<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115260</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/09/2021 12:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/09/2021 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คณะสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เปิดตัว ศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง และเว็บไซต์ UrbanAlly.org มุ่งขับเคลื่อนเมืองแบบพลิกโฉมร่วมกับเครือข่าย ‘มิตรเมือง’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดกิจกรรมออนไลน์เปิดตัวศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง (ASEAN Connection Centre for Urban Design and Creativity) และเว็บไซต์ urbanally.org ที่มุ่งขับเคลื่อนเมืองผ่านมุมมองและระบบการทำงานแบบใหม่ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง (ASEAN Connection Centre for Urban Design and Creativity) แห่งคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร นับเป็นหนึ่งในโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ภายใต้หมวดโครงการยกระดับมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่อันดับโลกด้านศิลปะและการออกแบบโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลงมือสร้างระบบนิเวศใหม่ให้กับการศึกษาเมือง ผลักดันความคิดมาสู่ปฏิบัติการในพื้นที่จริง เพื่อส่งผลให้เกิดผลกระทบอันยิ่งใหญ่ และสรรค์สร้างประสบการณ์ ความร่วมมือสู่ระดับอาเซียนและสากล โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) โดย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง มุ่งเชื่อมโยงกับภาคสาธารณะด้วยแพลตฟอร์ม Urban Ally (เออเบิ้น อัลไล) บนเว็บไซต์ UrbanAlly.org ที่จะเป็น &amp;ldquo;พื้นที่เครือข่ายของการคิดและทำ&amp;rdquo; ที่ต้องการสร้างกระบวนการเรียนรู้เมืองแบบใหม่ร่วมกับผู้คนและถิ่นที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิต ชักชวนให้เกิดประเด็นการศึกษาใหม่ วิพากษ์และรังสรรค์เมือง รวมถึงแปลงเมืองให้เกิดขึ้นจริง โดยเน้นที่การเชื่อมโยงระหว่างนักวิชากร ผู้คนและชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนผู้ใส่ใจและเป็นมิตรแห่งเมือง Urban Ally แบ่งการทำงานออกเป็น 5 ส่วน ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. Lively labs มุ่งศึกษาเมืองใน 5 มิติ ได้แก่ ศิลปะและวัฒนธรรม (Art and culture) การคิดเชิงข้อมูล (Data thinking) พลิกโฉมเมือง (City reinventing) การออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable design) และการแปลงเมือง (Make it happen)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. Open data มุ่งสร้างฐานความรู้และความคิดอันท้าทายว่าถิ่นที่อยู่อาศัยและใช้ชีวิตของเรานั้นสามารถจะดีขึ้นได้อย่างไร และจัดทำข้อมูลเปิด ข้อความ สถิติ แผนที่ ตำแหน่ง ภาพ แผนผัง เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลเปิดทั่วโลกกว่า 300 แหล่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. Local actions เน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตเมืองด้วยการลงมือทำ ร่วมมือกับมิตรแห่งเมืองหลากหลายกลุ่มเปิดรับข้อเสนอและแนวคิดใหม่จากคนทุกกลุ่มผู้ใส่ใจเมือง และร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. Collaboration มุ่งค้นหามิตรแห่งเมืองในพื้นที่ ชุมชน สังคมไทย ตลอดจนมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน องค์กรนานาชาติ และสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วโลก เพื่อแลกเปลี่ยน ยกระดับความเข้าใจเมือง และค้นหาทางออกที่ตอบสนองคนทุกกลุ่มในเมืองอย่างเท่าเทียม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. Round-Table Conference มุ่งจัดการประชุมทางวิชาการโฉมใหม่ เปิดรับผลงานรูปแบบใหม่ ทั้งบทความ วีดีโอ แอนนิเมชั่น สื่อศิลปะ และอื่นๆ นำเสนอด้วยการเสวนาโต๊ะกลม กันเอง แต่หยั่งลึกในสิ่งสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ในงานเปิดยังได้มีสัมมนาในหัวข้อ &amp;ldquo;นิเวศการเรียนรู้ พลิกโฉมอย่างไร&amp;rdquo; โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นนท์ คุณค้ำชู คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท แสงสีหนาท ผู้อำนวยการศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนฯ และหัวข้อ &amp;ldquo;มองเมืองละแวกบ้าน&amp;rdquo; โดยคณะทำงานของศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง ซึ่งได้แก่ อาจารย์ สิริเดช วังกรานต์ กลุ่มวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรม อาจารย์ ดร.พีรียา บุญชัยพฤกษ์ กลุ่มวิจัยด้านการคิดเชิงข้อมูล อาจารย์ สิริพร ด่านสกุล และปิยา ลิ้มปิติ กลุ่มวิจัยด้านพลิกโฉมเมือง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมลศิริ ประจงสาร กลุ่มวิจัยด้านการออกแบบอย่างยั่งยืน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพิชชา โตวิวิชญ์ กลุ่มวิจัยด้านการแปลงเมือง โดยร่วมกันให้มุมมองว่า เมือง กับ บ้าน มักถูกมองว่าเป็นสองคำที่อยู่แยกออกจากกัน ไม่เกี่ยวข้องกัน ทัศนะเช่นนี้ส่งผลให้การพัฒนาเมืองที่ผ่านมาละเลยความใส่ใจในละแวกบ้าน ซอย และชุมชน ไปกระจุกตัวมุ่งเน้นพัฒนาอยู่ตามรายทางริมถนนกับดักทางความคิดเช่นนี้ ส่งผลให้การพัฒนาเมืองในสังคมไทย จึงไม่เคยประสบความสำเร็จเพราะเราขาดการทำความเข้าใจวิถีการอยู่อาศัยในแบบของเราไม่ได้มองมิติชุมชนในเมือง ละเลยการมองภาพเล็กๆ ในละแวกบ้านที่รายล้อมและหล่อหลอมจนกลายเป็นเมืองให้กับเรา แต่สถานการณ์ในวันนี้ก่อให้เกิดการตื่นรู้ ในวันที่เราทุกคนใช้ชีวิตอยู่ใน &amp;ldquo;บ้าน&amp;rdquo; มากกว่าในเมือง เริ่มเห็นความสำคัญของละแวกบ้าน เริ่มเห็นปัญหาที่ไม่เอื้อให้เราใช้ชีวิตได้อย่างที่ปรารถนา เราเริ่มตระหนักและเรียกร้องให้มีละแวกบ้านที่ดีมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์การพัฒนาเมือง เพื่อให้เราอยู่อาศัย ทำงาน หาอาหาร พักผ่อน มีอากาศและสภาวะแวดล้อมที่ดีตอบสนองความต้องการทั้งทางร่างกายและจิตใจให้แก่เราได้ เราเริ่มมองเห็นความเป็นเมืองจากละแวกบ้าน และเริ่มตั้งคำถามถึงการเติมเต็มละแวกบ้านเพื่อรังสรรค์เมืองให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และงานนี้ปิดท้ายด้วยการเปิดรับข้อเสนอจากมิตรเมืองในการขับเคลื่อนสังคมเมือง พื้นที่เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์และเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำเสนอข้อคิดเห็นหรือมุมมองได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ทางโครงการนำไปใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินงานต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากกิจกรรมในงานแล้ว Urban Ally ยังมีกิจกรรม Call for Collaboration เชิญชวนผู้ที่สนใจส่งข้อความเสนอโครงการ ภายใต้หัวข้อสรรค์สร้างพื้นที่แยกส่วนของเมือง &amp;ldquo;Refabricate the urban fragments&amp;rdquo; ในกิจกรรม 2 ประเภทหลัก ได้แก่ Re-frontage Shophouse Design Initiatives มุ่งหาแนวความคิดและกระบวนการใหม่ในการเปลี่ยนตึกแถวในพื้นที่กรุงรัตนโกสินทร์ และ Old-town Community Engagement กิจกรรมการมีส่วนร่วมของชาวชุมชนเมือง โดยมีรางวัลเป็นทุนสำหรับดำเนินโครงการจำนวน 7 ทุน รวมมูลค่ากว่า 450,000 บาท ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถสมัครได้แล้วตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2564 โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ urbanally.org และนอกจากโครงการนี้แล้ว Urban Ally จะมีกิจกรรม Local Actions ที่น่าสนใจให้เข้าร่วมตลอดทั้งปี &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อคุณชำนาญวิทย์ คำนวนศักดิ์ ผู้ช่วยนักวิจัยและประสานงาน โทร. 098-829 -1300 หรือที่อีเมล contact@urbanally.org&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115260</URL_LINK>
                <HASHTAG>ASEAN Connection Centre for Urban Design and Creativity, Call for Collaboration, Collaboration, Lively labs, Local actions, Open Data, Refabricate the urban fragments, Round-Table Conference, Urban Ally, กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์, นิเวศการเรียนรู้ พลิกโฉมอย่างไร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นนท์ คุณค้ำชู, พื้นที่เครือข่ายของการคิดและทำ, มหาวิทยาลัยศิลปากร, ศูนย์เชื่อมโยงอาเซียนด้านการออกแบบเมืองและสรรค์สร้าง, สกสว., สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, อว., อววน., เว็บไซต์ urbanally.org, เออเบิ้น อัลไล, โครงการปฏิรูประบบการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, โครงการยกระดับมหาวิทยาลัยศิลปากรสู่อันดับโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210901/image_big_612f0b170b938.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>88126</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/12/2020 17:57</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/12/2020 17:57</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชูแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว ทำ ’สมุทรสาคร’ เมืองน่าอยู่ไร้โควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แรงงานต่างด้าวจำนวนมากใน จ.สมุทรสาคร ปัญหาสำคัญในการพัฒนาเมือง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดสมุทรสาคร กำลังเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์หลังพบการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่สมุทรสาครจากเคสตลาดกลางกุ้งมหาชัย แรงงานต่างด้าวและกลุ่มคนที่ไปซื้อกุ้ง ปลาที่ตลาด ติดเชื้อพุ่งทะลุ 1,000 ราย ลุกลามสู่การเป็นต้นตอของการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ตอนนี้นอกจากการค้นหาผู้ติดเชื้อโดยพุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างด้าวทั้งหมด ยังมีเสียงเรียกร้องให้ภาคส่วนต่างๆ หาทางแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวจำนวนมากในสมุทรสาครที่ยากแก่การจัดการและควบคุม ซึ่งเป็นหนึ่งในประเด็นปัญหาที่สำคัญของการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร รองจากปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในอากาศ ปัญหาน้ำเสีย ทางออกต้องเหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจ และไม่ซ้ำเติมปัญหาให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและธุรกิจรายเล็ก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมี 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองสมุทรสาคร&amp;nbsp; อำเภอกระทุ่มแบน และอำเภอบ้านแพ้ว ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม การประมง และเกษตรกรรม พร้อมทั้งมีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพมุมสูงเมืองสมุทรสาคร สะท้อนเมืองประมง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; บริเวณปากแม่น้ำที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งไหลลงสู่อ่าวไทยนี้ มีเรือสำเภาจากจีนและมลายูเข้ามาเทียบท่าค้าขาย จนเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีชาวจีนมาอาศัยจำนวนมาก เรียกว่า บ้านท่าจีน ต่อมาตั้งขึ้นเป็นเมืองสาครในสมัยอยุธยา แล้วเจริญขึ้นเป็นจังหวัดสมุทรสาครในปัจจุบัน มีแม่น้ำท่าจีนไหลผ่าน คำขวัญประจำจังหวัดให้ภาพชัดๆ &amp;ldquo;เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ความเคลื่อนไหวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาครอย่างยั่งยืน ล่าสุดสะท้อนภาพเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิจัย และหน่วยงานภาคีเครือข่ายการพัฒนาเมือง ซึ่งหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ จัดให้เมืองต่างๆ เสนอผลงาน &amp;ldquo;กลไกการพัฒนาเมืองและพัฒนาศูนย์กลางทางเศรษฐกิจในพื้นที่&amp;rdquo; ณ สวนเสียงไผ่ ทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; ภาพท่าเรือมหาชัย-ท่าฉลอม จากเพจ Color of Samut Sakhon&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; เป้าหมายสูงสุด &amp;ldquo;สมุทรสาคร&amp;rdquo; สู่เมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว น่าลงทุน ละทิ้งโจทย์ใหญ่เรื่องแรงงานต่างด้าวไม่ได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม ประธานบริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด และนักวิจัยโครงการการสำรวจและสังเคราะห์ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และการท่องเที่ยวในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร ได้รับทุนวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สะท้อนภาพแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ให้ฟังว่า สมุทรสาครมีแรงงานต่างด้าวที่เข้าสู่ระบบ ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 2-3 แสนคน แต่ตัวเลขที่แท้จริงมีมากกว่านั้น ทั้งครอบครัวแรงงานเมียนมาที่เข้ามา แรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายอีกจำนวนมาก
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;สมุทรสาครเป็นเมืองที่ทำการประมง มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากประมง อุตสาหกรรมอาหาร ธุรกิจเหล่านี้ต้องใช้แรงงานเยอะ ไทยขาดแคลนแรงงาน งานเหล่านี้คนไทยไม่ทำ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานพม่า แรงงานต่างด้าวส่วนมากอาศัยอยู่ที่อำเภอเมืองสมุทรสาคร มหาชัย ซึ่งเป็นเมืองเศรษฐกิจของจังหวัด และมีอีกกลุ่มอยู่ท่าฉลอม ชุมชนประมงที่สำคัญของจังหวัด แรงงานต่างด้าวจำนวนมากยากแก่การจัดการและควบคุม&amp;rdquo; ดร.สุวันชัยย้ำปัญหาสำคัญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม นักวิจัยพัฒนาเมืองสมุทรสาคร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยระบุว่า โควิดระบาดรอบแรกผู้ติดเชื้อในสมุทรสาครน้อยมาก อีกทั้งจังหวัดใช้กลุ่มอาสาแรงงานต่างด้าวช่วยกันดูแล เฝ้าระวังโควิด แต่การแพร่ระบาดรอบสองผลจากแรงงานเมียนมาทะลักเข้ามา และสภาพความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าวนั้นแออัด มีหอพักแรงงาน อยู่ร่วมกัน 4-8 คนในห้องขนาดเล็ก และเวียนกันพักอาศัย เพราะทำงานเป็นกะ ใช้พื้นที่อาศัยร่วมกัน ภาชนะร่วมกัน ทำให้การแพร่ระบาดโรคโควิดเกิดขึ้นได้ง่าย บวกกับผู้ติดเชื้อเป็นวัยทำงาน พวกเขาไม่แสดงอาการ ฉะนั้นเชื้อไวรัสแพร่ไปได้รวดเร็ว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;วิกฤติโควิดระลอกนี้ถือเป็นโอกาสในการพัฒนาเมืองสมุทรสาคร ปรับมาตรฐานความเป็นอยู่ของแรงงานต่างด้าว การจัดการแรงงานต่างด้าวต้องปรับทัศนคติใหม่ คนเหล่านี้มาช่วยธุรกิจของประเทศ ทำให้เศรษฐกิจเดินไปได้ เราขาดเขาไม่ได้ แต่บางคนคิดว่าเขาเป็นภาระและสร้างปัญหา&amp;rdquo; ดร.สุวันชัยแสดงทัศนะ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นักวิจัยที่คลุกคลีกับงานพัฒนาเมือง แนะให้รัฐบาลและจังหวัดดูแลแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อสังคมในด้านต่างๆ ทั้งปัญหาด้านสาธารณสุข ยาเสพติด อาชญากรรม และปัญหาคุณภาพชีวิต โดยพัฒนาที่อยู่อาศัยที่จังหวัดสมุทรสาคร จัดแบ่งเป็นโซน ทำให้รัฐเข้าถึงและควบคุมได้ง่ายขึ้น&amp;nbsp; อีกทั้งส่งเสริมจิตอาสาแรงงานต่างด้าวในชุมชนให้มากขึ้น รวมถึงปรับยุทธศาสตร์การอนุญาตทำงานของคนต่างด้าว สัญญาจ้างมีระยะเวลา 2 ปี ซึ่งนายจ้างส่วนหนึ่งเสนอให้ขยายเวลาจ้างงานให้เพิ่มขึ้นเพื่อวางแผนดูแลได้
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ส่วนในระยะยาว แน่นอนว่าต้องลดการพึ่งพาแรงงานต่างด้าว ต้องยกระดับเศรษฐกิจให้มีการใช้แรงงานคนน้อยลง ใช้ทักษะ นวัตกรรม และเทคโนโลยีมากขึ้น ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนจะพัฒนาขึ้น แรงงานต่างด้าวจะกลับไปทำงานที่บ้านเกิดของตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ติดตั้งเครื่องตรวจวัดคุณภาพอากาศ PM 2.5 ในเมืองสมุทรสาคร เฝ้าระวังมลพิษอากาศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; อีกประเด็นปัญหาท้าทายในการพัฒนาสมุทรสาคร คือ มลพิษฝุ่นจิ๋วภัยร้ายต่อสุขภาพ สร้างความเสียหาย สิ่งที่กำลังทำเวลานี้มีโครงการเครื่องมือวัดคุณภาพอากาศเพื่อการเฝ้าระวังและวิเคราะห์ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เครื่องมือนี้พัฒนาขึ้นโดยบริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ขณะนี้ติดตั้งแล้ว 6 จุด ในอำเภอเมืองสมุทรสาคร และบ้านท่าฉลอม เห็นค่าฝุ่นแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้มีแผนประสาน อปท. นำเครื่องไปใช้วัดฝุ่นพิษในพื้นที่ ช่วยแจ้งเตือน คนได้เตรียมพร้อม ป้องกัน ใส่หน้ากากกันฝุ่นได้ทันท่วงที อีกทั้งกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนจัดการลดปริมาณฝุ่นหากเกินค่ามาตรฐาน สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Airsense ดูค่าฝุ่นผ่านมือถือ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; สืบเนื่องจาก PM 2.5 ยังปลูกต้นไม้ตามถนนลดฝุ่นเป็นอีกแนวทางคู่กัน นำร่องที่ถนนเอกชัย และขยายปลูกต้นไม้ตามถนนสายอื่นๆ ชนิดพันธุ์ที่ปลูกจะดักฝุ่นได้ มีต้นไม้สูงใหญ่ดักจับฝุ่นในอากาศ และต้นไม้พุ่มดักฝุ่นตามพื้นผิวถนน ต้นไม้เหล่านี้มีการศึกษาใบดักฝุ่นได้ดี ถือเป็นโมเดลที่จังหวัดอื่นๆ นำไปใช้พัฒนาเมืองได้ ลดฝุ่น เพิ่มความสวยงามของภูมิทัศน์ด้วย
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;ldquo;ทุกปีช่วงหน้าหนาว จ.สมุทรสาคร จะเผชิญปัญหาฝุ่นพิษ มีพื้นที่สีแดง PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานกระทบสุขภาพประชาชน ริมถนนพระราม 2 อ.เมืองสมุทรสาคร ค่าฝุ่นพุ่ง แต่ทั้งจังหวัดมีเครื่องวัดคุณภาพอากาศเพียง 2 เครื่อง เครื่องแรกอยู่ที่ศาลากลางจังหวัด อีกเครื่องติดที่กระทุ่มแบน มันไม่สามารถเป็นตัวแทนจังหวัดได้ ไม่รู้พื้นที่ไหนค่าฝุ่นสูง แต่ปัญหาที่ทำแล้วเกิดยาก อปท.กลัวว่าถ้าตัวเลขสีแดง ชาวบ้านจะต่อว่า ต้องปรับทัศนคติ เป็นหน้าที่ อปท.แจ้งเตือน และให้ข้อมูลที่แท้จริงเพื่อป้องกันตัวเอง&amp;rdquo; ดร.สุวันชัยกล่าว
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ทุกปัญหาของเมืองมีทางแก้ ดร.สุวันชัยทิ้งท้ายว่า เราอยากให้สมุทรสาครเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน การพัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด แต่สมุทรสาครจะพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ต้องเกิดจากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เห็นคุณค่าและความสำคัญ ลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนา มีตัวอย่างที่ตนทำการพัฒนาเมืองผ่านการท่องเที่ยวโดยชุมชนที่ตำบลท่าฉลอม เริ่มปี 60 นำมาสู่การจัดตั้งบ้านท่าฉลอม ศูนย์การท่องเที่ยวและกิจกรรมชุมชน เป็นพื้นที่กลางให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม จัดฝึกอบรมให้ความรู้ เพิ่มศักยภาพชุมชน พัฒนาพื้นที่ เพิ่มจุดถ่ายภาพสตรีทอาร์ต เพิ่มพื้นที่สีเขียว เกิดผลสำเร็จจุดประกายให้เทศบาล, อบจ.สมุทรสาคร, ชุมชน ร่วมพัฒนาชุมชน เพราะการพัฒนาเมือง ไม่ใช่พัฒนาแต่โครงสร้างพื้นฐานหรือสิ่งปลูกสร้าง สุดท้ายก็ทิ้งร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ มีบทเรียนให้เห็นตามเมืองต่างๆ มากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/88126</URL_LINK>
                <HASHTAG>จ.สมุทรสาคร, นสพ.ไทยโพสต์, น่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.), บริษัท สมุทรสาครพัฒนาเมือง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด, สกสว., แรงงานต่างด้าวสมุทรสาคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201227/image_big_5fe865886ba16.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>64037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>23/04/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>23/04/2020 15:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทำนาเปียกสลับแห้ง แปลงใหญ่ที่ลานกระบือ สู้แล้งสุดรอบ 40 ปี ยันช่วยลดใช้น้ำครึ่งหนึ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ปีนี้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งที่รุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี หลายพื้นที่ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรโดยเฉพาะชาวนา เมื่อแหล่งน้ำบนดินแห้งขอดหลายพื้นที่ต้องรอคอยน้ำฝน แต่หลายแห่งยังคงทำนาปลูกข้าวได้โดยไร้ปัญหา เพราะพึ่งพาขุนทรัพย์ที่มีค่าจากแหล่งน้ำใต้ดิน อย่างในพื้นที่ อ.ลานกระบือและอ.พรานกระต่าย จ.กำแพงเพชร&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายสำเนา นาคสวัสดิ์&amp;nbsp;ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) ต.หนองหลวง อ.ลานกระบือ กล่าวว่า ที่นี่เราไม่เคยหยุดทำนา เพราะในพื้นที่ของอ.ลานกระบือ มีแหล่งน้ำใต้ดินเกือบทุกตำบล รวมถึงอ.พรานกระต่าย อย่างทางเทศบาลคลองพิไกร เทศบาลตำบลเขาคีริส ที่มีแหล่งน้ำใต้ดินสามารถปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี เช่นที่ บ้านลำมะโกรก หมู่ที่ 2&amp;nbsp;ตำบลหนองหลวง&amp;nbsp;ทำนาปลูกข้าว 3 ครั้งต่อปี เป็นนาปี 1 ครั้ง คือ เดือนสิงหาคม จะเป็นการปลูกข้าวหอมมะลิ และเก็บเกี่ยวในเดือนธันวาคม จากนั้นก็จะเริ่มทำนาปรัง 2 ครั้ง โดยจะเริ่มเดือนธันาคม ไปเก็บเดือนมีนาคม และปลูกอีกรอบในเดือนเมษายนแล้วไปเก็บเดือนกรกฎาคม จากนั้นก็เริ่มปลูกข้าวหอมมะลิอีกครั้งในเดือนสิงหาคม หมุนเวียนกันไปตลอดทั้งปี ที่นี่จึงไม่เคยหยุดทำนาเหมือนกับพื้นที่อื่น ข้าวที่ผลิตได้กว่า 1,000 ตันต่อปีจะมีตลาดรองรับ โดยผลผลิตส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเกษตรกรนาแปลงใหญ่ มีสมาชิก&amp;nbsp;51&amp;nbsp;ราย มีพื้นที่รวมกันกว่า 700 ไร่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับเกษตรกรนาแปลงใหญ่เป็นการรวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเกษตรตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มและบริหารจัดการร่วมกัน สร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนและสามารถพึ่งพาตนเองได้ อาศัยแหล่งน้ำใต้ดินเป็นหลัก โดยจะมีบ่อบาดาลหรือบ่อน้ำตื้นใช้กันทุกบ้าน และทุกแปลง ๆ อาจมีบ่อน้ำได้ &amp;nbsp;4 - 6&amp;nbsp;บ่อ หนึ่งบ่อสามารถใช้น้ำได้กับพื้นที่ 10 - 20 ไร่ ประกอบกับในพื้นที่ยังมีบึงสาธารณะขนาดกว่า&amp;nbsp;300&amp;nbsp;ไร่ เป็นแหล่งเก็บกักน้ำ ที่นี่จึงไม่เคยขาดแคลนน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; นายสำเนา กล่าวต่อว่า ในอดีตเมื่อ &amp;nbsp;50&amp;nbsp;ปีก่อน พื้นที่ ต.หนองหลวง ฝนยังตกต้องตามฤดูมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องสูบน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ ถือเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตร กระทั่งกรมชลประทานเข้ามาขุดลอกคลองส่งน้ำ แม้ที่นี่จะไม่ได้รับน้ำโดยตรง แต่ได้รับอานิสงส์จากการปล่อยน้ำมาตามคลองต่างๆ จากโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่อทองแดง (คบ.ท่อทองแดง) สำนักงานชลประทานที่&amp;nbsp;4&amp;nbsp;จังหวัดกำแพงเพชร คือ น้ำที่ซึมผ่านลงชั้นใต้ดิน เป็นการช่วยเติมน้ำใต้ดิน ทำให้บ่อที่มีความลึกประมาณ&amp;nbsp;15&amp;nbsp;เมตร มีน้ำอยู่ตลอดทั้งปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แน่นอนว่า ในห้วงเวลาที่เกิดวิกฤตแล้งไปทั่ว ประกอบกับมีโครงการวิจัยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในพื้นที่ชลประทานภาคกลางตอนบน&amp;nbsp;ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ สกสว.&amp;nbsp;นายสำเนา บอกว่า แม้จะมีแหล่งน้ำใต้ดินให้ใช้ตลอดทั้งปี แต่คนในตำบลหนองหลวงก็หันที่ทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นวิธีการลดการใช้น้ำแบบหนึ่ง อีกทั้งได้ผลผลิตข้าวมากถึง&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตันต่อไร่ ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ใช้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;ldquo; การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง หลังจากลงกล้าได้&amp;nbsp;2&amp;nbsp;เดือน จะระบายน้ำออกจากแปลงนา ปล่อยให้น้ำแห้งประมาณ&amp;nbsp;15&amp;nbsp;วัน แล้วจึงปล่อยน้ำเข้า ทำสลับกันแบบนี้จนถึงช่วงเวลาเก็บเกี่ยว ซึ่งวิธีนี้นอกจากเป็นวิธีลดการใช้น้ำแล้ว ยังลดการรบกวนของแมลงศัตรูพืชได้อีกด้วย &amp;rdquo; นายสำเนา กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;นายสำเนา กล่าวว่า โดยปกติทุกปีผลผลิตข้าวที่ได้จะอยู่ที่&amp;nbsp;800 -1,000&amp;nbsp;กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าไม่มีการระบาดของแมลง และไม่ว่าจะทำนาด้วยวิธีเดิม หรือการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ผลผลิตที่ได้ไม่ต่างกัน จะใช้น้ำมากหรือใช้น้ำน้อยก็ได้ข้าว&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ตันเหมือนกัน เราจึงเปลี่ยนมาเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งแทน ก็ช่วยลดปริมาณน้ำใช้ลงได้ครึ่งหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทั้งนี้ จากข้อมูลของกรมชลประทานที่ได้ศึกษาวิจัย พบว่า การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว สามารถลดปริมาณการใช้น้ำในการทำนาได้ถึง&amp;nbsp;28%&amp;nbsp;ของปริมาณน้ำที่ใช้ในการทำนาแบบทั่วไป จากปกติจะใช้น้ำถึง&amp;nbsp;1,200&amp;nbsp;ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ แต่ถ้าทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะใช้น้ำเพียง 860 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่เท่านั้น นอกจากจะลดการใช้ปริมาณน้ำลงแล้ว ยังช่วยให้ต้นทุนการผลิตข้าวลดลงทั้งเรื่องการใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมี และน้ำมันเชื้อเพลิง ได้กว่า 40%&amp;nbsp;รวมทั้งคุณภาพข้าวดีขึ้น และมีผลผลิตเพิ่มสูงขึ้นกว่าไร่ละ 1,200 ลูกบาศก์เมตร &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง ถือเป็นหนึ่งในวิธีการประหยัดน้ำในการทำนาที่หลายๆ ประเทศนำไปเป็นแบบอย่าง ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวแบบประหยัดน้ำโดยวิธีเปียกสลับแห้ง สามารถปลูกได้ทั้งนาปรังและนาปี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin:0cm 0cm 0.0001pt; -webkit-text-stroke-width:0px; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/64037</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปลูกข้าวเปียกสลับแห้ง, ภาวะภัยแล้ง, สกสว., แผนการบริหารจัดการน้ำ สกสว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200423/image_big_5ea15008a25bc.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51660</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 10:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 10:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คุณค่า &quot;แม่กลอง-เมืองสามน้ำ&quot;ที่นักวิจัยขับเคลื่อนให้ขึ้นสู่ &quot;มรดกโลก&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;อาชีพประมงชายฝั่งหนึ่งในวิถีเชื่อมโยงระบบนิเวศเมืองสามน้ำ จ.สมุทรสงคราม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากแผนที่ประเทศไทยจะพบว่า สมุทรสงคราม เป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เล็กที่สุดของไทย เนื้อที่เพียง 416.7 ตารางกิโลเมตร แต่มีคลองมากถึง 360 คลอง ไม่รวมคลองซอยหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า &amp;quot;ลำปะโดง&amp;quot; อีกเกือบ 2,000 ลำประโดง ที่กระจัดกระจาย โดยในพื้นที่มีระบบนิเวศสามน้ำอันล้ำค่า คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อผลผลิตการเกษตรและสัตว์น้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; แม่น้ำแม่กลองสายสำคัญที่ไหลผ่านอำเภอบางคนที อำเภออัมพวา ก่อนออกสู่ทะเลอ่าวไทยที่อำเภอเมืองสมุทรสงคราม ยังขึ้นชั้นแม่น้ำที่มีคุณภาพดีที่สุดที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่สายน้ำทั้งประเทศที่ยังใช้อุปโภคบริโภคได้ และตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เมืองสามน้ำแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงานวิจัยด้านน้ำและการบริหารจัดการน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานวิจัยภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในอดีต ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) ทั้งวิจัยสร้างยุทธศาสตร์ วิจัยเชิงพื้นที่ และวิจัยเพื่อท้องถิ่น หยุดความบาดหมางของคนน้ำจืดกับคนน้ำเค็มได้สำเร็จ งานวิจัยที่ครอบคลุมทุกอำเภอนี้ คนแม่กลองคาดหวังว่าจะเป็นหนทางช่วยผลักดันเมืองสามน้ำให้กลายเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ยั่งยืนของท้องถิ่นและประเทศ และความหวังไกลกว่านั้นคือ การก้าวสู่ฐานะ &amp;quot;เมืองมรดกโลก&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; แม่กลองเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ เป็นเมืองสามน้ำ สามนา และสามสวน ทั้งยังเป็นพื้นที่ที่มีการทำงานเพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติอย่างโดดเด่น งานวิจัยสนับสนุนให้คนในพื้นที่เป็นนักวิจัยได้ แม้ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ 20 ปีที่ผ่านมาพิสูจน์แนวทางที่ให้คนในชุมชนรู้จักใช้ข้อมูลแก้ปัญหา ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือนี้ถูกต้อง และจะก้าวต่อไปในอนาคต หลายงานวิจัยยกระดับสู่ภาคนโยบาย มีการใช้ประโยชน์ในวงกว้าง สร้างผลกระทบต่อสังคม เช่น โครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลองตำบลแพรกหนามแดง วิจัยปรับระดับน้ำเข้า-น้ำออกตามความจำเป็นและอิงธรรมชาติ ลดความขัดแย้ง ปัจจุบันเราจะยกระดับโครงการวิจัยพัฒนาและยกระดับเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังดำเนินการ ทำในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน รวมสมุทรสงคราม&amp;quot; ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว.กล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;สกสว. เปิดเวทีเสวนาการจัดการน้ำแบบบูรณาการบนความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรมที่จ.สมุทรสงคราม เมื่อวันก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การขับเคลื่อนให้สมุทรสงครามเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมด้านการจัดการน้ำ มีความเป็นไปได้ ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งทำวิจัยบริบทเมืองสามน้ำ มานาน ความงดงามของความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรม คือ&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่เขาหลงรัก กล่าวว่า แม่กลองมีวัฒนธรรมชาวน้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม ซึ่งชุมชนมีอาชีพบนพื้นฐานการจัดการน้ำ ตอนบนรับน้ำจืด ทำสวนผลไม้และไม้ล้มลุก ตอนกลาง ได้รับอิทธิพลน้ำกร่อย จะทำสวนมะพร้าว สวนผลไม้ และปลูกข้าวนาปี ทำเกษตรแบบสวนยกร่อง ขณะที่ตอนล่างอยู่ติดทะเล เป็นนิเวศน้ำเค็ม ทำนาเกลือ นากุ้ง และประมงชายฝั่ง ความหลากหลายทางนิเวศวัฒนธรรมเป็นต้นทุนทางปัญญา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; เมืองแม่กลองออกแบบให้เผชิญน้ำ มีน้ำกระจายทั่วพื้นที่ การจัดการน้ำที่ยึดภูมินิเวศจะชนะกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งภาวะโลกร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง เราไม่ได้ปฏิเสธการพัฒนา แต่คนแม่กลองต้องช่วยกันรักษาแม่น้ำแม่กลอง ที่เวลานี้มีคุณภาพดี อันดับต้นๆ รวมถึงลำคลองลำประโดง สมุทรสงครามเมืองเล็กๆ เมื่อ 30 ปี ก่อนเก็บภาษีได้สูงสุดในประเทศ แต่ปัจจุบันถดถอย เพราะการจัดการที่ผิดพลาด อนาคตระบบนิเวศสามน้ำเหลือไม่มากในไทยและโลก กรุงเทพฯ ก็เป็นเมืองสามน้ำ แต่เจริญจนกลับมาได้ยาก ขณะที่แม่กลองยังรักษาไว้ได้ เราจะผลักดันเป็นมรดกโลก ถ้าไม่รักษาไว้จะอยู่ยาก เพราะน้ำต้องการที่อยู่&amp;quot; ชิษนุวัฒน์ กล่าว &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ชิษนุวัฒน์ มณีศรีขำ ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; วิจัยจัดการน้ำในพื้นที่แพรกหนามแดง อำเภออัมพวา ถือเป็นโครงการแรกในเมืองแม่กลอง และได้นำมาสู่การจัดการน้ำต่างๆ ตามมา ความโดดเด่นวิจัยนี้ผ่าวิกฤติน้ำจืด-น้ำเค็ม จากคนสองฝั่งที่ทะเลาะกันมาร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาเมืองสามน้ำ ไม่รอการช่วยเหลือจากภาครัฐ ล่าสุดกรมชลประทานเตรียมเสนอการบริหารจัดการน้ำแบบมีส่วนร่วมของแพรกหนามแดงชิงรางวัลสหประชาชาติ (UN)&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ปัญญา โตกทอง แกนนำชุมชนแพรกหนามแดง หัวขบวนนักวิจัยชาวบ้าน กล่าวว่า เดิมพื้นที่แพรกหนามแดงมีปัญหาน้ำเค็มรุกเข้าไปตามลำคลอง และขาดแคลนน้ำจืด สวนมะพร้าวกับนาข้าวเสียหาย ปัญหายังขยายไปพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึง จ.สมุทรสาคร และ อ.วัดเพลง จ.ราชบุรี กรมชลประทานจึงสร้างประตูระบายน้ำในลำคลองต่างๆ แต่กลับกลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ คนน้ำจืดกับคนน้ำเค็มทะเลาะกัน ถึงขั้นปะทะกันหน้าประตูน้ำ เมื่อปี 2545 จึงเริ่มมีการทำงานวิจัย เชิญคนน้ำจืดและน้ำเค็มมาคุยกัน ก็มากันบ้างไม่มาบ้าง สองปีที่พัฒนาโครงการวิจัยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ได้การสนับสนุนทางวิชาการจาก สกว. ทำไปเรียนรู้ไปภายใต้แนวคิดคนไม่ใช่ศัตรู มองปัญหาเป็นศัตรู รวมถึงเข้าหาผู้สูงอายุเล่าความหลังเรื่องราวประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทำให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่คนแพรกหนามแดง ก็สกัดความรู้ชุมชนออกมา และออกแบบประตูระบายน้ำใหม่ เป็นประตูหับเผย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; รูปแบบการทำงาน เมื่อน้ำทะเลขึ้นและลง ประตูจะเปิด-ปิดเองตามกระแสน้ำธรรมชาติ โดยที่น้ำเสียก้นคลองไม่ได้ไหลออกไปด้วย ต่างจากบานเก่าชักจากก้นเกิดปัญหาทั้งตะกอนเลน ขยะของเสีย ถูกระบายมาด้วย ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับหลักคิดที่อิงกับสภาพแวดล้อมของแพรกหนามแดงภายใต้การจัดการน้ำที่สอดคล้องกับระบบนิเวศสามน้ำ ผลสำเร็จยังต่อยอดสู่การแก้ปัญหาหนี้สิน การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน แพรกหนามแดงวันนี้ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับผู้สนใจสามารถนำไปปรับใช้แก้ปัญหาในพื้นที่อื่นๆ ด้วย&amp;quot; ปัญญาย้ำงานวิจัยช่วยหาทางออกจัดการสามน้ำ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปัญญา โตกทอง แกนนำชุมชนแพรกหนามแดง อ.อัมพวา &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สมุทรสงครามมีงานวิจัยจัดการน้ำดีๆ เพียบ อย่างอำเภอบางคนทีที่เลี่องลือ ทั้งลิ้นจี่หวานและส้มโอดี&amp;nbsp;&amp;nbsp;มนัส บุญพยุง กำนันตำบลบางสะแก อ.บางคนที กล่าวว่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; บางสะแก ห่างจากปากแม่น้ำแม่กลอง 20 กิโลเมตร มีการขึ้น-ลงของน้ำทะเลตามธรรมชาติ บวกกับคลองในพื้นที่ซับซ้อน ทั้งคลองใหญ่ คลองย่อย คลองซอย และลำประโดง พื้นที่เป็นที่ลุ่ม มีคลองแควอ้อมไหลผ่านร่องสวน ทั้งสวนมะพร้าว กล้วย ส้ม ลิ้นจี่ ส้มโอ และส้มแก้ว เกษตรกรจะใช้น้ำได้ตอนน้ำทะเลหนุนสูง ถ้าน้ำลงคลองแห้ง เราจึงให้ความสำคัญเรื่องน้ำ เพราะวิถีชาวคลองลดลง สวนทิ้งร้าง ลำคลอง ลำประโดงไม่ขุดลอกดูแลตื้นเขิน วัชพืชตามลำคลองมากขึ้น น้ำเข้าไม่ถึงคลองในพื้นที่ ทางจังหวัดให้งบมาลงแขกลงคลอง ประกอบกับทางศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม เห็นกิจกรรม ถามว่าในพื้นที่มีคลองและลำประโดงกี่สาย เป็นที่มาทำโครงการรูปแบบการจัดการน้ำในคลองและลำประโดงเชื่อมโยงกับการจัดทำผังเมืองระดับตำบล เพื่อการวางแผนพัฒนาอาชีพโดยมีส่วนร่วมของชุมชน&amp;quot; โดย สกสว.สนับสนุน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;นักวิจัยชาวบ้านบางสะแกสำรวจเส้นทางน้ำด้วย GPS&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; มีทีมวิจัยชุมชนเก็บข้อมูล ทำให้เห็นว่ามี 30 ลำคลอง 72 ลำประโดง รวมถึงนำเครื่องมือ GPS มาสำรวจเส้นลำคลองเร่งจัดทำฐานข้อมูลแผนที่หรือผังน้ำชุมชนเพื่อคุ้มครองพื้นที่ จะแล้วเสร็จสิ้นปีนี้ พบว่ามีแหล่งน้ำในบางสะแก 72 สาย ที่ผ่านมาชุมชนช่วยกันขุดลอกทุกเดือน เดือนละ 2 ครั้ง หมุนเวียนตั้งแต่ต้นคลองถึงปลายสุดของตำบล วันนี้บางสะแกไม่เจอน้ำแห้งคลองเหมือน 3-4 ปีก่อน เราต้องช่วยกันรักษาคลองไม่ให้ลดลง เพื่อรักษาสังคมเกษตรกรรม&amp;nbsp; เพราะนี่คือเศรษฐกิจฐานรากที่มั่นคง คนในพื้นที่ร้อยละ 80 ยึดอาชีพเกษตรกรรม เป็นสวนส้มโอเกือบหมด ที่เหลือสวนมะพร้าว&amp;quot; กำนันมนัส กล่าวเดินหน้าพัฒนาชุมชนบางสะแกต่อไป &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ลงแขกลงคลองของชุมชนบางสะแกมีทุกเดือน&amp;nbsp;รักษาลำประโดงรักษาสังคมเกษตร &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; เห็นได้ชัดแต่ละพื้นที่สร้างเสริมประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีส่วนร่วม ช่วยรักษาความเป็นเมืองระบบนิเวศสามน้ำ เป็นความโดดเด่นที่จะหนุนสมุทรสงครามสู่เส้นทางเมืองมรดกโลก. &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51660</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดการน้ำแพรกหนามแดง, บางสะแก, ระบบนิเวศสามน้ำ, ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว., สกสว., สมุทรสงคราม, เมืองสามน้ำสู่มรดกโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de5d0935d02d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40336</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/07/2019 00:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/07/2019 09:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ทะเลไทย&quot; น่าห่วง 4 กิจกรรมถลุงใช้ทรัพยากร </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;การท่องเที่ยว 1 ใน 4 กิจกรรมหลักใช้ประโยชน์ทะเล แนวโน้มเพิ่มขึ้น&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในอดีตทะเลไทยได้ชื่อว่าเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหารของโลก เพราะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิด ทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ทว่า ปัจจุบันสัตว์น้ำลดลงไปมากอย่างน่าใจหาย การหาปลาไม่ได้ง่ายแล้ว เพราะประมงไทยต้องแล่นเรือจากฝั่งไปไกลมากขึ้น แล้วยังหนีไปทำสัมปทานจับปลาจากประเทศอื่น หรือล่าสุดกรณีมีการนำเสนอข่าวในโซเชียลมีเดียตั้งข้อสังเกต &amp;quot;ปลาทูในทะเลไทยหายไป&amp;quot; นำมาสู่คำถามมากมาย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นี่ยังไม่พูดถึงประเด็นร้อนแรง &amp;quot;ขยะทะเล&amp;quot; ที่ไทยปล่อยลงสู่ทะเลติดอันดับ 6 ของโลก ส่วนใหญ่เป็นขยะพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก ขวดน้ำดื่ม ส่งผลขยะตกค้างชายหาด ป่าชายเลน เต่าทะเลกินขยะพลาสติกตายก็มีให้เห็นเป็นระยะ แล้วยังมีปัญหาไมโครพลาสติกในทะเลที่องค์การอนามัยโลกกำลังจับตา เพราะกระทบต่อสุขภาวะประชาชน ตลอดจนกิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเลทั้งอ่าวไทยและอันดามันที่บูมสุดขีด สร้างความเสื่อมโทรมของทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;ขยะทะเล โดยเฉพาะขยะพลาสติก&amp;nbsp;สร้างความเสื่อมโทรมทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; จากสถานการณ์ทะเลไทยปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.) จัดโครงการ &amp;quot;สถานการณ์ทะเลไทยและผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน&amp;quot; ขึ้น เมื่อวันก่อน ณ เกาะทะลุ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยมีผู้แทนมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม ผู้ประกอบการเกาะทะลุ ไอส์แลนด์ รีสอร์ท และชาวประมงที่คร่ำหวอดจับปลาในอ่าวไทย ตัว ก ร่วมตีแผ่วิกฤติทะเลไทยและแนะทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีกิจกรรมการใช้ทะเลที่หลากหลาย ย้อนไปสิบปีก่อนตัวเลขมูลค่าเศรษฐกิจภาคทะเลของไทย 7.5 ล้านล้านบาท แต่จากข้อมูลสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2557 เพิ่มสูงถึง 24 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องในอนาคต แต่ผลประโยชน์ทางทะเลกลับไม่ได้ตกอยู่ในมือคนไทยในสัดส่วนที่ควรจะเป็น และไทยไม่เคยคิดถึงต้นทุนของกิจกรรมการใช้ประโยชน์ทะเลและชายฝั่งที่แท้จริง ขณะที่ทรัพยากรที่เป็นฐานของกิจกรรมเกิดความเสื่อมโทรมทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะแยกส่วนกิจกรรมใช้ประโยชน์กับการอนุรักษ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ประเด็นผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยจาก &amp;quot;การจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายฉบับย่อในประเด็นเร่งด่วนเกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย&amp;quot; ที่ ศ.ดร.เผดิมศักดิ์เป็นหัวหน้าโครงการ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. หรือ สกสว. ในปัจจุบัน ให้ภาพชัดกิจกรรมที่ถลุงใช้ทะเลไทย 4 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ การขนส่งและพาณิชยนาวี การผลิตพลังงาน การท่องเที่ยว และการประมง จากข้อมูลสรุปว่า ไทยมีแนวโน้มของกิจกรรมการใช้ทะเลเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและรูปแบบ ถ้ายังปล่อยให้ตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้น่าเป็นห่วง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ปะการัง ฐานทรัพยากรสำคัญ หากเสียหายกระทบนิระบบเวศและการท่องเที่ยว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวว่า การประมงของไทยยิ่งจับปลา จำนวนปลาก็ลดลงเรื่อยๆ รวมถึงขนาดก็เล็กลง ซึ่งเกิดจากการจับปลามากเกินศักยภาพในการขยายพันธุ์ของสัตว์น้ำและเครื่องมือประมงพาณิชย์ที่มีความก้าวหน้า กฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องตามไม่ทัน ขณะที่ประชากรเพิ่มมากขึ้น ความต้องการก็มากขึ้น เรื่องนี้จะแก้ได้ต้องทำประมงเอาคุณภาพมากกว่าปริมาณหรือทำมากได้น้อย&amp;nbsp;&amp;nbsp; เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว คนมาดำน้ำดูปะการัง ถ้าไม่ดูแลรักษา เหยียบย่ำปะการังพังเสียหาย เที่ยวแล้วทำลายฐานทรัพยากรจนเกินขีดความสามารถในการฟื้นตัว จะทำให้ปะการังหมดไป ปลาก็หายไป เพราะปะการังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนที่ดี ผู้ประกอบการก็ต้องพยายามพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่เหมาะสม และรักษาศักยภาพของพื้นที่&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทะเลไทยยังเป็นเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูมให้เป็นตลาดการขนส่งทะเลร่วมอาเซียน กองเรือพาณิชย์ทั้งไทยและต่างชาติ ท่าเทียบเรือที่เพิ่มขึ้น ซ้ำเติมทะเลไทย นักวิชาการจุฬาฯ ระบุว่า จำนวนท่าเทียบเรือที่มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของชายฝั่ง อีกปัญหาที่ไทยละเลยการจัดการน้ำอับเฉาเรือ น้ำอับเฉาเป็นน้ำที่ใช้ปรับจุดศูนย์ถ่วงเรือให้ทรงตัวได้ดี การสูบถ่ายน้ำสร้างปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานสู่ทะเลไทย เราอ้างไม่ได้จัดการ เพราะขาดเทคโนโลยี กระทบนิเวศท้องถิ่น ประมง นี่คือต้นทุนทรัพยากรความหลากหลายทางธรรมชาติที่ไทยสูญเสียไป&amp;nbsp; ไทยเป็นภาคีอนุสัญญาน้ำอับเฉาเรือ ต้องควบคุมและบังคับใช้จริงจัง อันตรายมากมาย ได้ไม่คุ้มเสีย เพราะทุกวันนี้การขนส่งไทยยังต้องพึ่งเรือต่างชาติเป็นหลัก เสียรายได้มหาศาล&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์&amp;nbsp;เยี่ยมชมโครงการปกป้องเต่าทะเลที่เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ส่วนการผลิตพลังงาน ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ บอกว่า ต้องมีแผนใช้พลังงานทดแทนเชื่อมโยงไปถึงมีทิศทางบริหารจัดการนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ต้องวางแผนรองรับการรื้อถอนสิ่งติดตั้งในกิจการปิโตรเลียมในทะเล ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 400 แท่น และอยู่ในทะเลไทยมากกว่า 20-30 ปี เนื่องจากเป็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ มีสิ่งมีชีวิตเกาะติดจำนวนมาก มีปลาว่ายน้ำตามชั้นต่างๆ อาจมีผลประโยชน์ในทะเล จะต้องหาองค์ความรู้ก่อนรื้อถอนเป็นเศษเหล็กเฉยๆ และหาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรับมือในอนาคต มีรายงานการศึกษาต่างประเทศระบุว่า แท่นเป็นตัวเชื่อมต่อระบบนิเวศชายฝั่งและนอกชายฝั่ง &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ปัจจุบันไทยยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนในการบริหารจัดการ จะต้องปิดรูรั่วทั้ง 4 กิจกรรมใช้ประโยชน์ทางทะเลไทย วางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลในภาพรวม โดยเฉพาะกลุ่มขนส่งพาณิชยนาวีวางจุดยืนของประเทศ พัฒนาระบบขนส่งชายฝั่งให้ดีแทนที่จะยกตัวเองเป็นจุดเชื่อม 2 มหาสมุทร ส่วนการท่องเที่ยวลดกิจกรรมกระทบทรัพยากรโดยตรง ส่วนขยะทะเลทางรอดเสนอแนวคิดเปลี่ยนขยะเป็นเงิน และจัดการขยะตั้งแต่บนบก&amp;quot; วันนี้ต้องสร้างดัชนีชี้วัดที่ยากขึ้น รายงานความสำเร็จฟื้นฟูทะเลไทยต้องไม่ขึ้นกับปริมาณลูกปลาที่ปล่อย ปะการังที่ปลูก วางปะการังเทียมกี่ก้อน ปลูกป่าชายเลนกี่ต้น หรือสร้างเขื่อนกันแนวชายฝั่งความยาวกี่เมตร จะต้องมองผลลัพธ์คือ ระบบนิเวศที่ฟื้นคืนมา สัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้น ชาวประมงมีอาชีพเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ขณะนี้เริ่มพูดถึงดัชนีมหาสมุทรในแผนแม่บทยุทธศาสตร์ที่ 5 ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วัดตั้งแต่ทะเลกักเก็บคาร์บอน ความหลากหลายทางชีวภาพ น้ำที่สะอาด การดูแลชายฝั่ง โอกาสของประมงพื้นบ้าน และมีส่วนสนับสนุนการท่องเที่ยว ต้องรอดูจะนำมาปฏิบัติอย่างไร&amp;quot; ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ กล่าวทางรอดทะเลไทย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;ฟื้นคืนนิเวศทางทะเล โดยการขยายพันธุ์ปะการังโดยท่อพีวีซีที่เกาะทะลุ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท ผู้สืบต่อปณิธานของพ่อ ปรีดา เจริญพักตร์ ในการอนุรักษ์ทะเลไทย และดูแลมูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม กล่าวว่า เกาะทะลุเคยมีปะการังที่สมบูรณ์ หลังเจอพายุเกย์ปี 2532 ปะการังถูกพายุหอบขึ้นบก กลายเป็นสุสานปะการังทุกวันนี้ จากนั้นปะการังเสียหายจากการประมง เมื่อเข้าสู่ยุคท่องเที่ยวบูมมาก มีการดำน้ำตื้นดูปะการัง ส่งผลให้ทรัพยากรเสื่อมโทรม ทั้งจากนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ บวกกับเรือขนส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้า-ออก ระบบนิเวศเสียหาย ที่เกาะทะลุมีรีสอร์ตแห่งเดียว เราทำมาหากินกับธรรมชาติ ก็ต้องพยายามรักษาทรัพยากรทางทะเลเอาไว้ อย่างเรื่องโครงการขยายพันธุ์ปะการังโดยใช้ท่อพีวีซี ทำร่วมกับวีนิไทย เกาะทะลุร่วมปลูก 10,000 กิ่ง จากทั้งหมด 80,000 กิ่งในพื้นที่อ่าวไทย อัตราเติบโตปีละ 10 เซนติเมตร ถือว่าน่าพอใจ ปีนี้จะขยายความร่วมมือต่อไป เพราะฟื้นฟูได้จริง เราปลูกปะการังรอบเกาะ&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;quot; ทางรีสอร์ตยังมีกิจกรรม Skin Dive เพื่อฝึกทักษะการทำน้ำเบื้องต้น เรียนรู้การใช้อุปกรณ์ดำน้ำตื้นให้ถูกวิธี ฝึกการลอยตัว มีสติและเอาตัวรอด เมื่อมีทักษะแล้วกลุ่มคนเหล่านี้จะช่วยแนะนำเพื่อนได้ นี่เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากระบวนการท่องเที่ยวดำน้ำอย่างยั่งยืน ไม่ทำลายปะการังใต้น้ำ ปัจจุบันตลาด Skin Dive ขยายตัวมากขึ้นด้วย&amp;quot; เผ่าพิพัธกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์ เจ้าของเกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท&amp;nbsp;และเลขามูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากร ทะเลสยาม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; หนุ่มเจ้าของเกาะทะลุยังบอกด้วยว่า เมื่อฟื้นฟูระบบนิเวศปะการัง มีการจัดการขยะและรักษาชายหาด เต่ากลับมา เดิมไม่มีรายงาน โดยพบแม่เต่ากระขึ้นทำรังวางไข่บนชายหาดเกาะทะลุปี 2552 เต่ากระเป็นสัตว์ทะเลหายาก เราช่วยดูแลให้รอด อนุบาลเลี้ยงลูกเต่าให้โตแข็งแรง โดยปล่อยกลับสู่ทะเลสำเร็จปี 2554 จนถึงปัจจุบันปล่อยเต่าทะเลไปแล้ว 6,000 ตัว จากแม่เต่า 10 แม่ ซึ่ง จนท.ฝังไมโครชิปที่แม่เต่า ภายใต้โครงการปกป้องอนุรักษ์เต่าทะเล ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ปีนี้ก็พบแม่เต่าขึ้นวางไข่ จะมีการเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอนุรักษ์เต่า ปัจจุบันที่เกาะทะลุเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญในพื้นที่อ่าวไทย เราพยายามขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรสิ่งแวดล้อม เพราะนี่คือความยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;แม่เต่ากลับมาวางไข่ที่อ่าวเทียน เกาะทะลุ เมื่อวันที่&amp;nbsp; 22 มิ.ย.2562&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่องราวของเกาะทะลุไม่ได้พิเศษกว่าโครงการไหนๆ&amp;nbsp;&amp;nbsp; แค่สะท้อนเรื่องการใช้ประโยชน์ทางทะเลและการอนุรักษ์เชื่อมโยงกัน และเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะเกิดปัญหาสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ รวมถึงเห็นเป็นรูปธรรมว่า ความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน คนในพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ทะเลไทยดีขึ้น.&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40336</URL_LINK>
                <HASHTAG>ขยะทะเล, ทะเลไทย, ปลาทูหายไป, ผลประโยชน์ทางทะเล, มูลนิธิฟื้นฟูทรัพยากรทะเลสยาม, ศ.ดร.เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์, สกสว., เกาะทะลุ จ.ประจวบคีรีขันธ์, เกาะทะลุไอส์แลนด์ รีสอร์ท, เต่ากระ, เต่าทะเลวางไข่, เผ่าพิพัธ เจริญพักตร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190706/image_big_5d20d1dcd3b6e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39545</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/06/2019 19:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/06/2019 09:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;เทคโนโลยีสุดล้ำ ซ่อมโบราณสถาน&quot; คว้างานวิจัยเด่น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะนักวิจัยใช้เทคโนโลยีทันสมัยสนับสนุนการบูรณะโบราณสถานอุทยานฯพระนครศรีอยุธยา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อประเทศไทยต้องการเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการบูรณะโบราณสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมายทั่วประเทศ ด้วยโครงสร้างเจดีย์ วัด วังโบราณที่สร้างมาหลายร้อยปีเสื่อมสภาพ ขาดความมั่นคงแข็งแรง หลายแห่งพังทลายแตกร้าวหรือไม่ก็ทรุดเอียง ชาวบ้านหวั่นอันตรายอาจจะถล่มลงมา งานวิจัยบูรณะโบราณสถานจึงถือเป็นเครื่องมือใหม่ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลและบูรณะปฏิสังขรณ์โบราณสถานสมบัติล้ำค่าของชาติ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เหตุนี้ คณะนักวิจัยคุณภาพ ประกอบด้วย รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, ศ.ดร.อมร พิมานมาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ผศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ คณะวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ จึงทุ่มเทศึกษาวิจัยโครงการ การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สนับสนุนทุนวิจัย ปัจจุบันเปลี่ยนสู่บทบาทใหม่ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รูปทรง 3 มิติ วัดใหญ่ชัยมงคล ก่อนเดินหน้าซ่อมแซมอย่างมีประสิทธิภาพ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วัดใหญ่ชัยมงคล โบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สุดและมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไหว้พระขอพรอันดับต้นๆ ใน จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นกรณีศึกษาหลักภายใต้โครงการนี้นำเทคนิคที่ทันสมัยประเมินและติดตามสภาพโครงสร้างโบราณสถานของวัด ซึ่งที่ผ่านมาเกิดปัญหาการเอียงตัว นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาเพิ่มเติมที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ใช้เทคโนโลยีการสแกนวัตถุ 3 มิติด้วยแสงเลเซอร์ ประเมินความมั่นคงโครงสร้าง ที่น่าสนใจ มีการสร้างความร่วมมือระหว่างคณะนักวิจัย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม และ UNESCO เพื่อนำผลงานวิจัยไปแก้ปัญหา ลดความเสียหายของโบราณสถาน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการ การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 13 ผลงานวิจัยเด่น สกว. ประจำปี 2561 ด้านสาธารณะ คณะนักวิจัยเข้ารับมอบโล่เกียรติยศผลงานวิจัยเด่น ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ราชประสงค์ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)&amp;nbsp;เมื่อวันก่อน โดยมี ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คณะนักวิจัยโครงการการบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน รับรางวัลงานวิจัยเด่นประจำปี 2561
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม กล่าวภายหลังขึ้นรับมอบรางวัลร่วมกับคณะนักวิจัยว่า โบราณสถานมีความสำคัญทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และอยู่คู่กับชุมชน ปัญหาหลักด้านอนุรักษ์โบราณสถานคือ ขาดข้อมูลหลายๆ ด้านที่ช่วยในการตัดสินใจ วางแผนบำรุงรักษาให้โบราณสถานมีความมั่นคง งานวิจัยนี้ใช้เทคนิคสมัยใหม่เก็บข้อมูลทางวิศวกรรมของโบราณสถาน ประกอบด้วยข้อมูลรูปทรงโบราณสถานเป็นสภาพข้อมูลจริง ข้อมูลคุณสมบัติของวัสดุโบราณ ข้อมูลทางเทคนิคธรณี &amp;nbsp;รวบรวมข้อมูลในแบบฐานข้อมูลดิจิทัล เพื่อนำมาประมวลและใช้ในการตัดสินวางแผนอนุรักษ์อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; เทคโนโลยีทันสมัยที่ใช้มีการสแกนวัตถุ 3 มิติ สำหรับวิเคราะห์โครงสร้างเทคนิคการสำรวจรูปทรง 3 มิติด้วยการถ่ายภาพ โดยใช้โดรนตรวจสอบโครงสร้าง สามารถหาความเอียงของเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล และใช้ข้อมูลนี้ติดตามการเอียงที่อาจมีเพิ่มขึ้นในอนาคต หรือใช้หลักการวิเคราะห์ทางวิศวกรรมที่ใช้ประเมินอาคารสมัยใหม่ นำมาประยุกต์ใช้กับงานโบราณสถานเพื่อดูกำลังรับน้ำหนักของโบราณสถานว่าสามารถแบกรับน้ำหนักอาคารโบราณสถานได้หรือไม่ วิธีธรณีเรดาร์และวิธีวัดสภาพต้านทานไฟฟ้า วัดสนามแม่เหล็กวิเคราะห์โครงสร้าง กรมศิลปากรยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางวิศวกรรมโบราณสถาน ในฐานะนักวิจัยจึงนำความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาร่วมมือกับกรมฯ เพื่อให้การบูรณะมีความยั่งยืน ที่สำคัญ ฐานข้อมูลที่ได้นี้ยังจะนำไปใช้ประโยชน์สนับสนุนข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อเสนอ UNESCO ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมต่อไป&amp;quot; รศ.ดร.นคร กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แสกนวัตถุ 3 มิติ สำรวจ เก็บข้อมูลพิกัด&amp;nbsp;วัดไชยวัฒนาราม วัดเก่าแก่สมัยอยุธยา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; พื้นที่หลักของการวิจัยนี้ก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า กรณีวัดใหญ่ชัยมงคล พื้นที่ใหญ่และมีโบราณสถานจำนวนมาก ช่วงที่ถูกทิ้งร้างมีความเสื่อมถอยของกำลังโบราณวัตถุมาก ปัจจุบันกรมศิลปากรเริ่มบูรณะ พบว่ามีความเอียงของเจดีย์ มองเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า ยังขาดข้อมูลว่ามีการเอียงตัวเท่าไหร่ และอนาคตจะเอียงเพิ่มหรือไม่ ขณะนี้งานวิจัยมีการเก็บข้อมูลการเอียงแล้ว พบเอียง 3 องศา ข้อมูลจะเป็นประโยชน์ใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลในอนาคตได้ อีกกรณีตัวอย่าง วัดไชยวัฒนาราม วัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลาย คณะนักวิจัยได้เก็บข้อมูล 3 มิติไว้ จะเป็นประโยชน์ในการอนุรักษ์โบราณสถานให้สวยงามและมั่นคงต่อไปได้ ที่อยุธยา นักวิจัยได้เข้าไปเก็บข้อมูลแล้ว 9 วัด แต่ละกรณีใช้ความรู้ที่เป็นมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ ซึ่งสามารถปรับใช้กับโบราณสถานที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การอนุรักษ์วัดราชบพิธฯ &amp;nbsp;ด้วยเทคนิคเก็บข้อมูลกลุ่มจุดภาพ 3 มิติสุดล้ำ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;

&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการทำงานคลุกคลีอนุรักษ์โบราณสถาน รศ.ดร.นคร เผยถึงสถานการณ์โบราณสถานว่า โบราณสถานในประเทศไทยซึ่งมีจำนวนมาก ขาดการบูรณะอย่างเหมาะสม และมีโบราณสถานอีกมากจำเป็นต้องเร่งบูรณะซ่อมแซม สร้างความมั่นคงของโครงสร้าง เมื่อเทียบกับเมียนมาหรือเนปาลที่มีโบราณสถานสำคัญจำนวนมาก แต่ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนร่วมอนุรักษ์โบราณสถาน ทำให้สภาพโบราณสถานค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศไทย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;งานวิจัยนี้เป็นจุดเริ่มต้นการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ และสามารถใช้ข้อมูลเปรียบเทียบ ตรวจติดตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หากมีการเผยแพร่ความรู้การใช้เทคโนโลยีทันสมัยในงานอนุรักษ์โบราณสถานอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถรักษาโบราณสถาน มรดกของชาติให้คงอยู่ตลอดไป เวลานี้คณะนักวิจัยมีความร่วมมือกับกรมศิลปากร ล่าสุดกรณีหอระฆังโบราณ วัดพระยาทำถล่ม กรมได้ร้องขอให้นักวิจัยไปทำการสำรวจและประเมินพฤติกรรมของเจดีย์ดังกล่าวก่อนเริ่มต้นการอนุรักษ์ โจทย์แบบนี้งานวิจัยช่วยได้ และมีแผนจะส่งมอบข้อมูลและต้นแบบฐานข้อมูลดิจิทัลทางวิศวกรรมให้แก่กรมศิลปากรนำไปต่อยอดใช้ประโยชน์ งานวิจัยต่อไปจะทำในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จ.สุโขทัย สนับสนุนให้เป็นมรดกโลกอย่างยั่งยืน และจะต่อยอดพัฒนาให้เทคโนโลยีดีขึ้น&amp;quot; รศ.ดร.นคร เผยถึงการเดินหน้างานวิจัยต่อ โดยคณะนักวิจัยขอเป็นส่วนหนึ่งสร้างจิตสำนึกรักโบราณสถานให้เพิ่มขึ้น ช่วยขับเคลื่อนการรักษามรดกไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากคณาจารย์ มีนักศึกษา 3 สถาบันร่วมเก็บข้อมูลประเมินความมั่นคงโบราณสถานสู่งานวิจัยสุดโดดเด่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อให้งานวิจัยใช้ประโยชน์โดยไม่อยู่แค่บนหิ้ง คณะนักวิจัยจึงได้จัดกิจกรรมฝึกอบรมสร้างสมรรถนะบุคลากรทำงานด้านโบราณคดี ในโครงการแผนอนุรักษ์และแบบบูรณะโบราณสถานที่ดำเนินการโดยกรมศิลปากร ซึ่งมีผู้เข้าร่วมอบรมจากทั้งภาครัฐและเอกชน ยังไม่รวมถึงสร้างนิสิตนักศึกษารุ่นใหม่ซึ่งเป็นลูกมือช่วยคณะนักวิจัยจาก 3 มหาวิทยาลัย กันตภณ จินทารคำ นักศึกษาชั้นปี 4 คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งมาร่วมงานมอบรางวัลผลงานวิจัยเด่นด้วย กล่าวว่า ก่อนทำวิจัยภาคสนามที่อยุธยา จะมองโบราณสถานเรื่องความสวยงามและเก่าแก่ เมื่อได้ร่วมทำงานกับ รศ.ดร.สุทัศน์ ลีลาทวีวัฒน์ ได้ตรวจสอบ ประเมินความมั่นคง มุมมองต่อโบราณสถานเปลี่ยนไป ตระหนักถึงความสำคัญมากขึ้น &amp;nbsp;โบราณสถานพังง่าย แต่ซ่อมแซมยาก การบูรณะที่ดีต้องอยู่บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่นเดียวกับ ณิชภัทร ธีรัธวัชวงศ์ เพื่อนนักศึกษาจากสถาบันเดียวกัน บอกว่า โบราณสถานหลายแห่งมีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากมาย มีความทรุดโทรม หลายแห่งถูกทิ้งร้างไร้การดูแลรักษา อยากให้รัฐบาลสนับสนุนการอนุรักษ์โบราณสถานมากกว่านี้ และเห็นว่าทุกคนมีบทบาทดูแลมรดกชาติได้โดยการท่องเที่ยวอย่างรู้คุณค่า รู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในผลงานวิจัยเด่นนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39545</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม, การบูรณะโบราณสถานเพื่อรากฐานการอนุรักษ์อย่างยั่งยืน, งานวิจัยเด่นสกว.ประจำปี2561, รศ.ดร.นคร ภู่วโรดม, สกสว., อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา, โบราณสถาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190626/image_big_5d135cb69ec19.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
