<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>103278</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/05/2021 09:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/05/2021 09:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บอร์ด PPPเคาะทางด่วน&#039;กะทู้-ป่าตอง&#039; วางแผนเปิดบริการปี 70</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
18 พ.ค. 2564 นางปานทิพย์ ศรีพิมล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ในวันที่ 17 พ.ค. ได้เห็นชอบในหลักการของโครงการทางพิเศษสายกะทู้-ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ระยะทางรวม 3.98 กิโลเมตร ในรูปแบบ PPP Net Cost ระยะเวลาสัมปทาน 35 ปี (นับจากวันที่ กทพ. แจ้งให้เริ่มปฏิบัติงาน) มูลค่าโครงการ 14,177 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยภาครัฐรับผิดชอบการจัดกรรมสิทธิ์ที่ดินวงเงิน 5,792 ล้านบาท ในขณะที่เอกชนรับผิดชอบการออกแบบรายละเอียด การก่อสร้าง และการดำเนินการและบำรุงรักษา &amp;nbsp; &amp;nbsp;โครงการนี้จะช่วยลดอุบัติเหตุทางถนน แก้ปัญหาจราจร และเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับการเดินทางระหว่างเมืองภูเก็ตและหาดป่าตอง และมอบหมายให้ กทพ. เร่งรัดจัดทำข้อมูลเพื่อประกอบการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป เช่น ความพร้อมเรื่องที่ดินของโครงการ พร้อมทั้งสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคมเปิดเผยว่า ขั้นตอนจากนี้ จะเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)เพื่อขออนุมัติต่อไปโดยคาดว่าหากได้รับอนุมัติจากครม.ในเดือนพ.ค. -มิ.ย. 2564กทพ.จะเร่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกตามมาตรา36ตามพ.ร.บ.ร่วมทุนฯพ.ศ. 2562ได้ภายใน1เดือนและจะเข้าสู่ขั้นตอนการประกวดราคาภายในปีนี้ โดยจะเป็นการให้เอกชนร่วมลงทุน PPP Net Costระยะเวลา35ปี ซึ่งคาดว่าจะได้ตัวเอกชนภายในปี 2565และตามแผนงานจะ เปิดให้บริการได้ปลายปี2569หรือไม่เกินต้นปี2570&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/103278</URL_LINK>
                <HASHTAG>งปานทิพย์ ศรีพิมล, ทางด่วนกระทู้-ป่าตอง, ทางด่วนภูเก็ต, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210518/image_big_60a32c735706f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96571</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>19/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>19/03/2021 12:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อสป.คว้าแชมป์”สาขาเกษตร” ผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2563 ชี้ชัด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อสป.ปลื้มขึ้นแชมป์สาขาเกษตร ด้วยคะแนน 3.7125 คะแนน ผอ.มณเฑียร ลั่น! จะพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงาน เพื่อให้ อสป.บรรลุเป้าหมายเป็นรัฐวิสาหกิจแนวหน้าของประเทศในเร็วๆนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้คะแนนผลประเมิน ผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2563 ที่ออกโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ออกมาแล้ว ณ วันที่ 24 ก.พ.2564 ซึ่งองค์การสะพานปลา(อสป.) ถือเป็นม้ามืด ที่กระโดดขึ้นมาเป็นแชมป์รัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนอันดับ 1 ในสาขาเกษตร โดยได้คะแนนสูงถึง 3.7125 คะแนน นอกจากนี้ หากเทียบกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ในปีงบประมาณเดียวกัน (ไม่รวมรัฐวิสาหกิจ ที่ผลการดำเนินงานนับเป็นปีปฎิทิน) คะแนนรวมของ อสป.ก็ถือว่าพุ่งแรง โดยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 14 จากที่เคยอยู่อันดับที่ 43 ของคะแนนผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ปี 2562&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่อย่างไรก็ตาม หากคะแนนผลประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ ที่รวมทุกแห่ง คือ 52 แห่ง ทั้งในปีงบประมาณและปีปฎิทินออกมาครบ อันดับของ อสป.และรัฐวิสาหกิจอื่นๆ ที่ประกาศผลออกมาแล้วในขณะนี้ อาจมีการขยับขึ้น-ลงบ้าง ซึ่งก็คงต้องจับตาดูกันอีกครั้งว่าใครจะอยู่อันดับที่เท่าไร รวมถึง อสป.ด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยดร.มณเฑียร อินทร์น้อย ผู้อำนวยการองค์การสะพานปลา (อสป.) เปิดเผยว่า รู้สึกภูมิใจและดีใจเป็นอย่างมากที่ อสป.ติดอันดับเป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้คะแนนอันดับ 1 ในสาขาเกษตร โดยได้ถึง 3.7125 คะแนน ทั้งนี้ คะแนนที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นจุดเริ่มต้น ที่ อสป.จะพัฒนาต่อในแผนงานต่างๆ ที่วางไว้ รวมถึงปรับปรุงประสิทธิภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเป็นรัฐวิสาหกิจแนวหน้าของประเทศ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;อสป.ยังมีเป้าหมายนำระบบคุณภาพมาตรฐานสากลมาประยุกต์ใช้ พร้อมยกระดับการบริหารจัดการเข้าสู่มาตรฐานระดับสากล พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้กับระบบงานต่าง ๆ ขององค์กร ยกระดับการให้บริการให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความพึงพอใจกับผู้รับบริการ และพัฒนาระบบบริการของหน่วยงาน จากการพัฒนาและลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดร.มณเฑียร กล่าวว่า หลักการทำงานของผม&amp;nbsp; คือ ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเป็นหลัก ด้วยคุณธรรม ด้วยสติปัญญา และความมุ่งมั่นอย่างสูงสุด พนักงานทุกคนต้องใส่ใจการทำงาน และต้องมีความภักดีกับองค์กรให้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหา ทั้งปัจจุบันและอนาคตได้เป็นอย่างดี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96571</URL_LINK>
                <HASHTAG>มณเฑียร อินทร์น้อย, รัฐวิสาหกิจ, สคร., สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ, องค์การสะพานปลา(อสป.), อสป.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210319/image_big_60543244a498a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77405</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/09/2020 17:04</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/09/2020 17:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;คลัง&#039;แจงหมดสิทธิเอี่ยวแผนฟื้นฟูบินไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ก.ย. 2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยภายหลังศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการและให้มีผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ ว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของผู้ทำแผนในการเร่งจัดทำแผนฟื้นฟู เพื่อเสนอให้ศาลฯ เป็นผู้พิจารณาและเห็นชอบ เพื่อให้ผู้บริหารแผนทำการฟื้นฟูกิจการต่อไป ซึ่งกระทรวงคลังในฐานะที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะไม่มีสิทธิเข้าไปยุ่งเกี่ยวใด ๆ กับการทำหรือบริหารแผนฟื้นฟูแล้ว เพราะจะเป็นอำนาจของผู้ทำแผน ศาลล้มละลายกลาง และเจ้าหนี้เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังในฐานะที่เป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ก็ยินดีให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมถึงการเจรจาปรับปรังโครงสร้างหนี้ ซึ่งจะพิจารณาแนวทางร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่น ๆ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77405</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบินไทย, สคร., แผนฟื้นฟูการบินไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>70924</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร.เก็บเงินรายได้จากรัฐวิสาหกิจ 9 เดือน 1.56 แสนล้านบาท </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค.2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่าในเดือนมิถุนายน 2563 สคร. จัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดิน จากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่าร้อยละ 50 (กิจการฯ) จำนวน 7,191 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่มาจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ส่งผลให้มีเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมจากรัฐวิสาหกิจและกิจการฯ ในช่วง 9 เดือน (1 ตุลาคม 2562 &amp;ndash; 30 มิถุนายน 2563) จำนวน 156,474 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายสะสมจำนวน 7,012 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 83 ของเป้าหมายทั้งปีงบประมาณ 2563 จำนวน 188,800 ล้านบาท อย่างไรก็ดี สคร. ยังต้องมีการเฝ้าระวังการจัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจในช่วงไตรมาสสุดท้าย
ของปีงบประมาณ 2563 เนื่องจากผลการดำเนิน ของรัฐวิสาหกิจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุด 10 อันดับแรก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 ได้แก่
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;
ลำดับที่ รัฐวิสาหกิจ เงินนำส่งรายได้แผ่นดิน&amp;nbsp;
1 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 34,304&amp;nbsp; ล้านบาท
2 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 29,198&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล้านบาท
3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;28,619&amp;nbsp; &amp;nbsp;ล้านบาท
4 ธนาคารออมสิน &amp;nbsp;18,000&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
5 บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;10,500&amp;nbsp;ล้านบาท
6 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ &amp;nbsp; 5,922&amp;nbsp;ล้านบาท
7 การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค &amp;nbsp; 5,733&amp;nbsp;ล้านบาท
8 การท่าเรือแห่งประเทศไทย &amp;nbsp; 4,020&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
9 บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp; 3,891&amp;nbsp;ล้านบาท
10 การทางพิเศษแห่งประเทศไทย &amp;nbsp; 3,839&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
11 อื่นๆ 12,448&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp;รวม 156,474&amp;nbsp;&amp;nbsp;ล้านบาท
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70924</URL_LINK>
                <HASHTAG>9 เดือน, จัดเก็บรายได้รัฐวิสาหกิจ, ประภาศ คงเอียด, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200709/image_big_5f06a10cd0b22.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>65002</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/05/2020 09:54</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/05/2020 09:54</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คลังจ่อผ่อนเกณฑ์ประเมินรัฐวิสาหกิจจี้ช่วยปชช.สู้ไวรัสไม่ต้องห่วงกำไรหด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
4 พ.ค. 2563 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร. เตรียมทำหนังสือส่งถึงหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง56แห่ง เพื่อขอให้รายงานผลกระทบที่ได้รับจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19และแนวทางการช่วยเหลือให้ สคร.รับทราบ เพื่อนำมาใช้พิจารณาปรับปรุง และผ่อนปรนเกณฑ์การประเมิน โดยเปิดทางให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจลงไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะตกการประเมิน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;เกณฑ์ประเมินรัฐวิสาหกิจเดิมจะใช้ในภาวะปกติ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดวิกฤตจะต้องปรับเกณฑ์กันใหม่ ทั้งในส่วนการประเมินผลงานขององค์กร และผลงานของผู้บริหารระดับสูงสุดซึ่งจะมีการประเมินทุกปี โดยจะเน้นดูเรื่องผลดำเนินการอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องดูการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และการช่วยเหลือสังคมในช่วงวิกฤตประกอบกันด้วย ดังนั้นระหว่างนี้ขอให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจดำเนินงานดูแลประชาชนได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะกำไรลดลง จนกระทบต่อผลการประเมิน&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19และได้รับผลกระทบจากดำเนินมาตรการของรัฐบาล เช่น สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มีการหยุดขายสลากไป3งวดเพื่อดูแลผู้ค้าและยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัส บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่ต้องปิดให้บริการสนามบิน รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐอีกหลายแห่ง ที่มีการออกมาตรการพักต้น พักดอกเบี้ยช่วยเหลือลูกค้า แนวทางเหล่านี้จะต้องนำมาใช้ประกอบการประเมินผลงานด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประภาศ กล่าวอีกว่า ในนการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่ผ่านมา ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ2ชุด เพื่อผลักดันงานเร่งด่วนของ คนร.ได้แก่ คณะอนุกรรมการจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ มีนายเทวินทร์ วงศ์วานิช เป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ และคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานอนุกรรมการ เพื่อจัดทำร่างหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;บทบาทของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจภายใต้พ.ร.บ.ฉบับใหม่ มีหน้าที่ในการเสนอแนะนโยบาย พัฒนาการกำกับดูแล และการแก้ไขปัญหารัฐวิสาหกิจ รวมทั้งจัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อกำหนดเป้าหมาย ทิศทาง และนโยบายให้แก่รัฐวิสาหกิจในภาพรวมฉบับแรกของประเทศไทย นอกจากนี้ คนร. จะเร่งกำกับดูแลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจผ่านระบบประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ และกำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล โปร่งใส และตรวจสอบได้&amp;rdquo; นายประภาศ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ที่ผ่านมาการประเมินผลงานของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจจะแบ่งเป็น 2กลุ่ม รัฐวิสาหกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะประเมินจากผลการดําเนินงานจากผลกำไรและขาดทุนสัดส่วนถึง65%และการบริหารจัดการองค์กร35%ส่วนรัฐวิสาหกิจที่ไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จะประเมินจากผลดําเนินงานตามนโยบายสัดส่วน20%ผลกำไรขาดทุนของรัฐวิสาหกิจ45%และการบริหารจัดการองค์กร35%แต่ในปีนี้จะมีการปรับสัดส่วนน้ำหนักการประเมินในแต่ละหัวข้อกันใหม่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/65002</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>44163</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>24/08/2019 10:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>24/08/2019 10:05</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ดีอีเตรียมชง ครม. ควบรวม “ทีโอที-กสท.” ยันไม่มีเลิกจ้าง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;24 ส.ค. 2562 นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐ (สคร.) เปิดเผยว่า ในเดือน ก.ย. 2562 กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้มีการควบรวมบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท กสท. โทรคมนาคม (มหาชน) เป็น บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT)&amp;nbsp;เพื่อลดความซ้ำซ้อนในการทำงาน ซึ่งการดำเนินงานของบริษัทใหม่จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

&amp;quot;บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จะมีสินทรัพย์รวมกันกว่าล้านล้านบาท ซึ่งจะมีศักยภาพที่จะเป็นบริษัทให้บริการด้านเครือข่ายโทรคมนาคมที่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยได้ ซึ่งหาก ครม. เห็นชอบแผนการควบรวม ทางกระทรวงดีอีต้องดำเนินการควบรวมให้เสร็จภายใน&amp;nbsp;6&amp;nbsp;เดือน&amp;quot; นายประภาศ กล่าว

นายประภาศ กล่าวยอมรับว่า การควบควบรวมดังกล่าวจะได้รับการต่อต้านจากสหภาพพนักงาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องทำความเข้าใจให้พนักงานเข้าใจ โดยตอนนี้ทีโอทีมีพนักงาน&amp;nbsp;20,000&amp;nbsp;คน ส่วน กสท. มีพนักงาน&amp;nbsp;6,000&amp;nbsp;คน ซึ่งคาดว่าการควบรวมจะไม่มีการเลิกจ้างพนักงาน

อย่างไรก็ตาม หลังการควบรวมเป็น บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ ก็ต้องมีการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานขององค์กรให้ชัดเจน ว่า มีจุดเด่นด้านใดก็ต้องดำเนินการเป็นธุรกิจหลัก ส่วนเรื่องที่ดำเนินการได้ไม่ดีก็ต้องพิจารณายกเลิก เพื่อให้การดำเนินงานของบริษัทใหม่มีเป้าหมายชัดเจน และเกิดรายได้และกำไรกับองค์กรมากที่สุด

นายประภาศ กล่าวว่า การควบรวมทีโอที กับ กสท. เป็นส่วนหนึ่งของแผนการฟื้นฟู&amp;nbsp;5&amp;nbsp;รัฐวิสาหกิจ ตามที่คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน สำหรับอีก&amp;nbsp;3&amp;nbsp;รัฐวิสาหกิจที่ยังอยู่ในแผนฟื้น คือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ที่มีปัญหาการดำเนินงานขาดทุน เพราะมีการแข่งขันสูง ต้องหารายได้ที่ไม่ใช่รายได้หลักเสริม เช่น การตั้งศูนย์ซ่อมบำรุงที่อู่ตะเภา การลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่อยู่ระหว่างการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อพัฒนาที่ดินของ รฟท. ที่ไม่ได้ใช้เพื่อการเดินรถ เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงอยู่ระหว่างดำเนินการให้ รฟท. เป็นศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีแดง

สุดท้ายการฟื้นฟูองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้มีการปรับรถใหม่ มีการรับรถเมล์เอ็นจีวีไปแล้ว&amp;nbsp;489&amp;nbsp;คัน ส่วนที่เหลือ&amp;nbsp;3,183&amp;nbsp;คัน อยู่ระหว่างการสอบถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงการเก็บค่าโดยสารโดยใช้เครื่องรับเงินอิเล็กทรอนิกส์ (EDC) และปรับปรุงเส้นทางการเดินรถ&amp;nbsp;96&amp;nbsp;เส้นทาง จาก&amp;nbsp;137&amp;nbsp;เส้นทาง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/44163</URL_LINK>
                <HASHTAG>ควบรวมทีโอที-กสท., ประภาศ คงเอียด, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180208/image_big_5a7bf5274b723.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>33880</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/04/2019 08:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/04/2019 08:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สคร. อวดผลงานรัฐวิสาหกิจครึ่งปีแรกส่งรายได้แผ่นดินเฉียดแสนล.</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;18 เมษายน 2562 O นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 2561-มี.ค. 2562) สคร. สามารถจัดเก็บเงินนำส่งรายได้แผ่นดินจากรัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นต่ำกว่า 50% รวมจำนวน 9.33 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมจำนวน 1.69 หมื่นล้านบาท หรือ 22% ของประมาณการสะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2562 ได้แก่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และธนาคารออมสิน รวมจำนวน 6.72หมื่นล้านบาท คิดเป็น 72% ของเงินนำส่งรายได้แผ่นดินสะสมทั้งหมด ซึ่งรัฐวิสาหกิจที่นำส่งเงินรายได้แผ่นดินสะสมสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วงครึ่งปีแรกของปีงบประมาณ 2562 (ต.ค. 2561 &amp;ndash; มี.ค. 2562) 1. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รายได้นำส่งจำนวน 2.28 หมื่นล้านบาท 2. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รายได้นำส่งจำนวน 1.29 หมื่นล้านบาท 3. บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายได้นำส่งจำนวน 1.16 หมื่นล้านบาท 4. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) รายได้นำส่งจำนวน 1.05 หมื่นล้านบาท 5. ธนาคารออมสิน รายได้นำส่งจำนวน 9.27 พันล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางญาณี แสงศรีจันทร์ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบการเงินการคลัง กรมบัญชีกลาง เปิดเผยถึงผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงวันที่ 29 มี.ค. 2562 (1 ต.ค. 2561 &amp;ndash; 29 มี.ค. 2562) งบประมาณภาพรวมมีการใช้จ่ายแล้ว จำนวน 1.76 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 58.86% โดยแบ่งเป็น รายจ่ายประจำมีการใช้จ่ายแล้ว จำนวน 1.41 ล้านล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 2.35 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น60.04%ขณะที่รายจ่ายลงทุน (กรณีไม่รวมงบกลาง) มีการใช้จ่ายแล้ว จำนวน 3.52 แสนล้านบาท ของวงเงินงบประมาณ 5.56 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 63.36%
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/33880</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประภาศ คงเอียด, รัฐวิสาหกิจ, รายได้แผ่นดิน, สคร.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180907/image_big_5b9274261ed4c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
