<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>89982</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/01/2021 22:35</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/01/2021 22:35</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รัฐบาลทรัมป์แบล็กลิสต์บริษัทจีนเพิ่ม ทิ้งทวนสงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่ของจีนและบริษัทขนาดใหญ่ของจีนหลายแห่งโทษฐานเกี่ยวโยงกับกองทัพและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทิ้งทวนก่อนพ้นตำแหน่ง ขณะ &amp;quot;เสียวหมี่&amp;quot; อ่วมติดร่างแห ฉุดหุ้นร่วงหนักกว่า 10%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเหลือเวลาบริหารประเทศเพียงไม่กี่วัน ก่อนที่โจ ไบเดน จะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐในวันพุธที่ 20 มกราคม แต่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐ รัฐบาลของทรัมป์มีคำสั่งคว่ำบาตรผู้บริหารรัฐวิสาหกิจจีน, เจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และนายทหารของกองทัพเรือจีน และบริษัทน้ำมันนอกชายฝั่งจีน (ซีนุก) เพิ่มอีก ด้วยข้อกล่าวหาว่าขู่เข็ญชาติอื่นที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านกระทรวงกลาโหมสหรัฐเพิ่มบริษัทจีน 9 แห่งรวมถึงเสียวหมี่ บริษัทผลิตโทรศัพท์ที่เพิ่งแซงหน้าแอปเปิลขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่อันดับ 3 ของโลก เข้าในบัญชีแบล็กลิสต์ โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้เกี่ยวข้องกับกองทัพจีนในฐานะ &amp;quot;บริษัททหารจีนคอมมิวนิสต์&amp;quot; และอยู่ในคำสั่งห้ามการลงทุนของสหรัฐ ซึ่งนักลงทุนชาวอเมริกันจะต้องถอนหุ้นจากบริษัทที่ติดแบล็กลิสต์นี้ภายในวันที่ 11 พฤศจิกายนปีนี้ รายงานข่าวนี้ทำให้หุ้นของเสี่ยวหมี่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเมื่อวันศุกร์ร่วงลงไปกว่า 11%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การตัดสินใจขึ้นบัญชีดำเจ้าหน้าที่และบริษัทของจีนล่าสุดเป็นการทิ้งทวนนโยบายการค้าและการทูตแบบก้าวร้าวของทรัมป์ที่มีต่อชาติคู่แข่งอย่างจีนตลอดเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้สหรัฐก็เคยแซงก์ชันบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนหลายแห่ง รวมถึงหัวเว่ย และเอสเอ็มไอซี ผู้ผลิตชิพรายใหญ่ ซึ่งจำกัดศักยภาพของบริษัทเหล่านี้ในการนำเข้าเทคโนโลยีสำคัญและการแข่งขันระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงตอบโต้ในวันศุกร์ว่า รัฐบาลทรัมป์ใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบและปราบปรามบริษัทของจีน &amp;quot;อย่างไม่มีเหตุผล&amp;quot;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/89982</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ซีนุก, รัฐบาลทรัมป์, สงครามการค้า, สหรัฐ, เสียวหมี่, แบล็กลิสต์บริษัทจีน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200712/image_big_5f09f2ba150d7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>57477</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/02/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/02/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศก.ทรุด!จีดีพี62โต2.4% หั่นเป้าปี63เหลือ1.5-2.5</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;สภาพัฒน์เผยจีดีพีไตรมาส 4/62 ขยายตัว 1.6% ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส จากผลกระทบสงครามการค้าและการส่งออก ส่งผลทั้งปีขยายตัวเพียง 2.4% พร้อมคาดปี 63 ขยายตัว 1.5-2.5% แบงก์ชาติรับ สศช.หั่นจีดีพีสะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัวลงแรง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2562 ขยายตัว 1.6% ต่ำสุดในรอบ 21 ไตรมาส จากผลกระทบสงครามการค้าและการส่งออกที่ลดลง 4.9% ขณะที่งบประมาณรายจ่ายปี 2563 ล่าช้า ผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้ทั้งปี 2562 เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพียง 2.4% ลดลงจากปี 2561 ที่ขยายตัว 4.2%&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับมูลค่าการส่งออกสินค้าลดลง 3.2% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 4.5% การลงทุนรวมขยายตัว 2.2% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ย 0.7% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 6.8% ของจีดีพี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่แนวโน้มปี 2563 คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวในกรอบ 1.5-2.5% ชะลอตัวลงจากปี 2562 ตามปัจจัยเสี่ยงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ปัญหาภัยแล้ง และความล่าช้าของงบประมาณ ส่วนปัจจัยหนุนคือการปรับตัวดีขึ้นอย่างช้าๆ ของเศรษฐกิจและการค้าโลก การขยายตัวในการใช้จ่ายภาคครัวเรือน การลงทุนภาคเอกชนและรัฐ แรงขับเคลื่อนจากมาตรการรัฐ และการขยายตัวที่ต่ำในไตรมาสสุดท้ายของปี 2562
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ คาดว่าการส่งออกปี 2563 จะขยายตัว 1.4% การบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.5% และการลงทุนรวมจะขยายตัว 3.6% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 0.4-1.4% และบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 5.3% ของจีดีพี&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทศพลกล่าวอีกว่า หากจีดีพีไทยปี 2563 จะขยายตัวได้ในกรอบกลางที่ 2% จะอยู่ภายใต้สมมติฐาน คือเศรษฐกิจโลกขยายตัว 3.2% มูลค่าการส่งออกไม่รวมทองคำขยายตัว 2% การแพร่ของไวรัสโควิด-19 เข้าสู่จุดสูงสุดในเดือนมีนาคมและสิ้นสุดลงเดือนพฤษภาคม ทำให้ทั้งปีมีนักท่องเที่ยวรวม 37 ล้านคน และมีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.73 ล้านล้านบาท&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ขณะที่ปัญหาภัยแล้งส่งผลต่อการผลิตของภาคเกษตรลดลงเพียง 5% และไม่ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ส่วนการเบิกจ่ายงบรวมอยู่ที่ 91.2% โดยมีการเบิกจ่ายงบประจำ 98% และงบลงทุน 65%
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย &amp;nbsp;(ธปท.) เปิดเผยว่า ตัวเลขจีดีพีปี 2562 ที่ 2.4% และช่วงประมาณการจีดีพีปี 2563 ที่ 1.5-2.5% ที่สภาพัฒน์ประกาศต่ำกว่าตัวเลขที่ ธปท.ประมาณการไว้ ณ เดือน ธ.ค.62 ที่ 2.5% และ 2.8% ตามลำดับ &amp;nbsp;สะท้อนแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวลงแรง ส่วนหนึ่งมาจากผลกระทบของภัยแล้งต่อผลผลิตเกษตร และผลกระทบจากความล่าช้าของ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2563 ต่อการใช้จ่ายภาครัฐ ที่มากกว่าคาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2562 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปีนี้ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโคโรนาตั้งแต่ปลายเดือน ม.ค.63 ซึ่งเป็นปัจจัยใหม่ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกฝ่าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ดี ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 5 ก.พ.63 ได้ประเมินข้อมูลล่าสุด ณ ขณะนั้น พบว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมมาก กนง.จึงมีมติเอกฉันท์ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยไม่ต้องรอตัวเลขทางการจากสภาพัฒน์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ธปท.จะเผยแพร่ประมาณการเศรษฐกิจไทยชุดใหม่ในวันที่ 25 มี.ค.63 โดยในระหว่างนี้ ธปท. จะติดตามสถานการณ์และผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นปัจจัยลบที่มีนัยสำคัญต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ เบื้องต้นคาดว่าผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาจะรุนแรงที่สุดในไตรมาสแรกของปีนี้ ก่อนที่จะทยอยปรับดีขึ้นหลังสถานการณ์คลี่คลาย &amp;nbsp;โดยเศรษฐกิจไทยน่าจะกลับมาขยายตัวเกิน 3% ได้อีกในปี 2564 หากไม่มีปัจจัยลบอื่นเพิ่มเติม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และมีความพร้อมที่จะดำเนินมาตรการดูแลเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีพื้นฐานแข็งแกร่ง ไม่มีแรงกดดันด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ ทั้งอัตราเงินเฟ้อต่ำ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล และฐานะทางการคลังสะท้อนจากหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพียง 41.3% ถือว่ายังอยู่ในระดับที่เข้มแข็งมาก.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/57477</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีดีพี, ภาวะเศรษฐกิจไทย, สงครามการค้า, สงครามการค้าและการส่งออก, สภาพัฒน์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200217/image_big_5e4a99121e7b8.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>54753</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/01/2020 21:22</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/01/2020 21:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>จีน-สหรัฐลงนามข้อตกลงการค้าเฟสแรก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;รัฐบาลสหรัฐและจีนลงนามความตกลงการค้าเฟสแรก เพื่อสงบศึกสงครามการค้าเป็นการชั่วคราวแล้วเมื่อวันพุธ หลังจากตึงเครียดมานานเกือบ 2 ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และรองนายกฯ หลิว เหอ ถือหนังสือข้อตกลงการค้าที่เพิ่งลงนาม ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2563&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ลงนามความตกลงการค้าเฟสแรกฉบับนี้ที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันพุธที่ 15 มกราคม 2563 ร่วมกับรองนายกฯ หลิว เหอ ของจีน ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนเจรจาการค้าของจีน ในการเจรจากับโรเบิร์ด ไลธีเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ และสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;แม้จะยอมรับว่ายังมีประเด็นให้ต้องเจรจาต่อรองกันอีก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวยกย่องความตกลงนี้ว่าเป็นชัยชนะของเศรษฐกิจสหรัฐและนโยบายการค้าของรัฐบาลเขา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความสำเร็จที่ทรัมป์ประโคมโอ่นี้ช่วยดึงดูดความสนใจจากกระบวนการในคองเกรสวันเดียวกัน ที่สภาผู้แทนราษฎรทำการส่งมอบเอกสารข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอนประธานาธิบดีต่อวุฒิสภาเพื่อเปิดการไต่สวนต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านรองนายกฯ หลิว ได้อ่านจดหมายของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ได้ยกย่องความตกลงนี้ว่าเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าสหรัฐและจีนสามารถแก้ไขความแตกต่างได้ด้วยการเจรจา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทำเนียบขาวกล่าวว่า หัวใจหลักของความตกลงนี้คือจีนให้คำมั่นจะซื้อผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรและสินค้าและบริการอื่นๆ ของสหรัฐเพิ่มอีกอย่างน้อย 2 แสนล้านดอลลาร์ ในช่วงเวลา 2 ปี เพิ่มเติมจากบรรทัดฐานเดิมที่ 1.86 แสนล้านดอลลาร์ที่จีนเคยซื้อเมื่อปี 2560&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความตกลงเฟสแรกนี้ยกเลิกแผนการของสหรัฐที่จะขึ้นภาษีสินค้าโทรศัพท์มือถือ, ของเล่นและคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่ผลิตในจีน และจะลดอัตราภาษีสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนมูลค่าราว 1.2 แสนล้านดอลลาร์ ลงเหลือ 7.5% แต่ภาษีศุลกากร 25% ที่เก็บกับสินค้าภาคอุตสาหกรรมของจีนหลายชนิด มูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์จะยังคงไว้เช่นเดิม เช่นเดียวกับที่จีนยังคงภาษีศุลกากรสินค้าสหรัฐมูลค่ากว่า 1 แสนล้านดอลลาร์ไว้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทรัมป์กล่าวว่า เขาจะตกลงยกเลิกภาษีศุลกากรที่เหลืออยู่เมื่อสองฝ่ายเจรจาทำความตกลงเฟสที่ 2 กัน.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54753</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ลงนามข้อตกลงการค้า, สงครามการค้า, สหรัฐ, เฟสแรก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200116/image_big_5e206e278c309.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>51724</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/12/2019 21:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/12/2019 21:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ทรัมป์&#039; ปัดขีดเส้นตายยุติสงครามการค้าจีน ชี้อาจรอหลังเลือกตั้ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ตลาดทุนทั่วโลกตื่นตระหนกเมื่อวันอังคาร โดยเตือนว่าเขาไม่ได้กำหนดเส้นตายในการทำข้อตกลงการค้ากับจีน โดยอาจรอหลังการเลือกตั้งเดือนพฤศจิกายนปีหน้าด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะลงจากเครื่องแอร์ฟอร์ซวันที่สนามบินสแตนสเต็ด เมื่อคืนวันจันทร์ / AFP&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวระหว่างมาเยือนอังกฤษเมื่อวันอังคารที่ 3 ธันวาคม เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มนาโตที่เมืองวัตฟอร์ดทางเหนือของกรุงลอนดอน ว่าเขาไม่มีเส้นตายสำหรับการทำข้อตกลงการค้ากับจีน และการแก้ไขข้อพิพาททางการค้าที่ว่านี้อาจต้องรอภายหลังการเลือกตั้งสหรัฐในเดือนพฤศจิกายน 2563 เขายังเตือนจีนด้วยว่าสหรัฐอาจใช้มาตรการใหม่หากการเจรจาที่เป็นอยู่ไม่ได้ผล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ความพยายามบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามการค้าระหว่างทรัมป์กับจีน ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สร้างความผันผวนต่อตลาดทุนทั่วโลกและจุดชนวนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ คำกล่าวของทรัมป์เมื่อวันอังคารทำให้ตลาดหุ้นยุโรปและสหรัฐดิ่งลงทันที เช่นเดียวกับค่าเงินหยวนของจีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันจันทร์ นักลงทุนทั่วโลกเพิ่งตระหนกกับคำประกาศของทรัมป์ว่าสหรัฐจะกลับไปขึ้นภาษีศุลกากรเหล็กและอะลูมิเนียมที่นำเข้าจากอาร์เจนตินาและบราซิลใหม่ โดยกล่าวหาประเทศอเมริกาใต้ทั้ง 2 ประเทศนี้ว่าปั่นค่าเงินและทำร้ายเกษตรกรสหรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้รัฐบาลของเขายังขู่จะขึ้นภาษีสินค้าของฝรั่งเศสถึง 100% กับสินค้าหลายประเภท อาทิ เหล้าองุ่น, โยเกิร์ต และชีส มูลค่ารวม 2,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อตอบโต้ที่ฝรั่งเศสเก็บภาษีดิจิทัลแบบเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐ เช่น กูเกิล, แอปเปิล และแอมะซอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรเบิร์ต ไลธีเซอร์ ผู้แทนการค้าของสหรัฐ กล่าวเตือนด้วยว่า สำนักงานของเขากำลังพิจารณาจะใช้มาตรการแบบเดียวกันกับออสเตรีย, อิตาลี และตุรกีด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;คำขู่ของสหรัฐทำให้ฝรั่งเศสประกาศอย่างท้าทายว่าฝรั่งเศสจะตอบโต้การขึ้นภาษีของสหรัฐอย่าง &amp;quot;รุนแรง&amp;quot; ขณะที่สหภาพยุโรป (อียู) เตือนวันเดียวกันว่า อียูจะสนองตอบคำขู่ของสหรัฐต่อฝรั่งเศสอย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน และเรียกร้องให้สหรัฐใช้วิธีการเจรจา.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/51724</URL_LINK>
                <HASHTAG>จีน, ประธานาธิบดีสหรัฐ, ปัดขีดเส้นตาย, สงครามการค้า, โดนัลด์ ทรัมป์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191203/image_big_5de66a609327c.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>49184</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/10/2019 13:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/10/2019 13:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯลั่นไทยโตขึ้นมาก ต้องใช้วิธีต่างตอบแทนต่อรองGSP</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ต.ค. 62 &amp;ndash; ที่ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวตอนหนึ่ง ระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลในงานมอบรางวัลรัฐบาลดิจิทัลและสัมมนา &amp;ldquo;หน่วยงานภาครัฐกับความพร้อมไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล&amp;rdquo; Digital Government Award 2019 ว่า หน่วยงานภาครัฐและรัฐบาลมีงานอีกมากที่ต้องทำ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์รัฐบาลดิจิทัล และต้องรับมือกับความท้าทายในหลายมิติ อุปสรรคหลายอย่างจะแทรกเข้ามา อย่าง จีเอสพี (สิทธิประโยชน์ทางภาษีศุลกากรทางการค้า) หรืออะไร ซึ่งจริงแล้วเป็นเรื่องธรรมดา อะไรที่เขาให้และเขาก็เอาคืนมันก็ได้หมด เพราะเป็นสิทธิประโยชน์ อย่าลืมว่าเราก็โตขึ้นมากแล้ว บางครั้งถ้าเราทำตัวเป็นเด็กเล็กๆ ต่อไปก็ไม่ได้อีก เราต้องสร้างความเข้มแข็ง คนไทยต้องสร้างประเทศไทยเข้มแข็งด้วยตัวเราเอง ด้วยความร่วมมือระหว่างกันให้เร็วที่สุด ก็จะไม่ไปเจออุปสรรคความท้าทายอื่นๆขึ้นมาโดยไม่จำเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โลกเปลี่ยนแปลงทุกวัน ทั้งสงครามการค้า มาตรการกีดกัน พหุภาคี การค้าเสรีมีปัญหาหมด เพราะทุกประเทศเริ่มนึกถึงตัวเอง ทำให้กติกามีมากขึ้น จากการเรียกร้องของประชาชน ทุกประเทศเจอเหมือนกันหมด ประชาชนต้องการอย่างโน้นอย่างนี้ รัฐบาลก็ต้องทำขึ้นมา ซึ่งเกิดผลกระทบกับคนอื่นเขาด้วย นี่คือสิ่งที่ยึดโยงระหว่างกัน เราจึงต้องใช้มาตรการละมุนละม่อม การเจรจา พูดคุยต่อรอง สิ่งเหล่านี้เป็นการอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้ การค้าการลงทุนวันนี้เขาใช้วิธีต่างตอบแทน ถ้าขายเรา เราก็ต้องซื้อเขา หรือเราจะขายเขาแล้วเขาก็ต้องซื้อเรา เพราะถ้าเราจะขายให้เขาโดยไม่ซื้อเขา ก็ไม่ได้อีก นี้เป็นการวิธีปฏิบัติการค้าเสรีที่เป็นแบบนี้มานานแล้ว แต่วันนี้โลกรวมกลุ่มกันมากขึ้น มีหลายกลุ่มอำนาจ&amp;rdquo; นายกฯ ระบุ.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/49184</URL_LINK>
                <HASHTAG>GSP, จีเอสพี, นายกฯ, บิ๊กตู่, สงครามการค้า, สหรัฐ, เจรจาละมุมละม่อม, ไทย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191030/image_big_5db92bc1b65ee.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46645</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/09/2019 01:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/09/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนง.ตรึงดอกเบี้ยหั่นจีดีพี ‘ชิมช้อปใช้’หวยหมดสิทธิ์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กนง.ยืนดอกเบี้ยนโยบาย 1.5% แต่หั่นจีดีพีแค่ 2.8% จาก 3.3% พร้อมประเมินส่งออกติดลบ 1% จากเดิม 0% เหตุสงครามการค้า-ค่าเงินบาทแข็งโป๊ก &amp;ldquo;ชิมช้อปใช้&amp;rdquo; ยังติดลมบน หวังดึงร้านส้มตำ-ข้าวเหนียวหมูปิ้งเข้าร่วม แต่ร้านขายหวย-วินมอ&amp;rsquo;ไซค์แห้ว เหตุมอมเมาไม่ตรงเป้าโครงการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันพุธ นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการ กนง. ว่าที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.5% ต่อปี พร้อมทั้งได้ปรับลดการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปีนี้เหลือ 2.8% จากเดิม 3.3% และปรับลดจีดีพีในปี 2563 เหลือ 3.3% &amp;nbsp;จากเดิม 3.7% ซึ่งสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจปีนี้ชะลอตัวลงมาจากการส่งออกสินค้าที่หดตัวมากกว่าที่ประเมินไว้ตามเศรษฐกิจคู่ค้าและปริมาณการค้าโลกที่ชะลอลง รวมถึงสภาวะการกีดกันทางการค้าที่ทวีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น&amp;nbsp;
&amp;ldquo;ผลกระทบสงครามการค้าเริ่มส่งผลต่อภาคการส่งออกไทยมากขึ้น ทำให้ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัว -1% จากเดิม 0% และในปี 2563 คาดว่าส่งออกจะขยายตัว 1.7% จากเดิม 4.3% ส่วนการนำเข้าในปีนี้คาดว่าจะขยายตัว -3.6% จากเดิม -0.3% และในปี 2563 คาดว่านำเข้าขยายตัว 3.5% จาก 4.8%&amp;rdquo;
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายทิตนันทิ์ระบุว่า การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ลดลง กนง.ได้รวมปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เช่น มาตรการชิมช้อปใช้ไปแล้ว ซึ่งหากไม่มีการออกมาตรการดังกล่าว จีดีพีก็มีแนวโน้มจะลดลงกว่านี้อีก รวมทั้งได้รวมปัจจัยการจัดทำงบประมาณปี 2563 ที่ล่าช้า โดยคาดว่าจะเริ่มเบิกจ่ายได้ต้นปีหน้า ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มชะลอตัวลง จากรายได้และการจ้างงานที่ปรับลดลง โดยเฉพาะในภาคการผลิตเพื่อส่งออก และแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ในขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ด้วยเช่นกัน&amp;nbsp;
นายทิตนันทิ์ยอมรับว่า กนง.ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากขึ้นในภาวะที่ความเสี่ยงด้านต่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น จึงเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนและเงินทุนเคลื่อนย้ายอย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาดำเนินมาตรการที่เหมาะสมเพิ่มเติมตามความจำเป็น เพราะตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เงินทุนในหุ้นและพันธบัตรยังไหลออกสุทธิ
&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กนง.จะติดตามพัฒนาการของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบของสภาวะการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการดำเนินนโยบายการเงินในระยะต่อไป โดยพร้อมใช้เครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเหมาะสม โดยเศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กระทบกับความสามารถในการแข่งขันและแนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน&amp;rdquo; นายทิตนันทิ์กล่าว
วันเดียวกัน นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวถึงโครงการชิมช้อปใช้ว่า ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนตั้งแต่หลังเที่ยงคืนของทุกวันติดต่อกัน 3 วันจนเต็มโควตาอย่างรวดเร็ว โดยยืนยันว่าได้เปิดให้ร้านค้าเข้ามาร่วมมาตรการหลากหลายเพื่อรองรับการใช้จ่ายเงิน แต่พยายามดูแลร้านค้าไม่ให้มีจำหน่ายสุราหรือลอตเตอรี่ รวมไปถึงสินค้ามอมเมา เพื่อเน้นการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวเช่นกันว่า ประชาชนลงทะเบียนหนาแน่นมาก หมดโควตาเร็วขึ้นทุกวัน ซึ่งกระทรวงหวังมากจะช่วยให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปี ทำให้จีดีพีขยับขึ้นได้อีก 0.2% และหากเงินหมุนไปหลายรอบ ยิ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบมากขึ้นในไตรมาสสุดท้ายปลายปี
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ร้านค้าทยอยเข้าร่วมโครงการเพิ่มต่อเนื่อง ร้านใดไม่เข้าโครงการชิมช้อปใช้ถือว่าตกยุค จึงอยากเชิญชวนร้านค้ารายย่อยริมทาง เช่น ส้มตำ ข้าวเหนียวหมูปิ้งมาเข้ามาร่วมโครงการให้มากขึ้น เพราะสินค้าเหล่านี้ ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่นักท่องเที่ยวซื้ออาหารหรือร้านทั่วไป&amp;rdquo; นายประสงค์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการชิมช้อปใช้ ผ่าน w ww.ชิมช้อปใช้.com ในวันที่ 3 พบว่ายอดผู้ลงทะเบียนเต็ม 1 ล้านคน ตั้งแต่เวลา 06.18 น. เร็วขึ้นจากวันแรกที่ลงทะเบียนครบ 1 ล้านคน เวลา 13.44 น. และวันที่ 2 ที่เวลา 08.11 น. โดยคาดว่ายอดผู้เข้าลงทะเบียนจะครบ 10 ล้านคน ก่อนวันที่ 15 พ.ย.2562 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการเปิดรับลงทะเบียน
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่นำรายชื่อร้านค้าที่เข้ามาตรการชิมช้อปใช้ที่จำหน่ายเฉพาะสลากกินแบ่งรัฐบาลหรือลอตเตอรี่ ไม่ให้สามารถใช้สิทธิ์ได้ เพราะไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ส่วนร้านค้าที่เป็นร้านโชห่วย มีสินค้าขายหลากหลายประเภท เช่น อุปกรณ์สื่อสารนั้น หากมีการไปตัดสิทธิ์ก็อาจจะไม่ยุติธรรมได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;กระทรวงการคลังได้ทยอยส่งเอสเอ็มเอสเพื่อยืนยันการได้รับสิทธิแก่ผู้ลงทะเบียนชิมช้อปใช้แล้ว โดยพบว่ามีคนถูกตัดสิทธิ์หลายหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปัญหากรอกข้อมูลรายละเอียดส่วนตัวไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับข้อมูลกรมการปกครอง และบางรายก็เลือกจังหวัดท่องเที่ยวตรงกับที่อยู่ในทะเบียนบ้าน ซึ่งกระทรวงจะนำสิทธิที่ตัดไปเพิ่มให้กับในวันต่อไป&amp;rdquo; นายลวรณกล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า หลังกรมบัญชีกลางได้เปิดให้ผู้ประกอบการร้านค้าลงทะเบียนเข้าร่วมมาตรการชิมช้อปใช้ ระหว่างวันที่ 28 ส.ค.-20 ก.ย.2562 มีร้านค้าสมัครเข้าร่วมกว่า 70,000 ร้านค้า แต่ยังมีข้อมูลร้านค้าจำนวนมากที่อยู่ระหว่างบันทึกเข้าสู่ระบบ รวมทั้งมีร้านค้าที่สมัครไม่ทันและต้องการสมัครเข้าร่วมมาตรการเพิ่มเติม กรมบัญชีกลางจึงได้ประสานกับธนาคารกรุงไทยขยายเวลารับลงทะเบียนออกไปถึงวันที่ 15 ต.ค. และคาดว่าจะมีร้านค้าเข้าร่วมมาตรการไม่น้อยกว่า 80,000 ร้านค้า สำหรับร้านค้าทั่วไปที่สนใจสามารถติดต่อสมัครด้วยตนเองตั้งแต่วันนี้ถึง 15 ต.ค. ที่กรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคลังจังหวัดทั้ง 76 แห่งทั่วประเทศ สอบถามเพิ่มเติมที่ call center กรมบัญชีกลาง 0-2270-6400 กด 7 ในวันและเวลาราชการ &amp;nbsp;&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;น.ส.สุทธิรัตน์ย้ำว่า การขยายเวลาลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในครั้งนี้ กรมยังคงตรวจสอบข้อมูลและคัดกรองร้านค้าที่เข้าร่วมมาตรการ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาลกำหนด โดยร้านลอตเตอรี่และวินมอเตอร์ไซค์ไม่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ ซึ่งกรมได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีร้านค้าลอตเตอรี่ลงทะเบียนจำนวนกว่า 70 ร้าน และได้ยกเลิกร้านค้าลอตเตอรี่ทั้งหมดออกจากระบบการลงทะเบียนแล้ว ซึ่งประชาชนที่ได้สิทธิตามมาตรการจะไม่สามารถใช้วงเงิน 1,000 บาทกับร้านค้าลอตเตอรี่ได้ สำหรับร้านค้าอื่นๆ ที่ได้ลงทะเบียนและปักหมุดในระบบเรียบร้อยแล้ว ขอความร่วมมือจำหน่ายสินค้าที่ไม่เป็นการส่งเสริมอบายมุขและควรเป็นสินค้าที่มีความเหมาะสม เพื่อให้สอดรับกับเจตนารมณ์ของมาตรการ ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนใช้สิทธิสามารถเข้าไปตรวจสอบและค้นหาตำแหน่งพิกัดของสถานประกอบการร้านค้าได้ทาง App เป๋าตัง และเว็บไซต์ w ww.ktb.co.th
น.ส.วิลาวรรณ พยาน้อย รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า การตัดชื่อร้านขายสลากออกจากโครงการชิมช้อปใช้ ในทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ทันที แต่ต้องอธิบายให้ผู้ได้สิทธิ์เข้าใจว่าทำไมถึงถูกตัดสิทธิ์ เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึก ซึ่งได้ประชุมเจ้าหน้ากรมบัญชีกลางทางวิดีโอทางไกลทั่วประเทศ เพื่อลงไปทำความเข้าใจกับผู้ขายสลากก่อนที่จะตัดชื่อออกจากระบบแล้ว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46645</URL_LINK>
                <HASHTAG>กนง., ค่าเงินบาทแข็ง, จีดีพี, ชิมช้อปใช้, สงครามการค้า, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190925/image_big_5d8b7597b3e47.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43926</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/08/2019 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/08/2019 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พาณิชย์ประชุมวอร์รูม รับมือสงครามการค้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 ส.ค. 2562 นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะทำงานรองรับสถานการณ์การค้า (War Room) ที่จัดตั้งขึ้นตามมติของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) เป็นครั้งแรก ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ทำหน้าที่ติดตามสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน อย่างใกล้ชิด และทำแผนรับมือ ซึ่งจะต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งด้านการรับมือการเบี่ยงเบนทางการค้า การรุกตลาดและการส่งออก การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และการลงทุน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนด้านการส่งออก ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทำหน้าที่พิจารณาแผนส่งเสริมการส่งออก การส่งเสริมตลาด &amp;nbsp;และช่วยเหลือ SMEs เช่น การจัดทำกลยุทธ์เป็นรายสินค้าและรายตลาด รอบ 3-6 เดือน การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเอกชนและทูตพาณิชย์ การช่วยเหลือ SMEs เข้าถึงตลาดใหม่ หรือการผลักดันให้มีการทำประกันความเสี่ยง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการค้าชายแดน ให้กรมการค้าต่างประเทศทำหน้าที่ขับเคลื่อน โดยใช้กลไกคณะกรรมการส่งเสริมการค้าชายแดนและการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีรมว.พาณิชย์เป็นประธาน เพื่อหารือกับประเทศเพื่อนบ้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปลดล็อกกฎระเบียบหรืออุปสรรคต่างๆ โดยเร็วที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านการเจรจาการค้า มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานหลัก ในการเจรจา ทั้งกรอบความตกลงการค้าเสรี (FTA) ความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งระดับทวิภาคี พหุภาคี หรือภูมิภาค เช่น RCEP ไทย-ตุรกี ไทย-ปากีสถาน ไทย-ศรีลังกา ไทย-สหภาพยุโรป ไทย-สหราชอาณาจักร เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนในด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า มอบให้กรมการค้าต่างประเทศ สนค. เป็นแกนกลางในการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดัน เช่น การขับเคลื่อน National Single Window ให้เสร็จสมบูรณ์ และเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (National Digital Trade Platform) ของภาคเอกชน และการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกฎหมาย ระเบียบ และมาตรการทางการค้า ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ช่วยกันติดตามและแจ้งเตือนอุปสรรคมาตรการที่มิใช่ภาษี (NTBs/NTMs) ของกลุ่มประเทศในอาเซียน และแก้ไขปัญหาเร่งด่วน เช่น การแก้ไขปัญหาการค้ากับอินเดีย ซึ่งใช้พิกัดศุลกากรที่ล้าหลังและไม่ตรงกับไทย
นอกจากนี้ ให้มีการติดตามประเด็นการค้าที่อาจจะส่งผลกระทบต่อไทย เช่น การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยกดดันภาพรวมเศรษฐกิจการค้าโลก แต่ยังกระทบต่อโครงสร้างการส่งออกของไทยในทั้งช่วงปลายปีนี้และในอนาคต
&amp;ldquo;ขอให้แต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ไปทำแผนระยะสั้น 3-6 เดือน ระยะกลาง 1 ปี โดยให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคเอกชน ในการทำแผน เพื่อให้การทำงานสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ปัจจุบันได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และให้รายงานความคืบหน้าต่อที่ประชุม กรอ.พาณิชย์ครั้งต่อไปภายในช่วงปลายเดือนก.ย.2562&amp;rdquo;นายบุณยฤทธิ์กล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43926</URL_LINK>
                <HASHTAG>บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร, ประชุมวอร์รูม, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, สงครามการค้า</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190131/image_big_5c530175e12a4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
