<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112093</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2021 20:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2021 17:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อธิบดี พช. กำชับทุกจังหวัด เร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ &quot;โคก หนอง นา โมเดล&quot; </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เปิดเผยว่า จากที่มีการนำเสนอข่าวโครงการโคกหนองนาโมเดล ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม พบการขุดปรับพื้นที่แปลงของเกษตรกร ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ผู้รับเหมาขุดผิดแบบ จึงมีข้อสงสัยว่า เหตุใดทางอำเภอจึงเลือกผู้รับเหมาที่ไม่มีความสามารถมาทำโครงการ ซึ่งเป็นการจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจง ขณะที่ผู้รับเหมาโครงการระบุว่า ปัญหาการคิดคำนวณค่าจ้างขุด เป็นปัญหาสำคัญของโครงการนี้ พร้อมอ้างว่า เจ้าหน้าที่ขอร้องให้นำรถขนดิน มาถ่ายภาพกับแปลงที่ขุด เพื่อเบิกเงินค่าทอยดินเพิ่ม ทั้งที่การทำงานจริงบางพื้นที่ ใช้รถขนดินไม่ได้ รวมทั้งการเบิกจ่ายที่มีความล่าช้า แม้จะมีการส่งมอบงานไปแล้ว นั้น กรมการพัฒนาชุมชน ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง จากจังหวัดมหาสารคามแล้ว พบว่า โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิต ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ &amp;quot;โคกหนองนาโมเดล&amp;quot; (งบเงินกู้) จังหวัดมหาสารคาม ได้รับการจัดสรรงบประมาณดำเนินการในพื้นที่ 11 อำเภอ 85 ตำบล รวมทั้งสิ้น 635 แปลง (พื้นที่ 3 ไร่) ดำเนินการขุดปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว 587 แปลง เบิกจ่ายเงินแล้ว 390 แปลง อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารส่งเบิก 197 แปลง กำลังดำเนินการขุดปรับพื้นที่ 12 แปลง และยังไม่ดำเนินการขุด 36 แปลง และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ประจำปีงบประมาณ พ. ศ. 2564 จังหวัดมหาสารคาม ได้รับการจัดสรรงบประมาณดำเนินการทั้งสิ้น 324 แปลง แยกเป็นพื้นที่ 3 ไร่ จำนวน 105 แปลง และพื้นที่ 1 ไร่ 219 แปลง ดำเนินการขุดปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้ว 316 แปลง เบิกจ่ายเงินแล้ว 237 แปลง อยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารส่งเบิก 79 แปลง กำลังดำเนินการขุดปรับพื้นที่ 4 แปลง และยังไม่ดำเนินการขุด 4 แปลง &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งการดำเนินงานโครงการดังกล่าว พบว่าได้มีการดำเนินการขุดปรับพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ผลจากการเบิกจ่ายงบประมาณยังน้อยและมีความล่าช้า ในขั้นตอนการรวบรวมเอกสารรายงานผลจากช่างผู้ควบคุมงาน ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้สั่งการให้นายอำเภอดำเนินการติดตามเร่งรัดผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเบิกจ่ายงบประมาณให้กับผู้รับจ้างโดยเร็ว พร้อมทั้งชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้รับจ้างทุกราย โดยในเบื้องต้น ผู้รับจ้างมีความเข้าใจเป็นอย่างดีแล้ว &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการตรวจสอบกับผู้เข้าร่วมโครงการที่ถูกนำมาอ้างในข่าว คือ นางหนูเกิด ศรีนนเรือง บ้านแวงชัย หมู่ 3 ตำบลแคน อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งได้ยืนยันแล้วว่าการดำเนินการเสร็จเรียบร้อย เป็นไปตามแบบที่ตนเองต้องการหรือตามหลักภูมิสังคมแล้ว และเมื่อมีการดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็สวยงามถูกใจตนเองมาก ที่สำคัญสามารถกักเก็บนำ้ไว้ใช้ในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงปลาได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ทางคณะกรรมการก็ตรวจรับไปแล้ว ไม่ได้มีปัญหาตามที่ถูกนำไปอ้างถึงแต่อย่างใด &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนกรณีที่ นายโชคชาย โฆตะมะ ตัวแทนผู้รับเหมาโครงการโคก หนอง นา จังหวัดมหาสารคาม ที่ออกมาให้ข่าวว่า ตนได้รับเงินค่าขุดดินตามโครงการฯ น้อยจากงบประมาณที่ตั้งไว้นั้น ทางจังหวัดมหาสารคาม ก็ได้ตรวจสอบข้อมูลการขุดปรับพื้นที่แปลงที่ถูกกล่าวถึงแล้ว พบว่า แปลงดังกล่าวมีพื้นที่ขนาด 3 ไร่ เป็นของผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ คือ นางบัวพัน ทัดวงษ์ บ้านโนนทอง หมู่ที่ 7 ตำบลสันป่าตอง อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม มีรายละเอียดงานขุดปรับพื้นที่ตามรูปแบบรายการ งบประมาณ 104,000 บาท มีปริมาตรดินขุด 4,000 ลูกบาศก์เมตร ( งานขุดดินด้วยเครื่องจักร บ่อที่ 1 จำนวน 516 ลูกบาศก์เมตร งานขุดดินขนย้ายระยะทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร พร้อมเปรียบปรับแต่งบ่อที่ 1 จำนวน 384 ลูกบาศก์เมตร และงานขุดดินด้วยเครื่องจักร บ่อที่ 2 จำนวน 503.25 ลูกบาศก์เมตร งานขุดดินขนย้ายระยะทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร พร้อมเตรียมปรับแต่งบ่อที่ 2 จำนวน 3 96.75 ลูกบาศก์เมตร งานขุดดินด้วยเครื่องจักร ขุดร่องน้ำ คลองส่งน้ำ คลองไส้ไก่ ความยาว 1.100 เมตร จำนวน 2,200 ลูกบาศก์เมตร) &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งทางอำเภอนาเชือกได้ทำสัญญาจ้างกับห้างหุ้นส่วนจำกัด บางแก้ว 2009 โดยทางห้างหุ้นส่วนฯ มอบหมายให้ นายโชคชัย โฆตะมะ เป็นผู้นำเครื่องจักรเข้าไปขุดปรับพื้นที่ตามโครงการดังกล่าว และจากการตรวจสอบผลการดำเนินงานขุดปรับพื้นที่ พบว่า ผู้รับจ้างได้ทำงานขุดดินตามโครงการ ได้ปริมาตรดินขุดรวมทั้งสิ้น 2,016 ลูกบาศก์เมตร โดยคิดคำนวณปริมาตรจากงานขุดดินด้วยเครื่องจักร บ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 และงานขุดคลองไส้ไก่ โดยไม่มีปริมาตรดินจากงานดินขุดขนย้าย ระยะทางไม่เกิน 1 กิโลเมตร พร้อมเกลี่ยปรับแต่ง บ่อที่ 1 และบ่อที่ 2 ตามที่ระบุในรูปแบบรายการมาคิดคำนวณร่วมด้วย แต่เนื่องจากผู้รับจ้างไม่ได้มีการขุดขนย้ายดินดังกล่าวจริง และจากการตรวจแนะนำของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดมหาสารคาม (สตง.) ได้ระบุว่า การเบิกจ่ายค่าขนย้ายดินจะเบิกจ่ายได้ต่อเมื่อ ผู้รับจ้างบริการขนย้ายโดยมีรถบรรทุกมาขนย้ายดินในการทำงานจริงเท่านั้น และต้องมีภาพถ่ายขณะดำเนินการไว้เป็นหลักฐานสำหรับการตรวจสอบด้วย แต่ในแปลงนี้ ผู้รับจ้างไม่มีการขุดขนย้ายดินจริง จึงทำให้ไม่สามารถนำมาเบิกจ่ายเงินให้กับผู้รับจ้างได้ จึงเป็นเหตุให้ผู้รับจ้างไม่พอใจและออกมาเรียกร้องต่อสื่อมวลชนตามข่าวที่ปรากฏ &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ได้เชิญประชุมหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอ เพื่อหารือข้อราชการที่สำคัญ โดยได้ติดตามความคืบหน้าโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ โคกหนองนาโมเดล และโครงการพัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นย้ำให้เร่งรัด การเบิกจ่ายงบประมาณให้กับผู้รับจ้างโดยเร็ว และหากมีปัญหา อุปสรรค หรือข้อจำกัดใดๆ ให้รายงานจังหวัด ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพต่อไปด้วย &lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชน ยังได้กำชับให้สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด เร่งรัดการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามขั้นตอนและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมทั้งให้ปฏิบัติตามกลไกเฝ้าระวังการใช้จ่ายงบประมาณตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินฯ ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การดำเนินโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่ &amp;quot;โคกหนองนาโมเดล&amp;quot; มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง นายสุทธิพงษ์กล่าวย้ำในตอนท้าย &lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112093</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมการพัฒนาชุมชน, การจัดซื้อจัดจ้าง, ขุดผิดแบบ, งบเงินกู้, จังหวัดมหาสารคาม, นางหนูเกิด ศรีนนเรือง, นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ, นายโชคชาย โฆตะมะ, สตง., สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินจังหวัดมหาสารคาม, เคร่งครัด โปร่งใส ตรวจสอบได้, โคกหนองนาโมเดล, โครงการโคกหนองนาโมเดล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210803/image_big_6109205ca13e6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>68098</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>08/06/2020 08:46</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>08/06/2020 08:46</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ร้องสตง.ฟันบิ๊ก&#039;ม.กีฬาแห่งชาติ&#039; ผลาญงบจัดงานฉลองครบ1ปี</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8 มิ.ย. 63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้สมาคมฯ ได้ยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ไต่สวนสอบสวนเอาผิดผู้บริหารมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งได้ออกคำสั่งให้ผู้บริหารและพนักงานของวิทยาเขตต่างๆ กว่า 17 แห่งและโรงเรียนกีฬาต่างๆ ทั่วประเทศ มาร่วมกิจกรรมสถาปนาการครบรอบ 1 ปีของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยฯ ที่ศูนย์กลางของมหาลัย เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่อยู่ในห้วงเวลาต้องห้ามของการจัดกิจกรรมใดๆ ที่จะเป็นการชุมนุมคนจำนวนมาก ไม่มีระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) อันเป็นการฝ่าฝืนข่อกำหนดตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดงานดังกล่าว ทำให้ผู้บริหารวิทยาเขตของ ม.การกีฬาแห่งชาติทั้ง 17 แห่งและโรงเรียนกีฬาทั่วประเทศตั้งงบประมาณของมหาวิทยาลัยเบิกจ่ายมาร่วมงานกันทุกแห่ง ทั้งค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร ฯลฯ รวมทั้งในบริเวณงานก็จะมีการเตรียมการจัดงานซึ่งมีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก ทั้งค่าครูพรามหมณ์ผู้ทำพิธี ค่าเครื่องเซ่นไหว้ บายศรี ค่าเต้นท์ ค่าจับผ้า ค่าเบี้ยเลี้ยงคนงานหรือคณะทำงานเตรียมงาน ฯลฯ ซึ่งเป็น่าใช้จ่ายโดยรวมไม่น้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การจัดงานดังกล่าว เป็นที่ครหาของบุคลากรของมหาวิทยาลัยการกีฬาฯเป็นอย่างมาก เพราะรู้ดีว่าเป็นการจัดกิจกรรมที่จะมีคนมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก ซึ่งต้องห้ามตามข้อกำหนดของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แต่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้านเพราะผู้สั่งให้ดำเนินการเป็นผู้บริหารสูงสุดของมหาวิทยาลัยนั่นเอง กระทั่งมีผู้ร้องเรียนไปยังกระทรวงกีฬาและการท่องเที่ยว จนมีการสั่งให้หยุดการจัดงานดังกล่าวกระทันหันก่อนเริ่มงานไม่กี่ชั่วโมง แต่ทว่าการเตรียมการจัดงาน และการเดินทางมาร่วมงานของผู้บริหารและพนังงานของมหาวิทยาลัยแต่ละวิทยาเขตและโรงเรียนกีฬาทั่วประเทศได้เบิกงบประมาณและใช้จ่ายในการเดินทางเรียบร้อยแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯเห็นว่า คำสั่งให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าว เป็นการใช้เงินแผ่นดินที่ไม่คุ้มค่า ไม่เป็นไปตามกฎหมาย และฝ่าฝืนข้อกำหนดของ ศบค. แม้จะมีคำสั่งจากกระทรวงกีฬาฯให้ระงับการจัดงาน แต่ทว่าความผิดได้สำเร็จลงแล้ว ดังนั้นต้องมีผู้รับผิดชอบและถูกลงโทษ สมาคมฯจึงต้องยื่นหนังสือให้ สตง.ตรวจสอบและเอาผิดผู้บริหารของ ม.กีฬาแห่งชาติในวันนี้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อนึ่ง วิทยาเขตต่างๆของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ประกอบด้วย วิทยาเขตกรุงเทพ. วิทยาเขตชลบุรี วิทยาเขตอ่างทอง วิทยาเขตสมุทรสาคร. วิทยาเขตสุพรรณบุรี วิทยาเขตเชียงใหม่ วิทยาเขตลำปาง วิทยาเขตเพรชบูรณ์ วิทยาเขตสุโขทัย วิทยาเขตอุดรธานี วิทยาเขตมหาสารคาม วิทยาเขตศรีษเกศ วิทยาเขตชัยภูมิ วิทยาเขตชุมพร วิทยาเขตกระบี่ วิทยาเขตตรัง. วิทยาเขตยะลา เป็นต้น.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/68098</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผลาญงบ, พ.ร.ก.ฉุกเฉิน, ม.การกีฬาแห่งชาติ, ศรีสุวรรณ จรรยา, สตง.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200608/image_big_5edd9724add2d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>66136</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/05/2020 11:27</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/05/2020 11:27</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศรีสุวรรณ ร้องสตง. สอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาลพบโครงการมีพิรุธ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;17 พ.ค. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ได้เปิดให้มีการยื่นประมูลโครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ โดยแบ่งโครงการออกเป็น 2 โครงการ โดยโครงการแรกมีพื้นที่ดำเนินการ 57 แห่ง ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1 เขต 2 เขต 5 และเขต 10 มูลค่า 206,555,700 บาท โดยกำหนดยื่นซองเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2563 ส่วนโครงการที่สองมีพื้นที่ดำเนินการ 70 แห่ง ในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1 เขต 2 เขต 5 เขต 7 เขต 10 และเขต 11 &amp;nbsp;มูลค่า 212,408,000 บาทโดยกำหนดยื่นซองเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2563 ที่ผ่านมา รวมมูลค่าทั้งสองโครงการทั้งสิ้น 418,963,700 บาทนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากการตรวจสอบการประกวดราคาดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายประการ อาทิ การเขียนทีโออาร์ (TOR) ในลักษณะคล้ายการล็อกสเป็คไว้หลายชั้น เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางรายที่กำหนดกันไว้แล้วล่วงหน้า เช่น 1)การต้องส่งตัวอย่างอุปกรณ์ภายใน 3 วันทำการถัดจากวันยื่นราคา เป็นการส่อพิรุธถึงงานจ้างเหมาก่อสร้างที่ไม่ใช่งานจัดซื้อ แต่กลับให้ส่งตัวอย่างมากมายหลายชิ้น แต่ละชิ้นเป็นของที่หาไม่ได้ในตลาดซื้อขายทั่วไป 2)มีการกำหนดครุภัณฑ์ที่ไม่มีในบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์และไม่มีขายในท้องตลาดทำให้กำหนดราคากันเองตามใจชอบ 3)การกำหนดเวลาการแล้วเสร็จของงานเพียง 75 วันนับแต่วันทำสัญญา ซึ่งไม่มีทางที่ผู้รับเหมาจะทำงานสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เนื่องจากการทดสอบดินต้องใช้ระยะเวลากว่า 20 วันก่อนที่จะก่อสร้างฐานหอถังน้ำ การรอคอนกรีตเซ็ตตัวอีกไม่น้อยกว่า 15-20 วัน ซึ่งจะเหลือเวลาการทำงานก่อสร้างส่วนที่เหลือไม่ถึง 30 วัน ซึ่งการกำหนดระยะเวลาสั้นเช่นนี้ไม่มีทางที่ผู้ประกอบการรายใดจะทำได้ทัน ต้องถูกปรับแน่นอน ยกเว้นจะมีการเตรี๊ยมกันไว้แล้วกับบริษัทที่ล็อคไว้ โดยการอ้างเหตุฉุกเฉินเพื่อขยายระยะเวลาให้ หรือแสร้งส่งมอบพื้นที่ให้ล่าช้า เพื่อนำมาใช้เป็นข้ออ้างเท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การประกวดราคาดังกล่าว อาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการบางรายที่กำหนดไว้แล้ว ซึ่งในวงการต่างรู้ดีว่าเป็นบริษัทใดบ้าง สามารถเขียนแปะข้างฝาไว้ได้เลยว่าเป็นบริษัทใด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อแนวทางปฏิบัติที่คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ (คณะกรรมการวินิจฉัย) โดยได้รับการมอบหมายจากคณะกรรมการนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 ม.8 วรรคหนึ่ง (2) ที่บัญญัติให้การจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐต้องโปร่งใส โดยต้องกระทำโดยเปิดเผย เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มีการปฏิบัติต่อผู้ประกอบการทุกรายโดยเท่าเทียมกัน มีระยะเวลาที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการยื่นข้อเสนอ ฯลฯ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกระทำดังกล่าว เพื่อความโปร่งใสสมาคมฯจำต้องนำความไปร้องเรียนต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อขอให้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.การตรวจเงินแผ่นดิน 2561 ในการตรวจสอบข้อพิรุธต่าง ๆ ดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ซ.อารีย์ เขตพญาไท และหลังจากนี้สมาคมฯจะเฝ้าติดตามตรวจสอบต่อไปว่าบริษัทที่ประมูลงานได้ทั้งหมดจะสามารถส่งมอบงานได้ภายใน 75 วันได้หรือไม่ เพื่อพิสูจน์ข้อพิรุธดังกล่าว&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/66136</URL_LINK>
                <HASHTAG>ศรีสุวรรณ จรรยา, สตง., ส่อทุจริต, โครงการก่อสร้างระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20191128/image_big_5ddf28dfb8441.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>63674</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/04/2020 09:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/04/2020 09:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;โวยค่าไฟแพงซ้ำเติมโควิด ขู่ร้องสตง.สอบหน่วยงานไฟฟ้า</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 เม.ย. 63 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีผู้ใช้ไฟฟ้าออกมาบ่นและร้องเรียนว่าค่าไฟฟ้าในเดือนรอบบิลที่ผ่านมา ทำไมจึงมีราคาแพงแบบก้าวกระโดด ทั้งๆ ที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดฉุกเฉินขอให้ประชาชนอยู่กับบ้าน เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ควรที่จะหันมาดูแลเอาใจใส่ต่อปัญหา ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ทำได้แค่ลดค่าไฟให้ 3 % เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กรณีดังกล่าว เป็นความผิดพลาด ล้มเหลวของการบริหารจัดการระบบพลังงานไฟฟ้าทั้งระบบของรัฐบาล ตั้งแต่การฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญโดยให้เอกชนมาผลิตไฟฟ้ามากเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดเกินกว่า 70% ไปแล้วโดยมีการทำสัญญาซื้อขายถาวรล่วงหน้าทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาโครงสร้างราคาได้ เพราะโรงไฟฟ้าของรัฐผลิตได้ไม่ถึง 30% นั่นเอง ทำให้ขณะนี้มีปริมาณการผลิตกระแสไฟฟ้ามากถึง 43,372 เมกะวัตต์ ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อมาจากเอกชน ขณะที่ปริมาณการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 28,338 เมกะวัตต์ (สถิติใช้ไฟฟ้าสูงที่สุดเมื่อปี 62 เพียง 32,272 เมกะวัตต์) ทำให้ปริมาณไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้เหลือทิ้งเป็นปริมาณที่สูงมาก ทำให้ภาครัฐต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมฉกเงินจากกระเป๋าผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนโดยผ่านค่า FT ไปจ่ายให้เอกชนตลอดเวลา รวมทั้งการคิดค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดคือใช้จำนวนมากก็เสียค่าไฟฟ้ามากขึ้น ทั้งๆ ที่ควรเรียกเก็บตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าตามจำนวนหน่วยต่อเดือนจากปริมาณการใช้จริง ซึ่งเรื่องนี้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องมีคำตอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ก่อนหน้านี้รัฐบาลโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าทั้งหลายทั้ง กฟผ. - กฟน. และ กฟภ. ลดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสุทธิที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้วลงอีก 3% ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ตั้งแต่บิลค่าไฟฟ้างวดเดือน เม.ย.-มิ.ย. รวม 3 เดือน แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของการช่วยเหลือประชาชนแบบจิ๊บๆ เท่านั้น แต่ทำมาเป็นคุยโวเสียใหญ่โตว่าได้ช่วยประชาชนในยุคโควิด-19 แล้ว ทั้งๆ ที่ควรจะลดค่าไฟฟ้าให้ทุกครัวเรือน 50% ในยามที่ต้องอยู่บ้านหนีภัยโควิด-19 ตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนในระยะยาวต้องเร่งลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าเอกชนลงมาให้ได้ 50% จึงจะชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การที่หลายบ้านได้รับบิลค่าไฟฟ้าแพงมหาโหด ทั้งๆ ที่เทียบกันเดือนต่อเดือนแล้วไม่น่าจะแพงขนาดนั้นและได้ส่วนลด 3% แล้วก็ยังแพงอยู่ดีนั้น เรื่องนี้อาจมีกลเล่ห์ฉลที่ซ่อนเงื่อนงำไว้อีกมากที่รัฐบาลโดยหน่วยงานไฟฟ้า และผู้กำกับไฟฟ้า ไม่ได้บอกความจริงต่อประชาชนทั้งหมด โดยเฉพาะการเตรียมการการจ่ายโบนัสให้พนักงานเจ้าหน้าที่กันอย่างมากมายแบบอู้ฟู้ บนความเดือดร้อนของประชาชนในยุคโควิด-19 และรวมทั้งการจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์การผลิต การส่ง การบำรุงรักษาไฟฟ้าที่ราคาแพงเว่อร์ๆ ซึ่งเป็นต้นทุนของการไฟฟ้าที่ผลักภาระมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกครัวเรือนช่วยรับผิดชอบทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยจะนำหลักฐานไปร้องเรียนให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบในเร็วๆ นี้.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/63674</URL_LINK>
                <HASHTAG>ค่าไฟฟ้า, ศรีสุวรรณ จรรยา, สตง., โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200326/image_big_5e7c31e00203b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46942</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>30/09/2019 13:31</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>30/09/2019 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ยื่น&#039;สตง.-ป.ป.ช.&#039; ลากไส้พิรุธเตาเผาขยะ กทม. </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;30 ก.ย.62 - ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ถ.พระราม 6 พญาไท กทม. นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ได้เดินทางเข้ายื่นติดตามทวงถาม และให้ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การคัดเลือกเอกชนให้เป็นผู้ดำเนินการกำจัดมูลฝอย ด้วยระบบเตาเผามูลฝอย ที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม และอ่อนนุช วงเงินโครงการละ 6,570 ล้านบาท รวม 13,140 ล้านบาท ของ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ประกาศผลไปเมื่อวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายศรีสุวรรณระบุว่า จากที่ได้ติดตามโครงการนี้มาตั้งแต่ร่างบันทึกข้อตกลง (ทีโออาร์) ที่ได้เคยยื่นต่อ สตง.ให้เข้าไปตรวจสอบแล้ว 2 ครั้ง จนมาถึงการประกาศผลการคัดเลือกผู้ดำเนินการดังกล่าว พบข้อพิรุธอย่างน้อย 5 ประการ ที่อาจนำไปสู่การเอาผิดผู้บริหาร กทม. ที่อนุมัติและเป็นผู้ลงนามในเอกสารแจ้งผลการประมูลได้ ดังนี้&amp;nbsp;1. มูลค่าโครงการอาจเข้าข่ายสูงกว่าความเป็นจริง ราคาที่เอกชนผู้ชนะเสนอ ทั้งที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยหนองแขม ในราคา 5,657.5 ล้านบาท และที่อ่อนนุช ราคา 5,759.7 ล้านบาท ที่ลดจากราคากลาง 800-900 ล้านบาทนั้น อาจเข้าข่ายสูงกว่าความเป็นจริง เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยราชการอื่นๆ ที่ดำเนินโครงการในลักษณะเดียวกัน นอกจากนั้น เอกชนจะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าวันละประมาณ 1.39 ล้านบาทเศษ เท่ากับปีละ 507 ล้านบาท หากสัมปทานอายุ 20 ปี ผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากการขายกระแสไฟฟ้าประมาณ 10,152 ล้านบาทต่อโครงการ รวม 2 โครงการ มีมูลค่าประมาณ 20,305 ล้านบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;นั่นหมายความว่า นอกจากกทม.ต้องจ่ายค่าจ้างกำจัดขยะให้กับเอกชน 1.14 หมื่นล้านบาทแล้ว เอกชนยังมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าอีกไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายใน 20 ปี ชี้ให้เห็นว่าเป็นการเอื้อให้เอกชนแบบสุดๆ ไปเลยด้วย&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวอีกว่า 2. กระบวนการอาจขัด พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 เนื่องจากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายโดยกรมบัญชีกลางกำหนดหลายประการ ทั้งนี้มีการประกาศการแจ้งผลการคัดเลือกฯของ กทม.ลงวันที่ 29 ส.ค.62 ที่ลงนามโดย พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ รองผู้ว่าราชการ กทม. จนถึงปัจจุบัน กลับไม่มีประกาศรายชื่อผู้ชนะการเสนอราคาในเวบไซต์ระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ www.gprocurement.go.th ของกรมบัญชีกลาง ตามที่ พระราชบัญญัติ การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 66 ได้กำหนดไว้แต่อย่างใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวต่อว่า 3.เอกชนผู้ชนะการประมูลทั้ง 2 แห่ง มีความเกี่ยวข้องกันโดยตรงและโดยอ้อมเพราะมีกรรมการของบริษัทบางคนมีชื่อไขว้กันอยู่ ในบริษัททั้งสองแห่ง และมีสถานที่จดทะเบียนตั้งบริษัทอยู่ในที่ทำการเดียวกัน อาจเข้าข่ายขัดกันแห่งผลประโยชน์&amp;nbsp;4.เอกชนผู้ชนะการเสนอราคาที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช อาจไม่ได้มีผลงานตามที่กำหนดไว้ในทีโออาร์ เพราะเพิ่งก่อตั้งบริษัทเมื่อปี 2560 นี้เอง และผลประกอบการขาดทุนมาทุกปี ในส่วนของเอกชนผู้ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินการที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช นั้น จากการสืบค้นข้อมูลพบว่า เพิ่งจดทะเบียนจัดตั้ง เมื่อวันที่ 11 ส.ค.60 ก่อนจะมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อนิติบุคคล และทุนจดทะเบียนเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.2561 และแจ้งเปลี่ยนแปลงทุนจดทะเบียนเป็น 755 ล้านบาท โดยมีเอกชนที่ได้รับคัดเลือกให้ดำเนินการที่ศูนย์หนองแขมถือหุ้นอยู่ด้วย อีกทั้งเมื่อสืบค้นผลประกอบการไม่พบว่ามีการประกอบกิจการใดๆ มีผลขาดทุนทั้งในปี 2560 และในปี 2561&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot; จนมีคำถามว่าเหตุใดจึงมีสิทธิ์เข้าร่วมการประกวดราคา และยังได้เป็นผู้ชนะการเสนอราคาได้ เนื่องจากในรายการด้านเทคนิคได้กำหนดหัวข้อ ประสบการณ์ผู้ยื่นข้อเสนอในการดำเนินการโรงงานเตาเผามูลฝอยชุมชนเพื่อผลิตพลังงาน มีคะแนนมากที่สุดถึง 500 คะแนน รวมทั้งน่าสังเกตว่า บริษัทแห่งนี้ เพิ่งเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 755 ล้านบาท และเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นไปเมื่อวันที่ 13 ธ.ค.61 ก่อนที่ กทม.จะเปิดการประกวดราคาไม่นานด้วย&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายศรีสุวรรณ กล่าวในช่วงท้ายด้วยว่า ข้อ&amp;nbsp;5.กทม.ทำประชาพิจารณ์แบบสองมาตรฐาน หรือไร้มาตรฐาน เนื่องจาก เมื่อวันที่ 3 ก.ย.62 ที่ผ่านมา กทม.ได้ประกาศร่างทีโออาร์โครงการประกวดราคาจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอย พร้อมบริหารจัดการศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะและของเสียชุมชน มูลค่า 1,423.5 ล้านบาท ผ่านทางระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ www.gprocurement.go.th โดยกำหนดระยะเวลารับฟังคำวิจารณ์ ตั้งแต่วันที่ 3 - 24 ก.ย. 62 รวม 21 วัน ต่างจากโครงการจ้างเหมาเอกชนกำจัดมูลฝอยโดยระบบเตาเผามูลฝอย ขนาดไม่น้อยกว่า 1,000 ตันต่อวัน ที่หนองแขม และอ่อนนุช วงเงิน 13,140 ล้านบาท ที่ใช้เวลารับฟังข้อวิจารณ์เพียงแค่ 4 วัน เท่านั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;จากข้อสังเกตต่างๆเหล่านี้ รวมทั้งข้อพิรุธในส่วนของทีโออาร์ ที่ได้เคยยื่นต่อ สตง.ไปแล้ว จึงเข้ามาติดตามทวงถาม และให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ สตง.ติดตามตรวจสอบ นอกจากนี้จะเดินทางไปยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ต่อในวันเดียวกัน​นี้ ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถ.สนามบินน้ำ ปากเกร็ด นนทบุรี เพื่อดำเนินการเอาผิดต่อผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายด้วย&amp;rdquo; นายศรีสุวรรณ กล่าว.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46942</URL_LINK>
                <HASHTAG>ปปช., ศรีสุวรรณ จรรยา, สตง., เตาเผาขยะกทม.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190930/image_big_5d919f9a405e9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>43409</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>14/08/2019 10:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>14/08/2019 10:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สตง.สร้างประวัติศาสตร์ให้ไทย! ผงาดนั่งคณะมนตรีองค์การตรวจสอบสูงสุดโลก</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;14 ส.ค. 62 &amp;ndash; นายประจักษ์ บุญยัง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) นำโดยศาสตราจารย์ ดร.อรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะเจ้าหน้าที่ของ สตง. ได้เดินทางไปร่วมประชุมคณะมนตรีขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดแห่งเอเชีย (Asian Organization of Supreme Audit Institutions &amp;ndash; ASOSAI) ครั้งที่ 54 ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2562 ณ เมืองคูเวตซิตี้ รัฐคูเวต โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ คือ&amp;nbsp; การคัดเลือกประเทศสมาชิกที่เป็นคณะมนตรีของ ASOSAI (ASOSAI Governing Board) จำนวน 2 ประเทศ เพื่อเป็นตัวแทนขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินในระดับภูมิภาคเอเชีย ให้ทำหน้าที่เป็นคณะมนตรีขององค์การสถาบันการตรวจสอบสูงสุดระหว่างประเทศ (INTOSAI Governing Board)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การเลือกตั้งครั้งนี้มีองค์กรตรวจเงินแผ่นดิน 4 ประเทศที่เสนอตัวเข้าแข่งขัน ได้แก่ 1) ญี่ปุ่น ซึ่งดำรงตำแหน่ง INTOSAI Governing Board ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2561 2) เกาหลีใต้ ซึ่งเป็นอดีตประธาน INTOSAI Governing Board ปี พ.ศ. 2543-2549&amp;nbsp; &amp;nbsp;3) เวียดนาม ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธาน ASOSAI&amp;nbsp; และ 4) ประเทศไทย ซึ่งจะดำรงตำแหน่งประธาน ASOSAI ในวาระถัดไปคือ ปี พ.ศ. 2564-2566 โดยผลการลงคะแนนปรากฏว่า สตง.ไทย ได้รับคะแนนเสียง 6 เสียง จากประเทศคณะมนตรี ASOSAI ทั้งหมด 11 ประเทศ ถือว่ามีคะแนนสูงสุดเป็นลำดับที่สอง รองจากองค์กรตรวจเงินแผ่นดินญี่ปุ่น มีผลทำให้องค์กรตรวจเงินแผ่นดินของญี่ปุ่น และไทย ได้รับคัดเลือกให้เป็นตัวแทนขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินในระดับภูมิภาคเอเชีย ให้ทำหน้าที่เป็น INTOSAI Governing Board ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย ตั้งแต่การตรวจเงินแผ่นดินได้ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และถือเป็นเกียรติประวัติและความภาคภูมิใจของคนตรวจเงินแผ่นดินทุกคน&amp;rdquo; นายประจักษ์ ระบุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า INTOSAI Governing Board ประกอบด้วย 21 ประเทศ โดยแบ่งออกเป็นคณะมนตรีโดยตำแหน่ง (Ex-officio) จำนวน 10 ประเทศ และคณะมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของสมัชชาใหญ่ จำนวน 11 ที่นั่ง มีวาระคราวละ 6 ปี ซึ่งในบทบัญญัติธรรมนูญการบริหารงานของ INTOSAI ได้กำหนดให้ INTOSAI Governing Board มีหน้าที่และอำนาจที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายจากสมัชชาใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของ INTOSAI&amp;nbsp; รวมถึงการทบทวนและรับรองแผนยุทธศาสตร์ของ INTOSAI เป็นต้น&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้กำหนดนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินที่สำคัญในหลายด้าน โดยเฉพาะการยกระดับให้องค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทยก้าวสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านการตรวจสอบในระดับสากล รวมถึงการส่งเสริมและสนับสนุนในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้ สตง. ทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินผล ติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารเงินแผ่นดินที่ตอบสนองต่อการนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Auditing Sustainable Development Goals)&amp;nbsp; หรือ Auditing SDGs ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนางานตรวจสอบของ INTOSAI ในอนาคตที่มุ่งหวังให้องค์กรตรวจเงินแผ่นดินทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องการตรวจสอบ SDGs ดังนั้น การดำรงตำแหน่งคณะมนตรีของ INTOSAI จึงเป็นการตอบสนองต่อนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน และนับเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ สตง.ไทยในเวทีระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงกลไกการตรวจสอบของประเทศไทยที่ได้รับความเชื่อมั่นในสายตาของนานาประเทศทั่วโลก ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของประเทศไทยในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายประจักษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า การดำรงตำแหน่ง INTOSAI Governing Board นับเป็นก้าวแรกของการยกระดับงานด้านการต่างประเทศ&amp;nbsp; สตง. จึงจำเป็นต้องกำหนดทิศทางการพัฒนาองค์กรเพื่อให้สอดคล้องกับบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในส่วนของทิศทางการสร้างความร่วมมือกับองค์กรตรวจเงินแผ่นดินและแหล่งทุนต่างประเทศ การพัฒนางานวิชาการต่างประเทศโดยเผยแพร่ผ่านช่องทางที่มีความหลากหลาย ตลอดจนการเตรียมความพร้อมและพัฒนาทีม External auditor สำหรับการตรวจสอบองค์กรระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เช่น จัดประชุม Workshop แลกเปลี่ยนความรู้กับองค์กรตรวจเงินแผ่นดินประเทศอื่น ๆ เป็นต้น.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/43409</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะมนตรีองค์การตรวจสอบสูงสุดโลก, ประจักษ์ บุญยัง, สตง., สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190814/image_big_5d5379396f4b6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>39392</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>25/06/2019 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>25/06/2019 09:16</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;ศรีสุวรรณ&#039;ตามบี้&#039;นิพนธ์&#039;จ่อบุกสตง.ทวงถามความคืบหน้าคืนเงิน 22 ล้าน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;25 มิ.ย.62- นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ตามที่สำนักตรวจเงินแผ่นดินสงขลาได้ตรวจสอบการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สมัยที่มีนายนิพนธ์ บุญญามณี เป็นนายกฯ (นายกอบจ.สงขลา)และอดีตนายกสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสงขลา กว่า 34 ล้านบาท ที่นำไปอุดหนุนให้กับสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดสงขลา ประจำปีงบประมาณ 2558-2559 ซึ่งต่อมาคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้มีมติเมื่อ 17 ม.ค.2560 ว่าเป็นการอุดหนุนเงินงบประมาณเกินอำนาจหน้าที่และเบิกจ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การจ่ายเงินฯ 2543 นั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ต่อมาผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาก็เห็นพ้องด้วยกับข้อทักท้วงของ สตง. ใน 4 ประเด็น คือ 1)ภารกิจดังกล่าวเกินอำนาจหน้าที่ของ อบจ.สงขลา กรณีการเบิกจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่ากรรมการตัดสิน ค่าชุดกีฬา สำหรับการฝึกซ้อม เป็นเงินกว่า 14.2 ล้านบาท 2)ภารกิจดังกล่าวเกินขอบเขตการส่งเสริมกีฬาของ อปท. ไม่ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เป็นภาพรวมที่มุ่งต่อประโยชน์ชองท้องถิ่นหรือประชาชนโดยรวม กรณีค่าใช้จ่ายในโครงการฝึกอบรม ศึกษาดูงานกว่า 4.6 ล้านบาท 3)ไม่มีอำนาจหน้าที่ที่จะนำเงินงบประมาณไปอุดหนุนให้แก่หน่วยงานหรือองค์กรอื่น ๆเป็นเงินกว่า 3.5 ล้านบาท และ 4)กรณีค่าใช้จ่ายในการซื้อชุดกีฬาในการจัดการแข่งขันฟุตบอลยุวชนคัพและค่าใช้จ่ายในการบำรุงทีมกว่า 3.5 แสนบาท&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น สตง. จึงสั่งให้ อบจ.สงขลานำเงินที่เบิกจ่ายไม่เป็นไปตามระเบียบ/เกินขอบเขตอำนาจหน้าที่จำนวนกว่า 22 ล้านบาทส่งคืนคลังฯ แต่ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด จนกระทั่งนายนิพนธ์ บุญญามณี นายก อบจ.สงขลา ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคประชาธิปัตย์ให้ไปเป็น รมช.มหาดไทย ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนคลังฯครบแล้วหรือไม่อย่างไร และมีการดำเนินคดีกับผู้ที่อนุมัติการใช้เงินดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมายไปแล้วอย่างไร เพื่อให้สังคมไทยมีบรรทัดฐานที่ถูกต้อง และตำแหน่งเสนาบดีไม่ใช่ตำแหน่งที่ใช้ชุบตัวของนักการเมืองคนใด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยเหตุดังกล่าว สมาคมฯจึงจะเดินทางไปยังสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการเรียกเงินคืนตามมติของ สตง. ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว ในวันพุธที่ 26 มิ.ย.62 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงาน สตง. ซอยอารีย์ ถ.พระราม 6 พญาไท กทม.&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/39392</URL_LINK>
                <HASHTAG>งบอุดหนุนกีฬา 22 ล้าน, นายนิพนธ์ บุญญามณี, นายศรีสุวรรณ จรรยา, สตง., อบจ.สงขลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190625/image_big_5d11810fc4484.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
