<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>69328</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>22/06/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>22/06/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ผู้ประกอบการรอเฟส5 ปชช.61%รับรายได้หด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไทยพบติดเชื้อเพิ่ม 1 ราย เด็กชายวัย 6 ขวบกลับจากแอฟริกาใต้ &amp;quot;รอง ผบ.ทบ.&amp;quot; หัวโต๊ะถกตัวแทนผับ-บาร์-คาราโอเกะ จ่อชง ศบค.ชุดใหญ่ศุกร์หน้าคลายล็อกเฟส 5 ผู้ประกอบการพอใจ 1 ก.ค.ลุ้นเปิดกิจการอีกครั้ง นิด้าโพลเผยประชาชน 61%รายได้แย่ลงช่วงโควิด
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.&amp;nbsp;เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์โรคโควิด-19&amp;nbsp;ประจำวันผ่านเฟซบุ๊ก &amp;quot;ศูนย์ข้อมูล COVID-19&amp;quot;&amp;nbsp;ว่า มีผู้ป่วยโควิด-19&amp;nbsp;เพิ่ม&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ราย ไม่มีหายป่วยเพิ่ม และผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ยอดผู้ป่วยสะสมรวม&amp;nbsp;3,148&amp;nbsp;ราย ติดเชื้อในประเทศ&amp;nbsp;2,444&amp;nbsp;ราย จากสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้&amp;nbsp;(State Quarantine) 211&amp;nbsp;ราย หายป่วยกลับบ้านรวม&amp;nbsp;3,018&amp;nbsp;ราย เสียชีวิตรวม&amp;nbsp;58&amp;nbsp;ราย ยังรักษาตัวใน รพ. 72&amp;nbsp;ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ป่วยรายใหม่กลับมาจากต่างประเทศ คือ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ และเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ เป็นเด็กชายไทยอายุ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;ขวบ เดินทางพร้อมมารดาถึงไทยวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;เข้าพักสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ จ.ชลบุรี ตรวจหาเชื้อวันที่&amp;nbsp;19&amp;nbsp;มิ.ย.&amp;nbsp;ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ ส่วนผลตรวจมารดาวันเดียวกันไม่พบเชื้อ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขณะที่สถานการณ์โรคโควิด-19&amp;nbsp;ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม&amp;nbsp;8,915,863&amp;nbsp;ราย อาการรุนแรง&amp;nbsp;54,505&amp;nbsp;ราย รักษาหายแล้ว&amp;nbsp;4,736,606&amp;nbsp;ราย เสียชีวิต 466,727&amp;nbsp;ราย อันดับประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสูงสุด คือ&amp;nbsp;1.สหรัฐอเมริกา จำนวน&amp;nbsp;2,330,578&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;2.บราซิล จำนวน&amp;nbsp;1,070,139&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;3.รัสเซีย จำนวน&amp;nbsp;576,952 ราย&amp;nbsp;4.อินเดีย จำนวน&amp;nbsp;411,727&amp;nbsp;ราย&amp;nbsp;5.สหราชอาณาจักร จำนวน&amp;nbsp;303,110&amp;nbsp;ราย ส่วนประเทศไทย อยู่ในอันดับที่&amp;nbsp;91&amp;nbsp;จำนวน&amp;nbsp;3,148&amp;nbsp;ราย ประเทศไทยไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อในประเทศ หรือเป็น&amp;nbsp;0&amp;nbsp;ต่อเนื่องเป็นวันที่&amp;nbsp;27&amp;nbsp;แล้ว
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนการนำคนไทยที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศที่ต้องการเดินทางกลับมาในวันนี้ จะมีการเดินทางกลับมาจากประเทศบาห์เรน&amp;nbsp;199&amp;nbsp;คน, ยูเครน&amp;nbsp;5 คน, เนเธอร์แลนด์&amp;nbsp;65&amp;nbsp;คน, &amp;nbsp;สิงคโปร์&amp;nbsp;163&amp;nbsp;คน และประเทศจีน&amp;nbsp;49&amp;nbsp;คน ในวันที่&amp;nbsp;22&amp;nbsp;มิ.ย.63&amp;nbsp;มีการเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านญี่ปุ่น&amp;nbsp;79&amp;nbsp;คน, รัสเซีย 36&amp;nbsp;คน, ออสเตรเลีย/ฮังการี&amp;nbsp;160&amp;nbsp;คน, เนปาล&amp;nbsp;10&amp;nbsp;คน และประเทศสิงคโปร์&amp;nbsp;156&amp;nbsp;คน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่กระทรวงสาธารณสุข&amp;nbsp;(สธ.)&amp;nbsp;นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งเป็นเด็กชายวัย 6 ขวบนั้น เดินทางกลับมาจากประเทศแอฟริกาใต้ พร้อมมารดา ถึงประเทศไทยเมื่อวันที่&amp;nbsp;15&amp;nbsp;มิ.ย. ตรวจหาเชื้อตามระบบการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค ผลตรวจพบเชื้อ แต่ไม่มีอาการ ได้นำส่งเข้าระบบรักษาในโรงพยาบาลทันที สำหรับมารดาได้ตรวจหาเชื้อเช่นเดียวกัน แต่ไม่พบเชื้อ และยังคงต้องเข้ารับการกักตัวให้ครบ&amp;nbsp;14&amp;nbsp;วัน เพื่อตรวจหาเชื้อครั้งที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ซึ่งจะทำการตรวจในระหว่างวันที่&amp;nbsp;11-13&amp;nbsp;ของการเฝ้าระวังโรคหลังจากที่เข้าพัก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้ที่เข้ารับการกักตัวปลอดเชื้อจริง และไม่นำเชื้อไปแพร่สู่คนในครอบครัวหรือชุมชน
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การติดเชื้อในเด็กอาจไม่มีการแสดงอาการป่วยได้ ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อในครอบครัว เนื่องจากการเว้นระยะห่างระหว่างเด็กเป็นเรื่องยาก ดังนั้นคนในครอบครัวควรเลี่ยงการแสดงความรักด้วยการกอด จูบ และถ้าในครอบครัวมีผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวด้วยแล้ว กลุ่มนี้หากป่วยจะมีอาการรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นพ.โสภณกล่าวว่า องค์การอนามัยโลกได้ออกมาแถลงเรียกร้องให้ทุกประเทศ และประชาชนทุกคนยังคงต้องระมัดระวังและป้องกันตนเองอย่างต่อเนื่อง จากรายงานในหลายประเทศมีการกลับมาระบาดระลอกที่&amp;nbsp;2&amp;nbsp;อีกครั้ง พบจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น โดยในวันที่&amp;nbsp;18&amp;nbsp;มิ.ย.ที่ผ่านมา พบว่ามีจำนวนเพิ่มกว่า&amp;nbsp;1.5&amp;nbsp;แสนราย ซึ่งมากที่สุดในวันเดียว ตั้งแต่มีการเริ่มระบาด หลังมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศทั่วโลก
สธ.ย้ำห้ามประมาท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ขอย้ำเตือนประชาชน ไม่ควรประมาท หลังจากที่รัฐบาลได้มีการผ่อนปรนมากขึ้นจนเกือบเข้าสู่สถานการณ์ปกติ เริ่มมีการเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะการใช้บริการรถขนส่งสาธารณะ ต้องสวมหน้ากากอนามัย/ผ้าตลอดการเดินทาง งดการพูดคุยและรับประทานอาหารบนรถ ล้างมือบ่อยๆ รวมถึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้อื่น หลีกเลี่ยงการพบปะหรือการชุมนุมกันเป็นกลุ่มก้อน จำกัดเวลาในการอยู่สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และออกจากบ้านเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันตนเองและคนรอบข้าง ที่สำคัญเมื่อใช้บริการในสถานที่ต่างๆ ขอให้ลงทะเบียนเข้า-ออกสถานที่ ผ่านแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันไทยชนะทุกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับผู้ประกอบการยังคงต้องเคร่งครัดมาตรการเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อ ต้องทำความสะอาดสถานที่ สิ่งของและอุปกรณ์ที่ใช้ จัดการพื้นที่เพื่อลดความแออัด เว้นระยะห่าง&amp;nbsp;1-2&amp;nbsp;เมตร จัดระบบคัดกรองผู้เข้ารับบริการ และจุดบริการล้างมือ หากเป็นสถานที่ปิด เช่น ห้องประชุม ศูนย์การค้า โรงภาพยนตร์ ต้องเช็กระบบระบายอากาศให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ส่วนผู้ให้บริการต้องสวมหน้ากากอนามัย/ผ้าตลอดเวลา
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะประธานคณะทำงานกลั่นกรองกิจการและกิจกรรมตามมาตรการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;และในฐานะกรรมการ ศบค.ชุดเล็ก หารือร่วมกับตัวแทนผู้ประกอบการผับ บาร์ และคาราโอเกะ เพื่อพูดคุยและรับฟังข้อเสนอในการวางแนวทางการผ่อนคลายมาตรการสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โดย พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า การผ่อนคลายจะต้องให้ความสำคัญ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ข้อใหญ่ คือกิจการ-กิจกรรม ต้องคำนึงถึงความจำเป็นและความเสี่ยง รวมถึงผลกระทบของเศรษฐกิจและสังคม ว่าอะไรมีความจำเป็นมากกว่ากัน จะต้องทำเปรียบเทียบกัน ความพร้อมในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการ รวมถึงความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแล ซึ่งการแก้ปัญหาที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19&amp;nbsp;อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้น เกิดจากความร่วมมือของคนไทยทุกคนในการทำตามมาตรการของภาครัฐ และการผ่อนคลายในระยะเวลาที่ผ่านมา ภาครัฐได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการ ส่วนตัวยอมรับว่า ศบค.ไม่สามารถที่จะติดตามได้ทุกธุรกิจ และในวันนี้จะมารับทราบถึงปัญหาที่ผู้ประกอบการมาพูดคุยกัน เพื่อรับทราบถึงข้อปัญหาทุกอย่างที่พูดคุยกัน แล้วนำมาเป็นข้อสรุปในการผ่อนคลายกิจการ-กิจกรรมต่อไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยภายหลังการหารือว่า จะเสนอต่อที่ประชุมศูนย์บริการสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ในวันที่ 26 มิ.ย. ให้ผับ บาร์ คาราโอเกะ สถานบันเทิง เปิดให้บริการได้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ทั้งผู้ประกอบการและนักดนตรี แต่ต้องมีมาตรการป้องกันโรครองรับ ซึ่งหากมีการต่ออายุพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) อีก 1 เดือน จะมีการผ่อนปรนในระยะที่ 5 แต่หากไม่ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะถือว่าสิ้นสุดคำสั่งทำให้กิจการต่างๆ กลับมาเปิดได้ตามปกติ โดยในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ จะมีการหารือว่าจะต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายสง่า เรืองวัฒนกุล นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจถนนข้าวสาร กล่าวว่า กลุ่มผู้ประกอบการผับ บาร์ ร้านอาหาร พอใจถึงการพูดคุยร่วมกันครั้งนี้ ซึ่งจะมีการเสนอข้อเรียกร้องไปยัง ศบค.ชุดใหญ่ ในการวางมาตรการช่วยเหลือและให้ผ่อนคลายธุรกิจกลางคืนบางประเภทให้สามารถเปิดทำการได้ตามปกติ รวมทั้งขอให้มีมาตรการเยียวยาเพิ่มเติม เช่น ขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหรือซอฟต์โลน&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี,&amp;nbsp;ขอยกเว้นภาษีสรรพสามิต&amp;nbsp;5&amp;nbsp;ปี หรือจนกว่าเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19&amp;nbsp;ฟื้นตัว เป็นต้น
ลุ้น 1 ก.ค.คลายเฟส 5
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ที่ประชุมได้เปรยว่า อาจจะได้รับการผ่อนปรนในระยะผ่อนคลายที่&amp;nbsp;5&amp;nbsp;วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.ค.นี้ โดยหากเป็นไปตามนั้น จะทำให้ผู้ประกอบการและพนักงานมีรายได้หลังต้องแบกภาระค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งขอยืนยันว่า ทุกธุรกิจมีความพร้อมในมาตรการเตรียมรองรับโควิด-19&amp;nbsp;ตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดด้วย&amp;quot; นายสง่า ระบุ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านตัวแทนชมรมสถานบันเทิงไทย ที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ บอกว่า มีความสบายใจขึ้น และมีความหวังว่าจะได้กลับมาเปิดกิจการ แต่สิ่งที่ยังเป็นกังวลคือ แต่ละจังหวัดต้องรอคำสั่งจากผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งไม่เหมือนคำสั่งในกรุงเทพมหานคร ที่ยึดตามหลัก ศบค.ชุดใหญ่ ดังนั้นหาก ศบค.มีคำสั่งใดออกมา ทางผู้ประกอบการเเต่ละพื้นที่อาจต้องรวมตัวไปพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อหารือแนวทางอีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น&amp;nbsp;&amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;&amp;nbsp;สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์&amp;nbsp;(นิด้า)&amp;nbsp;เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง&amp;nbsp;&amp;ldquo;การบริโภคอาหารในช่วงโควิด-19&amp;rdquo;&amp;nbsp;ทำการสำรวจระหว่างวันที่&amp;nbsp;15- 16&amp;nbsp;มิถุนายน&amp;nbsp;2563&amp;nbsp;จากประชาชนที่มีอายุ&amp;nbsp;18&amp;nbsp;ปีขึ้นไป รวมทั้งสิ้น จำนวน&amp;nbsp;1,273&amp;nbsp;หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการบริโภคอาหารในช่วงโควิด-19&amp;nbsp;การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลักของ&amp;nbsp;&amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;จากการสำรวจเมื่อถามถึงรายได้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;61.51&amp;nbsp;ระบุว่าแย่ลง รองลงมาร้อยละ&amp;nbsp;37.00&amp;nbsp;ระบุว่าเหมือนเดิม และร้อยละ&amp;nbsp;1.49&amp;nbsp;ระบุว่าดีขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ส่วนความเพียงพอต่อการใช้จ่ายของรายได้ในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ&amp;nbsp;17.91&amp;nbsp;ระบุว่าเพียงพอ, ร้อยละ&amp;nbsp;16.03&amp;nbsp;ระบุว่าค่อนข้างเพียงพอ,&amp;nbsp;ร้อยละ&amp;nbsp;33.46 ระบุว่าไม่ค่อยเพียงพอ, ร้อยละ&amp;nbsp;32.13&amp;nbsp;ระบุว่าไม่เพียงพอเลย และร้อยละ&amp;nbsp;0.47&amp;nbsp;ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ด้านความกังวลต่อเงิน/รายได้ หรือทรัพยากร สำหรับการบริโภคอาหารที่จำเป็น พบว่า ร้อยละ&amp;nbsp;21.13&amp;nbsp;ระบุว่ามีความกังวลมาก, &amp;nbsp;ร้อยละ&amp;nbsp;38.18 ระบุว่าค่อนข้างมีความกังวล, ร้อยละ&amp;nbsp;23.80&amp;nbsp;ระบุว่าไม่ค่อยมีความกังวล, ร้อยละ&amp;nbsp;16.65&amp;nbsp;ระบุว่าไม่มีความกังวลเลย และร้อยละ&amp;nbsp;0.24&amp;nbsp;ระบุว่าไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อถามผลกระทบต่อเงิน/รายได้ หรือทรัพยากรในการหาซื้อหรือจัดหาอาหารเพื่อการบริโภค จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิค-19&amp;nbsp;พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;37.86&amp;nbsp;ระบุว่าบริโภคได้ตามปกติ รองลงมา ร้อยละ&amp;nbsp;35.43&amp;nbsp;ระบุว่าบริโภคอาหารครบทุกมื้อ&amp;nbsp;แต่จำกัดชนิดอาหาร เพื่อประหยัดเงิน, ร้อยละ&amp;nbsp;17.44&amp;nbsp;ระบุว่างดบริโภคอาหารดี มีคุณค่าและมีราคา เพื่อประหยัดเงิน, ร้อยละ&amp;nbsp;13.75&amp;nbsp;ระบุว่าลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ, ร้อยละ&amp;nbsp;8.01&amp;nbsp;ระบุว่างดอาหารบางมื้อ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอ, ร้อยละ&amp;nbsp;0.31&amp;nbsp;ระบุว่าไม่ได้บริโภคอาหารทั้งวันเพราะไม่มีเงิน และร้อยละ&amp;nbsp;0.24&amp;nbsp;ระบุว่าทั้งครัวเรือนไม่มีอาหารเหลือเพราะไม่มีเงิน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับการไปรับอาหารแจกฟรีตามสถานที่ต่างๆ หรือไปรับอาหารจากตู้ปันสุข พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;83.19&amp;nbsp;ระบุว่าไม่เคยไปรับ ขณะที่ร้อยละ 16.81&amp;nbsp;ระบุว่าเคยไปรับ ด้านการเคยแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19&amp;nbsp;พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;64.89 ระบุว่าไม่เคยแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ ขณะที่ร้อยละ&amp;nbsp;35.11&amp;nbsp;ระบุว่าเคยแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ โดยในจำนวนของผู้ที่เคยแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ ส่วนใหญ่ ร้อยละ&amp;nbsp;70.07&amp;nbsp;เคยแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ของตนเอง และร้อยละ 32.20&amp;nbsp;ระบุว่าเคยร่วมแจกเงิน อาหาร หรือสิ่งของเครื่องใช้ของหน่วยงาน/องค์กร/สมาคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการได้รับเงินช่วยเหลือ/เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;จากรัฐบาล พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;53.42&amp;nbsp;ระบุว่าไม่เคยรับ ขณะที่ร้อยละ&amp;nbsp;46.58&amp;nbsp;ระบุว่าเคยรับ โดยในจำนวนของผู้ที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือ/เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;จากรัฐบาล ส่วนใหญ่ร้อยละ&amp;nbsp;58.01&amp;nbsp;ระบุว่าเคยรับเงินเยียวยาเดือนละ&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาท&amp;nbsp;ผ่านโครงการเราไม่ทิ้งกัน รองลงมา ร้อยละ&amp;nbsp;37.77&amp;nbsp;ระบุว่าเคยรับเงินเยียวยาเดือนละ&amp;nbsp;5,000&amp;nbsp;บาท สำหรับกลุ่มเกษตรกร ร้อยละ&amp;nbsp;2.53&amp;nbsp;ระบุว่าเคยรับเงินเยียวยาจากสำนักงานประกันสังคม และร้อยละ&amp;nbsp;1.69&amp;nbsp;ระบุว่าเคยรับเงินเยียวยาสำหรับกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางสังคม.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/69328</URL_LINK>
                <HASHTAG>พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์, สง่า เรืองวัฒนกุล, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200621/image_big_5eef61d9ea261.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
