<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>81352</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/10/2020 15:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/10/2020 15:39</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสพท.เปิดรับสมัครหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต 2-20พ.ย. รับ 2.6พันคน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; &amp;nbsp;
21ต.ค.63-ที่ห้องประชุมศาสตราจารย์วิจิตร ศรีสอ้าน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) - นพ.อาวุธ ศรีศุกรี เลขาธิการกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) พญ.บุญมี สถาปัตยวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมจัดสอบคัดเลือก กสพท &amp;nbsp;นพ.สรนิต ศิลธรรม อดีตปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) และ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ร่วมกันแถลงข่าวการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต หลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์บัณฑิต และหลักสูตรเภสัชศาสตรบัณฑิต ผ่านระบบรับตรง ปีการศึกษา 2564 ของ กสพท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดย นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ในปีการศึกษา 2564 กสพท เข้าร่วมการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (TCAS) รอบ 3 การรับตรงร่วมกัน ของ ทปอ. โดย ทปอ.จะเป็นหน่วยกลางการรับสมัครผ่านเว็บไซต์ของ ทปอ. และกำหนดเทียบ ให้ กสพท &amp;nbsp;เป็นเสมือน 1 มหาวิทยาลัย &amp;nbsp;มี 55 สาขาวิชา ส่วน กสพท. จะสมัครสอบวิชาเฉพาะของ กสพท. ทางเว็บไซด์ของสถาบันที่เข้าร่วมคัดเลือก โดยจะเปิดรับสมัครวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2563 สอบวิชาเฉพาะ จัดสอบโดย กสพท วันที่ 10 เมษายน 2564 ประกาศคะแนนวิชาเฉพาะประมาณวันที่ 27 เมษายน 2564&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน พญ.บุญมี กล่าวว่า &amp;nbsp;ตนขอย้ำให้ผู้สมัครเข้ารับการสอบคัดเลือกฯ จะต้องอ่านประกาศให้ละเอียด ชัดเจน และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ต่างๆ อย่างเคร่งครัดด้วย &amp;nbsp;โดยเฉพาะคุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกขอให้อ่านอย่างละเอียด ส่วนการแต่งกายของผู้สมัครสอบในกลุ่มเด็กซิ่วนั้น ขอให้แต่งตัวด้วยชุดสุภาพ และไม่ควรแต่งชุดนักเรียน เนื่องจากพ้นสภาพจากโรงเรียนเดิมมาแล้ว สำหรับกลุ่มนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ และมีความต้องการที่จะแต่งกายตามเพศวิถีของตนเองนั้น สามารถแต่งกายได้ แต่นักเรียนคนดังกล่าวอาจจะได้รับการตรวจสอบจากผู้ตรวจสอบคุณสมบัติและกรรมการคุมสอบมากกว่าปกติ ซึ่งหากนักเรียนรับความยุ่งยากที่มากขึ้นได้ก็ไม่น่าจะมีปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับคณะ/สถาบัน และจำนวนรับ มีทั้งสิ้น 2,622 คน ดังนี้ คณะแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) 20 คน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 176 &amp;nbsp;คน จุฬาฯ-กรมแพทย์ทหารอากาศ &amp;nbsp;กองทัพอากาศ &amp;nbsp;30 คน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) 55 คน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) 65 คน มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) 30 คน &amp;nbsp;โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) 109 &amp;nbsp;คน โรงพยาบาลรามาธิบดี มม.-วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 24 คน ศิริราชพยาบาล มม. 260 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต (โรงพยาบาลราชวิถี) 40 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต(โรงพยาบาลเลิดสิน)13 คน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) 150 คน มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) 40 คน วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช(นมร.) 20 คน วชิรพยาบาล-โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์กรุงเทพมหานคร 20 คน &amp;nbsp;วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพศชาย 60 คน วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เพศหญิง 40 คน สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) 12 คน &amp;nbsp;มหาวิทยาลับบูรพา(มบ.)30คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำนักวิชาแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง(มฟล.) 16คน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสยาม 15 คน &amp;nbsp;คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาฯ 80 คน &amp;nbsp;มม. 83 คน &amp;nbsp;มช. 15 คน &amp;nbsp;ม.อ. 25 คน มศว 58 คน &amp;nbsp;มข. 15 คน มธ. 25 คน มน. 40 คน มทส. 10 คน &amp;nbsp; คณะสัตวแพทยศาสตร์ &amp;nbsp;จุฬาฯ 120 คน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) &amp;nbsp;65 คน &amp;nbsp;มข. 10 คน &amp;nbsp;มช.30 คน &amp;nbsp;มม. 40 คน &amp;nbsp;มม.-วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ 10 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร 20 คน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส )10 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ตะวันออก &amp;nbsp;30 คน &amp;nbsp;มทร.ศรีวิชัย &amp;nbsp;10 คน &amp;nbsp;ม.อ. 10 คน &amp;nbsp;คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ(สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) 71 &amp;nbsp;คน &amp;nbsp;จุฬาฯ(สาขาเภสัชกรรมอุตสาหการ ) 80 คน &amp;nbsp;มม. 140 คน &amp;nbsp;มช. 85 คน &amp;nbsp;มศว (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) 20 คน &amp;nbsp;มศว (สาขาวิชาเภสัชกรรมอุตสาหการ) 20 คน &amp;nbsp; มธ. 30 คน &amp;nbsp;มมส. (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) 10 คน &amp;nbsp;มบ. 120 คน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยสยาม (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) 20 คน &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ 20 คน มหาวิทยาลัยพายัพ (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) 20 คน มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (สาขาวิชาการบริบาลทางเภสัชกรรม) &amp;nbsp;10 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/81352</URL_LINK>
                <HASHTAG>#หลักสูตรแพทยศาสตร์, กสพท., นพ.อาวุธ ศรีศุกรี, สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201021/image_big_5f8ff32dd64af.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>56120</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/02/2020 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/02/2020 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>  วาง&quot;สำนักงานปลัด.&quot;หัวหอกขับเคลื่อนอว.ไม่ได้เป็นแค่งานแม่บ้านหรือแอดมิน แต่ต้องพาไปถึงระบบ&quot;จีทูจี&quot;</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;


3ก.พ.63-&amp;ldquo;รมว.อว.&amp;rdquo; ยัน โครงสร้าง อว. เสร็จ เร็วๆ นี้ &amp;nbsp;วางบทบาทสำนักงานปลัดฯ ไม่ได้แค่งานแม่บ้าน หรือแอดมิน ตัวกลางประสานจัดการ&amp;quot;เท่านั้น&amp;quot; แต่ต้องขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ สร้างความสัมพันธ์ อว.กับเครือข่ายนานาชาติ &amp;nbsp;ในรูปแบบ &amp;quot;จีทูจี&amp;quot;ด้วย พร้อมกับคงเนื้องานความเป็นสกอ.ไว้ แต่เข้มข้นมากขึ้น &amp;nbsp;งานเดิมของ สกอ.จะถูกยกระดับขึ้นมาเป็นยุทธศาสตร์ชาติสำคัญ

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) กล่าวว่า ตามที่นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว. ได้เสนอร่างโครงสร้าง สำนักปลัด อว. ใหม่ให้ทางคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการ อว.พิจารณาแล้วนั้น ซึ่งตนได้ให้นโยบายไปว่าโครงสร้างสำนักปลัด อว.ในอนาคต จะต้องมองขับเคลื่อนงานยุทธศาสตร์ในเชิงบูรณาการมากขึ้น ไม่ใช่มองแค่เรื่องบริหารจัดการเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ตนมองว่าการที่เราจะทำให้ อว.มีพลังมากขึ้นนั้น เรื่องเครือข่ายและยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องสำคัญ ว่า เราจะมีการขับเคลื่อนงานด้านนี้อย่างไรให้มีความสัมพันธ์แบบหยั่งลึกในลักษณะที่เป็น Government To Government ไม่ใช่ Agency To Agency ดังนั้นสำนักงานปลัด อว.จะต้องมีหน่วยงานขึ้นมารองรับงานในด้านนี้

นายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า อีกส่วนหนึ่ง คือ เรื่องการขับเคลื่อนกำลังคนและพลังสมอง ที่ในอนาคตจะมีเรื่องของการดำเนินงานในลักษณะจตุภาคี มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสำนักงานปลัด อว.จะต้องเป็นหน่วยงานหลักที่ทำหน้าประสานในเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งนี้ ตนไม่ต้องการให้สำนักงานปลัด อว.มีลักษณะการทำงานแบบแอดมิน แต่จะต้องทำงานในรูปแบบขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของ อว. ที่จะต้องเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานต่างประเทศ โดยขณะนี้ตนเข้าใจว่ามีการปรับปรุงในรายละเอียดของโครงสร้าง สำนักปลัด อว.อยู่ เนื่องจากที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะเรื่องจำนวนกลุ่มงานที่เยอะเกินไป ซึ่งคงต้องมีการหารือกันอีกครั้ง เพราะตนคิดว่าหากสาระสำคัญถูกต้องก็ไม่น่าจะมีปัญหา

&amp;ldquo;อย่างไรก็ตาม ในโครงสร้างสำนักปลัด อว.ใหม่ ยังคงมีความเป็นสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) อยู่อย่างแน่นอน และจะเป็นการทำงานอย่างเข้มข้นมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะในเรื่องสหกิจศึกษาและการบูรณาการการทำงานกับการเรียนรู้ (CWIE) เรื่องยุวชนสร้างชาติ หรือเรื่องพลังสมอง ซึ่งล้วนแต่เป็นงานเดิมของ สกอ.ที่จะถูกยกระดับขึ้นมา เป็นยุทธศาสตร์ชาติสำคัญ พร้อมกันนั้นสำนักปลัด อว.ก็จะต้องมาดูเรื่องเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ เช่น เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC), หน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBI) จำนวน 83 แห่ง ให้เกิดพลัง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเร็วๆ นี้&amp;rdquo;รมว.อว.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/56120</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์, ปรับโครงสร้าง อว., สกอ., สำนักงานปลัดอว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200121/image_big_5e26c2c027857.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>38524</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/06/2019 08:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/06/2019 08:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พบ100หลักสูตร &quot;ม.รัฐ-เอกชน &quot;ไม่ผ่านประเมินคุณภาพภายใน  แก้ไขไม่ได้อาจมีแจกใบแดง -ใบเหลือง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;

14 มิ.ย.62-ผลประเมินประกันคุณภาพภายใน( IQA) รอบใหม่ พบหลักสูตร ระดับปริญญาตรี 1ปีการศึกษา ไม่ผ่านมาตรฐานกว่า 100 หลักสูตร และมีบางหลักสูตรไม่ได้มาตรฐาน ต่อเนื่อง 3ปีการศึกษา ด้าน &amp;quot;ประสาท&amp;quot; มอบ &amp;quot;ปลัด อว.&amp;quot; นัดมหา&amp;#39;ลัย มีปัญหาหารือ &amp;nbsp;พร้อม คณะอนุกรรมการด้านกฎหมาย หาวิธีดำเนินการ &amp;nbsp;อาจแจกใบเหลือง ใบแดง ประกาศให่สาธารณชนรับทราบ ถ้าจี้แล้วไม่ปรับปรุง&amp;nbsp;


นายประสาท สืบค้า ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และประธานคณะกรรมการมาตรฐานอุดมศึกษา (กมอ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ในที่ประชุม กกอ. และ กมอ. ได้มีการรายงานผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน (IQA) ของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2560 พบว่ามีมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนบางแห่งที่จัดการศึกษาไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด ทั้งหลักสูตรระดับปริญญาตรี โทและเอก เช่น จากการประเมินผล IQA ระดับปริญญาตรี 1 ปีการศึกษา พบว่า มีหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน กว่า 100 หลักสูตร เป็นต้น อีกทั้งยังมีบางหลักสูตรที่มีผลการประเมินที่ไม่ได้มาตรฐานติดต่อกันถึง 3 ปีการศึกษาอีก&amp;nbsp;
ประธานกกอ.กล่าวอีกว่า ผลการประเมินดังกล่าว ทำให้กกอ.และ กมอ.เป็นห่วงผู้ที่จะเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้ามาเรียนในหลักสูตรที่ไม่มีมาตรฐาน ดังนั้น กกอ.และ กมอ. จึงมติมอบให้ นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะเลขานุการ กกอ.และ กมอ. ส่งหนังสือเชิญผู้บริหารมหาวิทยาลัยหรือฝ่ายวิชาการของมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มาหารือ ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเป็นอย่างไร มีปัญหาอุปสรรคตรงไหน และจะแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างไรหรือไม่ &amp;nbsp; หรือหากจะยุบเลิกหลักสูตรต้องดูแลนักศึกษาที่ค้างท่ออยู่ไม่ให้เสียประโยชน์ และมอบให้นายสุธรรม อยู่ในธรรม ประธานคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายไปดูว่าในแง่กฎหมายว่าจะสามารถดำเนินการกับมหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้อย่างไรหรือไม่ เช่น ให้แจกใบเหลืองมหาวิทยาลัยเหล่านี้ไปก่อน ถ้าไม่ทำอะไรเลยแจกใบแดง หรือสุดท้ายอาจจะมีการเผยแพร่ข้อมูลต่อสื่อมวลชน หรือนำข้อมูลเผยแพร่ในเว็บไซต์ อว. อย่างไรก็ตามให้ปลัดอว. และฝ่ายกฏหมายมาสรุปข้อมูลในการประชุม กกอ.และกมอ.ครั้งต่อไปในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้

&amp;ldquo;ที่ผ่านมามีการเตือนไปแล้วว่ามีมหาวิทยาลัยบางแห่งที่จัดหลักสูตรการเรียนการสอนที่ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งมหาวิทยาลัยรัฐและเอกชน โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยของรัฐ กกอ.และกมอ. เป็นห่วงมาก ทั้งนี้หากมหาวิทยาลัยไหนที่มีปัญหาในระดับหลังพิงฝา หรือขึ้นบัญชีดำ อาจจะต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเข้าศึกษาต่อ แต่กกอ. และกมอ.เห็นว่าก่อนที่จะตัดสินใจเผยแพร่ข้อมูลอะไรออกไปต้องมีการพิจารณาให้รอบคอบก่อน เพราะไม่อยากให้เด็กสับสน ที่สำคัญไม่อยากให้เป็นเหมือนสุภาษิตที่ว่าปลาตัวเดียวอย่าให้เหม็นหมดทั้งข้อง&amp;rdquo;ประธาน กกอ. และกมอ. กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/38524</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ประสาท สืบค้า, 100หลักสูตร ม.รัฐ-เอกชน ไม่ผ่านประเมิน, สกอ., อว., แจกใบแดง-เหลือง มหาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190614/image_big_5d02f205cbc0d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>34955</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>02/05/2019 17:00</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>02/05/2019 15:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สกอ.เปลี่ยนป้ายชื่อเป็น &quot;กระทรวงอว.&quot; หมอธี เชื่อจะทำให้ประเทศเดินหน้า งานวิจัยเข้มแข็งขึ้น</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2พ.ค.62-นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขณะนี้ถือว่ามีผลตามกฎหมายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในเรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นผู้ดูแล ซึ่งส่วนตัวตนก็ดีใจ เพราะเราได้เวลาที่จะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ ส่วนเรื่องที่มีผู้ไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงใหม่นั้น ตนคิดว่าตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์แล้ว ถึงเวลาที่ทุกอย่างต้องเดินหน้าไปด้วยกัน เพราะกฎหมายได้มีการประกาศไปเรียบร้อยแล้ว และ อว. ก็ถือเป็นภารกิจของประเทศ ส่วนตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีว่าการ อว. จะมีการพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์หน้า แต่จะเป็นใครนั้น ตนไม่ทราบจริงๆ และสำหรับตำแหน่งปลัด อว. คงจะต้องมีกระบวนการเหมือนกับการแต่งตั้งปลัดของทุกกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ชัดเจนว่าการที่เรารวมวิทยาศาสตร์ วิจัย นวัตกรรม และอุดมศึกษา เพราะอุดมศึกษามีทั้งวิทย์และศิลป์ และวิจัย นวัตกรรม จะทำให้ประเทศเราเดินหน้าได้ และการที่ทั้ง 2 หน่วยงานได้มาทำงานร่วมกัน จะทำให้การประสานงานคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ท้าทาย ว่า หน่วยงานภายใต้กำกับที่มีความอิสระจะมาร่วมภายในหลังคาเดียวกัน กฎเกณฑ์เดียวกับภายในกระทรวงใหม่นี้ จะเป็นการเดินหน้าไปสู่ทิศทางที่ดี ซึ่งถึงเวลาที่ประเทศเราจะมีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการการสร้างงานวิจัย และนวัตกรรมต่างๆ&amp;ldquo;รมว.ศธ.กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซด์ของ อว. คือ www.most.go.th &amp;nbsp;มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวง ความคืบหน้าของสถานะกระทรวง หน่วยงาน ภารกิจและหลักการ รวมทั้งปฏิทินการหลอมรวมหน่วยงานจาก สกอ.และวท.เข้าด้วยกัน และเบอร์โทรศัพท์สอบถามข้อมูล 1313 ทั้งนี้ในข้อมูลในเว็บไซด์ระบุถึงสถานที่ตั้งกระทรวงใหม่ว่า แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ส่วนบริหาร กำหนดให้อยู่ในกรุงเทพฯ และส่วนวิจัยให้กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค เพื่อสร้างบรรยากาศในการทำงานให้กับนักวิจัย ส่วนแผนการจัดหาอาคารสถานที่ในการปฏิบัติ แบ่งเป็น 2 ระยะ โดย 3 ปีแรก ให้ใช้สถานที่เดิมที่มีอยู่ ได้แก่ อาคารพระจอมเกล้า วท.เดิม และ อาคารอุดมศึกษา 1 และ 2 ที่ สกอ.เดิม ส่วนระยะยาว ให้พิจารณาจากกรอบอัตรากำลัง ภารกิจ หน้าที่และนโยบายของกระทรวงใหม่ และการเอื้ออำนวยบุคลากรในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนบรรยากาศการทำงานวันแรกของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่ สกอ. เป็นไปตามปกติ ขณะที่ด้านหน้าสำนักงานปลัด อว. &amp;nbsp;ก็ได้ดำเนินการติดตั้งป้ายชื่อใหม่ว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม &amp;nbsp;โดยมีข้าราชการ สกอ.เดิม ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับป้ายชื่อเดิมและป้ายชื่อใหม่ กันอย่างคึกคัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/34955</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์, สกอ., อว.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190502/image_big_5ccabf942b49b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33829</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/04/2019 13:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/04/2019 13:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เตรียมประกาศใช้&quot;คลังหน่วยกิต&quot;ระดับอุดมศึกษา ก้าวสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตเรียนหลายวิชา ต่างคณะ สถาบัน สามารถสะสมหน่วยกิตได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17เม.ย.62-ศธ.เตรียมออกร่างประกาศ &amp;quot;คลังหน่วยกิต&amp;quot; ระดับอุดมศึกษา ตามข้อเสนอกกอ. เพื่อเปิดทางสังคมก้าวสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนในรูปแบบเดียวกัน ต่างคณะ ต่างสถาบันมากกว่า1สถาบันได้ หรือเป็นการเรียนหลักสูตรวิชาชีพ ที่มีสถาบันวิชาชีพรับรองก็สามารถสะสมหน่วยกิต เพื่อขอปริญญาบัตรได้เช่นกัน &amp;nbsp;ประธานกกอ.เผยแต่ยังห่วงคุณภาพวิชาที่เรียน ต้องควบคุม ตรวจสอบให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประสาท สืบค้า ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (ประธาน กกอ.) กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุม กกอ. ได้มีมติเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องแนวทางการดำเนินงานระบบคลังหน่วยกิตระดับอุดมศึกษา โดยมีสาระสำคัญ เช่น 1.การกำหนดแนวทางดังกล่าวต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 ระบุว่าการจัดการศึกษายึดหลักการศึกษาตลอดชีวิต และให้ผู้เรียนสามารถสะสมผลการเรียนไว้ในระหว่างการเรียนในรูปแบบเดียวกันหรือต่างรูปแบบได้ และสอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีต่อการเรียนรู้อย่างหลากหลาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;2.หลักสูตรที่เปิดในระบบคลังหน่วยกิต โดยเฉพาะระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาสถาบัน เป็นหลักสูตรที่กกอ. รับทราบ และกรณีหลักสูตรที่มีองค์กรวิชาชีพและต้องให้องค์กรวิชาชีพนั้นรับรองด้วย โดยสถาบันกำหนดระเบียบ ข้อบังคับในการเทียบโอนผลการเรียน หลักเกณฑ์ กลไก วิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ ต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การเทียบโอนผลการเรียนระดับปริญญา และต้องมีคุณภาพมาตรฐานระดับอุดมศึกษา มีการติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และประกันคุณภาพเหมาะสมกับการจัดการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิต&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และ3. หลักการระบบคลังหน่วยกิต คือ การสะสมผลการเรียนและผลลัพธ์การเรียนรู้ ความสามารถและหรือสมรรถนะในคลังหน่วยกิตได้โดยไม่จำกัดอายุของผู้เรียน คุณวุฒิของผู้เรียน ระยะเวลาในการสะสมหน่วยกิต และระยะเวลาในการเรียน นอกจากนี้ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนและสะสมหน่วยกิตในสถาบันอุดมศึกษามากกว่า 1 สถาบันได้ โดยผลการเรียนสามารถสะสมได้ทั้งผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และจากประสบการณ์บุคคล เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;กกอ.แสดงความเป็นห่วงมากที่สุดเรื่องคุณภาพการจัดการศึกษาที่ต้องเป็นไปตามมาตรฐานต้องระมัดระวังการนำไปสู่ช่องทางการทำธุรกิจการศึกษาหรือทำให้เสียหาย ส่วนการเรียนการสอนต้องมีทั้งวิชาการ วิชาชีพ การเป็นพลเมืองที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย&amp;rdquo;ประธาน กกอ.กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33829</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ประสาท สืบค้า, การเรียนรู้ตลอดชีวิต, คลังหน่วยกิต, สกอ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190214/image_big_5c6527b302db3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>32388</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/03/2019 19:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/03/2019 19:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แนะทางรอดอุดมศึกษาไม่ล่มสลาย มหา&#039;ลัยปรับตัว-ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรม </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย - สาขาวิชาอุดมศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดเสวนาวิชาการอุดมศึกษาเรื่อง &amp;ldquo;ความล่มสลายของอุดมศึกษาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน(Higher education in the age of disruption)&amp;quot; เพื่อเตรียมความพร้อมในการบริหารจัดการระดับอุดมศึกษาเมื่อเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนผ่าน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า ตอนนี้โลกเปลี่ยนเร็วมาก และทุกอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี ภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ ตลาดแรงงาน ซึ่งถ้าอุดมศึกษาไม่ตอบโจทย์อุตสาหกรรม ประเทศและโลก จะทำให้ประเทศไทยติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง ทั้งนี้ แนวโน้มใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 ต้องปรับตัวสู่ Data-Driven Economy และเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ยุคโลกาภิวัฒน์ การปรับนโยบายและเส้นทางการผลิตไปสู่ภาคส่วนที่เป็นการเพิ่มมูลค่าของทรัพยากร และการขับเคลื่อนที่มุ่งเน้นด้านผลิตภัณฑ์และการบริการที่อาศัยองค์ความรู้และนวัตกรรม ทั้งโลกมุ่งการสร้างนวัตกรรม มูลค่าเพิ่ม ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot; คุณภาพการเรียนรู้ในยุค 4.0 จะต้องเป็นการเรียนรู้อย่างมีเป้าหมาย เน้นการใช้ความรู้สร้างนวัตกรรม โดยการเรียนรู้ต้องยึดตัวผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนเพื่อตอบโจทย์เฉพาะบุคคล การเรียนที่เกิดจากความอยากรู้ อยากทำและอยากเป็น เป็นเชื้อให้ไปคิดต่อ การถามคือการสอน และเรียนเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและการทำงาน ฉะนั้น อุดมศึกษาต้องเปลี่ยนแปลงให้เท่าทันและต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ &amp;quot; รมช.ศธ. กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายบัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ตอนนี้อุดมศึกษาไทยไม่ถึงขั้นล่มสลาย แต่เป็นการปั่นป่วน ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องเตรียมตัวเพื่อรองรับการปั่นป่วนที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะกระบวนการสอนที่ต้องเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ ดังนั้น ครูอาจารย์มีความสำคัญต้องเปลี่ยนแปลงตามด้วย อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คู่แข่งมหาวิทยาลัยไม่ใช่มหาวิทยาลัยด้วยกัน แต่เป็นหลักสูตรออนไลน์ ตลาดของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะเด็กไทยแต่เป็นตลาดระดับโลก ต้องรับเด็กจากทั่วโลก &amp;nbsp;มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดและเจริญก้าวหน้าต้องทำ 3 ประเด็นหลักให้ครบ คือ 1.ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม อุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ &amp;nbsp;2.ความรวดเร็ว ตอนนี้ประเทศต้องการเทคโนโลยี และเด็กอยากเรียนรู้อย่างเร็ว มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรองรับความต้องการเหล่านี้ และ 3.ต้องสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้น สร้างมูลค่าและเกิดผลที่ออกมาเป็นรูปธรรมชัดเจน &amp;nbsp;ทั้งนี้ สำหรับจุฬาฯ มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสอนเป็นกระบวนการเรียนรู้ ,มหาวิทยาลัยจะเป็นคนกลางในการนำความรู้จากหนังสือมาเล่าให้เด็กฟังไม่ได้ ต้องสร้างคุณค่าในการเรียนรู้ และจากที่เน้นผลลัพธ์ต้องเปลี่ยนเป็นเน้นกระบวนการ รวมถึงใช้การบริหารงานนำกฎระเบียบต่างๆ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า โลกตอนนี้ไม่ใช่คนจบปริญญาสาขาอะไรแล้วต้องทำงานสิ่งนั้น ตอนนี้เป็นปรากฎการณ์ I don&amp;#39;t care จบสาขาหนึ่งทำอีกอาชีพได้ อีกทั้งโลกเข้าสู่ยุคของการทำลาย แต่เพื่อการเกิดใหม่ ปัจจุบันมีหลายอาชีพที่กำลังจะหายไป เช่น นักการธนาคาร นักกฎหมาย รวมทั้งมหาวิทยาลัยหลายแห่งทั่วโลกปิดตัว แต่เกิดอาชีพใหม่ๆ ด้านเทคโนโลยี รวมถึงจำนวนผู้เรียนลดลง จากตัวเลขผู้สมัคร TCAS ปี 2562 พบว่า มีคนลงทะเบียนแล้ว เพียง 269,000 คน ขณะที่คุณค่าของปริญญาบัตรก็ลดลง มหาวิทยาลัยชื่อดังระดับโลก เปิดหลักสูตรออนไลน์ให้คนเรียนฟรี ดังนั้น มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวอย่างแรง จะค่อยๆ เปลี่ยนคงไม่ทันโลก และไม่ใช่คู่แข่งกันเอง
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/32388</URL_LINK>
                <HASHTAG>ความล่มสลายของอุดมศึกษาในยุคของการเปลี่ยนผ่าน, จุฬาฯ, ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์, สกอ., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, หมออุดม</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190327/image_big_5c9b530641d3d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31594</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/03/2019 07:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/03/2019 07:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จี้เลขากกอ.เร่งขับเคลื่อนมหา&#039;ลัยปรับตัว4ด้าน  &quot;หมออุดม&quot;เผยเป็นทิศทางในอนาคต มิติใหม่เปิดทางนศ.เรียนข้ามสถาบันได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18มี.ค.62-หมออุดม&amp;nbsp;มอบ เลขาฯ กกอ.คนใหม่ เร่งขับเคลื่อนการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา 4 ด้าน เปิดหลักสูตรระยะสั้นมากขึ้น ให้นักศึกษาเรียนหลักสูตรข้ามมหาวิทยาลัยได้ เปิดการเรียนออนไลน์มากขึ้นและดูแลอาจารย์ที่ทำงานวิจัยกับภาคเอกชน ชี้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาของประเทศ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้มอบนโยบายการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) ให้แก่รักษาเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาฯ กกอ.) คนใหม่ ให้เร่งดำเนินงานใน 4 เรื่องหลัก ได้แก่ 1.ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนแบบแยกส่วน คือ มหาวิทยาลัยสามารถบูรณาการการเรียนในรายวิชาต่างๆ ได้ และยังต้องเปิดช่องให้มีจัดการอบรมหลักสูตรระยะสั้นเพิ่มมากขึ้น 2.การเตรียมการเรื่องเครดิตแบงค์และเทียบหน่วยกิตความรู้ ให้ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนในรายวิชาที่สนใจของมหาวิทยาลัยใดก็ได้ เช่น เลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับการเงินของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น ซึ่งหากทำได้จะเป็นการเปิดโอกาสให้มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย และจะทำให้ผู้ที่มีความสนใจเข้ามาศึกษาต่อเพื่อพัฒนาตนเอง มีโอกาสในการเลือก และเมื่อจบการศึกษาก็จะนำแต่ละรายวิชามาวิเคราะห์ว่ามีการเรียนในกลุ่มวิชาใด และเรียนของมหาวิทยาลัยไหนมากที่สุด ก็จะได้ชื่อปริญญาในสาขาของมหาวิทยาลัยนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.อุดม กล่าวต่อว่า 3.ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์มากขึ้น และ 4.สกอ.จะต้องไปช่วยดูเรื่องของการประเมินภาระงานการเรียนการสอนของอาจารย์ ที่ไปทำงานร่วมกับภาคเอกชน เช่น โครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เป็นต้น ซึ่ง สกอ. จะต้องมีตีค่างานให้อาจารย์กลุ่มนี้ด้วย ว่า ไปทำหน้าที่ด้านการเรียนการสอนจริง เพราะการที่มีการไปร่วมทำงานกับภาคเอกชน เท่ากับว่าอาจารย์กลุ่มนี้มีภาระงานเพิ่มขึ้น ซึ่ง สกอ.จะต้องไปคิดว่าจะมีการประเมินในเรื่องนี้อย่างไร และหากว่าภาระงานเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ปฏิบัติอยู่เดิมก็อาจจะต้องมีสิ่งกระตุ้นให้กับอาจารย์กลุ่มนี้ด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 เรื่องนี้ เป็นอำนาจของคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ซึ่งเลขาฯ กกอ.จะต้องเป็นผู้เสนอ และตนคิดว่าควรจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ก่อนที่จะมีกระทรวงใหม่ ดังนั้นทั้ง สกอ.และ กกอ.เองจะต้องเร่งขับเคลื่อนงานในส่วนนี้เพื่อที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับการศึกษาของประเทศ ไม่ใช่ทำแต่งานประจำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการเปิดให้ผู้เรียนสามารถที่จะเรียนในรายวิชาของมหาวิทยาลัยใดก็ได้จะส่งผลกระทบต่อสภาวิชาชีพต่างๆ หรือไม่ นพ.อุดม กล่าวว่า สภาวิชาชีพถือเป็นส่วนที่สำคัญของการจัดการศึกษา แต่ตนคิดว่าสภาวิชาชีพควรที่จะดูคุณภาพมาตรฐานในช่วงปลายน้ำ เพราะตนเชื่อว่ามหาวิทยาลัยทุกแห่งต้องการเตรียมคนที่ดีที่สุด เนื่องจากหากจบการศึกษาแล้วนักศึกษาไม่สามารถผ่านการวัดคุณภาพของสภาวิชาชีพได้ ก็จะทำให้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นเสียชื่อ ซึ่งตนคิดว่าเราควรที่จะทำความเข้าใจในเรื่องนี้ อีกทั้งหน้าที่สำคัญของมหาวิทยาลัย คือ การสร้างคนให้มีความรู้ความสามารถตามความต้องการของตลาดแรงงาน และทันต่อการเปลี่ยนแปลงของอนาคตข้างหน้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31594</URL_LINK>
                <HASHTAG>การปรับตัวมหาวิทยาลัย, นพ.อุดม คชินทร, สกอ., เรียนข้ามมหาวิทยาลัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190220/image_big_5c6d1a70748ff.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
