<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>118964</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/10/2021 15:19</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/10/2021 15:19</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร.แก้มปริ ส่งรายได้รัฐวิสาหกิจทะลุเป้า 1.6 แสนล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 ต.ค. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2564 (ตุลาคม 2563 - กันยายน 2564) สคร. จัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 (กิจการฯ) ได้จำนวน 160,070 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 270 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 100.17% ของเป้าหมายทั้งปี (159,800 ล้านบาท)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยในภาพรวมรัฐวิสาหกิจได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ซึ่ง สคร. ได้ขอความร่วมมือให้รัฐวิสาหกิจยังคงนำส่งรายได้แผ่นดินให้เป็นไปตามเอกสารงบประมาณ และได้รับความร่วมมือจากรัฐวิสาหกิจเป็นอย่างดี และกองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง มีการนำส่งเงินปันผลเพิ่มเติมในเดือนกันยายน 2564 จึงทำให้การจัดเก็บรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจและกิจการฯ เป็นส่วนสำคัญในการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในปีงบประมาณ 2564
เงินนำส่งรายได้แผ่นดิน ผลการจัดเก็บจริง 1. รัฐวิสาหกิจ 144,220 2. กิจการฯ &amp;nbsp;15,850 รวม 160,070&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับในปีงบประมาณ 2565 สคร. มีเป้าหมายการจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจำนวน 142,800 ล้านบาท ซึ่งคาดว่ารัฐวิสาหกิจยังคงได้รับผลกระทบจาก COVID - 19 เช่นเดิม อย่างไรก็ดี สคร. จะกำกับติดตามการนำส่งรายได้แผ่นดินของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด โดยพิจารณาประกอบกับผลประกอบการ มาตรการของภาครัฐที่รัฐวิสาหกิจจะต้องเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือเยียวยาประชาชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการฯ เป็นกลไกในการช่วยรักษาเสถียรภาพทางการคลังต่อไป&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/118964</URL_LINK>
                <HASHTAG>จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ, สคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210310/image_big_60488bc5315cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>99666</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/04/2021 15:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/04/2021 15:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯบี้สคร.กำกับรัฐวิสาหกิจให้มีการทำงานรูปแบบใหม่สร้างรายได้ พร้อมสั่งเร่งรัดโครงการบ้านเคหะสุขประชา </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 เมษายน 2564ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ครั้งที่ 2/2564 ทางไกลผ่านระบบวิดิโอ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ &amp;nbsp;ร่วมทั้งพิจารณาโครงการ &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; บ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนตามแนวทางนโยบายของรัฐบาล โดยมี นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมประชุมด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาภายหลังการประชุม นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นภาพรวมรัฐวิสาหกิจไทย 52 แห่ง ซึ่งมีทั้งกลุ่มรัฐวิสาหกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและกลุ่มรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริการสาธารณะ ต้องสร้างแนวทางและวิธีการทำงานใหม่ &amp;nbsp;สามารถทำเงิน สร้างรายได้ให้กับประเทศ บริการประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเพิ่มห่วงโซ่ทางธุรกิจ เพิ่มแนวทางการลงทุนร่วมภาคเอกชนในรูปแบบการร่วมลงทุนกับภาคเอกชน (PPP) &amp;nbsp;เพื่อลดภาระด้านงบประมาณภาครัฐ &amp;nbsp;ซึ่งต่อไปจะมีการนำผลประกอบการและการบริการประชาชนมาเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลการดำเนินงานของแต่ละรัฐวิสาหกิจด้วย &amp;nbsp;นายกรัฐมนตรียังย้ำการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจที่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคง ความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน การสร้างโอกาส ความเสมอภาคและความเท่าเทียมทางสังคม การเติบโตที่เป็นมิตรต้อสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ และต้องสอดคล้องกับการปฏิรูปเศรษฐกิจใหม่ของรัฐบาล ภายใต้ BCG Model โดยมีกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังกำชับให้คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ไปพิจารณาให้แนวทางบริหารจัดการบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจที่ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น 123 แห่ง โดยคำนึงถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสอดคล้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจแม่ รวมทั้งให้มีการพิจารณาดำเนินการ กรณีบริษัทในเครือที่ไม่จำเป็นต่อการดำเนินงานต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดภาระของภาครัฐในอนาคตเหมือนเช่นอดีตที่ผ่านมา โดยตั้งแต่ 2559 &amp;nbsp;รัฐบาลโดยพล.อ.ประยุทธ์ ริเริ่มกระบวนการพิจารณาจัดตั้งบริษัทในเครือต้องผ่านการพิจารณา คนร. ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ &amp;nbsp;ในที่ประชุมเร่งรัดการเคหะแห่งชาติดำเนินโครงการบ้านเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยในโครงการ &amp;nbsp;&amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา&amp;rdquo; ภายใต้แนวคิด &amp;ldquo;บ้านเคหะสุขประชา = บ้านพร้อมอาชีพ&amp;rdquo; จำนวน 100,000 หน่วย ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและทั่วประเทศ &amp;nbsp;ในระยะเวลา 5 ปี โดยให้มีการพิจารณานำการร่วมลงทุนกับภาคเอกชนมาใช้ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะเสนอแนวทางการดำเนินการในที่ประชุม &amp;nbsp;คนร. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอนุชา กล่าวว่า ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงความสำคัญของรัฐวิสาหกิจว่าเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ พร้อมฝากให้บุคคลที่ถูกแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยสุจริต โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานด้วย &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/99666</URL_LINK>
                <HASHTAG>กำกับดูแล, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, รัฐวิสาหกิจ, สคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210416/image_big_6079448fc522b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>17042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2018 19:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/09/2018 09:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร. อวดรัฐวิสาหกิจตะลุยเบิกจ่าย 7 เดือนโตพรวด 71%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สคร. อวดผลงานเบิกจ่ายรัฐวิสาหกิจ ช่วง 7 เดือน ปี 2561 ขยายตัว 71% จากช่วงเดียวกันปีก่อน อานิสงส์ตะลุยใช้เงินลงทุนโครงการรถไฟทางคู่จิระ-ขอนแก่น รถไฟฟ้าสายสีส้ม-เขียว และโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ระยะที่ 1 หนุนเต็มพิกัด
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
08 ก.ย.61- &amp;nbsp;นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ที่ สคร. กำกับดูแลโดยตรง ในช่วง 7 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-ก.ค.) &amp;nbsp;อยู่ที่ 2.62 แสนล้านบาท ขยายตัว 71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลงทุนที่เติบโตของรัฐวิสาหกิจเป็นผลมาจากการเร่งลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ขอนแก่น ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงศูนย์วัฒนธรรม- มีนบุรี และโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คู่คต ของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และโครงการทดแทนโรงไฟฟ้าพระนครใต้ระยะที่ 1 ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงการเพิ่มทุนให้แก่บริษัทในเครือ บมจ. ปตท. เพื่อไปลงทุนต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ปี 2561 รัฐวิสาหกิจมีแผนเบิกจ่ายลงทุนทั้งสิ้น 4.46 แสนล้านบาท ซึ่งการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย สร้างการเติบโตของเศรษฐกิจไทยให้ขยายตัวได้ต่อเนื่องและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวต่อไป&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายชาญวิทย์ นาคบุรี รองผู้อำนวยการ สคร. ในฐานะโฆษก สคร. เปิดเผยว่า ผลการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมของรัฐวิสาหกิจ 45 แห่ง ในช่วง 10 เดือนของปีงบประมาณ 2561 (ต.ค. 60-ก.ค. 2561) อยู่ที่ 2.81 แสนล้านบาท คิดเป็น 91% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมที่ 3.09 แสนล้านบาท โดยรัฐวิสาหกิจปีงบประมาณเบิกจ่ายงบลงทุนสะสมตั้งแต่เดือน ต.ค. 2560 &amp;ndash; ก.ค. 2561 อยู่ที่ 7.87 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 78% ของแผนการเบิกจ่ายงบลงทุนสะสม ขณะที่รัฐวิสาหกิจปีปฏิทิน เบิกจ่ายงบลงทุนสะสมตั้งแต่ ม.ค. &amp;ndash; ก.ค. 2561 อยู่ที่ 2.02 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 97% ของแผนการเบิกจ่ายลงทุนสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สำหรับสาขาของรัฐวิสาหกิจที่มีการเบิกจ่ายสูงสุด ได้แก่ สาขาพลังงาน เบิกจ่าย 1.88 แสนล้านบาท, สาขาขนส่ง เบิกจ่าย 7.04 หมื่นล้านบาท, สาขาสาธารณูปการ เบิกจ่าย 1.27 หมื่นล้านบาท และสาขาอื่น ๆ เบิกจ่าย 9.99 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;-----&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/17042</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิระ-ขอนแก่น, รถไฟทางคู่, รถไฟฟ้าสายสีส้ม, รัฐวิสาหกิจ, สคร, สายสีเขียว, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
