<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>95264</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/03/2021 14:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/03/2021 14:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>อดีตสก.สัมพันธวงศ์ ร้องกทม.ขอถนนเยาวราชคืนอ้างสตรีทฟู้ดรถติดหนัก </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 มี.ค.64- นายพินิจ กาญจนชูศักดิ์ อดีต ส.ก. พรรคประชาธิปัตย์ เขตสัมพันธวงศ์ กล่าวว่า ตนเองได้รับข้อร้องเรียนที่จะมีการนำพื้นถนนเยาวราชกลับมาทำพื้นบาทวิถี จากการนำถนน 5 เลนทำให้เหลือพื้นถนน 3 เลน และจะนำพื้นถนนอีก 2 เลน มาทำบาทวิถีโครงการสตรีทฟู้ดซึ่งคนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยเฉพาะทำรถติดโดยก่อนหน้านี้ได้มีการทำประชาพิจารณ์แล้ว โดยนำความเห็นจากประชาชน 200 คน ซึ่งทำประชามติกับผู้ค้าหาบเร่ แผงลอย ซึ่งหากกรุงเทพมหานครทำจริง คนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์มากกว่าประชาชนที่อยู่บริเวณตึกแถว โดยเฉพาะร้านทองที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งก่อนหน้านี้มีตัวแทนผู้ค้าได้เข้าไปพูดคุยกับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ซึ่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไม่ทราบว่าจะมีโครงการนี้ ซึ่งเป็นการนำเสนอของรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยมีการประชุมที่เขต 2 ครั้ง ในเดือน ก.พ. ซึ่งไม่มีการเรียกประชาชนและผู้ที่เสียหายจากโครงการดังกล่าวมาพูดคุยกันเลย ตนเองจึงอยากให้มีการชะลอโครงการนี้ไปก่อน โดยจะมีการนำปัญหาดังกล่าวไปปรึกษากับพล.ต.อ.อัศวิน ในวันจันทร์นี้ (8มี.ค.64)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้นายพินิจ ระบุว่า ทำไมจะต้องมาทำโครงการนี้ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นรวมถึงการใช้กลุ่มตัวอย่างในการทำประชาพิจารณ์ &amp;nbsp;200 คนเพียงพอหรือไม่ ที่จะใช้เป็นข้อมูลที่จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของเยาวราช ซึ่งมีผู้ได้รับผลกระทบหลายส่วนจึงจะมีการติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนที่อยู่บริเวณนี้ซึ่งตนเองมองว่า น่าแปลกใจที่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ทราบประเด็นนี้ในขณะที่รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ซึ่งจะต้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ทบทวนต่อไป.&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95264</URL_LINK>
                <HASHTAG>กทม., ปชป., สตรีทฟู้ด, เยาวราช</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210307/image_big_604480c50497b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>45614</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/09/2019 16:09</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/09/2019 16:09</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>รู้ไว้ !!!สตรีทฟู้ด &quot;ข้าวหมูแดง-หมูกรอบ -ข้าวมันไก่-ข้าวขาหมู-ส้มตำไทย&quot;พบเชื้ออีโคไล มากสุด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;12ก.ย.62-&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี &amp;nbsp;ซึ่งได้ดำเนินโครงการ &amp;ldquo;การพัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ&amp;rdquo; โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นอุปนายกสมาคมฯ และหัวหน้าโครงการฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ดำเนินงานโดยเชื่อมประสานกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำ สำนักโภชนาการ กรมอนามัย สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร องค์กรการปกครองท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ รวมทั้ง ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการเมืองเดินได้-เมืองเดินดี ในแผนส่งเสริมกิจกรรมทางกายภาพ ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่สุขภาวะ &amp;nbsp;ได้ทำการวิจัยศึกษารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถี พัฒนารูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีที่สร้างเสริมสุขภาพ และเพื่อเผยแพร่ความรู้ อันจะเป็นประโยชน์ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภคของประชาชนและการพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบการ โดยทำการศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 6 เขต ได้แก่ เขตพญาไท เขตราชเทวี เขตพระนคร เขตสัมพันธวงศ์-เยาวราช เขตสาทร-สีสมเยาวราช และเขตบางกอกน้อย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;ซึ่งกลุ่มตัวอย่างสำหรับการศึกษา ได้แก่ ผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ใช้กฎหมาย โดยศึกษาจากอาหารริมบาทวิถี จำนวน 50 ตัวอย่าง ผลการศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพทางจุลชีววิทยา ตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินค่ามาตรฐานถึง 21 ตัวอย่าง (42%) โดยเชื้อที่ตรวจพบส่วนใหญ่คือ เชื้ออีโคไล (E.coli) จำนวนถึง 19 ตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาหารที่ไม่ผ่านความร้อน ก่อนการจัดเสิร์ฟ โดยข้าวหมูแดง-หมูกรอบ และข้าวมันไก่ เป็นชนิดของอาหารริมบาทวิถีที่ตรวจพบเชื้ออีโคไลมากที่สุด รองลงมาคือ ข้าวขาหมู และส้มตำไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ กล่าวว่า โรคท้องร่วงจากเชื้ออีโคไล (E.coli) ยังเป็นโรคติดเชื้อติดอันดับต้นๆ ของประเทศไทย จริงๆ แล้วเป็นเชื้อที่อยู่ในอุจจาระ ไม่ควรจะมาอยู่ในอาหาร โดยพบว่าในบางคนที่ไม่มีภูมิต้านทานจะอาการท้องเสียแบบรุนแรง มีการสูญเสียเกลือแร่ อ่อนเพลีย ยิ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุ หรือเป็นเด็กเล็ก ก็จะอันตรายกว่าผู้ใหญ่ เรารับรู้กันมานานแล้วว่า อาหารริมบาทวิถี หรือ สตรีทฟู้ด เป็นอาหารที่ไม่สะอาดปลอดภัย แต่เราก็ยังคงรับประทานกัน ซึ่งเหตุผลที่ได้ริเริ่มทำโครงการนี้ นอกจากเพื่อสุขภาพอนามัยสำหรับคนไทยซึ่งส่วนใหญ่นิยมรับประทานอาหารประเภทนี้แล้ว ยังคำนึงไปถึงเรื่องของการส่งเสริมท่องเที่ยวของประเทศด้วย เพราะว่าคนต่างชาติที่มาเที่ยวบ้านเราไม่มีภูมิต้านทานเหมือนคนไทย จึงต้องมีการวิจัยรณรงค์ทำให้อาหารริมบาทวิถีเป็นอาหารที่สะอาดปลอดภัยกันอย่างจริงจัง&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากข้อมูลผู้บริโภคอาหารริมบาทวิถีในพื้นที่ศึกษา พบว่าส่วนใหญ่เป็นนักเรียน/นักศึกษา และพนักงานเอกชน สถานภาพโสด รายได้ไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท โดยมีการใช้จ่ายเป็นค่าอาหารริมบาทวิถีวันละไม่เกิน 100 บาท มีความถี่ในการบริโภค 7 ครั้ง/สัปดาห์ นิยมซื้อบริโภคเป็นอาหารมื้อเย็น ซึ่งอาหารริมบาทวิถีที่ผู้บริโภครับประทานบ่อยที่สุด ได้แก่ อาหารปิ้ง/ย่าง/เผา และอาหารตามสั่ง เหตุผลหลักในการเลือกซื้ออาหาร คือ สะดวก/เข้าถึงง่าย และราคาถูก
และจากการสำรวจของโครงการฯ ในปี 2561 พบมีจุดผ่อนผันในพื้นที่ศึกษาในกรุงเทพมหานคร คือ เขตพระนคร 12 จุด เขตบางกอกน้อย 10 จุด เขตสัมพันธวงศ์ 7 จุด และ เขตพญาไท 4 จุด ในขณะที่ เขตราชเทวี และ เขตสาทร นั้นได้ยกเลิกจุดผ่อนผันไปแล้ว โดยในเขตสัมพันธวงศ์ได้มีการกำหนดให้ติดป้ายราคา 3 ภาษา (ไทย อังกฤษ และจีน) นอกจากนี้ในพื้นที่ศึกษาอุบลราชธานี และภูเก็ต มีการห้ามใช้โฟม (foam free)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;การยกเลิกจุดผ่อนผัน ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหา พบว่าผู้ขายอาหารริมบาทวิถีไม่ได้หายไปไหน บางรายย้ายเข้าไปขายในซอย บางรายย้ายไปขายใต้ชายคาหน้าร้านสะดวกซื้อริมถนน ซึ่งถือเป็นที่เอกชนตามกฎหมาย แต่ทำให้เกิดปัญหาจราจรติดขัด เนื่องจากผู้บริโภคต้องแวะจอดรถซื้อ นอกจากนี้ จากการร้องเรียน พบปัญหากลิ่นควัน และปัญหาการจัดการความสะอาด จากการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ พบปัญหาสุขลักษณะของผู้จำหน่าย ปัญหาความปลอดภัยในอาหาร และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัญหาจากการบังคับใช้กฎหมาย จากกฎหมายและการบังคับใช้ พบความไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ บทลงโทษไม่รุนแรง ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ในด้านกฎหมาย พบปัญหาการตีความในข้อกฎหมาย เจ้าหน้าที่มีภาระงานมาก ในส่วนของผู้จำหน่าย พบว่ายังขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่ให้ความสำคัญและไม่เกรงกลัวกฎหมาย มีการใช้อำนาจจากผู้มีอิทธิพล และด้านสภาพแวดล้อม พบว่ามีพื้นที่ไม่อำนวย&amp;rdquo; ผศ. ดร.เรวดี กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นอกจากนี้ ผศ. ดร.เรวดี &amp;nbsp;กล่าวต่อไปว่า ผลจากการดำเนินโครงการฯ ได้เสนอแนวทางการจัดการอาหารริมบาทวิถี โดยแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบ ตามลักษณะทางกายภาพ ได้แก่ 1. รูปแบบพื้นที่ริมบาทวิถี 2. รูปแบบพื้นที่ปิด 3. รูปแบบฟู้ดทรัค โดยแต่ละรูปแบบมีโอกาสในการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัยของอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ จากการศึกษาวิจัยมีความจำเป็นที่จะพัฒนาให้เกิดรูปแบบดังกล่าว และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้ว และเสนอหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้มีกลุ่มหน่วยงานภายนอก (Third Party) ให้มีการตรวจความปลอดภัย อาหารที่จัดจำหน่าย และกำหนดหลักสูตรการอบรมผู้ขายตามหลักสุขาภิบาล เพื่อเสริมสร้างให้ มีความรู้ และตระหนักรู้ความปลอดภัยอาหาร และโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพด้วยความต่อเนื่อง และติดตามเพื่อให้ขยายผลให้เกิดการปฏิบัติอย่างกว้างขวาง โดยได้มีการจัดแถลงข่าวไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้มีการให้ความรู้กับประชาชนในประเด็นที่ว่า &amp;ldquo;ทำอย่างไรให้อาหารริมบาทวิถีปลอดภัย?&amp;rdquo; ซึ่งนอกจากการนำเสนอ 3 รูปแบบการจัดการอาหารริมบาทวิถีดังกล่าวแล้ว โครงการฯ ยังได้เสนอให้มีการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งได้แก่ เจ้าของพื้นที่ / เจ้าของธุรกิจ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้จำหน่าย และผู้บริโภค นอกจากนี้ควรมีการสร้างระบบและกลไก จัดการอบรมให้ความรู้ด้านสุขาภิบาลอาหาร และโภชนาการ โดยหน่วยงานภายนอก เช่น หน่วยงานการศึกษา ควรมีการควบคุณคุณภาพ ตรวจวิเคราะห์คุณภาพอาหารโดยหน่วยงานภายนอก ซึ่งค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอาจได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากรัฐบาล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;ldquo;โจทย์ใหญ่ ก็คือ ทำอย่างไรให้อาหารริมบาทวิถี เป็นอาหารที่มีความปลอดภัย และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพราะฉะนั้นจึงต้องมี Third Party เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ซึ่ง คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีทั้ง ภาควิชาวิทยาศาสตร์อนามัยสิ่งแวดล้อม ภาควิชา &amp;nbsp;โภชนวิทยา และภาควิชาจุลชีววิทยา สามารถร่วมกันช่วยวิเคราะห์ได้ นอกจากนี้ สิ่งที่อยากฝากสำหรับประชาชนผู้บริโภค อันดับแรก คือ ควรจะต้องมีความรู้ ความตระหนักในเรื่องของอาหารปลอดภัย และคุณค่าทางโภชนาการ แล้วก็เลือกบริโภคให้เป็น ซึ่งในส่วนของผู้ขายอาหารริมบาทวิถี ควรจะมีการอบรมให้มีการลดโซเดียม ลดน้ำตาล เปลี่ยนชนิดของไขมัน และเพิ่มผักมากขึ้น โดยคำนึงถึงสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ&amp;rdquo; ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เรวดี จงสุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/45614</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผศ.ดร.เรวดี จงสุวัฒน์, สตรีทฟู้ด, สมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190912/image_big_5d7a08783e9d6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14640</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>03/08/2018 13:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>03/08/2018 13:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เผยเมนูกับข้าว-ขนมโซเดียมพุ่งกระฉูด!</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า จากโครงการวิจัยการศึกษาปริมาณโซเดียมและโซเดียมคลอไรด์ในอาหารบาทวิถี (Street Foods) โดยสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารริมทางจากเขตต่างๆ ของ กทม. เน้นในแหล่งชุมชน สถานที่ทำงาน ร้านอาหารและรถเข็นตอนกลางคืน รวมทั้งหมด 221 ตัวอย่าง 76 ชนิด แบ่งเป็นกับข้าว 27 ชนิด อาหารจานเดียว 29 ชนิด และอาหารว่างหรือขนม 20 ชนิด นำมาตรวจวัดระดับโซเดียม โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับคือ ความเสี่ยงสูงมาก หรือมีปริมาณโซเดียมเกินกว่า 2,000 มิลลิกรัม ความเสี่ยงสูง มีโซเดียมระหว่าง 1,500-2,000 มิลลิกรัม ความเสี่ยงปานกลาง มีโซเดียมระหว่าง 1,000-1,500 มิลลิกรัม ความเสี่ยงน้อย มีโซเดียมระหว่าง 600-1,000 มิลลิกรัม และไม่มีความเสี่ยง หรือมีโซเดียมน้อยกว่า 600 มิลลิกรัม&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:12.0pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เนตรนภิส กล่าวว่า จากการตรวจวัดปริมาณโซเดียมพบว่า อาหารประเภทกับข้าว กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก มี 16 ชนิดหรือร้อยละ 59 เช่น แกงเขียวหวาน แกงเทโพ ต้มยำ/ต้มโคล้ง แกงไตปลา น้ำพริกกะปิ น้ำพริกปลาร้า ผัดกระเพราหมู/ไก่ เป็นต้น อาหารเสี่ยงสูง มี 5 ชนิด หรือร้อยละ 18.5 ได้แก่ แกงจืดมะระ ผัดผักรวม ผัดพริกขิงถั่วฝักยาว หมูทอดกระเทียมพริกไทย และหลนเต้าเจี้ยว/ปู อาหารเสี่ยงปานกลาง มี 5 ชนิด หรือร้อยละ 18.5 ได้แก่ แกงเลียง ปลาทูต้มเค็ม หน่อไม้ผัดพริก กุนเชียง และน้ำพริกอ่อง และอาหารเสี่ยงน้อย มี 1 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 4 คือ ปูผัดผงกะหรี่&amp;nbsp;อาหารประเภทจานเดียว กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก มี 10 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 35 เช่น ต้มเลือดหมู ส้มตำปูปลาร้า ส้มตำไทย ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ บะหมี่หมูต้มยำ สุกี้น้ำรวมมิตร อาหารเสี่ยงสูง มี 5 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 17 ได้แก่ โจ๊กหมู ยำรวมมิตร ลาบหมู ข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า อาหารเสี่ยงปานกลางมี 12 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 41 เช่น น้ำตกหมู ผัดไทย หอยทอด ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง ข้าวหน้าเป็ด เป็นต้น และอาหารเสี่ยงน้อย มี 2 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 7 ได้แก่ ข้าวราดผัดกะเพราหมู/ไก่ และข้าวไข่เจียว อาหารประเภทของว่างหรือขนม กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง มี 8 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 40 ได้แก่ ไส้กรอกทอด คอหมูย่าง ทอดมันปลากราย ขนมกุยช่าย ปอเปี๊ยะทอด ไก่ทอด ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน และลูกชิ้นปิ้ง อาหารเสี่ยงปานกลาง มี 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ได้แก่ หมูปิ้ง ไส้กรอกอีสาน ไก่ย่าง ปลาหมึกย่าง ขนมจีบ และกล้วยทอด และอาหารเสี่ยงต่ำ มี 6 ชนิด คิดเป็นร้อยละ 30 ได้แก่ ข้าวเหนียวสังขยา ขนมครก สาคูไส้หมู กล้วยบวชชี ตะโก้สาคู และซาลาเปาไส้หมู&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;ดร.เนตรนภิส กล่าวว่า ผู้ค้ามักกังวลว่า หากไม่ปรุง ไม่ใส่ผงปรุงรสต่างๆ ลูกค้าจะไม่ซื้อรับประทาน จึงต้องให้ความรู้กับผู้ค้าว่าจะต้องรักษาสุขภาพของลูกค้าด้วย ขณะนี้ตนเริ่มอบรมผู้ค้าร้านอาหารใน มก. โรงอาหารนิสิต เป็นต้น ขอแนะนำผู้บริโภคว่าต้องตระหนักถึงอันตรายจากการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมปริมาณมาก เริ่มจากการปรับพฤติกรรมตนเอง เช่น บอกผู้ค้าว่า ขอรสอ่อน ผู้ค้าจะปรับวิธีการปรุงให้เป็นรสอ่อนลงเอง หันมาทำอาหารกินเองให้ได้ 1 มื้อต่อวัน เน้นที่เป็นของสด ลดการซดพวกน้ำแกง น้ำก๋วยเตี๋ยวต่างๆ เป็นต้น และลดการบริโภคอาหารแปรรูปที่มีโซเดียมแฝง&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14640</URL_LINK>
                <HASHTAG>Street Foods, ดร.เนตรนภิส วัฒนสุชาติ, สตรีทฟู้ด, อาหารโซเดียมสูง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180803/image_big_5b63f7a49801a.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
