<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>115918</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/09/2021 16:55</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/09/2021 16:55</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>MEA ร่วม สจล. สร้าง High Flow 40 เครื่อง บริจาค รพ. โครงการ &quot;ให้เพื่อต่อลมหายใจ&quot; สู้ภัย COVID-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้ (7 กันยายน 2564) นายพงศ์ศักดิ์ ธรรมบวร รองผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA พร้อมด้วย นายบรรณสาร จันทร์สมศักดิ์ ผู้จัดการมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชนี&amp;nbsp; กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ในฐานะผู้แทนทั้งสองหน่วยงาน ร่วมจัดทำเครื่องจ่ายออกซิเจน High Flow พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกล จำนวน 40 เครื่อง โดย MEA สนับสนุนเป็นเงินจำนวน 2,200,000 บาท เพื่อสนับสนุนในโครงการ &amp;quot;ให้เพื่อต่อลมหายใจ&amp;quot; ณ การไฟฟ้านครหลวงเขตสามเสน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า MEA ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงในระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับวิกฤต ซึ่งการจัดทำเครื่อง High Flow พร้อมระบบมอนิเตอร์ทางไกลในครั้งนี้จะช่วยให้การรักษา ตลอดจนการติดตามอาการของผู้ป่วยสามารถทำได้อย่างใกล้ชิด และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยจะดำเนินการมอบให้กับสถานพยาบาลต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลการไฟฟ้านครหลวง โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลบุษราคัม และโรงพยาบาลสมุทรปราการ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ที่ผ่านมา MEA ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลระบบไฟฟ้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ได้ระดมกำลังให้การสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเร่งด่วนเพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากจำนวนผู้ป่วยของโรงพยาบาลสนามที่แจ้งความประสงค์ โดยที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบไฟฟ้าในด้านต่าง ๆ เช่น การพาดสายไฟฟ้า การติดตั้งชุดหม้อแปลงไฟฟ้า ตู้แผงเมนสวิตช์แรงต่ำ พร้อมเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า ซึ่ง MEA ได้ปรับระบบไฟฟ้าเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในโรงพยาบาลสนาม ทั้งในด้านระบบแสงสว่าง ระบบปรับอากาศ ระบบปั๊มน้ำและอุปกรณ์ทางการแพทย์ต่าง ๆ และยังได้วางแผนเตรียมการรองรับการจ่ายไฟฟ้าที่อาจมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมา ได้ดำเนินการกับโรงพยาบาลสนามต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาลสนามศูนย์กีฬาบางกอกอารีนา (เอราวัณ 2) โรงพยาบาลบุษราคัม โรงพยาบาลสนามพลังแผ่นดิน รพ.สนามสมุทรปราการรวมใจ 5 (WHA) โรงพยาบาลสนามราชพิพัฒน์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Facebook : https://www.facebook.com/497340003626475/posts/4982330578460706/&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Website : https://mea.or.th/content/detail/87/6083&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Twitter : https://twitter.com/mea_news/status/1435167631204442115?s=21&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Gnews : https://gnews.apps.go.th/news?news=91587&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Line OA : https://timeline.line.me/post/_dQn9zGwXj83CxqzRN98kNgtqOGsCdIGLMSbrTR8/1163100533401063427&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;Instagram : https://www.instagram.com/p/CTg8rw-nIIN/?utm_medium=copy_&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/115918</URL_LINK>
                <HASHTAG>covid19, MEA, MEA Smart Project, MEACSR, MEAช่วยcovid19, การไฟฟ้านครหลวง, ช่วยเหลือสังคม, นายบรรณสาร จันทร์สมศักดิ์, นายพงศ์ศักดิ์ ธรรมบวร, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัชนี  กุลยานนท์, พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร, มูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ในพระสังฆราชูปถัมภ์, ระบบมอนิเตอร์ทางไกล, สจล., สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, สนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าเร่งด่วน, เครื่องจ่ายออกซิเจน High Flow, โรงพยาบาลการไฟฟ้านครหลวง, ให้เพื่อต่อลมหายใจ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210907/image_big_6137356fea8f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>100042</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2021 09:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2021 09:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล.ชวนเป็นเจ้าของนาฬิกา “SEIKO Prospex Monster KMITL Go Beyond the Limit” เตรียมนำเงินสร้างโรงพยาบาล พิเศษแค่ 1 พันเรือน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พร้อมด้วย บริษัท
ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด ชวนผู้รักในเรือนเวลา เป็นเจ้าของนาฬิกา &amp;ldquo;SEIKO Prospex Monster KMITL Go Beyond the Limit&amp;rdquo; (ไซโก พรอสเป็กซ์ มอนสเตอร์ เคเอ็มไอทีแอล โก บียอนด์ เดอะ ลิมิท) นาฬิกาที่ได้รับการออกแบบพื้นฐานจากสีของดอกแคแสด ตัวเรือนสปอร์ตไดเวอร์ที่มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และกันน้ำได้เป็นอย่างดี พร้อมรูปลักษณ์อัน
สง่างามและหรูหรา นอกจากนี้ ยังได้รับการรับประกันคุณภาพจากบริษัท ไซโก (ประเทศไทย) จำกัด อย่างเป็นทางการ

โดยผลิตแบบจำนวนจำกัดสำหรับประเทศไทยเพียง 1,000 เรือน ในโอกาสฉลองครบรอบ 60 ปี สจล. ด้วยราคาเรือนละ 23,500 บาท ทั้งนี้ กำหนดเปิดจองวันแรก! วันอังคารที่ 20 เมษายน 2564 เวลา 15.00 น. ผ่านทาง www.kmchf-pp.org โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย สมทบทุนสร้าง &amp;ldquo;โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร&amp;rdquo; (KMC Hospital) โรงพยาบาลวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ครบวงจรแห่งแรกของไทย&amp;nbsp;

ผู้สั่งจองต้องชำระเงินเต็มจำนวนผ่านทางบัตรเครดิตเท่านั้น พร้อมระบุชื่อ-นามสกุล และหมายเลขบัตรประชาชนของผู้สั่งจอง และพิมพ์ใบสั่งจองไว้เพื่อรอรับนาฬิกาตามรายการ ช่วงประมาณเดือนเมษายน 2565 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
โทร. 092-454-8160, 092-548-2640 หรือไลน์ไอดี @KMITLHospital และ www.facebook.com/KMCHospitalbyKMITL&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/100042</URL_LINK>
                <HASHTAG>สจล.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210420/image_big_607e3cb48b176.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>80245</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/10/2020 16:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/10/2020 16:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล. ผุดแนวคิด “แก้มลิงใต้ดิน” มูลค่า1พันล้าน ใช้เป็นบ่อพักน้ำรอระบาย แก้ปัญหาน้ำท่วมกทม.  </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
12 ต.ค.63 -สภาวิศวกร ร่วมกับสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) แถลงข่าวเปิดตัว เทคโนโลยีวิศวกรรมแก้ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ด้วยแนวคิด &amp;ldquo;แก้มลิงใต้ดิน&amp;rdquo; แบ่งเป็นพื้นที่ใจกลางเมืองรองรับน้ำรอระบายได้ถึง 100,000 ลบ.ม. และในพื้นที่ซอย 800 ลบ.ม. หากเป็นไปได้พร้อมนำร่องที่ สวนเบญจกิติ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสภาวิศวกร และอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ให้ข้อมูลว่า ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นปัญหาที่ซับซ้อนมาหลายปี &amp;nbsp;จะเห็นว่าพื้นที่ใจกลางเมือง หรือในซอยจะเกิดน้ำท่วมเร็ว ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพื้นที่กรุงเทพฯ มีสภาพเป็นแอ่งกระทะคอนกรีต จากการขยายตัวของเมือง และหลายซอยมีระดับพื้นที่ต่ำกว่าน้ำทะเลหลายซอย ตัวอย่าง พื้นที่ ม.รามคำแหง &amp;nbsp;เราจึงคิดว่าฝนตกนิดหนึ่งน้ำก็ท่วมซอยแล้ว แต่แท้จริงคือน้ำย้อนจากพื้นที่สูงมายังพื้นที่ต่ำกว่า ดังนั้นวิธีที่จะนำน้ำที่ท่วมออกจากพื้นที่ได้คือการสูบน้ำออกจากถนน ไปยังคลองแสนแสบ และขึ้นไปที่แม่น้ำเจ้าพระยาเท่านั้น ทั้งนี้แม้ว่าจะมีอุโมงค์ยักษ์ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม บางทีน้ำก็มาไม่ถึงเพราะน้ำต้องมาจากซอยขึ้นไปบนถนน ไหลเชื่อมไปยังอุโมงค์ยังกษ์ และขีดความสามารถที่จำกัด มีปัญหาขยะอุดตัน ทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดน้ำบนถนนมากเกินไป กลายเป็นน้ำท่วมขัง และหากปั๊มน้ำตัวหนึ่งเสีย พื้นที่กรุงเทพฯอาจจะจมน้ำได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
อธิการบดีสจล.กล่าวอีกว่า เมื่อดูจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ 7-12 ตุลาคมที่ผ่านมา &amp;nbsp;ได้ใช้บิ๊กเดต้าคำนวณพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม แบบแม่นยำสูงสุด ด้วย 5 ปัจจัย คือ พื้นที่แหล่งน้ำ การใช้ประโยชน์ที่ดิน การคมนาคม(ถนนสายหลัก) โดยพื้นที่น้ำท่วมในปี 2552-2562 และระดับความสูงของพื้นที่ จากการวิเคราะห์ 70 จุดเสี่ยงภัยน้ำท่วมบริเวณถนน พบว่ากรุงเทพฯน้ำท่วมสูงสุดกว่าร้อยละ 35.52 ของพื้นที่ทั้งหมดกว่า 1,500 ตารางกิโลเมตร โดยเฉพาะในพื้นที่บางนา คลองเตย และรามคำแหง โดย 70 จุดเสี่ยงแบ่งเป็น 56 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทันที หากมีปริมาณน้ำฝนเกิน 60 มม./ชั่วโมง อาทิ &amp;nbsp;ถ.พระราม3 ช่วงตลาดฮ่องกงปีนัง-แยก ณ ระนอง ถ.งามวงศ์วาน ช่วงแยกเกษตร ถ.รัชดาภิเษก แยกพระราม9-แยกห้วยขวาง ถ.แจ้งวัฒนะ มรก.พน. ถ.รามคำแหง ถ.อโศกมนตรี และถนนพัฒนาการ และยังมี 14 จุดเสี่ยงน้ำท่วม กรณีที่มีปริมาณฝนไม่เกิน 60 มม./ชั่วโมง ได้แก่ ถ.แจ้งวัฒนะ จากคลองประปา-คลองเปรมประชากร ถ.รัชดาภิเษก บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ และถ.พหลโยธิน เพื่อเตรียมหาแนวทางรับมือ ตลอดจนนำมาประยุกต์ใช้จัดโซนเมืองขนาดใหญ่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ทั้งนี้ &amp;nbsp;ได้ทำการศึกษาจากประเทศที่ประสบปัญหาน้ำท่วมที่หนักกว่าไทย อย่าง กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่มีประชากรเกือบ 40 ล้านคน หนาแน่นกว่ากรุงเทพฯ 3-4 เท่า ทำให้สภาพพื้นที่เป็นแอ่งกระทะ และอยู่ต่ำกว่าแม่น้ำสายหลัก คือ แม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว และยังต้องเผชิญกับพายุใต้ฝุ่นอย่างหนักประมาณ 7-12 ลูกทุกปี วิธีการจัดการน้ำท่วมเมื่อก่อน จึงเป็นวิธีการที่ฝืนธรรมชาติโดยการสูบน้ำจากซอยขึ้นมาบนถนน ส่งต่อไปยังแม่น้ำสุมิดะและอ่าวโตเกียว ซึ่งไม่ได้ผลเท่าที่ควร เพราะหากปั๊มสูบเกิดปัญหาก็จะทำให้เกิดปัญหาน้ำย้อนและเมืองอาจจะจมน้ำ ปัญหาเหล่านี้จึงได้ถูกแก้ด้วยวิศวกรรมและเทคโนโลยี ที่เป็นวิธีการแก้ปัญหาโดยธรรมชาติ คือ การสร้างบ่อพักน้ำรอระบายขนาดยักษ์ใต้ดิน หรือไทยจะเรียกว่าแก้มลิงใต้ดิน ที่ไว้รองรอน้ำรอระบายไม่ต้องสูบน้ำรอระบายไว้บนถนน และไม่ต้องใช้ปั๊มน้ำ มีทั้งหมด 2 จุด ได้แก่ พื้นที่ทางตอนเหนือและใจกลางเมืองชินจูกุ ซึ่งหลักการคล้ายกันนี้ก็ยังมีประเทศ ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากแนวคิดนี้ &amp;nbsp;มีตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้ว คือ แนวคิดแก้มลิงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่มีตามธรรมชาติ แต่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ไม่มีพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เนื่องจากการขยายตัวของเมือง ดังนั้นแนวคิดการสร้างแก้มลิงยักษ์ใต้ดินก็ต้องสามารถทำได้ในกรุงเทพฯ โดยประเมินจากพื้นที่ขนาดใหญ่ ใจกลางเมืองที่มีปัญหาหนักสุด อย่าง พื้นที่ย่านอโศก-สุขุมวิท-พระราม 4-บางนา-ราชประสงค์ &amp;nbsp;ที่เมื่อเกิดน้ำท่วมก็จะทำให้การจราจรติดมากที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และหากดูพื้นที่โดยรวมแล้ว สามารถนำร่องได้ คือ สวนเบญจกิติ ที่มีพื้นที่ 130 ไร่ มีขอบเขตพื้นที่ให้บริการ 900,000 ตารางเมตร &amp;nbsp;และไม่ต้องเวียนคืนพื้นที่ &amp;nbsp;สามารถสร้างบ่อสี่เหลี่ยมพักน้ำขนาดใหญ่ และสร้างท่อระบายน้ำหลัก 4 ท่อ พร้อมเชื่อมไปยังระบบท่อระบายอื่นๆในกรุงเทพฯ &amp;nbsp;เป็นการลำเลี้ยงน้ำฝนบนพื้นถนนลงสู่ใต้ดิน ซึ่งในกระบวนการก่อสร้างไม่ยาก ทำเหมือนกับสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่จะง่ายกว่าเพราะไม่ต้องมีคนไปอยู่ใต้ดิน ขนาดอยู่ที่ กว้าง 90 x ยาว 100 x ลึก 20 ม. และด้านบนเป็นตะแกรงที่สามารถกรองขยะ ซึ่งเราก็สามารถเก็บได้ง่าย โดยจะรองรับปริมาณน้ำได้ 100,000 ลบ.ม. และใช้ระยะเวลาระบายลงไปยังแก้มลิงใต้ดินภายใน 15 นาที &amp;nbsp;ในระยะเส้นทางตั้งแต่พระราม 4 ไปจนถึงสุขุมวิท-อโศก &amp;nbsp;ที่คาดว่าการสร้างจะใช้งบประมาณ 1 พันล้านบาท เปรียบเทียบงบประมาณที่รัฐต้องแก้ปัญหาน้ำท่วมมากถึง 1 หมื่นล้าน/ปี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกพื้นที่มองไว้ก็คือสวนจัตุจักร &amp;nbsp;ส่วนน้ำท่วมในซอยที่เราต้องเผชิญ เพราะมีเพียงท่อระบายน้ำขนาดเล็ก และน้ำบนถนนยังทะลักเข้ามาอีก เราก็สามารถที่จะสร้างแก้มลิงเล็กใต้ดินขนาดเล็กหน้าซอย กว้าง 4 x ยาว 20 x ลึก 10 ม. สามารถรองรับน้ำเพื่อรอระบายได้ 800 ลบ.ม. ที่วางบประมาณไว้ 2-3 ล้านบาท ซึ่งความกว้างจะไม่ขัดขว้างการสัญจรในซอย และยังช่วยระบายน้ำจากถนนด้วย หากเป็นไปได้ภายใน 1 ปีนี้จุดที่ควรสร้างให้เร็วที่สุดคือย่านสุขุมวิท อโศก และพระราม4 และแนวทางนี้เราหวังว่าทางกรุงเทพฯ จะนำแนวคิดแก้มลิงใต้ดินที่ออกแบบเสร็จเรียบแล้ว ไปพิจารณาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ทันที&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/80245</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ปัญหาน้ำท่วมกรุงเทพฯ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, แก้มลิงใต้ดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20201012/image_big_5f841f6160b3e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62529</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/04/2020 15:05</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/04/2020 15:04</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&quot;ห้องแยกโรคความดันลบ&quot;คืออะไร? ทีมวิศวะฯ สจล.แจกแจงให้ฟัง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
8เม.ย.63-ห้องความดันลบ (Negative pressure room) เป็นสิ่งจำเป็นในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อโควิด -19 &amp;nbsp;ซึ่งเป็นเชื้อโรคอุบัติใหม่ที่สามารถแพร่กระจายได้ในอากาศได้ดี &amp;nbsp; และเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถดูแลผู้ป่วยได้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในช่วงสภาวการณ์เช่นนี้ &amp;nbsp; &amp;nbsp;เพื่อตอบรับกับสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ทางสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้่าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง(สจล.) ได้ประดิษฐ์ นวัตกรรมห้องความดันลบ เพื่อผู้ป่วยโควิด ขึ้นมา&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
รศ. ดร.คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวถึง ห้องความดันลบ &amp;nbsp;ที่ควบคุมปริมาณการกระจายของโรค &amp;nbsp; เพราะมีคุณสมบัติ ปรับความดันอากาศภายในห้องต่ำให้เป็น Negative หรือมีแรงดันต่ำกว่าอากาศภายนอกห้อง เพื่อไม่ให้อากาศภายในห้องที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนไหลออกสู่ภายนอกห้อง ห้องดังกล่าวจึงมีความพิเศษ ในแง่ที่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1.มีระบบควบคุมความดันห้องเป็นลบ การปรับความดันภายในห้องให้เป็น Negative หรือมีแรงดันต่ำกว่าภายนอกห้อง เพื่อไม่ให้อากาศภายในห้องที่อาจจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนไหลออกมาสู่ภายนอก ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ชื้อโรคอยู่ภายในห้องไม่ให้แพร่กระจายออกไปสู่ภายนอก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2.มีเครื่องดูดอากาศเสียให้เป็นอากาศดี คือ ระบบมอเตอร์จะดูดอากาศที่อาจเชื้อโรคเจือปนผ่านเครื่องกรองอากาศฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพสูงในการกรองอนุภาคขนาดเล็ก เพื่อกรองเชื้อไวรัสและปล่อยออกมาเป็นอากาศดีสู่ภายนอกอาคาร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
3. เป็นห้องกักเชื้อชั้นยอด จากประสิทธิภาพการควบคุมการไหลเวียนของอากาศ จึงสามารถจำกัดบริเวณการเคลื่อนของเชื้อโรคให้อยู่ในบริเวณที่ควบคุมเท่านั้น จึงทำให้จุดต่างๆ ของโรงพยาบาลมีความปลอดภัย เพราะสามารถ &amp;ldquo;กักกันเชื้อโรค&amp;rdquo; ในบริเวณจำกัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ห้องความดันลบ ที่สจล.ผลิตจะช่วยลดต้นทุนในการผลิต ประกอบกับดีมานด์หรือความต้องการใช้งานที่สูงขึ้น แต่ปริมาณห้องมีไม่เพียงพอต่อกับความต้องการ &amp;nbsp;การมีห้องความดันลบมากๆ ยังช่วยรองรับกับมาตรการการป้องกันและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด&amp;ndash;19 &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;จากทำการวิจัยและพัฒนา เรายังปรับเปลี่ยนและหันมาใช้วัสดุทดแทนที่หาได้ภายในประเทศ อาทิ พัดลมอัดอากาศ และระบบกรองอากาศฆ่าเชื้อโรคแบบกรองอนุภาคขนาดเล็ก เป็นต้น ซึ่งมีคุณสมบัติเทียบเท่ากับวัสดุที่มีราคาแพงจากต่างประเทศ ทำให้ทุนในการผลิตลดลงเหลือราว 150,000 - 200,000 บาทต่อห้อง จากปกติที่ต้องใช้เงินในการผลิตห้องละ 1 ล้านบาท นอกจากนี้ทีมคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. ยังเตรียมดัดแปลงห้องแยกโรคความดันลบ &amp;nbsp;ในรูปแบบเคลื่อนที่ได้ (Movable room) เพื่อความสะดวกในการขนย้าย และสามารถเคลื่อนไปตั้งที่จุดคัดกรองในสถานที่ต่างๆ ตามความต้องการใช้งาน&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รศ.ดร. คมสัน กล่าวอีกว่า ในลำดับต่อไป สจล. จะถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่โรงพยาบาลสิรินธร ในการให้คำแนะนำและจัดสร้างห้องแยกโรคความดันลบ &amp;nbsp;หรือห้องกักกันเชื้อโรค จำนวน 3 ห้อง ไว้ใช้ในโรงพยาบาล เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด&amp;ndash;19 &amp;nbsp;และป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อ ออกมาสู่ภายนอก &amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลกลาง &amp;nbsp;ในการจัดสร้างห้องแยกโรคความดันลบ และ Anti room เพื่อรองรับผู้ป่วยโควิด&amp;ndash;19 ที่เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาลกลาง &amp;nbsp;และยังได้ตั้งเป้าหมายที่จะผลิตห้องแยกโรคความดันลบให้กับโรงพยาบาลในพื้นที่กรุงเทพฯ อีก 10 แห่ง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร. สกุล ห่อวโนทยาน อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ &amp;nbsp;สจล. กล่าวเพิ่มว่า นอกจากห้องแยกโรคความดันลบ &amp;nbsp; ที่เตรียมเปิดตัวที่โรงพยาบาลกลาง และโรงพยาบาลสิรินธรแล้ว ยังมีห้องแยกโรคความดันลบ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สจล. และบริษัท NL Development ที่ถูกจัดตั้งเสร็จสมบูรณ์ พร้อมใช้งานได้ทันที จำนวน 5 ห้องตรวจ ที่วชิรพยาบาล (โรงพยาบาลวิชิระ) &amp;nbsp;นอกจากนี้ คณะผู้พัฒนาห้องดังกล่าว มีความพร้อมในการแชร์ต้นแบบการสร้างห้องแยกโรคความดันลบ (Negative pressure room) ในต้นทุนที่ต่ำ และได้มาตรฐาน ให้แก่โรงพยาบาล หรือหน่วยงานที่สนใจ เพื่อให้โรงพยาบาลทั่วประเทศมีห้องแยกโรคความดันลบ (Negative pressure room) ใช้ได้ทันต่อความต้องการตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62529</URL_LINK>
                <HASHTAG>สจล., ห้องแยกโีรคความดันลบ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200408/image_big_5e8d848a9caa7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62294</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/04/2020 15:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/04/2020 15:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล.เจ๋งผลิตเครื่องช่วยหายใจGO Life Ventilator ช่วยผู้ป่วยโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6 เม.ย.63-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของประเทศไทยจะยังไม่รุนแรงอย่างในสหรัฐอเมริกา และประเทศแถบยุโรปที่มีผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะความพร้อมในด้านเครื่องมือทางการแพทย์ที่ใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อในทุกระดับที่ต้องพร้อมใช้งาน และมีจำนวนเพียงพอสำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจรุนแรงขึ้น ศูนย์รวมนวัตกรรม KMITL GO FIGHT COVID-19 โดยสำนักงานบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) จึงได้เปิดตัวนวัตกรรมเครื่องช่วยหายใจ Go Life Ventilator สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ในระดับเบื้องต้น ไปจนถึงระดับรุนแรง และเตรียมผลิตเพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล และหน่วยงานที่มีความต้องการใช้เครื่องมือดังกล่าว โดยเบื้องตนจะส่งมอบให้แก่กรุงเทพมหานครจำนวน 20 เครื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศูนย์รวมนวัตกรรม KMITL GO FIGHT COVID-19 จัดตั้งขึ้นภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด (KMITL 60th Year: Go Beyond the Limit) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสังคมก้าวผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศ.ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า นวัตกรรมเครื่องช่วยหายใจ GO Life Ventilator &amp;nbsp;ของ สจล. มีแนวคิดการผลิตในปริมาณมาก เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาลที่มีความต้องการใช้งานกับผู้ป่วยโควิด-19 ในระดับที่มีอาการติดเชื้อในปอด ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจดังกล่าว อีกทั้งจำลองคุณสมบัติของเครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ในโรงพยาบาล ให้อยู่ในขนาดที่พกพาได้ เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล และผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งาน สามารถนำไปใช้เองได้ที่บ้าน อีกทั้งยังเป็นการลดต้นทุนการผลิต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับนวัตกรรมเครื่องช่วยหายใจที่ผลิตขึ้น โดยหลักสูตรวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5,000 &amp;ndash; 10,000 บาท ในขณะที่เครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ที่ใช้ในโรงพยาบาลมีต้นทุนการผลิตถึงเครื่องละเกือบ 1 ล้านบาท โดยหลักการของเครื่องช่วยหายใจดังกล่าวได้รับแนวคิดมาจากเครื่องช่วยหายใจชนิดบีบมือ (Ambu bag) ซึ่งทีมนักพัฒนานวัตกรรมได้นำมาประยุกต์ใช้กับระบบควบคุมโดยเมคคานิค ที่สามารถตรวจจับจังหวะการหายใจของผู้ป่วย และเครื่องจะทำการบีบอัดแรงดันบวกเข้าไปโดยอัตโนมัติในจังหวะที่เข้ากับอัตราการหายใจของผู้ป่วย ทำให้การใช้งานมีความง่าย สะดวก และปลอดภัย ผ่านมาตรฐานการตรวจสอบระดับสูง&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามนวัตกรรมเครื่องช่วยหายใจดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการผลิตเพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาลที่สนใจ สำหรับหน่วยงานที่สนใจสนับสนุนการผลิตนวัตกรรมดังกล่าว สามารถติดต่อสำนักงานบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) โทร. 091-812-0416 หรืออีเมล kannika.li@kmitl.ac.th หรือประชาชนที่สนใจร่วมบริจาคเพื่อสมทบทุนการผลิตเพื่อแจกจ่ายแก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ สามารถบริจาคได้ที่ธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี &amp;nbsp;สจล. นวัตกรรมสู้ COVID-19 เลขที่บัญชี 693-031-750-0&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62294</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์, สจล., เครื่องช่วยหายใจ Go Life Ventilator</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200406/image_big_5e8aebbc5815f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>61941</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/04/2020 16:03</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/04/2020 16:03</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล.สร้าง3นวัตกรรมสู้โควิด เครื่องช่วยหายใจพกพา ห้องแยกโรคความดันลบ  ประตูสแกนอุณหภูมิ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลเครื่องช่วยหายใจแบบพกพา นำไปใช้ที่บ้านได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3 มี.ค. 63 -สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ได้แถลงข่าวผ่าน Facebook Live Streaming เปิดตัวศูนย์ KMITL GO FIGHT COVID-19 ศูนย์รวมองค์ความรู้ และนวัตกรรมในด้านการควบคุม ป้องกัน และรักษาโรคโควิด-19 ภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด โชว์ 3 นวัตกรรมที่มีความพร้อมในการใช้งาน อาทิ ห้องแยกโรคความดันลบ (Negative pressure room) &amp;nbsp;เครื่องช่วยหายใจ (GO RES) และประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ เป็นต้น เพื่อขยายผลไปยังโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่สนใจต่อไป&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ในสถานการณ์ปัจจบุันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกมีผู้ป่วยเกิน 1 ล้านคน และคาดว่าอาจจะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นสำหรับสถานการณ์ยอดผู้ติดเชื้อในประเทศไทยที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อกำลังของบุคลากรทางการแพทย์ การรองรับของโรงพยาบาล หรือเครื่องมือแพทย์ที่ไม่เพียงพอและมีอย่างจำกัด ในฐานะสถาบันการศึกษาก็ได้มีส่วนยกระดับศักยภาพทางการแพทย์ โดยได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นโรงพยาบาลสนาม ในกรณีที่ประชาชนหรือกระทรวงสาธารณสุขต้องการจำนวน 351 ห้อง และในส่วนของอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่าง &amp;nbsp;เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งเป็นโมเดลแรกในประเทศไทย ที่ใช้เวลากว่า 1 เดือนในการคิดค้นและประดิษฐ์ &amp;nbsp;ซึ่งชิ้นส่วน อย่าง กระบอกสูบหรือลูกสูบ ที่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ อีกทั้งยังได้จำลองคุณสมบัติของเครื่องช่วยหายใจขนาดใหญ่ในโรงพยาบาล ให้อยู่ในขนาดที่พกพาได้ เพื่อแจกจ่ายให้แก่โรงพยาบาล และผู้ที่มีความจำเป็นในการใช้งาน สามารถนำไปใช้เองได้ที่บ้าน ทั้งนี้ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 5,000 &amp;ndash; 10,000 บาท เพื่อเป็นกำลังในการผลิตให้ได้ปริมาณมากทาง สจล.ได้บริจาคแล้ว 1 ล้านบาท หากประชาชนสนใจร่วมบริจาคได้ที่ 693-031-750-0 สาขา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง &amp;nbsp;ชื่อบัญชี &amp;nbsp;สจล. นวัตกรรมสู้ COVID-19&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โมเดลห้องแยกโรคความดันลบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;อธิการบดี สจล. กล่าวต่อว่า สำหรับห้องแยกโรคความดันลบ เป็นนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องคัดกรองเชื้อโรค โดยหลักการทำงานจะปรับความดันภายในห้องให้เป็น Negative หรือมีแรงดันต่ำกว่าห้องข้างเคียง เพื่อไม่ให้อากาศซึ่งอาจมีเชื้อโรคปนเปื้อนภายใน ไหลออกมาสู่ห้องภายนอก ในต้นทุนการสร้างเพียงประมาณ 150,000 &amp;ndash; 200,000 บาทต่อห้อง โดยติดตั้งแล้วที่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาลจำนวน 5 ห้อง และโรงพยาบาลสิรินธรจำนวน 3 ห้อง โดยคาดว่าจะพร้อมใช้งานภายในต้นเดือนเมษายน 2563 และประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI คัดกรองแม่นยำ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ เพื่อคัดกรองบุคคลและพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าหรือออกจากสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น สนามบิน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น โดยได้นำร่องใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวเพื่อคัดกรองบุคคลก่อนเข้าอาคารภานในมหาวิทยาลัย และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ห้องแยกโรคความดันลบ ที่สร้างให้รพ.วชิรพยาบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp; นอกจากนี้ ยังมีประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI คัดกรองแม่นยำ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติI พร้อมด้วยระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ โดย สจล. พัฒนาเครื่องมือดังกล่าวขึ้นเพื่อคัดกรองบุคคลและพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเข้าหรือออกจากสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น สนามบิน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น อีกทั้งการคัดกรองด้วยระบบ AI จะช่วยลดความเสี่ยงในการใช้คนตรวจ ซึ่งอาจเกิดการแพร่เชื้อระหว่างผู้ใช้งานและผู้คัดกรองได้ ทั้งนี้ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบิน สจล. ได้นำร่องใช้งานนวัตกรรมดังกล่าวเพื่อคัดกรองบุคคลก่อนเข้าอาคาร และพร้อมต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าวให้เป็นประโยชน์ในวงกว้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;ldquo;สำหรับมาตรการในส่วนของนักศึกษา ได้มีการปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อสอดรับกับมาตรการลดระยะห่างทางสังคม ได้ดำเนินการติดตามผลการเรียนในรูปแบบออนไลน์ ขยายเวลาเรียนและจ่ายค่าเทอม &amp;nbsp;และรับฟังปัญหาของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง และได้ออกมาตรการช่วยเหลือนักศึกษา อาทิ ประกันสุขภาพ ฯลฯ ที่จะทยอยประกาศเพื่อเป็นการช่วยนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งยังต้องติดตามผลการประชุมจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)&amp;rdquo; &amp;nbsp;อธิการบดี สจล. ทิ้งท้าย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ ศูนย์ KMITL GO FIGHT COVID-19 ยังมีนวัตกรรมอื่นๆอีก อาทิ ระบบตรวจจับอุณหภูมิด้วยกล้องถ่ายภาพความร้อนเวอร์ชั่นที่ 1 และ 2, หน้ากากพร้อมการ์ดป้องกัน, อุปกรณ์ในการฆ่าเชื้อเครื่องมือทางการแพทย์, หุ่นยนต์ในการบริหารจัดการยาและเก็บของเสีย, ระบบดูดและกรองอากาศสำหรับชุดป้องกันเชื้อโรค, ระบบควบคุมลิฟต์แบบไม่สัมผัส, หุนย์ฆ่าเชื้อด้วยแสง UV C, ห้องทำความสะอาดและฆ่าเชื้อภาคสนาม และแอพพลิเคชั่นเฝ้าระวังและติดตามตัวผู้ป่วยโควิด-19 เป็นต้น สำหรับโรงพยาบาลและหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อสอบถาม และรับคำแนะนำด้านการพัฒนานวัตกรรมได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่สำนักงานบริหารงานวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) โทร. 091-812-0416 หรืออีเมล kannika.li@kmitl.ac.th&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/61941</URL_LINK>
                <HASHTAG>ประตูสแกนอุณหภูมิ, สจล., สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์, ห้องแยกโรคความดันลบ, เครื่องช่วยหายใจแบบพกพา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200403/image_big_5e86fa67170a0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60447</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2020 16:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2020 16:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สจล.ทำประตูวัตอุณหภูมิสุดแม่นยำ รู้ผลใน 5วินาที</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;21 มี.ค.63-ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า สจล. ได้เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างราบรื่น อีกทั้งเพื่อช่วยเหลือองค์กรภายนอก และสถาบันศึกษาอื่นๆ ภายใต้โครงการ 60 ปี พระจอมเกล้าลาดกระบัง ไร้ขีดจำกัด (KMITL 60th Year: Go Beyond the Limit) โดย สจล. ได้ส่งนวัตกรรมที่พร้อมดิสรัปต์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ได้แก่
1. ประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI คัดกรองแม่นยำ พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติ &amp;nbsp;เป็นการคิดค้นร่วมกันระหว่าง วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. ร่วมกับ ห้องวิจัยอิเล็กทรอนิกส์ทางการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ Thai Echo Group พัฒนานวัตกรรมประตูสแกนอุณหภูมิระบบ AI พร้อมระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อต่อยอดการคัดกรองบุคคลก่อนเข้าอาคารให้มีความแม่นยำยิ่งขึ้น โดยนวัตกรรมดังกล่าวมีหลักการทำงาน 3 ข้อ ได้แก่&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
1) การตรวจวัดอุณหภูมิด้วยระบบ AI โดยระบบจะตรวจจับจุดที่อุณหภูมิสูงสุดบนใบหน้าเพื่อความแม่นยำ โดยใช้เวลาในการตรวจวัดอุณหภูมิเพียง 5 วินาที โดยมีระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว พร้อมรายงานผลอุณหภูมิของแต่ละคนแบบเรียลไทม์ ซึ่งผู้ที่มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 37.5 องศา จะมีสัญญาณแจ้งเตือนดังขึ้น เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์นำตัวบุคคลดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการคัดกรองโรคเพิ่มเติม&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
2) &amp;nbsp;ระบบพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ ผู้ที่ผ่านการคัดกรอง หรือมีอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 37.5 องศา &amp;nbsp;จะสามารถผ่านไปยังจุดพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ โดยน้ำยาฆ่าเชื้อดังกล่าวสามารถฆ่าเชื้อโควิด-19 ได้มากกว่า 95% และเป็นน้ำยาที่ใช้ในโรงพยาบาล จึงมีความปลอดภัยในการใช้งาน และเมื่อผู้ใช้งานผ่านจุดพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้ออัตโนมัติทั่วร่างกายเป็นเวลา 10 วินาทีแล้ว จึงสามารถผ่านประตูทางเข้าได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;3) ระบบการทำงานรวดเร็วและอัตโนมัติ กระบวนการคัดกรองและฉีดพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อทั้งหมด ของประตูสแกนอุณหภูมิ AI ใช้เวลาไม่เกิน 15 วินาที อีกทั้งไม่ใช้คนในการคัดกรอง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างผู้คัดกรองและผู้ใช้งาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนผลงาน &amp;nbsp;Go Gel - สเปรย์ เจลแอลกอฮอล์พกพา ป้องกันเชื้อโรค &amp;nbsp;ทีมคณาจารย์ นักศึกษา และอาสาสมัครจากคณะต่างๆ ของ สจล. ร่วมกันผลิตขึ้นเพื่อมอบให้บุคลากร นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ใช้ทำความสะอาดมือ ป้องกันความเสี่ยงจากเชื้อโรค โดยสเปรย์ และเจลแอลกอฮอล์ดังกล่าวเป็นสูตรที่ใช้ง่าย อ่อนโยน ไม่เหนียวเหนอะหนะ แต่ยังคงประสิทธิภาพการป้องกันได้อย่างดี และสะดวกในการพกพา เหมาะสำหรับทำความสะอาดมือในคราวจำเป็นที่ไม่สามารถหาที่ล้างมือได้อย่างสะดวก เพื่อช่วยป้องกันเชื้อโรค เสริมสร้างสุขลักษณะที่ดี โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับสเปรย์แอลกอออล์ได้ที่ชั้น 1 สำนักงานอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60447</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, สจล.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200321/image_big_5e75e4b0e22d3.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
