<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>54221</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/01/2020 08:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/01/2020 08:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ไหว้ละค่ะ!&#039;ดร.เสรี&#039;ติงรัฐบาลไม่ยอมทำสงครามข่าว ทั้งๆที่ฝ่ายตรงข้ามทำสงครามFake news เต็มรูแปบบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ม.ค.63- ดร.เสรี วงษ์มณฑา&amp;nbsp;นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ความคิดในการสู้กับ Fake news ช่างไร้เดียงสาอย่างน่ากลัวนะคะ น่ากลัวว่าจะแพ้สงครามข่าวค่ะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;คิดว่าพูดชี้แจง Fake news ทางการเมือง ชี้แจงไปฝ่ายตรงกันข้ามก็ไม่เชื่อ เลยไม่ชี้แจง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แล้วถ้าไม่ชี้แจง ไม่กลัวฝ่ายที่เชียร์รัฐบาลจะไปหลงเชื่อ Fake news ของฝ่ายตรงข้ามบ้างเหรอคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีหน้าที่ชี้แจง ก็ทำเถอะคะ ไม่ให้ฝ่ายเดียวกันไปเชื่อฝ่ายตรงกันข้าม และให้ฝ่ายตรงกันข้ามได้ฟังข้อเท็จจริงไปพิจารณาบ้าง ใน 10 คนได้คนเข้าใจ และเปลี่ยนความเชื่อได้ 2-3 คนก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การไม่ชี้แจง Fake news ทางการเมือง เท่ากับการไม่ยอมทำสงคราม ทั้งๆที่อีกฝ่ายหนึ่งตั้งใจที่จะทำสงครามหลาหลายรูปแบบ ถ้าไม่อยากออกมาตอบไต้ในรูปแบบตั้งรับ (re-active) ก็พยายามทำการสื่อสารเชิงรุก (Pro-active) ให้มีประสิทธิภาพสิคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Pro-active ก็ไม่ทำ เวลาโดน Fake news กล่าวหาว่าร้ายก็ไม่ทำ Re-active ไหวเหรอคะ ฝ่ายตรงกันข้าม เขาทำสงครามเต็มรูปแบบ แล้วยังจะคิดว่าไม่มีสงคราม แล้วจะไม่ทำอะไรเพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้อง สร้างทัศนคติและพฤติกรรมที่ถูกต้องบ้างเลยเหรอคะ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไหว้ละค่ะ ช่วยบริหารจัดการภาพลักษณ์ชื่อเสียงให้เป็นที่ยอมรับ และให้ได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากประชาขนให้ยั่งยืนด้วยเถอะ อย่ามองข้ามคะแนนนิยมที่ลดจาก 50 กว่ามาเป็น 20 กว่าตอนนี้เลยนะคะ เป็นห่วงจริงๆค่ะ.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/54221</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดร.เสรี, สงครามข่าวสาร, เฟคนิวส์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190313/image_big_5c88e14853a53.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43162</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>บูรณาการการทำสงครามข่าวสารแบบองค์รวม (ต่อ)</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ในการทำสงครามข่าวสารนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ &amp;ldquo;เนื้อหา&amp;rdquo; ดังที่มีคำกล่าวในยุคนี้ว่า Content is King หมายความว่า การสื่อสารจะมีความสัมฤทธิ์ผลจะต้องให้ความสำคัญกับเนื้อหา โดยต้องพิจารณาว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร (What to say) หมายถึงเรื่องราวที่ควรจะบอกให้ประชาชนรู้ จะพูดอย่างไร (How to say it) หมายถึงจะใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอเรื่องราวเหล่านั้นอย่างไรให้มีความน่าเชื่อถือ สามารถทำให้ผู้ได้รับข่าวสารคล้อยตาม มีทัศนคติ มีพฤติกรรมตามที่ผู้นำเสนอเรื่องราวที่ต้องการ โดยจะต้องยึดหลักของการนำเสนอข่าวสารให้ครบทั้ง &amp;ldquo;Who, What, When, Where, Why และ How ก็คือใครทำอะไร เมื่อใด ที่ไหน ทำไม และทำอย่างไร คนที่ทำหน้าที่ในการนำเสนอเรื่องราวต้องมั่นใจว่าได้นำเสนออย่างครบถ้วน ไม่ปล่อยให้ประชาชนมีความสงสัย และไม่เปิดช่องว่างให้ฝ่ายตรงกันเข้ามาเติมเต็มด้วยเนื้อหาที่บิดเบือน ตามปรกติแล้วสิ่งที่มักจะหายไปจากการบูรณาการเนื้อหาก็คือการให้ &amp;ldquo;เหตุผล&amp;rdquo; ว่าทำไมคนคนนั้นต้องทำสิ่งนั้นด้วยวิธีการนั้น ณ ที่นั้น ณ เวลานั้น ทำให้ประชาชนมีความสงสัย เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงกันข้ามเข้ามาเติมเต็มด้วยเนื้อหาที่ทำลายความน่าเชื่อถือ หรือทำให้ความหมายของเนื้อหาบิดเบี้ยวไปจากเป้าหมายของการสื่อสาร ดังนั้นผู้ทำหน้าที่ในการวางยุทธศาสตร์ด้านเนื้อหาจะต้องให้ความสำคัญกับ &amp;ldquo;ความครบถ้วน ความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ ความน่าสนใจ และความง่ายที่ทำให้เข้าใจง่าย&amp;rdquo; ที่ต้องเตือนกันตรงนี้ก็เพราะว่าบางครั้งผู้นำเสนอไม่ได้ใช้ &amp;ldquo;ภาษาของผู้ฟัง&amp;rdquo; แต่ไปใช้ &amp;ldquo;ภาษาเทคนิคของผู้นำเสนอ&amp;rdquo; ทำให้ผู้ฟังไม่เข้าใจ และเปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงกันข้ามนำไปตีความอย่างบิดเบือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ในการบูรณาการเนื้อหาในการสื่อสารนั้น นอกจากตัวเนื้อหาจะต้องดีแล้ว ยังจะต้องมีความคงเส้นคงวาอีกด้วย อย่าให้ข้อความจากหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐมีความขัดแย้งกัน เพราะจะทำให้ประชาชนสับสน และทำให้การสื่อสารไม่น่าเชื่อถือ ดังนั้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานก็ควรจะมีการพูดคุยกันให้มีความเป็นเอกภาพในการนำเสนอเนื้อหา อย่างเช่น การจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบกน่าจะต้องตกลงกันให้ชัดเจนก่อนที่จะสื่อสารกฎกติกาของการจราจรออกไป กระทรวงสาธารณสุขกับโรงพยาบาลควรนำเสนอเรื่องราวของการป้องกันโรคติดต่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน เพราะหลายครั้งเราจะพบว่าหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐที่มีหน้าที่ในเรื่องเดียวกัน ให้ข้อมูลข่าวสารไม่ตรงกัน ทำให้เนื้อหาไม่มีความน่าเชื่อถือ นอกจากความคงเส้นคงวาของเนื้อหาแล้ว ลีลา อารมณ์ จุดยืนของหน่วยงานต่างๆ ที่ทำเรื่องเดียวกัน ก็ควรจะมีลีลา อารมณ์ ในการนำเสนอให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; บูรณาการช่องทางของการสื่อสาร คือ การที่จะต้องใช้การสื่อสารหลายช่องทางที่เรียกว่า &amp;ldquo;Omnichannel&amp;rdquo; ที่จำเป็นต้องใช้การสื่อสารหลากหลายช่องทางก็เพราะว่าประชาชนในปัจจุบันมีพฤติกรรมในการแสวงหาข้อมูลข่าวสารต่างกัน (1) บางคนก็ยังคงอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ดังนั้นก็ต้องมีการใช้ช่องทาง On print ด้วย (2) บางคนก็ยังคงฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ดังนั้นก็ต้องใช้ช่องทาง On air ด้วย (3) บางคนก็ใช้ช่องทางดิจิทัลทั้งหลาย ดังนั้นก็ต้องใช้ Online ด้วย ทั้ง Web site, e-mail, และ social media (4) บางคนก็ชอบไปร่วมกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา การจัดนิทรรศการ การไปชมงานมหกรรม การไปดูงานแข่งขัน งานประกวด ไปร่วมงานเฉลิมฉลอง การเปิดโครงการต่างๆ ดังนั้นก็ต้องใช้ช่องทาง On ground ด้วย การใช้ช่องทางเหล่านี้ ผู้นำเสนอจะต้องพิจารณาให้ดีว่าเนื้อหาที่จะนำเสนอนั้นเหมาะกับช่องทางใด และจะต้องใช้ลีลาในการนำเสนออย่างไรจึงจะถูกใจกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ช่องทางต่างๆ เหล่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; นอกจากจะบูรณาการทุกช่องทางแล้ว ยังต้องใช้ช่องทางหลายรูปแบบ คือ (1) ช่องทางที่ต้องจ่ายเงิน (Paid media) ที่ต้องซื้อเวลาและซื้อพื้นที่ในสื่อสารมวลชน ซื้อการเผยแพร่บนสื่อดิจิทัล การจ้างทีมงาน Social media ในการเขียนข้อความต่างๆ (2) ช่องทางที่ได้เปล่า (Earned media) ด้วยการทำสิ่งที่แปลก ใหม่ ใหญ่ ดัง ที่ทำให้สื่อต่างๆ ทั้งสื่อสารมวลชน และสื่อออนไลน์ทั้งหลายนำไปเผยแพร่ให้โดยที่ทางหน่วยงานไม่ต้องจ่ายเงินแต่อย่างใด เพราะทำกิจกรรมที่แปลกจากที่ประชาชนคุ้นเคย ทำสิ่งใหม่ที่เป็นสิ่งแรกในประเทศไทย ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และมีกิจกรรมที่มีคนดังเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม (3) สื่อที่ทำขึ้นมาเองทั้ง Offline อย่างเช่น แผ่นพับ ใบปลิว สมุดเล่มเล็ก สารคดี บทความ รายการโทรทัศน์ รายการวิทยุ Web site, Blog, Twitter, Facebook, Fan page, Instagram และ YouTube (4) ช่องทางที่มีการแบ่งปันกันบนพื้นที่ Social media รูปแบบต่างๆ (Shared media) ที่จะทำให้ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวางและรวดเร็วที่เรียกว่าเป็น Viral messages ในการใช้ช่องทางทั้ง 4 นี้ ผู้ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์จะต้องเข้าใจแนวทางในการเลือกใช้ให้เหมาะสม และจะต้องทำให้ข่าวสารที่เผยแพร่ออกไปนั้น มีการนำเอาไปขยายต่อ (Amplify) เพื่อให้มีประชาชนรับรู้อย่างกว้างขวางในเวลาที่รวดเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; สิ่งที่สำคัญของการทำสงครามข่าวสารคือ จะต้องมีคนวางแผนที่เป็นนักยุทธศาสตร์ (Strategist) ที่รู้แนวทางในการต่อสู้ให้ชนะฝ่ายตรงกันข้ามเหมือนกับกองทัพจะต้องมีเสนาธิการทำหน้าที่วางแผนที่จะเอาชนะฝ่ายตรงกันข้าม อย่าเข้าใจผิดว่ากองโฆษกของรัฐบาลเป็นเสนาธิการ เพราะโฆษกนั้นถูกเลือกจากความสามารถในการนำเสนอ (Presentation techniques) มีบุคลิกที่เหมาะจะออกสื่อหรือพูดคุยกับสื่อมวลชน (Presentable) และมีบุคลิกดี สง่างาม (Personable) แต่ไม่ได้พิจารณาความเป็นนักยุทธศาสตร์ด้านการสื่อสาร ถ้าหากได้โฆษกที่มีความสามารถด้านยุทธศาสตร์ด้วยก็จะถือว่าโชคดี แต่ก็อยากจะย้ำว่ามาตรการในการคัดเลือกคนทำงานในกองโฆษก และมาตรการในการเลือกคนที่จะเป็นเสนาธิการวางยุทธศาสตร์ในการทำสงครามข่าวสารนั้นไม่ใช่มาตรการเดียวกัน และที่สำคัญก็คือควรจะแยกบทบาทให้ชัดเจน เหมือนที่หลายประเทศจะมีฝ่ายบริหารภาพลักษณ์ของผู้นำ (Presidential staff) ทำหน้าที่วางยุทธศาสตร์ในการทำสงครามข่าวสาร เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง และมีผู้ทำหน้าที่แถลงข่าว (Spokesperson) แจ้งเรื่องราวต่างๆ ให้คนได้รับรู้ เป็นฝ่ายที่อยู่เบื้องหน้า ประเทศไทยเรามักจะมองกองโฆษกเป็นคนทำหน้าที่ในงานสงครามข่าวสาร ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้แถลงนำเสนอเรื่องราวให้ประชาชนได้รับรู้ แต่ไม่ได้วางยุทธศาสตร์ด้านเนื้อหา (Message strategy) ที่ควรนำเสนอ และยุทธศาสตร์ด้านช่องทางในการนำเสนอ (Channel strategies) เราจึงไม่สามารถชนะฝ่ายตรงกันข้ามในการทำสงครามข่าวสาร.&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43162</URL_LINK>
                <HASHTAG>คิดเหนือกระแส, ดร.เสรี วงษ์มณฑา, บูรณาการการทำสงครามข่าวสาร, บูรณาการการทำสงครามข่าวสารแบบองค์รวม, สงครามข่าวสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20171218/5a37689e30db2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>41893</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/07/2019 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/07/2019 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นักวิชาการแนะรัฐบาลต้องเปิดเกมรุกสงครามสื่อ ยก &#039;ปธน.ทรัมป์&#039; เป็นตัวอย่างผู้นำการข่าว </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 ก.ค.62 - นายภัทร เหมสุข นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สงครามข่าวสารนั้นไม่ใช่ใครก็ทำได้ ผมบอกได้เลยว่าตลอดห้าปีของรัฐบาลตู่1 นั้นสอบตกเรื่องสงครามข่าวสารมาตลอด เพราะปล่อยให้นักข่าวเป็นคนตั้งคำถามรัฐบาลรายวันมาตลอด ถ้าคำถามไม่ถูกใจทั้งลุงตู่และลุงป้อมก็จะทำท่าทีหน้าตาไม่พอใจที่เข้าทางนักข่าวให้ยั่วรายวันให้เกิดข่าวในแนวนี้มาตลอด 5 ปี เพราะพื้นที่ข่าวนั้นผู้ถามนำในข่าวแบบพับสนามเล่นอยู่ฝ่ายเดียวคือนักข่าว แต่ไม่ใช่ข่าวที่ทางรัฐบาลต้องการสื่อให้ประชาชนได้ทราบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะไม่รู้จักการใช้วิธีแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน (Press Statement) ที่เป็นการชี้นำคำตอบของรัฐบาลไปยังนักข่าวที่เป็นเรื่องปกติของทำเนียบขาวหรือรัฐบาลอื่นๆ ทั่วโลกที่จะมีการแถลงข่าวของรัฐบาลทุกวัน ใครสงสัยอะไรก็ถามกันเป็นเรื่องเป็นราวในห้องแถลงข่าวโดยโฆษกรัฐบาล โฆษกกระทรวง หรือแม้กระทั่งตัวรัฐมนตรีหรือตัวนายกรัฐมนตรีมาเป็นคนตอบคำถามเองสดๆ โดยที่ไม่ต้องให้นักข่าวไปดักหน้าดักหลังผู้นำรัฐบาลแบบที่เห็นในข่าวของบ้านเรา และทั้งนายกและบรรดารัฐมนตรีต้องตอบคำถามระหว่างที่เดินขึ้นรถบ้างหรือเดินไปประชุมที่อื่นบ้าง นั้นคงไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องสักเท่าไรในการเตรียมตัว &amp;quot;ตอบคำถามอย่างฉลาด&amp;quot; ในแถลงข่าวต่างๆ ของรัฐบาลที่ต้องการสื่อไปยังประชาชน และที่สำคัญคือเรื่องนั้นๆ คือเรื่องที่รัฐบาลหรือผู้บริหารของกระทรวงต่างๆ ควรจะต้องตอบคำถามนั้นตามที่นักข่าวชี้นำหรือไม่ ผมยังคิดเลยว่าข่าวดาราเตียงหักหลายข่าวที่มีทั้งปีนั้น เหล่าดาราและเซเล็ปในวงการบันเทิงยังรู้จักใช้วิธีการนัดแถลงสื่ออย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากกว่าผู้นำรัฐบาลเสียอีก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เคยสงสัยกันไหมครับว่าเวลานี้ทำไมนักข่าวทั้งโลกจะอ่านทวีตเตอร์ของ ปธน.ทรัมป์กันเป็นอาหารเช้าก่อนเข้าสำนักข่าว เพราะเวลานี้การสื่อสารของรัฐบาลและผู้นำประเทศต่างๆ นั้นเปลี่ยนรูปแบบไปไกลมากแล้ว รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐก็แถลงว่าวันนี้จะทำอะไร จะพบกับใคร จะคุยเรื่องอะไร ก็จะบอกบนทวีตเตอร์ให้นักข่าวและคนที่ติดตามข่าวได้รู้กันสดๆ ปธน.ทรัมป์ ก็สื่อบนทวีตเตอร์ว่าจะคุยอะไรกับคนโน้นคนนี้ก่อนเวลาพบไม่กี่ชั่วโมง แม้แต่การคุยกันกับตี๋คิมครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนที่แล้วก็นัดคุยกันบนทวีตเตอร์ที่นักข่าวก็ต้องอ่านกันบนนั้นสดๆ พร้อมกับคนอีกหลายร้อยล้านคนที่ตามอ่านทวีตเตอร์ของทรัมป์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นั่นคือนักข่าวไม่ได้เป็นคนนำเสนอข่าวตามใจชอบอีกต่อไปแล้ว แต่ผู้นำเสนอข่าวคือรัฐบาลและผู้นำภาคส่วนต่างๆ ของรัฐบาล ส่วนคำถามจะมีต่อด้วยอะไรนั้นเป็นหน้าที่ของนักข่าวจะต้องฉลาดคิดคำถามกันสดๆ ในตอนนั้น ซึ่งแน่นอนว่าบรรดารัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีจะเตรียมคำตอบมาแล้วในทุกมิติของคำถามล่วงหน้า แต่นักข่าวจะฉลาดพอที่จะถามสดๆ หลังจากที่ได้ฟังแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในวันนั้นหรือไม่เท่านั้น นั่นคือการพับสนามเล่นในสงครามข่าว แทนที่จะให้นักข่าวเป็นคนพับสนามเล่นนำเสนอเสียเองแบบทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;พัฒนาตัวเองในสงครามข่าวสารเถอะครับ ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่โง่และมีคนเก่งในมือมากมาย เพียงแต่จะใช้สิ่งที่ตัวเองมีอยู่หรือไม่ หรือจะยังเน่ากับสงครามการนำเสนอข่าวสารที่ปล่อยให้นักข่าวดักหน้าดักหลังตั้งคำถามที่เจ้าตัวไม่ได้คิดคำตอบที่ &amp;quot;ฉลาดพอ&amp;quot; ไว้ล่วงหน้าแบบทุกวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/41893</URL_LINK>
                <HASHTAG>นักข่าวทำเนียบ, ปธน.ทรัมป์, ภัทร เหมสุข, รัฐบาลบิ๊กตู่ 1, รัฐบาลแถลงข่าว, สงครามข่าวสาร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190718/image_big_5d2fd9f6b9462.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
