<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116703</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/09/2021 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/09/2021 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ‘บิ๊กตู่’ตรวจน้ำท่วมพื้นที่ชัยนาท</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;บิ๊กตู่&amp;quot; ห่วงน้ำท่วมลงพื้นที่ชัยนาทวันพุธนี้ตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อน ติดตามน้ำเหนือหลากวางแผนป้องกันเจ้าพระยาตอนล่าง ครม.เคาะงบกลาง 3,851 ล้านสู้อุทกภัย-บรรเทาภัยแล้ง รวม 3,378 โครงการ เร่งเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำถึง พ.ย.64&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 14 ก.ย. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เตรียมนำคณะลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดชัยนาท พร้อมตรวจสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาเพื่อเตรียมรับน้ำเหนือหลากและวางแผนป้องกันพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง วันที่ 15 ก.ย. การตรวจราชการครั้งนี้นายกรัฐมนตรีจะร่วมประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำในเขื่อนเจ้าพระยาและการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ สำนักงานชลประทานที่ 12 จังหวัดชัยนาท และตรวจสถานการณ์น้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาทด้วย ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา หลังจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีฝนตกต่อเนื่องและเกิดพายุ &amp;ldquo;โกนเซิน&amp;rdquo; ขึ้นฝั่งเวียดนาม ส่งผลให้มีมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางและภาคตะวันออก ทำให้มีน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไหลลงเหนือเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ในอัตราเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์สภาวะอากาศและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ในพื้นที่ ในการประชุม ครม.ที่ผ่านมา นายกฯ สั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนลงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และขอให้ รมว.มหาดไทยติดตามในภาพรวมอีกครั้ง พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานพร้อมรับสถานการณ์ เตรียมแผนอพยพทั้งคนและสัตว์เลี้ยงไปในพื้นที่ปลอดภัยแจ้งเตือนประชาชน เตรียมแผนช่วยเหลือเยียวยาภายหลังสถานการณ์คลี่คลายด้วย
&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;นายธนกรกล่าวต่อว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติงบกลางจำนวน 3,851.2251 ล้านบาท ในการดำเนินโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัยปี 2564 และบรรเทาปัญหาภัยแล้งปี 2564/2565 จำนวน 3,378 รายการ หน่วยรับงบประมาณคือ 3 กระทรวง 5 หน่วยงาน ได้แก่ กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย 9 จังหวัด (กำแพงเพชร เชียงราย นครศรีธรรมราช พะเยา พัทลุง พิจิตร ยโสธร สระบุรี หนองคาย) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 33 จังหวัด สำหรับรายการโครงการสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อป้องกันการเกิดอุทกภัย ปี 2564 และบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ปี 2564/2565 อาทิ โครงการซ่อมแซมอาคารชลศาสตร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำ 1,028 รายการ วงเงิน 1,462.44 ล้านบาท โครงการขุดลอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำ 541 รายการ วงเงิน 540.33 ล้านบาท โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน 334 รายการ วงเงิน 538.59 ล้านบาท โครงการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทั่วประเทศ 72 โครงการ วงเงิน&amp;nbsp;33.32 ล้านบาท โครงการพัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการอุปโภคบริโภค 120 รายการ วงเงิน 46.88 ล้านบาท เป็นต้น
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงแผนงาน/โครงการทั้ง 3,378 รายการว่า ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในช่วงเดือน ส.ค.-พ.ย. 2564 เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในฤดูฝนเพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงแล้งปี 2564/2565 ในพื้นที่เป้าหมายเฝ้าระวังที่อาจเสี่ยงอุทกภัยและพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงขาดแคลนน้ำ ซึ่งแผนงานที่เสนอขอรับการสนับสนุนงบฯ ครั้งนี้ต้องสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน และไม่เกิน ม.ค.2565 ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116703</URL_LINK>
                <HASHTAG>น้ำท่วม, น้ำเหนือหลาก, น้ำในเขื่อน, บรรเทาภัยแล้ง, ลงพื้นที่น้ำท่วม, สถานการณ์น้ำในเขื่อน, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, อุทกภัย, เอ็กซ์ไซต์, เอ็กซ์ไซต์ไทยโพสต์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210914/image_big_61408c3861d6b.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>15215</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>12/08/2018 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>12/08/2018 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;นิด้าโพล&#039;ระบุประชาชนเชื่อมั่นในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นิด้าโพล เปิดผลสำรวจความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย&amp;rdquo; พบว่าส่วนใหญ่มั่นใจการทำงานของภาครัฐ มีเพียง 29% ที่บอกไม่มีประสิทธิภาพ แนะให้บริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เข้มงวด และช่วยกันฟื้นฟูสภาพผ่า
&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp; &amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย&amp;rdquo; ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 8 &amp;ndash; 10 สิงหาคม 2561 &amp;nbsp;จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,260 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อการจัดการสถานการณ์น้ำท่วมของไทย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปี พ.ศ. 2561 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 87.14 &amp;nbsp; &amp;nbsp; ระบุว่า ไม่ได้รับผลกระทบ และร้อยละ 12.86 ระบุว่า ได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ระบุว่า ได้รับผลกระทบ ร้อยละ 23.46 ระบุว่า ได้รับผลกระทบมากที่สุด ร้อยละ 25.31 ระบุว่า ได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก ร้อยละ 38.27 ระบุว่า ได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย และร้อยละ 12.96 ระบุว่า ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสาเหตุที่ทำให้เกิดน้ำท่วมของประเทศไทยใน ทุก ๆ ปี พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 45.63 ระบุว่า มีปริมาณน้ำฝนมากเนื่องจากฝนตกหนัก รองลงมา ร้อยละ 43.17 ระบุว่า การลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและการบุกรุกพื้นที่ป่า ร้อยละ 37.30 ระบุว่า การขยายตัวของเขตชุมชน และการทำลายระบบระบายน้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ร้อยละ 28.10 ระบุว่า การบริหารจัดการของรัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 12.94 ระบุว่า ภูมิประเทศของประเทศไทยเป็นที่ลุ่มน้ำ ที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำหลายสาย ร้อยละ 0.79 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ เขื่อนไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้หมด ขณะที่บางส่วนระบุว่า เป็นภัยธรรมชาติ และร้อยละ 0.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับความเชื่อมั่นต่อ โครงสร้าง ความมั่นคง ความแข็งแรง ของเขื่อนในประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.73 &amp;nbsp; &amp;nbsp;ระบุว่า มีความเชื่อมั่น เพราะ วิศวกรมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการสร้าง ออกแบบมาอย่างดี มีความแข็งแรงคงทน และจากสถานการณ์ที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยมีปัญหาเกิดขึ้น รองลงมา ร้อยละ 17.30 ระบุว่า ไม่มีความเชื่อมั่น เพราะ สร้างมาเป็นเวลานานโครงสร้างต่าง ๆ ก็เสื่อมลงตามกาลเวลา ไม่ค่อยได้ลงไปตรวจสอบคุณภาพความแข็งแรงของเขื่อนเท่าที่ควร ขณะที่บางส่วนระบุว่า ภัยธรรมชาติเป็นปรากฎการณ์ที่ไม่แน่นอน และไม่สามารถควบคุมได้ และร้อยละ 3.97 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามถึงประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำท่วม ของหน่วยงานรัฐ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 14.28 ระบุว่า มีประสิทธิภาพมาก ร้อยละ 49.36 ระบุว่า มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก ร้อยละ 29.05 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 4.29 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย &amp;nbsp; &amp;nbsp;และร้อยละ 3.02 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ โดยผู้ที่ระบุว่า มีประสิทธิภาพค่อนข้างมาก &amp;ndash; มาก ได้ให้เหตุผลว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการเร่งดำเนินงานอย่างเต็มที่ และหาแนวทางการป้องกันอย่างจริงจัง ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ &amp;ndash; ไม่มีประสิทธิภาพเลย ให้เหตุผลว่า ไม่มีการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ช่วงหน้าฝน หรือการผันน้ำที่ดี อุปกรณ์ไม่เพียงพอ การทำงานล่าช้า และแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดการน้ำท่วมของประเทศไทย พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 39.37 ระบุว่า ให้มีการบริหารจัดการเรื่องการระบายน้ำกับทุกเขื่อนในประเทศไทยสม่ำเสมอ รองลงมา ร้อยละ 35.40 ระบุว่า หน่วยงานรัฐมีการบริหารจัดการน้ำที่มีระบบและมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 30.87 ระบุว่า ติดตั้งสัญญาณเตือนภัยน้ำท่วมทุกจังหวัดที่ประสบภัยทุกปี ร้อยละ 28.41 ระบุว่า ตรวจสอบความแข็งแรงของเขื่อนทุกเขื่อนสม่ำเสมอ ร้อยละ 21.67 ระบุว่า จัดตั้งหน่วยงานช่วยเหลือด้านน้ำท่วมโดยเฉพาะ ร้อยละ 14.84 ระบุว่า จัดเวรยาม &amp;nbsp;เฝ้าระวังน้ำท่วมตลอด 24 ชั่วโมง ร้อยละ 3.41 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ รณรงค์ปลูกต้นไม้ทดแทน ลดการตัดไม้ทำลายป่า มีมาตรการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่ม ขณะที่บางส่วนระบุว่า การบริหารจัดการตอนนี้ดีอยู่แล้ว และร้อยละ 3.33 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/15215</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบริหารจัดการน้ำ, นิด้าโพล, น้ำท่วม, รัฐบาล, สถานการณ์น้ำในเขื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180812/image_big_5b6f8ef7c3779.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14741</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 17:53</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 17:53</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>กฟผ.ร่อนแถลงการณ์ ยืนยันจับตาระดับน้ำในเขื่อนอย่างใกล้ชิด มั่นใจควบคุมได้</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กฟผ. เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำของเขื่อนในความดูแลทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด ภาพรวมอยู่ในเกณฑ์ควบคุมได้ บางแห่งเริ่มกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
&amp;nbsp;
นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขื่อน กฟผ. ทั่วประเทศ วันนี้ (5 สิงหาคม 2561) ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปกติ ยกเว้นเขื่อนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตกบางแห่งที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) โดยเขื่อนที่มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ได้แก่ ภาคเหนือ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 57 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 5,766 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 67 สามารถรองรับน้ำได้อีก 3,160 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันตก เขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 87 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 2,356 ล้าน ลบ.ม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนสิรินธร มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 55 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 878 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนห้วยกุ่ม มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 29 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 14 ล้าน ลบ.ม. และภาคใต้ เขื่อนรัชชประภา มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 78 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,234 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนบางลาง มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 56 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 637 ล้าน ลบ.ม.
&amp;nbsp;
ส่วนเขื่อนที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) ซึ่งมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ไม่กระทบกับความมั่นคงของเขื่อน ได้แก่ ภาคตะวันตก เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 84 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,411 ล้าน ลบ.ม. และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 32 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 1,655 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนจุฬาภรณ์ มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 65 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 58 ล้าน ลบ.ม. และเขื่อนน้ำพุง มีปริมาณน้ำกักเก็บร้อยละ 63 ของความจุ สามารถรองรับน้ำได้อีก 62 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ ตามข้อสั่งการของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และ &amp;ldquo;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ&amp;rdquo; ให้เร่งการระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำในเขื่อนที่มีระดับน้ำเกินเกณฑ์ควบคุมURCให้กลับสู่เกณฑ์ควบคุมโดยเร็ว เพื่อให้มีพื้นที่รับน้ำเพียงพอสำหรับรองรับน้ำฝนที่จะมีเข้ามาใหม่ตลอดช่วงฤดูฝนอีก 2 เดือนนั้น&amp;nbsp;&amp;nbsp; ซึ่ง กฟผ. ได้บริหารจัดการ โดยทะยอยปรับเพิ่มการระบายน้ำ&amp;nbsp; 3 เขื่อนใหญ่ ของ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 5 สค. 61 ได้แก่&amp;nbsp; เขื่อนวชิราลงกรณ&amp;nbsp; ระบายน้ำในอัตราวันละ 43 ล้าน ลบ.ม./วัน&amp;nbsp; โดย กฟผ. ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด&amp;nbsp; ปภ.จังหวัด และประชาชนก่อนเพิ่มการระบาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; 2 วันล่วงหน้า เพื่อให้มีการเตรียมความพร้อม&amp;nbsp;&amp;nbsp; เขื่อนสิริกิติ์ เดิมมีปริมาณน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุม URC ได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นเป็นวันละ 32 ล้าน ลบ.ม. ทำให้วันนี้ปริมาณน้ำในอ่างฯ ลดลงอยู่ในเกณฑ์ควบคุม URC แล้ว
เขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งมีแนวโน้มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในเกณฑ์น้ำมาก จึงได้ปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นเป็นวันละ 20 ล้าน ลบ.ม/วัน

ในข่วงสภาวะวิกฤตนี้&amp;nbsp; กฟผ.ได้ส่งทีมประจำที่ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในช่วงภาวะวิกฤติ เพื่อติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดได้ทางเว็บไซต์ http://www.water.egat.co.th&amp;nbsp; และแอพพลิเคชั่น EGAT Water ซึ่งสามารถดาวน์โหลดค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำได้อย่าง Real Time ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งมีการถ่ายทอดสดจากกล้อง CCTV ของแต่ละเขื่อนอีกด้วย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14741</URL_LINK>
                <HASHTAG>กฟผ., ระดับน้ำ, สถานการณ์น้ำในเขื่อน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b66d6d50f0cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14727</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/08/2018 11:42</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/08/2018 11:42</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ระบุว่า สถานการณ์น้ำ ในเพชรบุรีน่าห่วง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ รายงานภาพรวมสถานการณ์น้ำทั่วประเทศ เพชรบุรีน่าห่วง คาดระดับน้ำสูงถึงสันทางระบายน้ำล้นคืนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. เวลา 07.00 น.ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ ได้สรุปสถานการณ์น้ำและพื้นที่เสี่ยงสำคัญ ว่า ช่วงวันที่ 5-9 ส.ค. ประเทศไทยจะกลับมามีฝนตกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยลุ่มน้ำเพชรบุรี ยังคงมีปริมาณน้ำหลากไหลลงเขื่อนแก่งกระจานต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มว่าจะเกิดน้ำไหลล้นทาง ระบายน้ำล้นลงสู่แม่น้ำเพชรบุรี ด้านแม่น้ำสายหลัก มีระดับน้ำลดลงเนื่องจากปริมาณฝนที่ตกน้อยลงแต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งใน ลําน้ำยังบริเวณจังหวัด ร้อยเอ็ด ลําเซบาย บริเวณจังหวัดยโสธร และลําน้ำสงคราม บริเวณจังหวัดนครพนม ส่วนแม่น้าโขง มีระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณ นครพนม มุกดาหาร และอุบลราชธานี มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ฝน ในช่วงวันที่ 5-9 ส.ค. ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จะมีกำลังแรงขึ้น รวมทั้งร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือตอนบน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนัก ในบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร แม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง พังงา และภูเก็ต&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ที่เขื่อนแก่งกระจาน สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 61 เวลา 06.00 น. มีปริมาณน้ำ 701.36 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 100 % ปริมาณ น้ำไหลเข้า 21.04 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 9.61 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลผ่านทาง ระบายน้ำล้นลงแม่น้ำเพชรบุรี ในวันนี้ (5 ส.ค. 61) ยังคงมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างอย่างต่อเนื่อง คาดว่าระดับน้ำจะสูงถึงสันทางระบายน้ำล้นคืนวันนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ และยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถควบคุมปริมาณน้ำที่ระบายได้ การบริหารจัดการน้ำ เร่งพร่องระบายน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีและในระบบชลประทาน รวมถึงการพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำโดยาลักน้ำ/เครื่องสูบน้ำการแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งเตือนจากจังหวัดเพชรบุรี เรื่องน้ำล้นทางระบายน้ำ โดยให้เตรียมรับ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำท้ายเขื่อนเพชร บริเวณอําเภอแก่งกระจาน อําเภอท่ายาง อําเภอบ้านลาด และ อําเภอเมืองจังหวัดเพชรบุรี ทั้งนี้ จังหวัดเพชรบุรีได้แจ้งขอรับการสนับสนุนเรือยนต์ผลักดันน้ำจากกองทัพเรือ จำนวน 20 ลำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนที่เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 648 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 101 % ปริมาณน้ำไหลเข้า 6.39 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 3.80 ล้าน ลบ.ม. แนวโน้มจะมีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างลดลง และจะเพิ่มการระบายน้ำเป็น 4.15 ล้าน ลบ.ม. ต่อวันสภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ำยังคงปกติ คาดว่าจะไม่มีพื้นที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากไม่มีน้ำล้นตลิ่ง การบริหารจัดการน้ำ ควบคุมการระบายน้ำออกจากเขื่อน 3.50 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มการระบายน้ำโดยวิธีกาลักน้ำ และเครื่องสูบน้ำอีก 0.3 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งและให้ติดตามสถานการณ์น้ำในจังหวัดสกลนคร บึงกาฬ นครพนม ซึ่งลําน้ำอูน และลําน้ำสงคราม ไหลผ่าน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี สภาพน้ำในอ่างเก็บน้ำ มีปริมาณน้ำ 7,403 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 84 % ปริมาณน้ำไหลเข้า 89.29 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลออก 36.00 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมีแนวโน้มลดลงสภาพน้ำในพื้นที่ท้ายน้ายังคงปกติ ทั้งนี้ ปริมาณน้ำที่ระบายเพิ่มไม่ล้นตลิ่ง แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณ รีสอร์ท ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย โดยการบริหารจัดการน้ำ ได้มีการทยอยเพิ่มการระบายน้ำให้เป็น 43 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ภายในวันที่ 6 ส.ค. การแจ้งเตือนและการช่วยเหลือ มีการแจ้งให้พื้นที่ท้ายเขื่อนตามลําน้ำแควน้อยให้ทราบถึงแผนการระบายน้ำ ของอ่างเก็บน้ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์น้ำในแม่น้ำ/ลำน้ำ &amp;nbsp;โดยแม่น้ำสายสำคัญ ที่ภาคเหนือ ประกอบด้วย ลําน้ำน่าน อําเภอเวียงสา จังหวัดน่าน มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวัง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลําน้ำสายใหญ่ เริ่มมีระดับน้ำลดลง แต่ยังมีน้ำล้นตลิ่งในบางแห่ง ในลําน้ำยัง บริเวณจังหวัดร้อยเอ็ด ลําเซบาย บริเวณจังหวัดยโสธร และลําน้ำสงคราม บริเวณจังหวัดนครพนม, ภาคกลางและภาคใต้ ปริมาณน้ำในลําน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนแม่น้ำระหว่างประเทศคือ แม่น้ำโขง ปริมาณน้ำในแม่น้ำที่ไหลจากประเทศจีนยังคงที่ แต่ฝนที่ตกสะสมในประเทศลาว ทำให้ยังมีมวลน้ำไหลลงมายังแม่น้ำโขงส่งผลให้ระดับน้ำล้นตลิ่งบริเวณจังหวัดนครพนม สูง 34 ซม. มุกดาหาร 36 ซม. และ อุบลราชธานี 45 ซม. ทั้งนี้ ระดับน้ำในลําน้ำโขง มีแนวโน้มสูงขึ้น ให้เฝ้าระวังในบริเวณดังกล่าวเป็นพิเศษ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14727</URL_LINK>
                <HASHTAG>จระเข้แม่น้ำเพชรบุรี, ศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ, สถานการณ์น้ำในเขื่อน, เขื่อนน้ำอูน, เขื่อนวชิราลงกรณ, เขื่อนแก่งกระจาน</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180805/image_big_5b667ddc722cf.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
