<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>84497</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/11/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/11/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แอป..สั่งง่ายกินด่วน  วิถีใหม่..ร้ายกว่าที่คิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;&amp;ldquo;ให้ความรู้ที่ถูกต้องเรื่องโภชนาการ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p align=&quot;center&quot; style=&quot;text-align:center&quot;&gt;รับมือยุคสั่งอาหารออนไลน์แบบสุขภาพดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ปัจจุบันแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์มีส่วนกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รายได้ตัวเลขของธุรกิจสั่งอาหารเดลิเวอรีทั้งอเมริกาและยุโรปเติบโตขึ้นจากที่แล้วประมาณ 50% ทั้งนี้ กลุ่มผู้บริโภคที่นิยมสั่งอาหารฟาสต์ฟู้ดผ่านแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ เป็นกลุ่มของคนอายุ 18-34 ปี ที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานนอกบ้าน และอาหารไม่ชอบเข้าครัวปรุงอาหารกินเอง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่น่าสนใจนั้น จากการสำรวจข้อมูลขององค์การด้านอาหารในอเมริกาและอังกฤษ พบว่าคนหนุ่มสาวในกลุ่มอายุดังกล่าวจะมีอายุที่สั้นลงจากคนวัยพ่อแม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการบริโภคอาหารที่สั่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะเป็นการกระตุ้นให้คนกินเยอะมากเกินไป และถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีที่ผ่านมา ปัญหาการบริโภคอาหารของคนคือ การกินอาหารแปรรูปมากเกินไป แต่ปัจจุบันแอปพลิเคชันสั่งอาหาร 24 ชั่วโมง กลายเป็นสิ่งที่กระทบต่อสุขภาพของคนในยุคโซเชียล ทั้งที่ความจริงแล้วจุดประสงค์ของการสั่งอาหารเดลิเวอรีนั้นคือเรื่องความสะดวกในการบริโภค โดยประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการออกไปซื้ออาหาร แต่ไม่ใช่กระตุ้นให้คนรับประทานอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารขยะ อย่างพิซซ่าฮัท และแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งอุดมไปด้วยน้ำตาล เกลือ และไขมัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า การหันมาปรุงอาหารเองที่บ้าน โดยเน้นเป็นอาหารที่ทำง่ายๆ และมีประโยชน์ เช่น ซุป สลัดผัก กินเนื้อไม่ติดมัน (เนื้อสันใน) ข้าวกล้อง มันฝรั่ง และผักสดล้างสะอาด หรือจะเลือกปรุงเมนูอาหารที่เลือกใช้ผักเป็นส่วนประกอบหลักในอาหาร อาทิ อาหารไทย อาหารเวียดนาม และอาหารญี่ปุ่น ทั้งนี้ พฤติกรรมของการสั่งอาหารเดลิเวอรีที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลในต่างประเทศจะต้องให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือบริโภคอาหารขยะที่ได้จากสั่งซื้อตลอด 24 ชั่วโมงนั้นน้อยลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ไม่ต่างจากฝั่งทางเอเชียเอง อย่างประเทศฮ่องกง แอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์เป็นสิ่งที่ทำร้ายสุขภาพของคนหนุ่มสาว และยังทำให้ประเพณีการปรุงอาหารกินเองที่บ้านเริ่มจะหายไป โดยเฉพาะการปรุงอาหารจีนท้องถิ่นของคนฮ่องกง และเปลี่ยนไปกินอาหารที่ขายอยู่ในเมืองมากขึ้น ความสะดวกของแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ ทำให้คนหนุ่มสาวชาวฮ่องกงให้ความสนใจเกี่ยวกับอาหารสะดวกซื้อมากขึ้น นั่นจึงทำให้อาหารจีนดั้งเดิมเริ่มหายไป จึงส่งผลให้นักวิชาการด้านโภชนาการในฮ่องกงออกมาสะท้อนเรื่องนี้ เพื่อคนหนุ่มสาวตระหนักเกี่ยวกับการใช้บริการสั่งอาหารสะดวกซื้อ หรือพูดง่ายๆ คนหนุ่มสาวจะซื้ออาหารสะดวกซื้อกลับมากินที่บ้านมากขึ้น นั่นจะทำให้คนรุ่นใหม่ไม่กระตือรือร้นที่จะปรุงอาหารกินเอง ซึ่งวัฒนธรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่หนุ่มสาวฮ่องกงควรอนุรักษ์เอาไว้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านนั้น แอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์เพียงเจ้าเดียวในฮ่องกงมียอดใช้บริการสูงคิดเป็น 500 เปอร์เซ็นต์ นั่นจึงส่งผลให้ฮ่องกงมีร้านมากขึ้นถึง 500 แห่งทั่วประเทศ ทำให้การสืบทอดอาหารจีนสูตรดั้งเดิมนั้นเริ่มหายไป เพราะคนวัยหนุ่มสาวนิยมสั่งอาหารมาบริโภคที่บ้านมากขึ้น หากย้อนกลับไปที่ปลายศตวรรษที่ 19 หรือประมาณ 65 ปีที่ผ่านมานั้น ฮ่องกงมีการจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปคือ แผงขายอาหารริมทาง ที่เป็นอาหารจานด่วนราคาถูก อย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวผัด และโจ๊กเท่านั้น &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(สง่า ดามาพงษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;อ.สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัยและผู้ทรงคุณวุฒิจาก สสส. บอกว่า &amp;ldquo;สำหรับเรื่องของการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันในยุคนี้ อันที่จริงแล้วมันมีทั้งผลดีและผลเสีย เหมือนเหรียญ 2 ด้าน อีกทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่สามารถทานกระแสของมันได้ อีกทั้งเราก็ไม่สามารถหวนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ ทั้งนี้ ก็เพื่อไม่ให้ขัดกับบริบท หรือสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อาจารย์ขอสะท้อนเรื่องการสั่งอาหารเดลิเวอรีทั้งมุมดีและมุมเสีย โดยเฉพาะในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ซึ่งเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กระแสการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;ถ้าพูดถึงแง่ดีในช่วงโควิด-19 ระบาดที่ผ่านมานั้น หลายคนที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน นิยมทำอาหารกินเอง เพราะทุกคนกลัวติดโควิด-19 แต่พอโรคโควิด-19 เริ่มดีขึ้น จึงทำให้การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ได้รับความนิยม ซึ่งตรงนี้เป็นข้อดีของการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี เพราะมันประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้ออาหาร และที่สำคัญเราได้กินอาหารที่เราชอบ แต่ทุกอย่างนั้นล้วนมีข้อดีและข้อเสียอยู่ในตัวเอง ซึ่งแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ก็ตาม ซึ่งคล้ายกับระบบไอทีต่างๆ ก่อนหน้านี้ เพราะคนจะมองว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดต่างๆ ที่เราสั่งมาบริโภคอาจจะมีเกลือ น้ำตาล ไขมันในปริมาณที่สูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า ถ้าเราเดินเข้าไปร้านอาหารฟาสต์ฟูดที่ขายแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ยังมีเมนูเพื่อสุขภาพอื่นๆ ในร้านขายอาหารขยะเหล่านี้ เพียงแต่ว่าเราจะต้องรู้จักสั่งเมนูเพื่อสุขภาพไปรับประทาน หรือหากเราไปนั่งร้านอาหารตามสั่งทั่วไป แต่เราเลือกสั่งอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น อาหารที่มันจัด หวานจัด ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพเหมือนกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการปลูกฝังทักษะความรอบรู้ด้านโภชนาการให้กับเด็กเยาวชนและผู้บริโภค&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ ทักษะความรอบรู้ด้านโภชนาการ เช่น หากอาจารย์จะสั่งเมนูผัดกะเพราไข่ดาว ก็จะเลือกที่จะเพิ่มแครอตและถั่วฟักยาวเข้าไป เพราะบางครั้งใส่ใบกะเพราอย่างเดียวอาจจะไม่พอ ที่สำคัญก็จะเพิ่มลงไปในแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ว่าไม่ใส่ผงชูรส ซึ่งเหล่านี้มันอยู่ที่ตัวเราจะเลือกครับ ดังนั้นแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ก็ควรที่จะดีไซน์ให้ผู้บริโภคสามารถสั่งอาหารเดลิเวอรีที่ตัวเองชอบแบบสุขภาพดีได้จริงๆ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนคำถามที่ว่าหากคนส่วนใหญ่เลือกที่จะสั่งอาหารผ่านออนไลน์มากขึ้น จะทำให้คนหนุ่มสาวและวัยรุ่นเรียนรู้การเข้าครัวน้อยลง และทำให้เมนูอาหารไทยต่างๆ เช่น น้ำพริก หรือแม้แต่แกงส้มนั้นหายไป ทั้งที่เป็นอาหารยอดนิยมลดลงหรือไม่ ตรงนี้ก็ต้องย้อนกลับไปที่เราจะสามารถช่วยกันผลักดันเพื่อทำ 2 เรื่องนี้ให้ไปด้วยกันได้ ทั้งผู้บริโภคที่มีทักษะความรอบรู้ด้านโภชนาการ หรือทักษะในการเลือกรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และในส่วนของคนสร้างแอปพลิเคชันเองก็ต้องครีเอตรูปแบบแอปพลิเคชันให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มากที่สุด&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ปรึกษากรมอนามัย กล่าวเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;หากเรายังไม่มีการรณรงค์หรือเพิ่มทักษะเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านโภชนาการที่ถูกต้อง ก็อาจเป็นไปได้ว่าในอนาคตนั้น พฤติกรรมการรับประทานอาหารของคนอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น การกินผัก ผลไม้น้อยลง และหันไปบริโภคอาหารจากบริการสั่งอาหารออนไลน์แทน ดังนั้นทางออกในการแก้ปัญหาเรื่องนี้จำเป็นต้องมีนักวิชาการเข้ามาทำงานวิจัยเกี่ยวกับแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ ส่วนหนึ่งก็เพื่อเป็นข้อมูลให้คนทราบว่าการบริโภคอาหารของคนไทยนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อสนับสนุนเรื่องการบริโภคอาหารที่ถูกต้องและปลอดภัยให้กับคนไทย เพื่อให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป เพราะการบริโภคอาหารให้ถูกต้องครบ 5 หมู่ ยังถือเป็นหลักในการดูแลสุขภาพที่สำคัญ&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;(ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้าน ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรชะลอวัยและฟื้นฟูสภาพ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ข้อมูลว่า &amp;ldquo;ปัจจุบันนั้นวัฒนธรรมการสั่งอาหารออนไลน์เริ่มเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก ทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงประเทศไทย และเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนไทยนั้นสั่งอาหารออนไลน์ เพราะว่าผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคา และยังสามารถเลือกอาหารที่จะรับประทานได้ค่อนข้างหลากหลายและตรงกับรสนิยม แต่นั่นจะทำให้เราบริโภคอาหารไม่หลากหลาย ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่หากเราไม่ชอบกินอาหารแบบนี้ เราก็สามารถเลือกกินอาหารอย่างอื่นแทนได้ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;สิ่งสำคัญสำหรับการบริโภคอาหารของคนรุ่นใหม่ ซึ่งรวมถึงคนที่มีอายุมากที่อยู่ในยุคนี้ ประการสำคัญจะต้องมีความรู้เรื่องโภชนาการที่ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อให้คนเลือกบริโภคอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะหากปัจจุบันมีโปรโมชั่นการขายที่ชูเรื่องของการลดแลกแจกแถม นั่นหมายความว่าอาหารกลุ่มนี้มีไขมัน น้ำตาล และเกลือสูง ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกเป็นโรค &amp;ldquo;อ้วนลงพุง&amp;rdquo; โดยเฉพาะการที่หากกินอาหารแล้วนั่งดูทีวีหรือเล่นเกม กระทั่งเข้านอนทันที นั่นหมายว่าหลังบริโภคอาหารแล้ว เราไม่มีกิจกรรมย่อยอาหาร จึงเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่กล่าวไว้ข้างต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ในปัจจุบันการที่ผู้บริโภคสามารถสั่งอาหารออนไลน์มารับประทานเวลาใดก็ได้นั้น มันทำให้คนกินอาหารไม่ตรงกับนาฬิกาชีวภาพ จึงเป็นสาเหตุของโรค NCD นั่นเอง ซึ่งคำว่านาฬิกาชีวภาพนั้นคือ การรับประทานอาหารเช้าอย่างเต็มที่ เพราะอาหารเช้าจะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนการเผาผลาญอาหารออกมา กระทั่งตอนเย็นการเผาผลาญพลังงานก็จะหยุดลง จึงเป็นเหตุผลว่าเราควรกินอาหารมื้อเย็นให้น้อยลง และต้องงดกินอาหารที่มีไขมันสูง งดอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลลงในมื้อเย็น แต่ยังสามารถบริโภคอาหารที่มีโปรตีนและผัก ผลไม้ได้ นอกจากนี้หลังกินอาหารมื้อเย็นแล้วควรเดินออกกำลังกายเป็นเวลา 10 นาที เพื่อให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูบฉีดเข้าไปที่กล้ามเนื้อ นั่นจะทำให้น้ำตาลในเลือดของเราลดน้อยลง ก็จะช่วยป้องกันโรคอ้วนลงพุง หรือโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) ต่างได้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ บอกอีกว่า &amp;ldquo;ถ้าเราทุกคนช่วยกันรณรงค์เกี่ยวกับการบริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ เพราะปัจจุบันการพูดถึงเวลเนสมากขึ้น หรือการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงจะต้องประกอบด้วยหลายมิติ ทั้งกินดี อยู่ดี ออกกำลังกายดี และนอนดี ดังนั้นเราจะเห็นว่ามีบล็อกเกี่ยวกับสุขภาพต่างๆ ออกมาพูดถึงเรื่องการดูแลสุขภาพในมิติต่างๆ หรือแม้แต่ผู้ผลิตแอปพลิเคชันสั่งอาหารออนไลน์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบเรื่องความสะดวกสบายในการบริโภคอาหารนั้น ก็อาจจะต้องมีการตระหนักในเรื่องการอาหารที่หวานจัด เค็มจัดและมันจัดให้มากขึ้น เพราะในร้านอาหารสะดวกซื้อในต่างประเทศเองก็ได้มีการปรับเปลี่ยน คือการเน้นเพิ่มอาหารที่ไฟเบอร์มากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่หลายฝ่ายจะต้องช่วยกันรณรงค์ครับ&amp;rdquo;.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/84497</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์, สง่า ดามาพงษ์, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201120/image_big_5fb7a17687dc6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>11547</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/06/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/06/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มท.ตื่นสางโกงงบเด็กใน7วัน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; ประชาชนสนใจข่าวโกงอาหารกลางวันเด็กมากสุด ไม่เชื่อรัฐบาลแก้ทุจริตได้ มท.ตั้ง คกก.ขับเคลื่อนสางปัญหาใน 7 วัน ดันนักโภชนาการตำบลละ 1คน เด้ง ผอ.รร.อนุบาลขอนแก่น เซ่นข้าวมันวิญญาณไก่ &amp;nbsp;คสช.หนุน ป.ป.ท.สอบสร้างฝายชะลอน้ำ&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง &amp;ldquo;ข่าวการทุจริต&amp;rdquo; จำนวนทั้งสิ้น 1,122 คน ระหว่างวันที่ 12-16 มิ.ย.2561 เนื่องจากข่าวการทุจริตในช่วงนี้มีหลายคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ทั้งการทุจริตในแวดวงราชการ หรือวงการสงฆ์ ต่างชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ฝังรากลึกในสังคมไทยมานาน และยังคงมีให้เห็นอยู่เสมอ สรุปผลได้ดังนี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.&amp;quot;5 อันดับ&amp;quot; ข่าวการทุจริตที่ประชาชนสนใจมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 42.03 ระบุอาหารกลางวันเด็กนักเรียน, อันดับ 2 ร้อยละ 40.00 เงินทอนวัด, อันดับ 3 ร้อยละ 37.00 เงินคนจน เบี้ยผู้สูงอายุ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง, อันดับ 4 ร้อยละ 21.06 การใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล งบโครงการต่างๆ และอันดับ 5 ร้อยละ 20.68 การทุจริตต่างๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ เช่น คุรุภัณฑ์ นมโรงเรียน กองทุนเสมา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.ประชาชนคิดว่า &amp;ldquo;สาเหตุการทุจริต&amp;rdquo; คือ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 68.35 ระบุกิเลส โลภ ละโมบ ความเห็นแก่ตัว, อันดับ 2 ร้อยละ 28.42 ระบบการตรวจสอบมีช่องโหว่ ไม่รัดกุม เจ้าหน้าที่รู้เห็นเป็นใจ, อันดับ 3 ร้อยละ 19.30 ไม่เกรงกลัวกฎหมาย บทลงโทษไม่รุนแรง, &amp;nbsp;อันดับ 4 ร้อยละ 17.11 สังคมเปลี่ยนแปลง มีสิ่งยั่วยุมากขึ้น ค่านิยมผิดๆ, อันดับ 5 ร้อยละ 14.83 เงินเดือนน้อย เศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอใช้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.ประชาชนคิดว่าควรจะมี &amp;ldquo;วิธีการป้องกันการทุจริต&amp;rdquo; คือ พบว่าอันดับ 1 ร้อยละ 45.79 ระบุปลูกฝังค่านิยม เน้นความซื่อสัตย์ จิตสำนึกที่ดี จะช่วยป้องกันการทุจริตได้, อันดับ 2 ร้อยละ 38.81 กฎหมายต้องใช้ได้จริง ไม่สองมาตรฐาน บทลงโทษรุนแรงสามารถป้องกันได้, &amp;nbsp;อันดับ 3 ร้อยละ 31.21 มีมาตรการป้องกันและระบบการตรวจสอบที่รัดกุม, อันดับ 4 ร้อยละ 21.77 ทุกคนทุกฝ่ายต้องช่วยกัน สอดส่องดูแล เป็นหูเป็นตา และอันดับ 5 ร้อยละ 13.24 นักการเมือง ข้าราชการ ผู้ใหญ่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;4.ประชาชนคิดว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ปัญหาทุจริตในปัจจุบันได้หรือไม่ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 47.50 ระบุแก้ไขไม่ได้ เพราะการทุจริตเกิดขึ้นมานาน และมีอยู่ทุกวงการ แก้ไขได้ยาก สังคมเสื่อมโทรม คนมีค่านิยมในทางที่ผิด มีตัวอย่างที่ไม่ดีให้เห็น ผู้มีอำนาจมีอิทธิพลเข้ามาเกี่ยวข้อง ดำเนินคดีได้ยาก ฯลฯ, อันดับ 2 ร้อยละ 32.54 ไม่แน่ใจ เพราะปัญหาการทุจริตมีทุกที่ มีทั้งที่แก้ไขได้และไม่ได้ อาจดูแลไม่ทั่วถึง ต้องใช้เวลานาน รอติดตามการทำงานต่อไป ฯลฯ, อันดับ 3 ร้อยละ 19.96 แก้ไขได้ เพราะรัฐบาลมีอำนาจเด็ดขาด หากตั้งใจจริงก็สามารถทำได้ ที่ผ่านมามีผลงานการปราบปรามการทุจริตให้เห็น ถ้ามีมาตรการเด็ดขาดกวาดล้างอย่างจริงจัง น่าจะทำให้การทุจริตลดลงได้ ฯลฯ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;5.ประชาชนได้ &amp;quot;บทเรียน&amp;quot; อะไร? จากข่าวทุจริต ณ วันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 51.87 ระบุเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย ฝังรากลึก แก้ไขได้ยาก, อันดับ 2 ร้อยละ 33.38 การบังคับใช้กฎหมายยังอ่อนแอ ไม่รุนแรง, อันดับ 3 ร้อยละ 27.07 การทุจริตเกิดขึ้นได้ทุกวงการ ทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกันแก้ไข, อันดับ 4 ร้อยละ 20.53 ทำให้ภาพลักษณ์วงการราชการเสื่อมเสีย ถดถอย และอันดับ 5 ร้อยละ 17.87 คนขาดคุณธรรมจริยธรรม ต้องเร่งสร้างจิตสำนึก
ตั้งกก.แก้อาหารกลางวัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่โรงแรมอเล็กซานเดอร์ กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย กล่าวในงานเสวนาทางวิชาการเรื่อง &amp;ldquo;การบริหารจัดการอาหารกลางวันนักเรียนให้เป็นไปอย่างมีคุณภาพ&amp;rdquo; มีบุคลากรทางการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กว่า 400 คนเข้ารับฟังว่า การกินอาหารไม่ดีทำให้เซลล์สมองของเด็กไม่เจริญเติบโต โดยเฉพาะช่วงวัย 0-5 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่สำคัญของชีวิต จึงอยากให้ทุกโรงเรียนของ อปท. หรือโรงเรียนในสังกัดกระทรวงของศึกษาธิการ เข้ามาเป็นสมาชิกของไทยสคูลลันช์ ซึ่งเป็นโปรแกรมใช้จัดสำรับอาหารกลางวันในการช่วยอำนวยความสะดวกให้โรงเรียน วางแผนและบริหารจัดการงบประมาณค่าอาหารกลางวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง อปท.จำเป็นที่จะต้องหานักโภชนาการมาประจำแต่ละจังหวัด เช่น อำเภอละ 1 คน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเรื่อง ทางกรมได้ตั้งคณะกรรมการไปสุ่มตรวจการจัดซื้ออาหารของโรงเรียนเด็กว่ามีคุณภาพหรือไม่ ขณะที่เรื่องงบประมาณยืนยันไม่มีความล่าช้า หากในพื้นที่ทำตามกฎวางกติกาไว้ล่วงหน้าจะดำเนินสำเร็จโดยเร็ว ซึ่งเรื่องขนมจีนคลุกน้ำปลาถือเป็นคุณูปการของสังคมไทย โดยจะไม่เป็นเพียงไฟไหม้ฟาง ทางกรมตระหนักดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็ก ถูกผู้ใหญ่โกง เป็นเรื่องที่รอช้าไม่ได้ จึงขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม แนะนำรายการอาหาร ช่วยทำอาหาร เข้าไปกำกับดูแลตรวจสอบลูกหลานในทุกโรงเรียนว่าอาหารที่ได้รับมีความถูกต้องตามรายการอาหารหรือไม่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เตรียมแนวทางการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนคุณภาพอาหารกลางวันเพื่อโภชนาการของเด็กนักเรียน เพื่อติดตามการดำเนินการของทุกโรงเรียนไปใช้ระบบไทยสคูลลันช์ (Thai School Lunch) จะวัดได้ว่ารายการอาหารมีสารอาหารครบ มีปริมาณและจำนวนที่เป็นรูปธรรม โดยคณะทำงานติดตามก็จะเข้าไปเยี่ยมเด็กนักเรียน มีนายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด และการมีส่วนร่วมชุมชน ผู้ปกครอง กรรมการศึกษา เพื่อจะช่วยให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับเด็กได้มากกว่าที่ผ่านมา โดยจะจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนให้แล้วเสร็จใน 7 วัน&amp;quot; นายสุทธิพงษ์ ระบุ
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสง่า ดามาพงษ์ อุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ขอบคุณสังคมไทยที่ปลุกเรื่องขนมจีนคลุกน้ำปลาขึ้นมา ซึ่งสอนให้เรารู้ว่าการโภชนาการสำคัญต่อเด็ก และรู้ว่าคนพวกนั้นได้สร้างบาปต่อเด็ก ตราบใดปล่อยให้เด็กไทยพร่องสารอาหาร จะทำให้เด็กเตี้ย แคระแกร็น เจ็บป่วยบ่อย ด้อยสติปัญญา ส่งผลทำให้ประเทศได้คนที่ด้อยคุณภาพ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจะนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ทั้งนี้ หากจะทำให้อาหารกลางวันมีคุณภาพ ต้องทำดังนี้ 1.ต้องเร่งรัดนำไทยสคูลลันช์มาใช้ทั่วประเทศ เพื่อให้ตรงกับนโยบาย 4.0 2.การพัฒนาครูและแม่ครัวที่ต้องทำอย่างจริงจัง 3.จัดระบบควบคุมกำกับและติดตามไปยังจังหวัดต่างๆ 4.เร่งรัดลงทุนให้เกิดนักโภชนาการในพื้นที่ 5.ปรับกฎเกณฑ์ระเบียบที่มนุษย์สร้างมาแล้วมาครอบให้เด็กได้รับอาหารไม่มีคุณภาพ 6.เปิดโอกาสให้ครอบครัวชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมควบคุมอาหารกลางวัน มีนักโภชนาการท้องถิ่นหรือนักจัดการอาหารและโภชนาการชุมชน 1 คนต่อ 1 ตำบล ดูแลโรงเรียนในสพฐ.จำนวน 5 โรงเรียน ดูแลศูนย์เด็กเล็กในสังกัด อปท.อีก 5 โรงเรียน หรือมีครูโภชนาโรงเรียนละ 1 คน
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.อุไรพร จิตต์แจ้ง นักวิชาการด้านโภชนาการชุมชน สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขคือคุณภาพอาหารต้องปรับปรุง และทำอย่างไรให้ครูรู้คุณค่าอาหารและปรับปรุงได้ ทั้งนี้ เมื่อใช้โปรแกรมสคูลลันช์แล้ว ต้องมีการตรวจสอบว่าโปรแกรมไปถึงโรงครัวจริงหรือไม่ ปริมาณอาหารที่ผลิตออกมาน้อยไปหรือมากเกินไปหรือไม่ อาหารที่ซื้อมาตรงตามที่ระบุไว้หรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.สุปียา เจริญศิริวัฒน์ นักวิจัยศูนย์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) กล่าวว่า อยู่ระหว่างการพัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch ให้ใช้ง่าย และสามารถออนไลน์เข้าไปในทุกเครื่อง ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเชื่อว่าในสัปดาห์หน้าโรงเรียนกว่า 19,000 แห่งจะได้ใช้ระบบนี้ และจะปรับระบบให้หน่วยงานในสังกัดสามารถติดตามการจัดการอาหารของโรงเรียนตามโปรแกรมได้ ซึ่งหากพัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เอาเทคโนโลยี AI มาแทนนักโภชนาการ จัดเมนูอาหารได้ไม่ซ้ำกัน จะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้
เด้ง ผอ.อนุบาลขอนแก่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 (สพป.ขอนแก่น เขต 1) นายภูมิพัทธ &amp;nbsp;เรืองแหล่ ผู้อำนวยการ สพป.ขอนแก่น เขต 1 ได้ลงนามในคำสั่งให้นายอภิชาติ นาเลาห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น ให้มาช่วยราชการที่ สพป.ขอนแก่น เขต 1 ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. เป็นต้นไป พร้อมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนอนุบาลขอนแก่น หลังมีผู้แทนผู้ปกครองเข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมขอนแก่น ว่าโรงเรียนอนุบาลขอนแก่นมีการดำเนินโครงการอาหารกลางวันที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่ถูกหลักสุขอนามัย โดยคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จที่ สพป.ขอนแก่น เขต 1 แต่งตั้งขึ้น จะต้องสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านนายอภิชาติ ได้เชิญผู้แทนผู้ปกครองเข้าพบ เพื่อทำความเข้าใจถึงเรื่องดังกล่าว พร้อมกับกล่าวขอโทษผู้ปกครอง และรับปากว่าต่อไปคณะครูจะดูแลและตรวจสอบเรื่องอาหารที่ผู้ประกอบการนำมาส่งให้ดีขึ้นกว่านี้ จะไม่ปล่อยปละละเลยเหมือนที่ผ่านมา เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารที่มีคุณภาพ และตามหลักโภชนาการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;อย่างไรก็ตาม ในการประมูลการจัดทำอาหารกลางวันของโรงเรียนที่ผ่านมานั้น ได้ทำการประมูลอย่างโปร่งใส โดยประกวดราคาทางอีบิดดิง (E-BIDDING) โดยที่โรงเรียนไม่เคยรู้จักผู้ที่เข้ารับการประมูลมาก่อน ทุกอย่างมีขั้นตอนการพิจารณาในการเลือกผู้ประกอบการใน 3 เรื่องคือ ราคา คุณภาพ และถูกหลักสุขอนามัย เมื่อได้ผู้ประกอบการแล้วโรงเรียนจะเดินทางไปดูที่ร้านของผู้ประกอบการอีกครั้ง เพื่อดูอาหารที่ทางร้านทำจริง จึงจะตกลงรับให้ทำอาหารกลางวันของโรงเรียนได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่นายดนุพล ชุมชนสัมพันธ์ ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.1 ในฐานะผู้แทนผู้ปกครอง กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ติดใจที่จะเอาเรื่องกับคณะครูหรือโรงเรียน แต่การที่ผู้ปกครองส่วนมากเข้าร้องเรียนครั้งนี้ เพราะต้องการให้ผู้ประกอบการมารับผิดชอบในเรื่องของอาหารกลางวันให้ดีกว่านี้ ทั้งที่ได้รับการจัดสรรค่าอาหารในสัดส่วนที่เท่ากัน และเป็นไปตามระเบียบ แต่สิ่งที่เด็กๆ ได้รับประทานนั้นไม่ถูกต้อง และเป็นไปตามหลักฐานที่เข้าร้องเรียน เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า คสช.ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปรามทุจริตประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งความร่วมมือล่าสุด คือการร่วมกันขับเคลื่อน &amp;ldquo;โครงการประสานพลังเฝ้าระวังการทุจริต&amp;ldquo; ของ &amp;nbsp;ป.ป.ท. ซึ่ง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. มอบหมายให้กองทัพบก โดยกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) ร่วมกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ให้การสนับสนุน ป.ป.ท. ในการขับเคลื่อนและตรวจสอบกิจกรรม &amp;ldquo;การสร้างฝายชะลอน้ำเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ ตามโครงการไทยนิยม ยั่งยืน&amp;rdquo; จำนวน 1,097 แห่ง ในพื้นที่ 45 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างเต็มที่&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดยจะมีการจัดประชุมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในวันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ที่สำนักงาน ป.ป.ท. &amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/11547</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, ดร.สุปียา เจริญศิริวัฒน์, ดร.อุไรพร จิตต์แจ้ง, ป้องกันการทุจริต, พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง, ภูมิพัทธ  เรืองแหล่, มหาวิทยาลัยสวนดุสิต, สง่า ดามาพงษ์, สวนดุสิตโพล, สุทธิพงษ์ จุลเจริญ, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, อภิชาติ นาเลาห์, อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180617/image_big_5b266f7a77a6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
