่าง ส.อ.ท. ที่มีการออกมาตรการชัดเจนทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษา และเยียวยา&amp;nbsp; และยังได้ช่วยกันออกแบบเครื่องเก็บวัคซีนประมาณร้อยกว่าเครื่องเพื่อรองรับการดูแลวัคซีนของประเทศ ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนแน่นอน อีกไม่เกิน 3-4 เดือน สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น วัคซีนจะเข้ามาทันใช้แน่นอน เราต้องไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย ต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย&amp;rdquo; ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;quot;กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19&amp;quot; ภายใต้มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งของที่จำเป็น อาทิ ห้องความดันลบแบบ Modular Unit ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, กลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ส.อ.ท. โดยได้ร่วมกับ อว. จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้แก่สถานพยาบาลในเครือ อว. และสถานพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งาน โดยในวันนี้ ถือเป็นการส่งมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit 2 ห้องแรก (สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย) ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีเป้าหมายในการระดมทุนจัดหาห้องความดันลบแบบ Modular Unit จำนวน 50 ห้อง มูลค่ากว่า 6.5 ล้านบาท จึงขอเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดหาห้องความดันลบช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้ที่ชื่อบัญชี มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม เลขที่บัญชี 009-1-71583-0 ธนาคารกรุงไทยสาขาไทยเบฟควอเตอร์ (ใบบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100%) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ส.อ.ท.หมายเลข 1453 ทุกปัญหาอุตสา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111272</URL_LINK>
                <HASHTAG>Modular Unit, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19, ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ธนาคารกสิกรไทย, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, ภาคเอกชน, ยาฟาวิพิราเวียร์, ส.อ.ท., สถาบันแสงซินโครตรอน, สภาหอการค้า, สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, สู้โควิด, ห้องความดันลบ, อว., เครื่องเก็บวัคซีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffa8450dab1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>111271</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/07/2021 13:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/07/2021 13:33</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เอนก&quot; ชื่นชมภาคเอกชน​ช่วยสู้โควิด​ มอบห้องความดันลบแบบ​Modular Unit ให้โรงพยาบาลฝ้าวิกฤติ​</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลในกำกับ อว. มีนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. และนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้ส่งมอบ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เปิดเผยว่า ตนมีความภูมิใจที่ อว. สามารถพัฒนาห้องความดันลบได้สำเร็จ ซึ่งความสามารถแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทุกประเทศ หรือทุกครั้งที่เกิดปัญหา ตนจึงมองประเทศไทยในแง่ดี เชื่อว่าทุกปัญหามีทางออก วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ ก็เช่นกัน เรามีทางออก มีความหวัง มีอนาคต ที่สำคัญ เราได้เห็นความเข้มแข็งของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้า ที่เข้ามามีบทบาทอย่างมาก ธุรกิจไม่ได้แปลว่าการหากำไรแต่อย่างเดียว ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหาภาคเอกชนไทยพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญในการร่วมฝ่าฟันวิกฤติ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; รมว.อว. กล่าวต่อว่า&amp;nbsp; ห้องความดันลบแบบ Modular Unit มาจากฝีมือของสถาบันแสงซินโครตรอน ซึ่งปกติจะทำเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ในยามคับขันเช่นนี้ก็นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีอยู่มาปรับใช้ได้ทันการณ์ในราคาต้นทุนต่ำมาก และ ส.อ.ท. ได้นำพิมพ์เขียวที่พัฒนาขึ้นนี้ไปผลิตต่อ แม้แต่การผลิตชุดหมี PPE ที่แต่เดิมต้องซื้อในราคาหลักหมื่น แต่ตอนนี้เราทำให้ถูกลงได้ถึง 10 เท่า สามารถซักและใช้ซ้ำได้ ขณะที่ชุด PAPR&amp;nbsp; ที่มีราคาหลักแสน เราก็ผลิตได้ในราคาไม่ถึงหมื่น วัคซีนเราก็เริ่มคิดค้นและพัฒนาได้ในเวลาไล่เลี่ยกับประเทศตะวันตก และอีกไม่นานก็จะผลิตออกมาใช้ได้ ล่าสุด ยังผลิตยาฟาวิพิราเวียร์กันได้เอง ราคาเพียงแค่เม็ดละ 30 บาท ถูกกว่านำเข้า 3 - 4 เท่า ซึ่งทั้งหมดนี้ในเวลานี้ได้มีภาคเอกชนรับไปต่อยอดในเชิงธุรกิจแล้ว ในวิกฤติจึงมีโอกาสอย่างแท้จริง ความสามารถเหล่านี้ทำให้เราเห็นถึงโอกาสของประเทศไทย&amp;nbsp; ที่จะหลุดพ้นจากประเทศกับดักรายได้ปานกลาง เราต้องสร้างเศรษฐกิจใหม่บนฐานนวัตกรรม&amp;nbsp; เปลี่ยนอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรมไฮเทค ซึ่งจะทำให้เราแข่งขันในระดับโลกได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;เราต้องร่วมมือร่วมใจกันต่อไป ต้องมีสติ มีความรักสามัคคี คนไทยสู้ได้เมื่อภัยมาเสมอ รัฐบาลพร้อมร่วมมือกับทุกฝ่าย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฝากความหวังและให้เกียรติกับภาคเอกชนมาก และขอบคุณภาคเอกชนที่ตื่นตัวลุกขึ้นมาช่วยกู้วิกฤติในสถานการณ์คับขัน&amp;nbsp; อย่าง ส.อ.ท. ที่มีการออกมาตรการชัดเจนทั้งในเรื่องของการป้องกัน การรักษา และเยียวยา&amp;nbsp; และยังได้ช่วยกันออกแบบเครื่องเก็บวัคซีนประมาณร้อยกว่าเครื่องเพื่อรองรับการดูแลวัคซีนของประเทศ ตนขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ทอดทิ้งประชาชนแน่นอน อีกไม่เกิน 3-4 เดือน สถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น วัคซีนจะเข้ามาทันใช้แน่นอน เราต้องไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย ต้องช่วยกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย&amp;rdquo; ศ. (พิเศษ) ดร.เอนก &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ด้าน นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า&amp;nbsp; จัดตั้ง &amp;quot;กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19&amp;quot; ภายใต้มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรมขึ้น เพื่อระดมทุนจัดหาอุปกรณ์ เครื่องมือ สิ่งของที่จำเป็น อาทิ ห้องความดันลบแบบ Modular Unit ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม, กลุ่มเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็น ส.อ.ท. โดยได้ร่วมกับ อว. จัดทำขึ้นเพื่อมอบให้แก่สถานพยาบาลในเครือ อว. และสถานพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้งาน โดยในวันนี้ ถือเป็นการส่งมอบห้องความดันลบแบบ Modular Unit 2 ห้องแรก (สนับสนุนโดยธนาคารกสิกรไทย) ให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp; ทั้งนี้ ส.อ.ท. มีเป้าหมายในการระดมทุนจัดหาห้องความดันลบแบบ Modular Unit จำนวน 50 ห้อง มูลค่ากว่า 6.5 ล้านบาท จึงขอเชิญร่วมบริจาคเงินเพื่อจัดหาห้องความดันลบช่วยเหลือผู้ป่วยโควิด-19 ได้ที่ชื่อบัญชี มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม เลขที่บัญชี 009-1-71583-0 ธนาคารกรุงไทยสาขาไทยเบฟควอเตอร์ (ใบบริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 100%) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน ส.อ.ท.หมายเลข 1453 ทุกปัญหาอุตสา&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/111271</URL_LINK>
                <HASHTAG>Modular Unit, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, กองทุน ส.อ.ท.ช่วยไทยสู้ภัยโควิด-19, ธนาคารกสิกรไทย, นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร, นายสุพันธุ์ มงคลสุธี, ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.), มอบห้องความดันลบ, มูลนิธิพัฒนาอุตสาหกรรม, ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, ส.อ.ท., อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>DELETE</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210727/image_big_60ffa8450dab1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>110752</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/07/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/07/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมใช้มาตรฐาน ตู้เก็บวัคซีนส.ค.นี้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บอร์ด สมอ.ไฟเขียวมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน เร่งเดินหน้าประกาศใช้ภายในเดือน ส.ค.นี้ รองรับความต้องการโรงพยาบาล-หน่วยงานทางการแพทย์ทั่วประเทศ คงคุณภาพวัคซีนในอุณหภูมิ 2-8 &amp;nbsp;องศาเซลเซียส ก่อนบริการฉีดให้คนไทยสู้โควิด ระบุผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาร่วมกลั่นกรอง หนุน ส.อ.ท.ผลักดันผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศ-เครื่องทำความเย็นผลิตตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก
เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า บอร์ด สมอ.มีมติเห็นชอบมาตรฐานรวมทั้งสิ้น 48 มาตรฐาน ซึ่งมีมาตรฐานสำคัญๆ อาทิ มาตรฐานตู้เก็บวัคซีน, เครื่องจักรกลการเกษตร, สุราแช่, สุรากลั่น, ทีวีสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ, สุขภัณฑ์เซรามิก, คอนกรีตบล็อก, กล้องติดรถยนต์ และเครื่องยนต์ก๊าซโซลีนขนาดเล็ก เป็นต้น โดยเฉพาะมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน ตนได้เร่งให้ สมอ.ดำเนินการประกาศใช้มาตรฐานโดยเร็วที่สุด เพื่อรองรับปริมาณความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ในการเก็บรักษาวัคซีน เพื่อคงคุณภาพของวัคซีนก่อนนำไปฉีดให้ประชาชน
นายจุลพงษ์ ทวีศรี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กล่าวว่า สำหรับมาตรฐานตู้เก็บวัคซีน เฉพาะด้านสมรรถนะ เล่ม 1 ช่วงอุณหภูมิที่ยอมรับ &amp;nbsp;2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส มอก. 3245 &amp;nbsp;เล่ม 1-2564 นี้ สมอ.ได้ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ซึ่งเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานขั้นสูงของ สมอ. หรือ SDOs จัดทำมาตรฐานดังกล่าวขึ้น&amp;nbsp;โดยคณะกรรมการวิชาการ (กว.) รายสาขา เกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานร่วมกันพิจารณากลั่นกรองมาตรฐานดังกล่าว อาทิ&amp;nbsp;แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, &amp;nbsp;สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวต่อว่า ทั้งนี้มาตรฐานครอบคลุมตู้เก็บวัคซีนแบบ 2 ประตู กระจกสองชั้น ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 250 โวลต์ สำหรับเก็บรักษาวัคซีนในช่วงอุณหภูมิ 2 องศาเซลเซียส ถึง 8 องศาเซลเซียส &amp;nbsp;รวมไปถึงยาและเวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ชนิดที่มีการใช้ครั้งเดียว&amp;nbsp;(disposable &amp;nbsp;use) และปิดสนิท (sealed package) ซึ่งมีข้อกำหนดที่สำคัญคือ ข้อกำหนดทั่วไปของตู้เก็บความเย็น &amp;nbsp;อุณหภูมิช่องเก็บ อุณหภูมิหลังเปิดประตู อุณหภูมิภายในตู้เมื่อไฟฟ้าดับ สัญญาณเตือนเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่าหรือสูงกว่าช่วงอุณหภูมิที่ยอมรับได้ อุปกรณ์เตือน และการแสดงผลกับผู้ใช้ ทั้งนี้ สมอ.คาดว่ามาตรฐานพร้อมประกาศใช้ภายในเดือน ส.ค.นี้ และจะร่วมกับ ส.อ.ท.ผลักดันให้ผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำความเย็นนำมาตรฐานดังกล่าวไปใช้ เพื่อให้สามารถผลิตตู้เก็บวัคซีนที่มีคุณภาพตามข้อกำหนดขององค์การอนามัยโลก รองรับความต้องการของโรงพยาบาลและหน่วยงานทางการแพทย์ในการเก็บรักษาวัคซีน ที่จะมีการนำเข้ามาฉีดให้ประชาชนจำนวนมากในอนาคตอันใกล้นี้
นายวันชัย พนมชัย เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบมาตรฐานสุรากลั่นและสุราแช่ ที่ได้ให้ กว.สาขาเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นผู้จัดทำมาตรฐานดังกล่าว กลับไปทบทวนเกณฑ์ด้านความปลอดภัยที่กำหนดในมาตรฐานฉบับแก้ไขใหม่ที่เพิ่มขึ้นกว่ามาตรฐานเดิม โดยบอร์ดได้เห็นชอบให้คงค่าเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานเดิมคือ สุรากลั่นให้คงเกณฑ์ในรายการเมทิลแอลกอฮอล์ &amp;nbsp;ไม่เกิน 420 มิลลิกรัมต่อลิตร และแอลดีไฮด์ไม่เกิน &amp;nbsp;160 มิลลิกรัมต่อลิตร สำหรับสุราแช่กำหนดปริมาณซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อลิตร เพื่อความปลอดภัยในการบริโภค &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;
จากศูนย์ข้อมูล COVID-19 นับจากประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรก ตั้งแต่วันที่ 28 &amp;nbsp;กุมภาพันธ์ 2564 จำนวนการได้รับวัคซีนสะสม (28 &amp;nbsp;ก.พ.-21 ก.ค.64) รวม 15,084,696 โดส ใน 77 &amp;nbsp;จังหวัด ภาพรวมยอดฉีดวัคซีน วันที่ 21 กรกฎาคม &amp;nbsp;2564&amp;nbsp;ยอดฉีดทั่วประเทศ 279,576 โดส เข็มที่ 1 อยู่ที่ 246,287 ราย เข็มที่ 2 อยู่ที่ 33,289 ราย จำนวนผู้ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 สะสม 11,538,866 &amp;nbsp;ราย (จำนวนผู้ได้รับวัคซีนทั้งหมด) จำนวนผู้ได้รับวัคซีน เข็มที่ 2 สะสม 3,545,830 ราย (จำนวนผู้ได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์) ผลการดำเนินการให้บริการวัคซีนโควิด-19 (COVID-19) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร &amp;nbsp;ข้อมูล ณ วันที่ 22 ก.ค.64&amp;nbsp;ยอดผู้รับวัคซีนเพิ่ม &amp;nbsp;87,549 โดส ยอดผู้รับวัคซีนสะสม 4,910,388 โดส.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/110752</URL_LINK>
                <HASHTAG>ตู้เก็บวัคซีน, ส.อ.ท., สู้โควิด, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุณหภูมิ 2-8  องศาเซลเซียส, เครื่องปรับอากาศ, เดือน ส.ค., เตรียมใช้มาตรฐาน, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210625/image_big_60d58d53af504.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
