<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>112930</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>11/08/2021 11:47</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>11/08/2021 11:47</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กสิกรเผยตลาดอีคอมเมิร์ซโตแรง 5 เดือนปี 64 ยอดใช้จ่ายออนไลน์พุ่ง 21%</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;11 สิงหาคม 2564: ธนาคารกสิกรไทย เผยในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ผลักดันให้ภาพรวมตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2564 พบว่ากว่า 21 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยมีการใช้จ่ายบนช่องทางออนไลน์และมีมูลค่าการใช้จ่ายบนช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเติบโตในครั้งนี้เกิดจากการปรับตัวอย่างรวดเร็วของธนาคารกสิกรในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมร่วมทำงานกับ วีซ่า ผู้นำการให้บริการการชำระเงินดิจิทัลระดับโลก ในการเสริมความปลอดภัยในการชำระเงินผ่านระบบดิจิทัลตลอดจนการนำโซลูชั่นด้านการชำระเงินดิจิทัลใหม่ ๆ เข้ามาให้บริการแก่ผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่มองหาความสะดวกและรวดเร็วในการชำระเงินดิจิทัล รวมถึงการลดการใช้เงินสด เช่น การแตะเพื่อจ่ายด้วยบัตรวีซ่า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นางชลารัตน์ พินิจเบญจพล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;สถานการณ์โควิด-19 ผลักดันให้ภาพรวมของตลาดอีคอมเมิร์ซประเทศไทยช่วงต้นปีเติบโตขึ้นกว่า 24 เปอร์เซ็นต์ การจับจ่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดิจิทัล เพย์เมนต์ ได้กลายเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตแบบเว้นระยะห่าง และลดการจับเงินสด &amp;nbsp;ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารได้พัฒนาในด้านการบริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเราในการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล &amp;nbsp;โดยร่วมกับวีซ่าในการติดตั้งโซลูชั่นใหม่ ๆ เพื่อเสริมความปลอดภัยและมอบประสบการณ์ที่ดีในการจับจ่ายใช้สอยแก่ลูกค้าบัตรเครดิตกสิกรไทย&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ธนาคารมีความมุ่งมั่นพัฒนาระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และปลอดภัย ให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้จ่ายบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น โดยได้ร่วมมือกับผู้นำการให้บริการด้านการชำระเงินดิจิทัลอย่าง วีซ่า ที่ให้คำแนะนำและร่วมกับธนาคารในการหาแนวทางและนำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมมาใช้ &amp;nbsp;ธนาคารเชื่อมั่นว่า จะสามารถพัฒนาและต่อยอดการให้บริการด้านการเงินที่มอบประสบการณ์การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สะดวกและปลอดภัยได้ในทุกที่ ทุกเวลาที่ลูกค้าต้องการใช้&amp;rdquo;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายสุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า &amp;ldquo;โควิด-19 เร่งให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป รวมถึงรูปแบบการค้า และการชำระเงินในรูปแบบดิจิทัล จากการศึกษาเรื่องทัศนคติการชำระเงินของผู้บริโภคประจำปีของ วีซ่า (Visa Consumer Payment Attitudes Study) ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นกระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการช้อปปิ้ง โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามเลือกช้อปผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ (65 เปอร์เซ็นต์) และช้อปผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย (44 เปอร์เซ็นต์) ดังนั้นระบบนิเวศน์การชำระเงินจำเป็นต้องเสริมโครงสร้างพื้นฐานเดิมด้วยโซลูชั่นบริหารจัดการการฉ้อโกงที่ทันสมัยและเชื่อถือได้ โดยในโลกที่ก้าวสู่ความเป็นดิจิทัลมากขึ้น ความปลอดภัยในการชำระเงินกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้บริโภค และต้องกลายเป็นรากฐานในการดำเนินธุรกิจ การค้าทั้งในวันนี้และวันหน้า&amp;rdquo;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โซลูชั่นที่ธนาคารกสิกรไทยและวีซ่า ได้ทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางและนำมาปรับใช้ในการนำเสนอให้แก่ผู้บริโภค ที่นอกจากจะเสริมความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นในการเลือกทำธุรกรรมในรูปแบบดิจิทัลแล้ว ยังเป็นการมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าในการซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังชำระเงินเสร็จสิ้นแล้ว อาทิ One Time Password (OTP) ที่หลายคนคุ้นเคย โดยเป็นการยืนยันพาสเวิร์ดแบบใช้ครั้งเดียว ซึ่งลูกค้าจะได้รับผ่านทางข้อความในโทรศัพท์มือถือเพื่อยืนยันถึงการทำธุรกรรมนั้น ๆ ตลอดจนการเพิ่มเกราะป้องกันการฉ้อโกงด้วยบริการโทเค็นของวีซ่า (Visa Token Service หรือ VTS) โซลูชั่นที่ทำให้ธนาคารกสิกรไทยสามารถประมวลผลการชำระเงินได้โดยไม่ต้องเปิดเผยรายละเอียดบัญชีจริง โดยระบบจะทำหน้าที่เปลี่ยนข้อมูลส่วนตัวของเจ้าของบัญชี และรายละเอียดของบัญชีเป็นรหัสโทเค็นแบบสุ่ม เพื่อลดคุณค่าของข้อมูลและทำให้นักต้มตุ๋นนำไปใช้ประโยชน์ต่อไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;และล่าสุดกับโซลูชั่นที่วีซ่าได้นำเสนออย่าง วีซ่า ซีเคียว (Visa Secure) โซลูชั่นที่ให้ความสำคัญเท่ากันทั้งเรื่องของความปลอดภัยและความสะดวกของผู้บริโภคด้วยระบบป้องกันความปลอดภัยในระดับชั้นเพิ่มเติมประเภท 3-D Secure ระบบตัวใหม่ล่าสุดของโปรโตคอล 3DS มาตรฐานล่าสุดของ EMV&amp;reg; ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันการฉ้อโกงอีกหนึ่งชั้นเพื่อช่วยให้ธนาคารกสิกรไทยและร้านค้ามั่นใจได้ว่าการทำธุรกรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นจริง โซลูชั่นนี้นอกจากจะช่วยให้ผู้ขายไม่สูญเสียยอดขายอันเป็นผลจากการที่การชำระเงินถูกปฏิเสธ ยังช่วยยกระดับประสบการณ์การจับจ่ายในภาพรวมให้ลูกค้าได้อีกด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากการเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปและการเสริมความปลอดภัยในระบบการชำระเงินดิจิทัล ธนาคารกสิกรไทยยังได้ให้ความสำคัญในการทำการตลาดเพื่อกระตุ้นให้ผู้ถือบัตรเครดิตกสิกรไทยที่มีกว่า 3.2 ล้านใบทั่วประเทศได้ออกมาใช้จ่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกันมากขึ้น ล่าสุดในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมาได้มีการจัดแคมเปญ &amp;ldquo;โค้ดลั่นมันส์เดย์&amp;rdquo; ร่วมกับวีซ่าด้วยการแจกโค้ดส่วนลดสุดพิเศษทุกวันจันทร์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับกิจกรรมการตลาดในครึ่งปีหลังนี้ บัตรเครดิตกสิกรไทย ยังคงมุ่งเน้นในการเพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบการช้อปออนไลน์มากยิ่งขึ้น เช่น การเพิ่มคะแนนสะสมจากหมวดช้อปปิ้งออนไลน์ &amp;nbsp;ไม่ว่าจะเป็นการช้อปปิ้งออนไลน์ในประเทศหรือการช้อปออนไลน์จากต่างประเทศ ไปจนถึงโปรโมชั่นการแลกคะแนนสะสม การรับส่วนลด หรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ การเลือกผ่อนชำระสินค้า 0 เปอร์เซ็นต์ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ ภาพรวมยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตกสิกรไทยในห้าเดือนแรกของปี 2564 มีมูลค่าการใช้จ่ายรวมกว่า 132,000 ล้านบาท เป็นการใช้จ่ายผ่านช่องทางออนไลน์ 27,000 ล้านบาท เติบโตขึ้น 24 เปอร์เซ็นต์ และช่องทางร้านค้าปกติเติบโตขึ้นอีก 14 เปอร์เซ็นต์
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112930</URL_LINK>
                <HASHTAG>ธนาคารกสิกรไทย, สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19, ใช้จ่ายบนช่องทางออนไลน์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210811/image_big_611355e6d915e.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>77784</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>18/09/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>18/09/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> งัดโควิดเบรกม็อบ! เตือนเสี่ยงระบาดรอบใหม่บิ๊กตู่:ล็อกดาวน์อีกหายนะ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; นายกฯ แถลงโลกกำลังตกอยู่ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ปลุกทุกคนลุกขึ้นมาตั้งการ์ดให้สูงอีกครั้ง เตือนกลุ่มที่จะออกมาประท้วงเพิ่มความเสี่ยงการแพร่ระบาด-ทำลายการทำมาหากินของคนไทยเป็นสิบๆ ล้านคน การฟื้นเศรษฐกิจจะล่าช้า ทำลายความเชื่อมั่นนักธุรกิจ ลั่นต้องปกป้องคนไทยไม่ให้เกิดการสูญเสียเหมือนประเทศอื่น และหายนะที่จะตามมาจากการล็อกดาวน์อีกครั้ง วอนวางการเมืองไว้ก่อน &amp;quot;ศบค.&amp;quot; เผยไทยไร้ผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ ขณะที่ทั่วโลกยอดพุ่งสูงสุด 30 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 17 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เรื่องการแพร่ระบาดโควิดระลอกใหม่ในโลก ว่าขอพูดกับทุกท่านเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในโลก ซึ่งไม่ค่อยจะดีนัก และอาจจะส่งผลต่อประเทศไทยเราด้วยในช่วงเวลาข้างหน้านี้ ตอนนี้กำลังเกิดการระบาดของโควิดครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ทั้งในยุโรปและที่อื่นๆ หลายที่ &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;เมื่อช่วงเริ่มต้นที่เกิดการแพร่ระบาดโควิดบนโลก ประเทศไทยเริ่มรับมือและพยายามระงับการแพร่ระบาดในประเทศอย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลที่วันนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ไม่ถึง 10 คนต่อวัน เมื่อเราเทียบกับประเทศอื่น หลายประเทศที่ลังเลการปิดประเทศ และไม่ได้ดำเนินมาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น ทำให้วันนี้ประเทศเหล่านั้นมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวัน มากกว่าประเทศไทยเป็นพันๆ เท่า&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การที่ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์แบบปัจจุบันนี้ได้ ถือเป็นความสำเร็จของแพทย์ทุกท่าน อาสาสมัครสาธารณสุขที่น่าทึ่งทุกคน พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่บุคลากรด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทุกคน ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญที่อยู่แนวหน้า ช่วยยับยั้งและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิดในประเทศไทย รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานที่ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพใน ศบค. แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือคนไทยทั้งประเทศที่ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว ยับยั้งการแพร่ ระบาดของโควิดในประเทศไทย ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเว้นระยะห่างทางสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ตอนนี้เมื่อในโลกโควิดกำลังกลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง ผมจึงอยากจะขอพี่น้องประชาชนทุกคนให้ลุกขึ้นมาตั้งการ์ดของตัวเองให้สูงขึ้นอีกครั้ง เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น รักษาวินัยที่ดีไว้ อย่างที่เราเคยทำกันมา เพราะสงครามกับโควิดจะยังอยู่ไปอีกนาน ขอใช้โอกาสนี้พูดกับคนกลุ่มต่างๆ ที่อยากจะออกมารวมตัวกันประท้วงด้วยเหตุผลต่างๆ ของท่าน เมื่อเวลาที่มารวมตัวกัน ท่านกำลังเพิ่มความเสี่ยงอย่างมหาศาลที่จะทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่ในประเทศไทย ขณะเดียวกันท่านกำลังเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำลายการทำมาหากินของคนไทยด้วยกันอีกสิบๆ ล้านคน การจุดชนวนการแพร่ระบาดโควิดให้เสี่ยงที่จะลุกโชนขึ้นมาอีก นั่นจะส่งผลกระทบที่เลวร้ายและทวีคูณปัญหาเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยไปสู่ระดับที่เรายังไม่เคยเจอมาก่อน&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายกฯ กล่าวต่อว่า ขอให้ทุกท่านคำนึงถึงเรื่องนี้ให้มาก ในประเทศอื่นการรวมตัวกันและการไม่รักษาวินัยในการป้องกันโรคระบาดได้สร้างปัญหาให้กับประชาชนคนอื่นๆ ในประเทศของตัวเองมาแล้ว ตอนนี้รัฐมนตรีสาธารณสุขของประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรปกำลังเริ่มพูดถึงการกลับมาเพิ่มความเข้มงวดในมาตรการล็อกดาวน์อีกครั้ง หรืออย่างในรัฐใหญ่รัฐหนึ่งของประเทศออสเตรเลีย ตอนนี้การเปิดร้านค้าและออฟฟิศ หรือแค่การจะออกจากบ้าน ก็ยังมีข้อบังคับและข้อจำกัดมากมาย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ส่วนในบ้านเรา แม้ว่าการไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าประเทศจะสร้างความเจ็บปวดให้เราอย่างมาก แต่อย่างน้อยร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ยังเปิดได้อยู่ โรงเรียน ไซต์งานก่อสร้าง โรง งาน และสำนักงานยังเปิดได้ และการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยด้วยกันเอง ก็ยังคงทำได้อยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรทำอะไรก็ตาม ที่จะเพิ่มความเสี่ยงให้ประเทศไทย ต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง เหมือนเมื่อเดือนมีนาคมและเมษายนที่ผ่านมา แบบนั้นจะยิ่งเพิ่มความเดือดร้อนและเจ็บปวดให้กับทุกคน&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอบอกทุกคนที่อยากจะออกมาชุมนุมชัดๆ ว่า ตนได้ยินสิ่งที่ท่านพูด รับทราบความคับข้องใจของพวกท่านในเรื่องการเมือง และความไม่พอใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ&amp;nbsp;&amp;nbsp; ตนเคารพความคิดเห็นและความรู้สึกของท่าน แต่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเจ็บปวดเร่งด่วนที่เราจำเป็นต้องจัดการก่อน&amp;nbsp; นั่นคือการบรรเทาความเสียหายทางเศรษฐกิจที่โควิดได้ก่อให้เกิดขึ้นไปทั่วโลก เราไม่ควรทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งไปกว่านี้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;การชุมนุมจะทำให้การฟื้นเศรษฐกิจเกิดการล่าช้า เพราะจะทำลายความเชื่อมั่นของนักธุรกิจ และสร้างความลังเลใจให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาเมืองไทย เมื่อถึงเวลาที่เราพร้อมจะเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกครั้ง การชุมนุมจะสร้างความวุ่นวายในประเทศ และทำลายสมาธิการทำงานของภาครัฐในการจัดการกับโควิด และปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ผมจึงอยากขอให้เราเอาชนะโควิดและผ่านวิกฤติโลกครั้งนี้ไปด้วยกันให้ได้ก่อน หลังจากนั้นเราค่อยกลับมาที่เรื่องการเมือง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เขากล่าวอีกว่า ปัจจุบันหลายประเทศใช้ความเด็ดขาดในการยุติการประท้วง ด้วยเหตุผลที่ไม่ยอมให้เกิดการกระทำที่จะเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโควิด โดยหลายประเทศห้ามไม่ให้มีการรวมตัวใดๆ ทั้งสิ้น อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ ในประเทศเยอรมนี เมื่อมีการประท้วงของคนกว่า 38,000 คน มีผู้ถูกจับดำเนินคดีมากกว่า 300 คน ในคดีทำลายโอกาสของประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ การศึกษา และสังคม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สั่งการไปคือ ขอให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติกับผู้ชุมนุมด้วยความนิ่มนวล เพราะยังเชื่อว่าผู้ที่จะออกมาประท้วงจะมีความตระหนักรู้ถึงสิ่งที่ควรต้องระมัดระวัง และอยู่ในขอบเขต แต่ก็ขอฝากไปถึงทุกคนที่จะออกมารวมตัวกันว่า ขอให้นึกถึงพี่น้องคนไทยด้วยกันให้มากๆ คนไทยอีกเป็นสิบๆ ล้านคนที่จะได้รับผลกระทบจากการที่ท่านกำลังเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บป่วยจากโควิด และเพิ่มความเสี่ยงให้เราต้องกลับไปล็อกดาวน์อีกครั้ง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;ภารกิจของผมชัดเจนคือ ผมต้องปกป้องคนไทยไม่ให้เกิดการสูญเสียในชีวิตเป็นหมื่นๆ ชีวิตเหมือนในประเทศอื่น และป้องกันหายนะทางเศรษฐกิจที่จะตามมาจากการเสียชีวิตของผู้คน และหายนะที่จะตามมาจากการล็อกดาวน์ เพราะฉะนั้นเรายังต้องระมัดระวังในการเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามา เพราะมีความเสี่ยงในการนำเชื้อโควิดเข้าสู่ประเทศไทย ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาให้กับเราทุกคน แต่ในขณะที่ทำอย่างนั้น ผมก็รู้ถึงความเจ็บปวดของทุกคนที่อยู่ในภาคการท่องเที่ยว ผมรู้สึกจริงๆครับว่าทุกคนเจ็บปวด หลายครั้งผมนอนไม่หลับเมื่อคิดถึงจำนวนคนที่ต้องตกงาน และจำนวนธุรกิจที่ต้องปิดกิจการลง&amp;quot;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก ซึ่งไม่มีทางออกไหนที่ไม่มีความเจ็บปวดรออยู่ การเปิดประตูประเทศอาจจะทำให้มีนักท่องเที่ยวกลับเข้ามาในระดับหนึ่ง แต่เราก็รู้ว่าจะมีโควิดเข้าประเทศมาด้วยแน่นอน แม้จะมีการตรวจเช็กขนาดไหนก็ตาม สิ่งที่ตนกังวลคือหากเกิดการระบาดใหญ่เป็นวงกว้างในประเทศ เราอาจจะไม่สามารถรับมือได้ และถ้ามันเกิดขึ้นแบบนั้น ความเดือดร้อนในเรื่องของเศรษฐกิจปากท้องจะยิ่งรุนแรงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งจะไม่ได้ส่งผลเฉพาะกับภาคการท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่จะส่งผลกับทุกภาคส่วนในสังคม
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;quot;พี่น้องครับ เรากำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาที่จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น เราจึงควรวางเรื่องการเมืองเอาไว้ก่อน แล้วจับมือร่วมแรงร่วมใจกันผ่านพ้นความยากลำบากที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์โลกไปให้ได้ ผมขอให้ทุกคนยกการ์ดของตัวเองให้สูงอีกครั้งสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม และโชว์สปิริตของความเป็นไทยต่อไป ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันเอาชนะโควิดไปให้ได้&amp;quot; พล.อ.ประยุทธ์กล่าวทิ้งท้าย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;วันเดียวกัน ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในประเทศไทย โดยวันเดียวกันนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งในประเทศและในสถานที่กักกันของรัฐ ทำให้มียอดผู้ป่วยยืนยันสะสม 3,490 ราย ยอดหายป่วยสะสม 3,325 ราย มีผู้ป่วยรักษาในโรงพยาบาล 107 ราย ยอดผู้เสียชีวิตสะสมคงที่ 58 ราย
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก ยอดผู้ติดเชื้อรวม 30,032,521 ราย โดยรักษาหายแล้ว 21,800,057 ราย รวมเสียชีวิตแล้ว 945,072 ราย ส่วนเที่ยวบินนำคนไทยที่ตกค้างกลับประเทศ ในวันเดียวกันนี้มี 4 เที่ยวบิน จำนวน 383 คน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา และในวันที่ 18 ก.ย.มี 8 เที่ยวบิน จำนวน 780 คน จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส แคนาดา สิงคโปร์ เอธิโอเปีย สหรัฐอเมริกา และไต้หวัน. &amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/77784</URL_LINK>
                <HASHTAG>COVID-19, การแพร่ระบาดโควิด-19, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200917/image_big_5f6370a521255.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
