<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118799</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/10/2021 10:38</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/10/2021 10:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อีอีซีบูม&#039;สกพอ.&#039;สั่งทุ่มลงทุนอัปเกรดพื้นที่5ปี2.2ล้านล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
5 ต.ค. 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรืออีอีซี เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 2564 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมเห็นชอบการปรับแผนลงทุนอีอีซี 2.2 ล้านล้านบาทใน 5 ปี (2565-2569) โดยมีเป้าหมายการลงทุนให้ได้มากกว่าเป้าหมายเดิม จากแผนแรกของอีอีซี (ปี2561-2565) กำหนดเงินลงทุนไว้ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเกิดเงินลงทุนแล้ว รวม 1,605,241 ล้านบาท หรือคิดเป็น 94% และคาดว่าสิ้นปี 2564 จะได้ตามเป้าที่วางไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้แผนลงทุนอีอีซีระยะ 2 ขับเคลื่อนต่อยอดและเร่งรัดการลงทุนด้วยการใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และวิจัยพัฒนา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ การแข่งขันของประเทศ มีวงเงินลงทุนรวมประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ 1.ต่อยอดโครงสร้างพื้นฐาน 200,000 ล้านบาท จากเมืองการบินภาคตะวันออก การพัฒนาพื้นที่ 30 กม.รอบสนามบิน และพัฒนาพื้นที่รอบสถานีหลักรถไฟความเร็วสูงฯ (TOD) 2.ดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ปีละ 400,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 ส่วน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ได้แก่ การลงทุนในระดับฐานปกติ ปีละ 250,000 ล้านบาท และการลงทุนส่วนเพิ่มที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (นิว เอส-เคิร์ฟ) อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (อีวี) ดิจิทัล การแพทย์สมัยใหม่ การขนส่งโลจิสติกส์ เกษตรสมัยใหม่และอาหาร ภายใต้บริบทเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (BCG) รวมปีละ 150,000 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;แผนอีอีซีใน 5 ปีข้างหน้า จะทำให้มูลค่าการลงทุนในอีอีซี เพิ่มขึ้น 500,000 ล้านบาท/ปี (จากเดิม 300,000 ล้านบาท/ปี) ถือเป็นกลไกหลักช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตเต็มศักยภาพ 4.5 &amp;ndash; 5% ต่อปี และยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 พร้อมส่งผลให้ไทยพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ก้าวสู่ประเทศพัฒนาได้ในปี 2572&amp;rdquo;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยัง พิจารณา ผลการคัดเลือกเอกชน ผลการเจรจา และร่างสัญญาร่วมลงทุน โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนของท่าเทียบเรือ F โดยผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐจะได้รับจากโครงการฯ เป็นค่าสัมปทานคงที่ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน 29,050 ล้านบาท และค่าสัมปทานผันแปรที่ 100 บาทต่อ TEU (หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ที่มีขนาด 20 ฟุต) โดยคณะกรรมการคัดเลือกฯ ในการประชุมเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 64 ได้มีมติให้กลุ่มกิจการร่วมค้า GPC เป็นผู้ผ่านการประเมินข้อเสนอซองที่ 4 ซึ่งได้เสนอผลประโยชน์ตอบแทนทางการเงินที่ภาครัฐได้รับ เป็นไปตามเอกสารการคัดเลือกเอกชน และมติ ครม. ที่ได้อนุมัติไว้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118799</URL_LINK>
                <HASHTAG>(อีอีซี, คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., แผนลงทุนอีอีซีระยะ 2</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210303/image_big_603f000de13d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114377</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2021 15:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2021 15:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>BAFS-OR ผนึกกำลังจัดตั้ง GAA ลุย ให้บริการระบบน้ำมันสนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ เพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ผ่านระบบการประชุมทางไกล ระหว่าง กระทรวงการคลังโดย สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) และบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กิจการร่วมค้าของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BAFS) และ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR)&amp;nbsp; เปิดเผยว่า&amp;nbsp; ปัจจุบันทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญของมนุษยชาติจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและวิถีการดำรงชีวิตและการทำงาน รัฐบาลจำเป็นต้องรักษาสมดุลของการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับระบบบริหารจัดการทางด้านสาธารณสุข และการผลักดันให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ยังคงดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกนั้น&amp;nbsp; เป็นโครงการร่วมลงทุนที่สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของ EEC เพื่อรองรับการขนส่งทางอากาศทั้งการขนส่งผู้โดยสารและการขนส่งสินค้า และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานภายในสนามบินก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของสนามบิน จำเป็นต้องมีการคัดเลือกเอกชนให้เข้ามาเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งรวมถึงระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน&amp;nbsp; และในวันนี้ สกพอ. ได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานจนประสบความสำเร็จ จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง และถือเป็นอีกก้าวหนึ่งในการพัฒนา EEC เพื่อสร้างความเชื่อมั่นทางด้านการค้าและการลงทุนให้แก่นักลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในพื้นที่ EEC มากขึ้น อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านนายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดย สกพอ. ร่วมกับกองทัพเรือ ได้คัดเลือกเอกชนเพื่อเข้าร่วมพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในส่วนของงานบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานได้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ จนประสบความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง โดยได้คัดเลือก &amp;ldquo;กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์&amp;rdquo; เป็นผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานสนามบินอู่ตะเภา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์มาอย่างยาวนาน มีความเชี่ยวชาญ และมีมาตรฐานการดำเนินงานในระดับสากล &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประกอบเกียรติ นินนาท กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือบาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า BAFS เป็นผู้นำในด้านการให้บริการระบบเติมน้ำมันอากาศยานแบบครบวงจรของประเทศ ที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทน้ำมันและสายการบินจากทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมการบินของประเทศ การจัดตั้งบริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ร่วมกับ OR ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก และเป็นก้าวสำคัญในการรองรับการเติบโตของโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ ECC และประเทศไทยต่อไปในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ (OR) เปิดเผยว่า OR ในฐานะที่เป็นหนึ่งใน Flagship ของกลุ่ม ปตท. และเป็นผู้นำด้านพลังงาน OR ให้บริการเชื้อเพลิงอากาศยานที่มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้วยผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมการบิน การร่วมมือกับ BAFS ในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า คือ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จำกัด หรือ GAA ถือเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขัน และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการเติมน้ำมันอากาศยานภายในสนามบินอู่ตะเภา สอดคล้องกับเป้าหมายในการยกระดับสนามบินอู่ตะเภาเป็นสนามบินนานานชาติเชิงพาณิชย์หลักแห่งที่ 3 เพื่อช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล ประธานกรรมการ บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด (GAA) กล่าวว่า GAA พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคม ด้วยความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจด้านการบริหารจัดการและการให้บริการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานและธุรกิจด้านพลังงาน มามากกว่า 30 ปี โดย BAFS และ OR จะสนับสนุนให้ GAA มีศักยภาพ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้การบริหารจัดการและการให้บริการณสนามบินอู่ตะเภามีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการค้าน้ำมันเสรีแบบ Open Access ดูแลระบบท่อส่งน้ำมันใต้ลานจอด และในทุกกระบวนการตามขั้นตอนและมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;GAA จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ด้วยมีทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท โดย BAFS ถือหุ้น 55% และ OR ถือหุ้น 45% สำหรับโครงการเช่าที่ดินราชพัสดุดังกล่าวมีมูลค่าการลงทุนเริ่มแรกประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่ง GAA จะจัดเตรียมความพร้อมในด้านระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ส่งเสริมศักยภาพสนามบินอู่ตะเภาที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 60 ล้านคนต่อปี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114377</URL_LINK>
                <HASHTAG>BAFS, EEC, GAA, OR, กระทรวงการคลัง, กระทรวงพลังงาน, กองทัพเรือ, กิจการร่วมค้าบาฟส์และโออาร์”, นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์, นายคณิศ แสงสุพรรณ, นายประกอบเกียรติ นินนาท, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์, บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), บริษัท โกลเบิลแอโร่แอสโซซิเอทส์ จํากัด, บาฟส์, พิธีลงนามสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ, ระบบบริการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน, สกพอ., สนามบินอู่ตะเภา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, หม่อมหลวงณัฐสิทธิ์ ดิศกุล, เมืองการบินภาคตะวันออก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210824/image_big_6124b14995f76.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>94650</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/03/2021 18:39</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/03/2021 18:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ดอีอีซีเร่งผลักดันโครงการระเบียงผลไม้หนุนรายได้เกษตรกรเพิ่ม30%  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1 มี.ค. 2564 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 1/2564 โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่าที่ประชุมได้ได้รับทราบ และพิจารณาความก้าวหน้า การดำเนินงานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ความคืบหน้าโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออ(อีเอฟซี) โดยล่าสุด สกพอ. ได้ร่วมกับ อบจ.ระยอง เตรียมจัดทำระบบสมาชิก ชาวสวนผลไม้ และกลุ่มสหกรณ์ ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการ โดยระยะแรกจะคัดเลือกจากกลุ่มชาวสวนทุเรียนที่ได้รับมาตรฐานสากลสำหรับส่งออก (GAP) ในเบื้องต้นโครงการอีเอฟซี ตั้งเป้าสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฯ เพิ่มขึ้น 20 - 30%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ กรอบการขับเคลื่อนโครงการ จะดำเนินการ 4 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.ศึกษาความต้องการตลาด เน้นศึกษาความต้องการ รสนิยม การบริโภคทุเรียน มังคุด และผลไม้ภาคตะวันออก เริ่มจากตลาดประเทศจีน 2.วางระบบการค้าใหม่ ผ่านการค้าออนไลน์(e-commerce) และการประมูลออนไลน์(e-Auction)พร้อมพัฒนาลงทุนบรรจุภัณฑ์ เพื่อขยายการส่งทางอากาศสู่ตลาดโลก เกษตรกรได้รับรายได้ตรงไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง 3.จัดทำระบบห้องเย็น รักษาคุณภาพผลไม้ให้ส่งขายตลอดปี และ 4.จัดระบบสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องใช้เทคโนโลยีพัฒนาผลผลิตให้ได้มาตรฐาน ตรงความต้องการตลาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันที่ประชุมเห็นชอบการเร่งเครื่อง สร้างเชื่อมั่นนักลงทุน ดึงดูดการลงทุนใน อีอีซี เพิ่มขึ้นเท่าตัว โดยจะเร่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปรับปรุงเพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ อาทิ การจัดระบบบริการจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop Service และ Single Window อำนวยความสะดวกพิธีการศุลกากรต่างๆ การกำหนดอัตราภาษีที่ชัดเจนสำหรับอุตสาหกรรมและธุรกิจใหม่ เร่งดำเนินการเรื่องสนธิสัญญาระหว่างประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ให้เกิดการลงทุนรวมอุตสาหกรรมใหม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ที่ประชุมยัง รับทราบ แนวทางการดำเนินงานผลักดันการใช้ประโยชน์จาก 5G และการลงทุนพัฒนาระบบ 5G ในพื้นที่ อีอีซี โดยมีแนวทางที่สำคัญ ดังนี้ 1.ด้านโครงสร้างพื้นฐาน : จากสัญญาณ สู่ข้อมูลกลาง ติดตั้งแล้วเกิน 80% ของพื้นที่ ส่วนของสัญญาณ ได้ติดตั้ง ท่อ เสา สาย และสัญญาณ โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ (สดช.) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประสานให้เกิดต้นทุนต่ำสุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยการใช้เสาอัจฉริยะร่วมกัน และการลงทุนเสาเพิ่มเพื่อให้เช่า รวมทั้งกำหนดราคาต่ำสุด เพื่อให้สะท้อนความสามารถการแข่งขันของธุรกิจ รวมถึงด้านข้อมูลกลาง ร่วมกับ สดช. กำหนดให้ข้อมูลภาครัฐ รวมอยู่ใน คลาวด์ภาครัฐโดย อีอีซี จะสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล และร่วมกับกระทรวงดิจิทัลฯ ปรับข้อกฎหมาย นำข้อมูลคลาวด์ภาครัฐ และภาคเอกชน เฉพาะข้อมูลที่เปิดเผยได้ จัดทำข้อมูลกลางเพื่อธุรกิจในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.ด้านการใช้ประโยชน์ : ก้าวสู่ดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเพิ่มผู้ใช้ 5G ในภาคการผลิต ผลักดันภาคธุรกิจโรงงานใน อีอีซี 10,000 แห่ง โรงแรม 300 แห่ง หน่วยราชการ สถานศึกษา โรงพยาบาล กลุ่มเอสเอ็มอี ให้มาใช้ 5G พร้อมเริ่มนำร่องใช้ 5G บริเวณสัตหีบ สนามบินอู่ตะเภา นิคมฯ มาบตาพุด และบ้านฉาง ขณะเดียวกันจะนำ 5G สร้างประโยชน์ชุมชน ให้ชุมชนใช้ประโยชน์ 5G สูงสุด ผลักดันให้บ้างฉาง ก้าวสู่ต้นแบบชุมชนอนาคต รวมทั้งนำ 5G มาใช้ประโยชน์ในแผนพัฒนาภาคเกษตร เกิดระบบเกษตรอัจฉริยะ และสนับสนุนการใช้ดิจิทัลเพื่อดูแลสุขภาพชุมชน &amp;nbsp;รวมถึงการสร้างธุรกิจใหม่จาก 5G ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ 5G ในการพัฒนาหุ่นยนต์ และระบบออโตเมชั่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3.ด้านการพัฒนาบุคลากร เยาวชนไทย คือหัวใจ 5G โดยได้ผลักดันเอกชน และสนับสนุนให้ทุกบริษัทที่จะมาลงทุนด้านดิจิทัล ให้เข้ามาร่วมลงทุนการพัฒนาคน โดยเน้นผลิตบุคลากรที่มีทักษะตามความต้องการของเอกชน ตั้งเป้าหมาย 3 ปี (2564 &amp;ndash; 2566) รวม 115,282 คน ปัจจุบันดำเนินการแล้ว 8,392 คน มีแผนในปี 2564 - 2565 จำนวน 62,890 คน และประสานกับบริษัทชั้นนำ เช่น Huawai, HP ผลิตบุคลากรร่วมกันอย่างน้อย 44,000 คน และ 4.ด้านการมีส่วนร่วม และประชาสัมพันธ์ &amp;nbsp;สร้างการมีส่วนร่วมให้แก่ทุกภาคส่วน ให้เกิดการรับรู้การใช้ประโยชน์จาก 5G และร่วมพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/94650</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., อีอีซี, โครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (อีเอฟซี)</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210301/image_big_603cd2287de99.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>83454</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/11/2020 09:49</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/11/2020 09:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คณิศ&#039;แนะไทยร่วม CPTPP และFTA หวังดึงการลงทุนเข้าอีอีซี </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 พ.ย.2563 นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) เตรียมหารือกับนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. เพื่อพิจารณาแนวทางการปรับแผนการลงทุนอีอีซีทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้หมายระยะ 5 ปี(ปีพ.ศ.63-67 )ใหม่ให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปโดยเฉพาะนโยบายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ที่จะส่งผลบวกต่อการลงทุนที่คาดว่าจะมีทิศทางที่เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมซึ่งได้ประเมินไว้ว่าการลงทุนในอีอีซีรวมจะอยู่ที่ระดับ 1.7 ล้านล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; มูลค่าการลงทุนในอีอีซีที่เราวางไว้ 5 ปี(ปี 63-67) อยู่ที่ 1.7 ล้านล้านบาทรวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมเป้าหมายเราคิดว่าจะต้องมารีวิวใหม่ จุดที่อีอีซีจะต้องดูแลคือ 1. คือเรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม(Green) เพราะไบเดนเน้นเรื่องลดภาวะโลกร้อนก็จะดึงนักลงทุนจากสหรัฐอมเริกาได้มากขึ้นในส่วนนี้ 2.เทคโนโลยีใหม่ที่เราเองจะเร่ง 5G รองรับ และ3.ข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศที่จะเอื้อต่อการลงทุน&amp;rdquo; นายคณิศกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้สกพอ.ต้องการให้รัฐบาลได้พิจารณาในเรื่องข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากสกพอ.เองทำไม่ได้ในเรื่องนี้ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านทำไปพอสมควรแล้วโดยเฉพาะเวียดนามที่ได้เข้าร่วมข้อตกลงความครอบคลุมและความก้าวหน้าเพื่อหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก(CPTPP) ไปแล้ว มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA)กับอียูแล้วไทยเองก็ยังไม่มี ซึ่งหากดำเนินการได้โอกาสที่จะดึงการลงทุนก็จะมีมากขึ้นเพราะนักลงทุนเองเมื่อจะมาลงทุนก็ต้องการตลาดส่งออกด้วย
อย่างไรก็ตามการจัดทำงบประมาณล่าสุดสกพอ.ได้ประชุมชี้แจงส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นๆ เพื่อจัดทำงบประมาณแผนงานบูรณาการอีอีซี ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยร่วมกับ 22 กระทรวงและ 120 หน่วยงานเบื้องต้นงบประมาณของสกพอ.เองจะมีประมาณ 500 ล้านบาทและงบประมาณบูรณาการอีก 20,000 ล้านบาทซึ่งจะใกล้เคียงกับงบปี 2564 โดยในส่วนของโครงการศูนย์ซ่อมอากกาศยานอู่ตะเภา(MRO)ยังถูกบรรจุไว้ในงบปี 65 เผื่อกรณีแผนฟื้นฟูผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo; งบปี &amp;rsquo;65 สกพอ.ได้เร่งทำโดยมีเวลา 3 เดือน เพราะที่ผ่านมามีเวลาน้อยทำให้ไม่ทันโดยงบฯจะเน้นการศึกษา แผนพัฒนาระบบสาธารณสุข แผนการเกษตรและการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่มากขึ้น ซึ่งเรื่องทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่จะยากขึ้นเพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานที่จะมากกว่าที่ผ่านๆมา และการพัฒนาดังกล่าวจะลงสู่พื้นที่และพัฒนาชุมชนมากขึ้นกว่าเดิม&amp;ldquo;นายคณิศกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/83454</URL_LINK>
                <HASHTAG>ข้อตกลงเขตการค้าเสรี(FTA), คณิศ แสงสุพรรณ, สกพอ., หุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก(CPTPP), อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>19216</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2018 11:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2018 11:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.เผยเอกชนห่วงท่าเรือมาบตาพุดซบเซา</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนอ.เผยเอกชนห่วงท่าเรือมาบตาพุดซบเซา หลัง กกพ.อนุมัติเพียง 2 รายใช้พื้นที่ นำเข้าแอลเอ็นจี ด้าน &amp;ldquo;อุตตม&amp;rdquo; จับมือเจโทร ดึงมิเอะตั้งสถาบันหนุนสตาร์ทอัพด้านอาหารในเดือน พ.ย. นี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวสมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.) เปิดเผยภายหลังร่วมกิจกรรม สัมมนารับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนครั้งที่ 3 โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ถึงสถานการณ์ภาพรวมการรับฟังความเห็นเอกชน ประชาชน และผู้มีส่วนได้เสีย ว่าประเด็นสำคัญที่มีความกังวลมากที่สุด คือจำนวนผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธินำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)ยังน้อยอยู่ จากปัจจุบันที่มีผู้ประกอบการที่ได้สิทธินำเข้าจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) เพียง 2 ราย คือ บมจ.ปตท. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.)ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปหารือเพื่อปรับปรุงเกณฑ์การพิจารณาให้เปิดกว้างสนับสนุนให้มีผู้ประกอบการนำเข้าแอลเอ็นจีมากขึ้น ดังนั้น กนอ.จะหารือกับ กกพ.ถึงแนวทางปรับปรุงเกณฑ์พิจารณาให้มีความคล่องตัวขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;โครงการนี้มีมูลค่าลงทุนประมาณ 55,400 ล้านบาท แบ่งเป็นการลงทุนเอกชน 70% และกนอ.ลงทุน 30% ในรูปแบบลงทุนร่วมระหว่างรัฐและเอกชน(พีพีพี) ระยะเวลาลงทุน 5 ปี ขณะนี้โครงการอยู่ในขั้นตอนขออนุมัติรายงานผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(อีเอชไอเอ)เพราะเป็นโครงการถมทะเล และเชื่อว่าโครงการนี้จะผ่านอีเอชไอเอภายในสิ้นปีนี้&amp;quot;นางสาวสมจิณณ์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังร่วมลงนามบันทึกแสดงเจตจำนงความร่วมมือกับเพื่อสนับสนุนการลงทุนจากนักลงทุนญี่ปุ่นในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) กับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่นประจำประเทศไทย(เจโทร) ว่าการร่วมมื้อครั้งนี้จะต้องดูที่ความร่วมมือระหว่างกันทั้งเรื่องการพัฒนาบุคลากร สิ่งแวดล้อม และเมืองใหม่ โดยในเดือน พ.ย. นี้ผู้ว่าราชการจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางมาที่ประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการเดินทางมาครั้งนี้เพื่อจะตอกย้ำความร่วมมือและจะร่วมจัดตั้งศูนย์ไทย-มิเอะอินโนเวชั่นเซ็นเตอร์ ที่จะร่วมดันผลักดันการพัฒนาผู้ประกอบการหน้าใหม่(สตาร์ทอัพ) โดยเบื้องต้นจะเน้นที่การดูแลอุตสาหกรรมอาหาร และการแปรรูปอาหาร ที่จังหวัดมิเอะมีความเชี่ยวชาญ โดยจะอยู่ในความดูแลของสถาบันอาหาร ก่อนที่จะขยายขอบเขตการพัฒนาไปยังอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมเครื่องมือการแพทย์ โดยจะเชื่อมโยงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในประเทศไทย&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/19216</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(กนอ.), มาบตาพุด, สกพอ., โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180213/image_big_5a828914bd15e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15171</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2018 10:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2018 10:00</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ญี่ปุ่นมึน &#039;อีอีซี-บีโอไอ&#039; ทำงานทับซ้อน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นักลงทุนญี่ปุ่นยังมึน การทำงานอีอีซี-บีโอไออาจทับซ้อน ด้าน &amp;rdquo;คณิศ&amp;rdquo; แจงเป็นการร่วมมือแบบบูรณาการ ด้านเอกชนจ่อเสนอขอสิทธิ์ส่งเสริมนอกพื้นที่อีอีซี เจโทรเผยความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่นสูงต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(สกพอ.) เปิดเผยจากกรณีความกังวลใจของสื่อญี่ปุ่นที่รายงานถึงความการพัฒนาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 อาจจะเป็นเรื่องที่เสียเปล่า ว่าจากการเข้าร่วมงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ Eastern Economic Corridor (EEC) ให้กับนักลงทุนญี่ปุ่นที่มีความสนใจที่จะลงทุนในอีอีซี ยังไม่มีนักลงทุนคนใดที่มีความเคลือบแคลงใจในการดำเนินงานของรัฐบาลไทย เพียงแต่ยังเกิดความสงสัยในบางข้อเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นักลงทุนญี่ปุ่นได้ตั้งคำถามประมาณ 30 ข้อ โดยสิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นสอบถามเข้ามามากที่สุด คือ บทบาทการทำงานระหว่างอีอีซีกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ)ว่าต่างกันอย่างไร รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งได้ชี้แจงไปว่าหน่วยงานอีอีซีจะดูภาพรวมและส่งต่อให้บีโอไอเป็นผู้พิจารณาสิทธิประโยชน์ตามกิจการที่ลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน การให้สิทธิ์การทำงาน(สมาร์ทวีซ่า) ที่ส่งต่อไปยังบีโอไอ และการกำหนดพื้นที่เขตส่งเสริมพิเศษ รวมทั้งการกำหนดพื้นที่ การให้เช่าอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เราจะทำงานที่เป็นภาพใหญ่กว่าบีโอไอ แต่ถือว่าเป็นการทำงานที่ร่วมมือแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันนักลงทุนสอบถามถึงโอกาสในการได้รับสิทธิประโยชน์ลงทุนในพื้นที่ที่ไม่ใช่เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมในอีอีซี อาทิ ค่ายรถยนต์โตโยต้าหากต้องการสิทธิประโยชน์เพราะมีพื้นที่ลงทุนอยู่แล้ว กรณีได้แนะนำว่าต้องมีการจัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมก่อน จึงจะเข้าเกณฑ์สิทธิประโยชน์ตามพื้นที่ของอีอีซี&amp;quot;นายคณิศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ได้มีการเสนอการกำหนดสิทธิประโยชน์ภายใต้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (พ.ร.บ.อีอีซี) โดยกำหนดสิทธิ์การเข้าประเทศ การถือเงินตราต่างประเทศ และการทำงานของศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (โอเอสเอส) ให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยต้องมีการกำหนดระเบียบการดำเนินงานออกมาภายใน 30 วัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการอีอีซี ว่าเจโทรได้เผยผลสำรวจระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่น พบว่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยแนวโน้มความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติครึ่งปีแรกปีนี้อยู่ระดับ 40 สูงสุดในรอบหลายปี ปรับเพิ่มจากครึ่งปีหลัง 2560 ที่ระดับ 36 และมั่นใจว่าผลจากอีอีซีจะทำให้ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กล่าวว่า ได้ชี้แจงสิทธิประโยชน์การลงทุนในส่วนของบีโอไอแก่นักลงทุนญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดบีโอไอได้ออกประกาศสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมด้านบริการทางการแพทย์ อาทิ โรงพยาบาลเฉพาะทาง ศูนย์แพทย์แผนไทย ส่วนหนึ่งของกิจการทางการแพทย์ เพื่อให้สิทธิประโยชน์มีความครอบคลุม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้บีโอไอได้สำรวจความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย ปี 2561 จากจำนวน 600 บริษัท พบว่า นักลงทุนต่างชาติ 98.5% มีแผนการลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง สูงสุดในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2557 จำนวนนี้ 33% มีแผนที่จะขยายการลงทุนในไทย และนักลงทุนอีก 65.5% ยังรักษาระดับการลงทุนในไทยไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนนักลงทุนที่มีแผนลดระดับการลงทุน มีสัดส่วนเพียง 1.5%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15171</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักลงทุนญี่ปุ่น, บีโอไอ, สกพอ., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก, อีอีซี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180219/image_big_5a8af46db0be8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
