<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>119055</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/10/2021 14:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/10/2021 14:26</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>โออาร์ ผนึกพันธมิตรตั้งกองทุน &#039;ออร์ซอน เวนเจอร์ส&#039; เทงบ 1.5 พันล้าน ติดปีกสตาร์ทอัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7 ต.ค. 2564 นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง&amp;nbsp;PTTOR International Holdings (Singapore) Pte. Ltd. (SGHoldCO)&amp;nbsp;ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ โออาร์ ถือหุ้นในสัดส่วน 100%&amp;nbsp;และ กองทุน 500&amp;nbsp;Startups&amp;nbsp;หรือ 500&amp;nbsp;TukTuks&amp;nbsp;ซึ่งเป็นกองทุนที่สตาร์ทอัพไทยรู้จักเป็นอย่างดี ในการจัดตั้งกองทุน &amp;ldquo;ออร์ซอน เวนเจอร์ส&amp;rdquo; (ORZON Ventures, L.P.)&amp;nbsp;โดยโออาร์ได้เตรียมงบประมาณสนับสนุนระยะแรกอยู่ที่ 1,500&amp;nbsp;ล้านบาท เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการหน้าใหม่ของไทยให้ก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับสากลได้&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;โออาร์ โดย&amp;nbsp;SGHoldCo&amp;nbsp;จะร่วมลงทุนใน&amp;nbsp;ORZON Ventures&amp;nbsp;โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาและสนับสนุนสตาร์ทอัพใหม่ ๆ แต่จะต้องมีศักยภาพมีรายได้ มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน รวมถึงสามารถตอบสนองกับความต้องการของตลาดได้ และดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมุ่งเน้นทั้งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโออาร์ และธุรกิจอื่น ๆ ทั้งด้านไลฟ์สไตล์ หรือกลุ่มอาหารเนื่องจากสามารถได้รับการตอบรับโดยเร็ว และเติบโตได้ในยุคนี้&amp;rdquo;นางสาวจิราพร กล่าว&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้กองทุนดังกล่าวจะมีระยะเวลากองทุนอยู่ที่ 10 ปี โดยในช่วง 5 ปีแรกคาดว่าจะสามารถให้กับสนับสนุนกับสตาร์ทอัพได้ประมาณ 20-30 ราย ขณะที่ในปี 2564 นี้จะนำร่องให้การสนับสนุนก่อน 1-2 ราย เพื่อที่จะสร้างการรับรู้ แนวทางที่ดีให้กับรายอื่น ๆ ที่กำลังตัดสินใจ โดยกองทุนดังกล่าวจะสนับสนุนเงินทุนอยู่ที่ไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อ 1 ธุรกิจ ซึ่งต้องประเมินแนวโน้มของความต้องการใช้เงินก่อน หากมีความต้องการมากกว่านั้นก็สามารถเพิ่มการสนับสนุนได้อยู่ที่ 80-100 ล้านบาท&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางสาวจิราพร กล่าวว่า การลงทุนในสตาร์ทอัพ มองว่าเป็นกลุ่มที่มีจุดแข็งในด้านศักยภาพการใช้เทคโนโลยี มีความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังมีความท้าทายหลายอย่าง ซึ่งมั่นใจว่าด้วย ศักยภาพความพร้อมของ โออาร์ จะช่วยเติมเต็มและสนับสนุนสตาร์ทอัพ ทั้งในด้านเงินทุน การเข้าถึงฐานลูกค้าและระบบนิเวศขนาดใหญ่รวมถึงความช่วยเหลือด้านพื้นฐานอื่น ๆ จากผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยที่ผ่านมา โออาร์ ได้เริ่มมีการลงทุนและสร้างความร่วมมือกับบริษัทสตาร์ทอัพ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด หรือการร่วมลงทุนในกลุ่มธุรกิจแฟลช เป็นต้น ซึ่งครอบคลุมธุรกิจในด้าน&amp;nbsp;Mobility&amp;nbsp;และ&amp;nbsp;Lifestyle&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายกระทิง พูนผล บริหารกองทุน 500&amp;nbsp;TukTuks&amp;nbsp;กล่าวในฐานะจะมารับตำแหน่งผู้บริหารของ&amp;nbsp;ORZON Ventures&amp;nbsp;ว่าการร่วมมือกับ โออาร์ จะช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการเมืองไทยก้าวไประดับภูมิภาคและระดับโลก โดยการร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นการดึงเอาจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน ทั้งประสบการณ์ในการลงทุนสตาร์ทอัพกว่า 6 ปีของ 500&amp;nbsp;TukTuks&amp;nbsp;ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนชั้นนำที่ได้ลงทุนในสตาร์ทอัพมากที่สุดในไทย ผนวกกับ โออาร์ ที่เป็นผู้นำตลาดค้าปลีกน้ำมัน จะทำให้ผู้ประกอบการที่จะมาเข้าร่วมต่อไปนั้นได้ทั้งเงินสนับสนุน คอนเนคชั่นที่ดี และได้ชื่อเสียงของทั้ง2แบรนด์เป็นเครื่องสร้างความน่าเชื่อถืออีกด้วย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/119055</URL_LINK>
                <HASHTAG>จิราพร ขาวสวัสดิ์, สตาร์ทอัพ, ออร์ซอน เวนเจอร์ส</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20211007/image_big_615ea09050b48.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>116790</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 14:21</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 14:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>มอบรางวัล Prime Minister Award เชิดชูศักยภาพกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมสู้วิกฤต</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;15 กันยายน 2564 - กรุงเทพฯ/ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในงานพิธีประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพของประเทศ (Prime Minister Award: National Startup 2021) และผู้ที่มีส่วนร่วมในการนำนวัตกรรมเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 (Prime Minister Award: Innovation For Crisis) ภายในงานสตาร์ทอัพ และ งานอินโนเวชั่น ไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2021 (STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า &amp;ldquo;รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อน เร่งสร้าง และพัฒนาสตาร์ทอัพที่เป็นรูปธรรมในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการศึกษา ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 หรือ COVID-19 นั้น ทำให้เห็นการร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งมีคุณค่าและเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศ ดังนั้น NIA จึงเห็นว่าในปีนี้ควรจัดมอบรางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจและเชิดชูเกียรติแก่ผู้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนา และสนับสนุนนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ด้วย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;พิธีมอบรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 และ Prime Minister Award: Innovation For Crisis มีวัตถุประสงค์เพื่อประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติให้แก่ผู้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพของประเทศ และผู้ที่มีส่วนร่วมในการนำนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 19 และเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งสตาร์ทอัพของประเทศไทยให้มีศักยภาพทางธุรกิจและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;ดร.พันธุ์อาจ กล่าวเพิ่มเติม &amp;ldquo;NIA หวังว่าโครงการรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 และ รางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis ในงาน STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021 ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพรายใหม่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย และกระตุ้นให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงเกิดการเผยแพร่ต้นแบบแนวทางการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพและการใช้นวัตกรรมในประเทศมาแก้ปัญหาวิกฤตระดับโลกที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้หรืออนาคต&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2021 ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1.รางวัล Startup of the year เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่สตาร์ทอัพในสาขาธุรกิจเป้าหมาย โดยต้องมีการจดทะเบียนบริษัทในประเทศไทย และดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทต้องมีศักยภาพในการเติบโตสูง สร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม ตลอดจนมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ เป็นต้นแบบที่ดีของสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ รวมถึงมีธรรมมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจที่ดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ SHIPPOP บริษัทบริการออนไลน์เชื่อมโยงขนส่งมาไว้ในระบบเดียว บริการหน้าร้านเพื่อรับส่งสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกรในการขนส่ง สร้างรายได้ให้แก่คนทั่วไปจากสาขาที่เปิดให้บริการ มีอัตราการเติบโตกว่า 30% ในปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 สาขา และมีการส่งพัสดุมากกว่า 1,000,000 ชิ้นต่อเดือน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2.รางวัล Global Tech Startup of the year เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่ สตาร์ทอัพในสาขาธุรกิจเป้าหมาย ที่มีการเริ่มต้นธุรกิจในประเทศไทย หรือมีการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย โดยมีศักยภาพในการเติบโตสูง สร้างความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมในวงกว้างระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอย่างน้อย ตลอดจนมีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืน&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ Builk บริษัทสร้างเว็บแอพพลิเคชั่นสำหรับบริหารธุรกิจก่อสร้าง เช็คราคาวัสดุก่อสร้างจากฐานข้อมูลการสั่งซื้อจริง ในปีที่ผ่านมาได้มีการเติบโตและกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน อีกทั้งยังมีการขยายไปต่างประเทศ ได้แก่ พม่า อินโดนีเซีย ลาว และกัมพูชา&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3.รางวัล Evangelist of the year เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่ บุคคลต้นแบบ ที่มีศักยภาพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ สร้างความตระหนักรับรู้และชักนำบุคคลหรือองค์กรใหม่ๆเข้ามาในระบบนิเวศสตาร์ทอัพ เผยแพร่ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสตาร์ทอัพในวงกว้าง และสามารถยกระดับการเติบโตระบบนิเวศของสตาร์ทอัพของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ กรุงศรี ฟินโนเวต และ นางสาวปารดา ทรัพย์ประเสริฐ ผู้ร่วมก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 4.รางวัล Investor of the year เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่บริษัทร่วมลงทุนที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตให้กับบริษัทสตาร์ทอัพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ การลงทุนสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในระดับประเทศ สามารถยกระดับการลงทุนของบริษัทร่วมลงทุนในตลาดของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ 500 TukTuks กองทุนที่ร่วมผลักดันวงการสตาร์ทอัพไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดด และร่วมสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบ (Disruptive Digital and Deep Technology Ecosystem) ในประเทศไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการร่วมลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพรวม 70 บริษัท ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถระดมทุนในรอบถัดไปได้รวมเกือบ 7,000 ล้านบาท &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 5.รางวัล Best Brotherhood of the year เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติแก่บริษัทขนาดใหญ่ หรือ หน่วยงานภาครัฐที่มีศักยภาพสร้างการเติบโตให้กับบริษัทสตาร์ทอัพ มีส่วนส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศของสตาร์ทอัพ การส่งเสริมสามารถสร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศของสตาร์ทอัพในระดับประเทศ สามารถยกระดับการเติบโตระบบนิเวศของสตาร์ทอัพของประเทศไทยสู่ระดับนานาชาติ &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ SCG บริษัทที่ผลักดันลงทุนในสตาร์ทอัพต่อเนื่อง มีแผนการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาทเพื่อลงทุนสตาร์ทอัพที่น่าสนใจผ่าน AddVentures หน่วยงานลงทุนของบริษัทเป็นระยะเวลา 5 ปี ในกลุ่ม Industrial,Enterprise และ B2B โดย AddVentures by SCG เป็นบริษัทในรูปแบบ Corporate Venture Capital เพื่อเสริมศักยภาพวิสาหกิจเริ่มต้นทั่วโลกสนองนโยบายการทำ Digital Transformation&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;รางวัล Prime Minister Award: Innovation for Crisis ประกอบด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 1. รางวัลประเภทหน่วยงานภาครัฐ (Government Sector) เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ หน่วยงานประเภทหน่วยงานภาครัฐ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หน่วยงานในกำกับของรัฐที่มี พรบ. เฉพาะ สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่างๆ และมีผลงานนวัตกรรมที่สนับสนุน ส่งเสริม และใช้ในการดำเนินการเพื่อการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (Covid 19) (เพิ่มเติม: ระบุลักษณะของผลงานที่สามารถส่งเข้าประกวด Product/ Process/ Public Service) โดยคุณลักษณะของนวัตกรรมต้องมีความใหม่ อรรถประโยชน์ สามารถนำไปใช้งานได้จริง มีจำนวนการใช้งานและมีศักยภาพที่ดีในการใช้งาน มีโอกาสในการพัฒนาและขยายผลในอนาคต&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ตำรับยาน้ำเชื่อมฟาวิพิราเวียร์ สำหรับผลิตในโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยบูรพา ระบบการดูแลผู้ป่วยกักตัวสำหรับผู้ป่วยกลุ่มสีเขียว (weSAFE@Home) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นวัตกรรมตู้ความดันบวกเพื่อใช้ในกระบวนการเก็บสิ่งส่งตรวจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เครื่องผลิตออกซิเจนสำหรับใช้ในโรงพยาบาลขนาดเล็ก&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 2. รางวัลประเภทหน่วยงานภาคเอกชน (Private Sector) เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ หน่วยงานประเภทหน่วยงานภาคเอกชน เช่น องค์กรขนาดใหญ่ วิสาหกิจขนาดกลาง วิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดย่อย ที่มีความเป็นนวัตกรรม ครอบคลุมถึงการบริการ การจัดการ มีการใช้งานจริงและเกิดผลกระทบที่เกี่ยวข้องด้านสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านในด้านหนึ่ง สามารถชี้แจงทุนจดทะเบียนบริษัทและงบประมาณของโครงการเพื่อสะท้อนถึงขนาดและคุณภาพของผลงาน มีความร่วมมือหรือบูรณาการจากหลายภาคส่วน ก่อให้เกิดความยั่งยืน และมีการพัฒนาต่อยอดหลังจบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ บริษัท โอโบดรอยด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด แอพลิเคชั่นไข่ต้ม ฮอสพิทอล สมาคมอุตสาหกรรมไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมไทย ตู้แช่เก็บวัคซีนที่ติดอุปกรณ์ Monitoring บริษัท ทีเคเค คอร์ปอเรชั่น จำกัด หุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติสำหรับการบริการทางการแพทย์ บริษัท สมาร์ท เฮลท์เทค จำกัด ดีฟาร์ม DPharm&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; 3. รางวัลประเภทบุคคลทั่วไป (Individual Award) เป็นรางวัลเพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณและเชิดชูเกียรติ ที่มอบให้แก่บุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่มีศักยภาพด้านการส่งเสริม สนับสนุนการแก้ปัญหา และรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 เดือน มีผลงานที่ก่อประโยชน์ต่อสังคม ระบบสาธารณสุข หรือการแก้ปัญหาสถานการณ์อย่างเป็นรูปธรรม มีการใช้นวัตกรรมในการดำเนินงาน และมีผลกระทบกับสังคมในวงกว้าง เป็นที่กล่าวถึงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; ผู้ได้รับรางวัลได้แก่ ศ.ดร.นพ.วิปร วิประกษิต คุณคริส โปตระนันทน์ และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116790</URL_LINK>
                <HASHTAG>NIA, Prime Minister Award: Innovation For Crisis, Prime Minister Award: National Startup 2021, STARTUP x INNOVATION THAILAND EXPO 2021, กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, การพัฒนาระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพของประเทศ, ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์, ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สตาร์ทอัพ, สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน), อินโนเวชั่น ไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2021</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210915/image_big_61419eafb9602.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112806</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/08/2021 11:41</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/08/2021 11:41</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เอไอเอสผนึกไมโครซอฟท์เปิดโครงการพิเศษยกระดับสตาร์ทอัพไทย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;10 ส.ค. 2564 นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า &amp;ldquo;ทุกคนและทุกองค์กรต่างต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนในสถานการณ์ปัจจุบัน เราจึงมองเห็นความต้องการที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ เพื่อให้องค์กรต่างๆได้อยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ ความร่วมมือในการผลักดันสตาร์ทอัพไทยกับเอไอเอสในครั้งนี้ ก็เพื่อที่จะทำให้สตาร์ทอัพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยกันซ่อมสร้างเศรษฐกิจและสังคมด้วยกัน การทำให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงทรัพยากรทางเทคโนโลยี และพบโจทย์ลูกค้าโดยตรงกับเราจะทำให้มิชชั่นนี้ของเราสำเร็จไปด้วยกัน และจากเป้าหมายนี้ไมโครซอฟท์มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมและผลักดันให้สตาร์ทอัพไทยเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อเป็นหนึ่งฟันเฟืองในการร่วมกันเอาชนะความท้าทาย พัฒนาธุรกิจให้เดินหน้าไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศไทย และด้วยการผสานความรู้ความเชี่ยวชาญจากสององค์กรชั้นนำ เราจึงมั่นใจว่าจะสามารถร่วมปลดล็อคศักยภาพของสตาร์ทอัพในประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสนับสนุนคนไทยและธุรกิจไทยให้ปรับตัวพร้อมรับกับสถานการณ์และเดินหน้าต่อไป&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
นายซันเจย์ แอนดรูว์ โทมัส หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ AIS อธิบายเพิ่มเติมว่า &amp;ldquo;ในภาพใหญ่ของการขับเคลื่อนประเทศในทุกระดับ ทั้งภาครัฐและเอกชน สิ่งสำคัญที่นับว่าเป็นฟันเฟืองหลักในวันนี้ คือ Business Model หรือ กระบวนการทำงานรูปแบบใหม่ที่แตกต่าง ซึ่งสามารถแก้ปัญหา (Pain point) ได้อย่างตอบโจทย์ ด้วยเครื่องมือ Digital และนวัตกรรม ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Startup ที่ผ่านมาร่วม 10 ปี AIS จึงเป็น Telecom Operator รายแรกในประเทศไทยที่มีวิสัยทัศน์ในการสนับสนุน สร้างเวทีให้แก่ Startup ซึ่งจนถึงวันนี้ เป็นบทพิสูจน์แล้วในระดับหนึ่งว่า ไอเดียจาก Startup &amp;nbsp;เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญของการสร้างนวัตกรรมรูปแบบบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนในสังคมอย่าง่ชัดเจน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
โดยจุดยืนของ AIS ในการทำงานกับ Start Up ก็คือ พลังจากคู่คิด (Digital Partnership) ที่จะอยู่เคียงข้าง สนับสนุนไม่ให้พวกเขาทำงานเพียงลำพัง หากแต่ใช้ศักยภาพทั้งจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม องค์ความรู้ ฐานลูกค้าทั้งของ AIS และในกลุ่ม Singtel กว่า 750 ล้าน รายทั่วโลก รวมถึงการเชื่อมต่อกับกลุ่มพันธมิตรภายนอก และกลุ่มนักลงทุน เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งล่าสุด เราได้รับเกียรติอย่างยิ่งจากพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Microsoft ในฐานะ Strategic Partner ที่นอกจากจะร่วมส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมแล้ว ยังเข้ามาร่วมเติมเต็มศักยภาพ เสริมขีดความสามารถด้าน IT infrastructure ของกลุ่ม Startup ให้แข็งแกร่ง พร้อมที่จะแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างยั่งยืน&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;AIS x Microsoft for Startups&amp;rdquo; จะได้รับการสนับสนุนทรัพยากรด้านเทคโนโลยี การเข้าถึงสตาร์ทอัพคอมมูนิตี้ต่างๆ และเทคนิคการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาด ดังต่อไปนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สร้างธุรกิจบนคลาวด์ที่ได้รับความเชื่อถือมากที่สุดและมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุด โดยสตาร์ทอัพจะได้รับประโยชน์จากระบบความปลอดภัยแบบ built-in ของ Azure ซึ่งมีการรับรองมาตรฐานที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนการเชื่อมต่อด้วยเครือข่ายไฟเบอร์และ 5G ที่น่าเชื่อถือที่สุดจากเอไอเอส&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
เตรียมความพร้อมในการจำหน่ายโซลูชันให้กับลูกค้าองค์กร ผู้ประกอบการและเอสเอ็มอี เชื่อมต่อกับผู้ขายและพันธมิตรจำนวนกว่าหลายร้อยรายของไมโครซอฟท์และเอไอเอส เพื่อมองหาโอกาสในการจำหน่ายโซลูชันของสตาร์ทอัพให้กับองค์กรชั้นนำของประเทศไทย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
สามารถใช้เครื่องมือในการพัฒนาและภาษาใดก็ได้ สามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน ข้อมูล อุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ด้วยเครื่องมือที่พร้อมให้บริการกว่า 150 รายการ เช่น ตัวเชื่อม Azure Logic Apps สำหรับ Salesforce, Microsoft 365, Twitter, Dropbox และอื่นๆ อีกมากมาย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การเชื่อมต่อเข้ากับคอมมูนิตี้ของสตาร์ทอัพไทย เพื่อเชื่อมต่อและเรียนรู้จากสตาร์ทอัพอื่นๆ รวมถึงผู้พัฒนา และวิศวกรที่อยู่ในชุมชนทั้งจากโครงการ Microsoft for Startups, AIS The StartUp และนักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระอีกมากมายมากไปกว่านั้นการทำงานของที่สอดประสานของ AIS และ Microsoft ยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้ศักยภาพของ Startup ที่เข้าร่วมสามารถเติบโตได้สูงสุดตามเป้าหมายอย่างแท้จริงในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ความเร็ว (Speed) จากการเป็นพันธมิตรร่วมกันที่แข็งแกร่ง ทำให้ Startup ที่เข้าร่วมโครงการ &amp;ldquo;AIS x Microsoft for Startups&amp;rdquo; จะผ่าน APAC ซึ่งนับว่าเป็นการลดขั้นตอนในการเข้าถึงบริการของ Microsoft ได้เร็วยิ่งขึ้นซึ่ง AIS เป็น Local Certified หรือการให้สิทธิ์ของโปรแกรมเพียงรายเดียวในไทย อีกทั้งยังสามารถทำงานบนเครือข่ายพิเศษเฉพาะของ AIS เพื่อให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว
ความคุ้มค่า (Saving) ได้รับสิทธิประโยชน์ในการใช้งานสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของ Startup ในราคาที่พิเศษ และคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นใช้งานบน Cloud Microsoft Azure ได้ฟรี, เครื่องมือต่างๆ ที่ให้เพิ่มเติมในการใช้งานฟรี เช่น Microsoft Teams, Microsoft 365 เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ความเข้าใจ (Solutions) สำหรับ Startup ในโครงการสามารถเลือกใช้โซลูชั่นต่างๆ ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ Cloud : Microsoft Azure, Development : Visual Studio Enterprise, Productivity : Microsoft 365, Dynamic 365 : for Sales ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานดีขึ้น สร้างรายได้การเติบโตที่เร็วและมั่นคง
ความเข้าถึงตลาด และการเติบโต (Sales &amp;amp; Marketing) สุดท้ายแล้วเป้าหมายสำคัญก็คือการสร้างยอดขายให้เติบโต โดยที่โครงการมีช่องทางขายให้กับ Startup ที่หลากหลายสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้โดยตรง ทั้งในส่วนของพนักงานขายจาก AIS และ Microsoft ที่ช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่, Telesell, การนำเสนอผ่านพาร์ทเนอร์ที่หลากหลาย หรือแม้แต่บน Market Place ที่มีนักลงทุนมากมาย
&amp;nbsp;ในโครงการดังกล่าว สตาร์ทอัพสามารถใช้ Azure ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเปิดโอกาสในการต่อยอดจากเทคโนโลยีแบบโอเพนซอร์ส และสามารถเลือกใช้งานได้ทุกภาษา และขอบเขตการทำงานในทุกรูปแบบ อีกทั้งยังสนับสนุนด้านการรักษาความปลอดภัยตั้งแต่แรกเริ่ม ในขั้นตอนนี้ สตาร์ทอัพสามารถขอคำแนะนำแบบตัวต่อตัวจากผู้เชี่ยวชาญของไมโครซอฟท์เกี่ยวกับการพัฒนาธุรกิจและการทำตลาดในประเทศไทย เมื่อพัฒนาโซลูชันสำเร็จ สตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับโอกาสในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ผ่าน Commercial Marketplace ของไมโครซอฟท์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการขายโซลูชันแก่ลูกค้าระดับองค์กร นอกจากนี้ Commercial Marketplace ยังเป็นช่องทางการขายและการตลาดที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ กลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงผู้ใช้งานคลาวด์ของไมโครซอฟท์จำนวนมาก และสร้างยอดขายได้สำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สตาร์ทอัพที่สนใจเข้าร่วมโครงการ AIS x Microsoft for Startups สามารถสมัครได้ที่ &amp;nbsp;https://thestartup.ais.co.th/register&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112806</URL_LINK>
                <HASHTAG>AIS x Microsoft for Startups, สตาร์ทอัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210810/image_big_61120324810f4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>40947</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/07/2019 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/07/2019 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>แคมป์เพิ่มทักษะสตาร์ทอัพ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การขับเคลื่อนประเทศให้ไปสู่ประเทศไทย 4.0&amp;nbsp;ตามแนวนโยบายและเป้าหมายของรัฐบาลนั้น &amp;nbsp;วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ประกอบการหน้าใหม่ (สตาร์ทอัพ) เป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ขณะที่การพัฒนาทักษะด้วยนวัตกรรม ให้สามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่จะเพิ่มมูลค่านั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากจะเป็นการสนองตอบความต้องการของผู้บริโภคได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินธุรกิจสมัยนี้ ขณะเดียวกันยังเป็นการเสริมสร้างรากฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในส่วนของรัฐบาลหลายๆ หน่วยงานเอง ก็ให้ความสำคัญและให้ความสนใจกับเรื่องนี้ รวมกระจกไร้เงาก็ได้เผยแพร่กระบวนการทำงานและนโยบายต่างๆ ที่ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาทักษะของเอสเอ็มอี และสตาร์ทอัพไปอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ใช่ว่าจะมีอยู่แค่นั้น เพราะยังมีอีกหลายโครงการที่ออกมาช่วยเหลือด้านนี้มากขึ้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;และอีกโครงการที่เมื่อเร็วๆ นี้ออกมาเพื่อสนับสนุนการทำงานดังกล่าว ได้แก่ หลักสูตรการอบรมโครงการ&amp;nbsp;The Basecamp&amp;nbsp;(เดอะ เบสแคมป์) ที่ดำเนินการโดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ที่นอกเหนือจากการส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่ร่วม หรือโค-เวิร์กกิ้ง สเปซ&amp;nbsp;เพื่อพัฒนาธุรกิจแล้ว ยังมีหลักสูตรด้านพื้นฐานการสร้างแบรนด์ วิธีการนำเสนอแผนธุรกิจกับแหล่งทุน การสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบและหรือการออกแบบ&amp;nbsp;3D&amp;nbsp;รวมทั้งพื้นฐานทางด้านการเงิน&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ การส่งเสริมด้านการสร้างสายสัมพันธ์ของผู้ประกอบการ เพื่อให้เกิดเครือข่ายทางธุรกิจ การออกแสดงสินค้าเพื่อทดสอบตลาดจริง รวมถึงการได้ทดลองนำเสนอแผนธุรกิจให้กับแหล่งทุนอีกด้วย&amp;nbsp;ผลจากการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 6 เดือน มีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 50 ราย ได้รับการบ่มเพาะธุรกิจผ่านกิจกรรมต่างๆ จนสามารถพัฒนาธุรกิจ สร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รวมถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งในและต่างประเทศ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ (มูลค่าทางธุรกิจ มูลค่าการจ้างงาน และมูลค่าการลงทุน) โดยรวมกว่า 53 ล้านบาท และมีผลตอบแทนเชิงเศรษฐศาสตร์ 1 : 13.25 เท่า ทั้งนี้&amp;nbsp;เชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการอีกหลายรายในโครงการฯ จะสามารถพัฒนาตนเอง ต่อยอดธุรกิจสู่การเป็นผู้ประกอบการวิสาหกิจเริ่มต้นได้อย่างเข้มแข็งเช่นเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม&amp;nbsp;กล่าวว่า กสอ.ได้เล็งเห็นความจำเป็นจึงสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกิดการใช้พื้นที่ร่วมเพื่อสร้างธุรกิจใหม่ ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทายาทธุรกิจ กลุ่มนักประดิษฐ์ นักวิจัย และนักพัฒนานักออกแบบที่มีแนวคิดสร้างสรรค์ รวมถึงกลุ่มวิสาหกิจเริ่มต้นให้ได้รับการพัฒนาให้เกิดแนวคิดในธุรกิจใหม่ เพื่อที่จะสามารถสร้างผลิตภัณฑ์&amp;nbsp;หรือบริการใหม่ให้ตรงกับความต้องการของตลาดได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับโครงการนี้ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมกิจกรรมแล้ว จำนวน 120 ราย และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกจำนวน 50 ราย ในการเข้าร่วมบ่มเพาะธุรกิจ โดยมีโค้ช หรือผู้เชี่ยวชาญจากเดอะเวิลด์ สตาร์ทอัพ เฟสติวัล หน่วยงานจากซิลิคอน วัลเลย์ ที่มีประสบการณ์ในด้านการสร้างสตาร์ทอัพ&amp;nbsp;ไปจนถึงการลงทุนกับสตาร์ทอัพมาให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงผลงานผลิตภัณฑ์ต้นแบบ โดยมีผลงานที่น่าสนใจ เช่น ผลิตภัณฑ์ Zading&amp;nbsp;โปรตีนจิ้งหรีด อาหารแห่งอนาคต ผลงานของคุณภาณุวัฒน์ โคตรโนนกอก ที่นำจิ้งหรีดมาแปรรูปเป็นโปรตีนทดแทนหรือโปรตีนผง ส่งออกตลาดต่างประเทศ โดยเน้นจุดขายใช้จิ้งหรีดพันธุ์สะดิ้ง ซึ่งเป็นพันธุ์ที่มีโปรตีนสูงกว่าพันธุ์อื่นๆ &amp;nbsp;และเลี้ยงในระบบออแกนิกส์ ซึ่งนอกจากจิ้งหรีดผงแล้ว&amp;nbsp;ยังเตรียมทำผลิตภัณฑ์จากจิ้งหรีดอื่นๆ อีก&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เช่น เอนเนอจี้บาร์ เส้นขนมจีนอบแห้ง เป็นต้น รวมถึงผลงาน&amp;nbsp;Medical Device&amp;nbsp;ซึ่งเป็นเครื่องวิเคราะห์สไลด์แปบสเมียร์ ด้วยระบบเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)&amp;nbsp;เพื่อคัดกรองเซลล์มะเร็งปากมดลูก ของนายปริญญา วัฒนนุกูลชัย และนายสมาธิ บัวคอม ที่เป็นการพลิกโฉมกระบวนการตรวจมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทยให้รวดเร็วในเวลาไม่กี่วินาที จากวิธีปกติ ที่ต้องรอผลอย่างน้อย 3-5 วัน อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่านำเข้าถึง&amp;nbsp;50 เท่า&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ซึ่งเห็นได้ชัดว่าโครงการดังกล่าวเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจ หรือที่เรียกว่าทักษะให้กับผู้ประกอบการได้อย่างดี และช่วยสนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ระดับสากลได้ ซึ่งหวังว่าโครงการดีๆ แบบนี้จะไม่จัดเพียงแค่ตั้งเดียวและเงียบหายไป แต่อยากจะให้ต่อยอดและขยายวงกว้างไปยังกลุ่มผู้ผลิตหลายๆ รูปแบบ รวมถึงการพัฒนาโปรแกรมให้เข้าถึงผู้ประกอบการได้ทุกรายในประเทศไทย.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ณัฐวัฒน์ หาญกล้า&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/40947</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระจกไร้เงา, ณัฐวัฒน์ หาญกล้า​​​​​​​, สตาร์ทอัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180114/5a5b68b2a156d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>35684</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/05/2019 09:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/05/2019 09:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>“ออมสิน” แจงสตาร์ทอัพลุ้นตั้งรัฐบาลใหม่ห่วงปัญหาต้นทุนพุ่ง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 พ.ค. 2562 นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ(SSI) ประจำไตรมาส 1/2562 โดยสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพทั่วประเทศจำนวน 500 ตัวอย่าง พบว่า ดัชนี SSI ประจำไตรมาส 1/2562 อยู่ที่ระดับ 58.80 สูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50 แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการสตาร์ทอัพยังคงมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ค่าดัชนีฯ ในไตรมาสที่ 1 มีการปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน จากหลายปัจจัยสำคัญ อาทิ การชะลอคำสั่งซื้อของประเทศคู่ค้าสำคัญของไทย ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ประกอบกับผู้ประกอบการภาคการค้าและบริการโดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น จากคู่แข่งในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งจากในและนอกประเทศ ส่งผลกระทบให้ยอดขายและคำสั่งซื้อมีการชะลอตัวลง รวมทั้งปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ทำให้ผลผลิตบางชนิดออกมาได้น้อยโดยเฉพาะผลผลิตข้าวนาปรังและอ้อย ส่งผลกระทบให้รายได้ของเกษตรกร กลุ่มนี้ชะลอตัวลง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับ ดัชนี SSI ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพมีมุมมองต่อภาวะธุรกิจสตาร์ทอัพในภาพรวมดีขึ้น อยู่ที่ระดับ 67.52 โดยคาดหวังว่าหากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วงด้วยดี จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจของประเทศปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังมีความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ซึ่งหากการเจรจาการค้าไม่ประสบผลสำเร็จจะส่งผลกระทบต่อยอดขายและคำสั่งซื้อของสินค้าหลายประเภท แต่ในทางกลับกันสินค้าไทยบางประเภทอาจได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากสหรัฐฯ เพื่อทดแทนการซื้อจากจีน รวมถึงยังอาจได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตของจีนและสหรัฐฯ เช่นกัน นอกจากนี้ ไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงที่มีวันหยุดเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่จะส่งผลเชิงบวกต่อธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ผู้ประกอบการโดยรวมยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากราคาน้ำมันดิบ ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดไตรมาสที่ 1 ซึ่งส่งผลให้ค่าเชื้อเพลิง ค่าไฟฟ้าปรับตัวเพิ่มขึ้น&amp;rdquo; นายชาติชาย กล่าว
นายชาติชาย กล่าวอีกว่า เมื่อพิจารณาในแต่ละภาคธุรกิจ ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การค้าและบริการ ดัชนีฯ อยู่ที่ระดับ 53.08-61.16 แสดงถึงผู้ประกอบการสตาร์ทอัพยังคงมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางธุรกิจโดยรวม (สูงกว่าค่ากลางที่ระดับ 50) โดยดัชนี SSI ในภาคการเกษตรอยู่ที่ระดับ 61.16 สูงที่สุดในทุกภาคธุรกิจ เนื่องจากเข้าสู่ ต้นฤดูกาลของผลไม้ที่ได้รับความนิยมจาก ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เช่น มะม่วง ทุเรียน และมังคุด ซึ่งในไตรมาสแรกนี้ผลไม้ดังกล่าวได้ผลผลิตดี ส่งผลให้รายได้ภาคเกษตรในกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการภาคเกษตรบางส่วนมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพาะปลูกและการผลิตเพิ่มขึ้น ทำให้สามารถบริหารจัดการผลผลิตและพัฒนาคุณภาพสินค้าให้ได้คุณภาพและมีมาตรฐานเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพยังคงมีข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะปัญหาภัยแล้งที่ทำให้ผลผลิตบางชนิดออกมาได้น้อย เช่น ข้าวนาปรังและอ้อย อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องโรคระบาดในสัตว์และแมลงศัตรูพืช สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพในธุรกิจท่องเที่ยวยังเผชิญกับการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน และแนวโน้มนักท่องเที่ยว ชาวไทยที่เปลี่ยนจุดหมายจากการเที่ยวในประเทศเป็นการเที่ยวต่างประเทศเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาถูกลง ส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเพื่อแย่งชิงนักท่องเที่ยวกันเพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านอุปทานที่มีการแข่งขันกันมากขึ้นในช่องทางออนไลน์ และปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่มีฝีมือซึ่งมีต้นทุนค่าจ้างที่สูง ยังคงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการของผู้ประกอบการที่เป็น Tech Startup
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยฯ มองว่ายังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังติดตาม คือ ปัจจัยทางด้านต้นทุนของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งค่าจ้างแรงงานผู้มีทักษะเฉพาะทาง ค่าเชื้อเพลิงและวัสดุอุปกรณ์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพยังคงต้องการให้ภาครัฐสนับสนุนในด้านเงินทุนโดยมีเงื่อนไขการกู้ยืมที่ยืดหยุ่นโดยให้พิจารณาคำสั่งซื้อหรือผลิตภัณฑ์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ และมีการผ่อนปรนการชำระหนี้เมื่อประสบปัญหา รวมถึงการร่วมลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและลงทุนเพิ่มเติมในด้านเครื่องจักรและอุปกรณ์ อีกทั้งสนับสนุนด้านการหาตลาดและเพิ่มความรู้ด้านการลงทุน การส่งออก การขยายธุรกิจ ภาษี ตลอดจนด้านเทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/35684</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชาติชาย พยุหนาวีชัย, ดัชนี SSI, ธนาคารออมสิน, ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ, สตาร์ทอัพ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181228/image_big_5c2587dd999c5.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31151</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/03/2019 15:52</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/03/2019 15:52</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สสส.ถอดบทเรียน “สังคมสูงวัย” จากญี่ปุ่น-เกาหลี เตรียมพร้อมรับมือไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ปี 2564 นักวิชาการชี้อย่าเลียนแบบญี่ปุ่น แนะไทยออกแบบพัฒนานวัตกรรมทางสังคม หนุนธุรกิจสตาร์ทอัพปรับใช้ให้เหมาะสม นำร่อง “ธนาคารเวลา” หวังเป็นต้นแบบงานจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนกรสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ประจำประเทศไทย สมาคมญี่ปุ่นแห่งประเทศไทย และ SASAKAWA PEACE FOUNDATION จัดงานเสวนาสาธารณะ หัวข้อ &amp;ldquo;สังคมสูงวัยไทย &amp;ndash; ญี่ปุ่น : สูงวัยอย่างมีพลังในโลกยุคดิจิทัล (Digital and Active Ageing in Japan and Thailand )&amp;rdquo; โดย นางภรณี&amp;nbsp; ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการนำเสนอข้อมูล แนวทางเชิงนโยบาย ปัญหาและข้อจำกัดต่างๆ ต่อมาตราการในการเตรียมพร้อมรับมือ สังคมสูงวัยในไทย &amp;ndash; ญี่ปุ่น&amp;nbsp; และเกาหลีใต้ ตลอดจนบทบาทสื่อ คนรุ่นใหม่ และศิลปินผู้สูงวัยที่มีพลังในการสร้างสรรค์ ศิลปะวัฒนธรรม ต่อการสร้างพลังบวก และการพัฒนานวัตกรรมทางสังคมและธุรกิจเพื่อสังคมไทยในโลกยุคดิจิทัล รวมทั้งร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ และแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการตระหนักรู้ และเตรียมพร้อมของสังคมไทยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;นางภรณี กล่าวต่อว่า สถานการณ์สูงอายุไทย ปี 2560 มีผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 11.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 17.1 ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Complete Aged Society) ในปี 2564 โดยจะมีประชากรสูงอายุจะมีถึง 1 ใน 5 และในปี 2574 จะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด อย่างไรก็ตาม พบว่าประชากรไทยก่อนวัยสูงอายุกว่าร้อยละ 40 ยังคงไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงทางรายได้ ที่ผ่านมา สสส.พยายามสร้างความตระหนักถึงสถานการณ์สังคมสูงอายุของประเทศไทยที่จะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของสังคม เช่น อัตราการเกิดที่น้อย ส่งผลถึงวัยแรงงานที่จะขาดแคลนในอนาคต การแบกรับภาระการดูแลครอบครัวของคนรุ่นใหม่ แม้ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะรวมกันเตรียมพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงอายุอย่างต่อเนื่องแต่บทเรียนในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาระบบเพื่อรองรับสังคมสูงอายุในมิติต่าง ๆ ของทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีก็เป็นประเด็นน่าสนใจ มีการออกแบบนวัตกรรมที่ใช้ในการดูแลและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เช่น ธนาคารเวลา ศูนย์สวัสดิการสังคม โดยเฉพาะธนาคารเวลาที่ สสส.ได้ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.) ดำเนินการในพื้นที่นำร่องของกรุงเทพมหานคร และพื้นที่นำร่อง 42 พื้นที่ใน 28 จังหวัด เหล่านี้เป็นนวัตกรรมทางสังคมที่เป็นประโยชน์สามารถประยุกต์ใช้ตามบริบทของสังคมไทย &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.คิอิชิโร่&amp;nbsp; โออิซูมิ ผู้อำนวยการของสมาคมเอเชียศึกษา และสมาคมไทยศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น กล่าวถึง &amp;ldquo;ความเหมือนและความต่างของนโยบายและมาตราการต่างๆในการเตรียมพร้อมสำหรับสังคมสูงวัยในญี่ปุ่นและไทย&amp;rdquo;ว่า ขณะนี้ประเทศไทยญี่ปุนและไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้วและมีแนวโน้มในทิศทางเดียวกันคืออัตราการเด็กเกิดน้อยโดยสัมพันธ์กับระดับรายได้มากจะมีบุตรน้อย การมีค่านิยมการแต่งงานที่เปลี่ยนไป ยิ่งในโลกยุคดิจิตัลจากการสอบถามผู้ชายรุ่นใหม่ของญี่ปุ่น พบว่าผู้ชาย 60% ตอบว่ามีแฟนเป็น AI หรือปัญญาประดิษฐ์ได้ ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยยาวนานขึ้น โดยญี่ปุ่นอายุขัยเฉลี่ยราว 80 ปี คนไทยราว 70 ปี อย่างไรก็ตาม ประชากรหนุ่มสาวคนไทยยังมีเวลาเตรียมตัว หากมีการกำหนดให้ผู้สูงอายุมีอายุ 65 ปีขึ้นไปเหมือนญี่ปุ่น แต่ไทยนิยามให้ผู้สูงอายุต้องมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ทำให้มีสัดส่วนผู้สูงอายุเร็วขึ้น ดังนั้น อยากให้ปรับเปลี่ยนแนวคิดเป็นสูงวัยที่มีความกระปรี้กระเปร่า(Active Ageing) ส่วนการเตรียมการรองรับหรือแก้ปัญหาสังคมผู้สูงวัยนั้นญี่ปุ่นอาจจะไม่ได้เป็นตัวอย่างที่ดีนักและกำลังประสบปัญหาเช่นกัน แต่อยากให้นำบางส่วนปรับใช้ เช่นตัวอย่างในภาคประชาสังคมมีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ดูแลผู้สูงอายุ เป็นการให้บริการดูแลผู้สูงอายุผ่านแอปพลิเคชัน อำนวยความสะดวกในการส่งผู้ดูแลอยู่เป็นเพื่อน ซื้อของ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-bottom:.0001pt; text-align:justify&quot;&gt;ดร.คิม ซุง-วอน อาจารย์ในมหาวิทยาลัยโตเกียว กล่าวในหัวข้อ &amp;ldquo;สถานการณ์ปัจจุบันและอนาคตของสังคมสูงวัยในเกาหลีใต้&amp;rdquo; ว่า สังคมเกาหลีใต้และไทยมีเวลา 18 ปี ในการเตรียมความเข้าสู่สังคม ขณะที่ญี่ปุ่นใช้เวลา 25 ปี ถือเป็นรุ่นพี่ที่มีการเตรียมความพร้อมมาก่อน เกาหลีใต้จึงนำเอาระบบประกันแบบบำนาญที่ดูแลผู้สูงอายุในระยะยาวของญี่ปุ่นมาเป็นแบบอย่างซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีแต่ความเป็นจริงญี่ปุ่นและเกาหลีมีความแตกต่างกันรัฐบาลญี่ปุ่นให้งบประมาณในการอุดหนุนมากกว่าทำให้ได้รับบริการที่คลอบคลุมเพียงพอในการดำเนินชีวิต โดยที่เกาหลีไม่สามารถเลียนแบบได้ เพราะหมายถึงการใช้งบประมาณจำนวนมากและการเป็นหนี้สาธารณะของประเทศ ทำให้ผู้สูงอายุของเกาหลีใต้เป็นผู้สูงอายุที่ยากจนที่สุดในโลก ต้องทำงานเมื่อแก่ชรา พึ่งพิงลูกหลาน และได้รับเงินสวัสดิการจำนวนน้อยนิด ดังนั้น เกาหลีจึงริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆ ซึ่งจะประสบความสำเร็จได้มากกว่า ในปี 2549 จึงตั้งศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมนขึ้น 4 แห่ง เพื่อทำงานขับเคลื่อนสังคมเป็นตัวกลางในการเชื่อมประสานระหว่างผู้สูงอายุและชุมชน ศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชนจึงเป็นทั้งโรงอาหาร ส่งอาหาร ตรวจสุขภาพ จัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ฯลฯ และยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยประสานกับเอกชนหรือร้านค้าในชุมชน ให้บริจาคเป็นบริการต่างๆ เช่น ตัดผม รับประทานอาหารในร้าน คาราโอเกะ โดยการใช้คูปอง ในปี 2558 จึงมีศูนย์สวัสดิการสังคมในชุมชน 454 แห่ง ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุเป็นผลสำเร็จ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31151</URL_LINK>
                <HASHTAG>กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมคุณภาพ (สสส.), ญี่ปุ่น, ภรณี  ภู่ประเสริฐ, สตาร์ทอัพ, สังคมสูงวัย</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190312/image_big_5c8771c3d5ab4.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>31061</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/03/2019 17:07</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/03/2019 17:07</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กนอ.ผนึก 10 บิ๊กบราเธอร์เสริมแกร่งSME</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;กนอ. ผนึก บิ๊กบราเธอร์รายใหญ่ 10 องค์กร ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะชิตี้ ดันโครงการหนุนเอสเอ็มอีปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต พร้อมเป็นพี่เลี้ยงแนะเทคนิคต่อยอดผลิตภัณฑ์ สร้างจุดเด่น เพิ่มมูลค่า ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงแหล่งเงินทุน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;11 มี.ค. 2562 - นางสาว สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า กนอ.ได้ร่วมลงนามความร่วมมือในการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคตในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี ระหว่าง กลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง (บิ๊กบราเธอร์) จำนวน 10 องค์กร เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพให้เข็มแข็ง เสริมสร้างความแข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เตรียมความพร้อมสู่โลกแห่งธุรกิจยุคใหม่ อำนวยความสะดวก และหาแนวทางช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนและเพิ่มความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;โดยทั้ง 10 องค์กรประกอบด้วยสถาบันไทย-เยอรมัน, บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน), บริษัท สุมิพล คอร์ปอเรชั่น จํากัด, บริษัท ฮิตาชิ เอเชีย (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด, บริษัท สยาม เด็นโซ่ แมนูแฟคเจอริ่ง จํากัด,บริษัท เอ็กเซดดี้ ฟริคชั่น แมททีเรียล จำกัด, บริษัท ไทยโตเคน เทอร์โม จํากัด, บริษัท ทีบีเคเค (ประเทศไทย) จำกัด และศูนย์อำนวยความสะดวกโครงการส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนในประเทศไทย&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;ทั้งนี้ กรอบการดำเนินงานในการส่งเสริมสนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเพื่อปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคตฯในครั้งนี้ กนอ.และบิ๊กบราเธอร์ จะให้การสนับสนุนและเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนไม่เพียงแต่เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพแต่ยังรวมถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ด้วย ทั้งในรูปแบบการให้คำแนะนำในด้านต่างๆเพื่อต่อยอดธุรกิจให้สามารถปรับตัวสู่อุตสาหกรรมในอนาคตได้ ผ่านช่องทางศูนย์เอสเอ็มอี ไอทีซี ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชลบุรี&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/31061</URL_LINK>
                <HASHTAG>การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บิ๊กบราเธอร์, วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, สตาร์ทอัพ, สมจิณณ์ พิลึก, อมตะซิตีี้</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190311/image_big_5c8632bda355b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
