<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116991</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>17/09/2021 08:20</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>17/09/2021 08:20</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039;หวั่นแม้ฉีดวัคซีนลดการตาย แต่ผู้ที่ติดเชื้อจะเกิดผลกระทบระยะยาวหรือ Long COVID</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
17ก.ย.64-&amp;nbsp; รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ความข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat มีเนื้อหาดังนี้
สถานการณ์ทั่วโลก 17 กันยายน 2564...
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 541,821 คน รวมแล้วตอนนี้ 227,771,443 คน ตายเพิ่มอีก 8,996 คน ยอดตายรวม 4,681,636 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อเมริกา อินเดีย บราซิล ตุรกี และสหราชอาณาจักร &amp;nbsp;
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 134,120 คน รวม 42,616,662 คน ตายเพิ่ม 1,830 คน ยอดเสียชีวิตรวม 686,899 คน อัตราตาย 1.6%
อินเดีย ติดเพิ่ม 34,649 คน รวม 33,380,522 คน ตายเพิ่ม 318 คน ยอดเสียชีวิตรวม 444,278 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 34,407 คน รวม 21,069,017 คน ตายเพิ่ม 637 คน ยอดเสียชีวิตรวม 589,277 คน อัตราตาย 2.8%
สหราชอาณาจักร ติดเพิ่ม 26,911 คน ยอดรวม 7,339,009 คน ตายเพิ่ม 158 คน ยอดเสียชีวิตรวม 134,805 คน อัตราตาย 1.9%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 19,594 คน รวม 7,214,520 คน ตายเพิ่ม 794 คน ยอดเสียชีวิตรวม 195,835 คน อัตราตาย 2.7%
อันดับ 6-10 เป็น ฝรั่งเศส ตุรกี อิหร่าน อาร์เจนติน่า และโคลอมเบีย ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 88.71 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง
ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และะเวียดนาม ติดเพิ่มกันหลักหมื่น
ส่วนญี่ปุ่น เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ติดกันหลักพัน กัมพูชา สิงคโปร์ และลาว ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ไต้หวัน และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มหลักสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
...สถานการณ์ของไทยเรา
จำนวนติดเชื้อใหม่เมื่อวานนี้ยังคงสูงเป็นอันดับ 10 ของโลกอย่างต่อเนื่อง
ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตใหม่นั้นสูงเป็นอันดับ 13
...ผลลัพธ์จากนโยบายกล่องทราย และ 7+7
ดังที่เคยเล่าให้ฟังแล้วว่า หลังดำเนินการตามนโยบายไป เราพอจะคาดการณ์ได้ล่วงหน้าตามหลักวิชาการว่า การระบาดในพื้นที่ต้องทวีความรุนแรงขึ้น และมักเห็นชัดเจนราว 6-8 สัปดาห์
ภูเก็ตเริ่มไปเมื่อ 1 กรกฎาคม ส่วน 7+7 เริ่มไปเมื่อ 15 กรกฎาคม
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่บอกล่วงหน้าว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ในพื้นที่กล่องทรายได้ราวช่วงปลายเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
หลักการจัดการการระบาดที่หนักขึ้นดังที่เห็นนั้นคือ ลดการเคลื่อนไหวของคน ลดการพบปะติดต่อและใกล้ชิดกัน ตรวจให้มาก ปูพรมให้ครอบคลุม นำผู้ติดเชื้อไปดูแลรักษา แยกกักตัวคนสัมผัสความเสี่ยงออกมาจากชุมชนและครอบครัวเพื่อลดโอกาสแพร่ เพราะโอกาสที่จะแพร่ได้มากที่สุดคือช่วงที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการจนถึงมีอาการช่วงวันแรกๆ&amp;nbsp; การติดเชื้อโควิดนั้นสามารถแพร่ได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการราว 2-3 วัน ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แพร่ไปได้เยอะโดยไม่รู้ตัวทั้งคนติดเชื้อและคนรับเชื้อ หากไม่ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัดเสมอ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
การจะไปฝากความหวังไว้ที่วัคซีนเพื่อจัดการการระบาดนั้น อยากเตือนว่าไม่ควรทำเช่นนั้น เพราะชัดเจนว่า ฉีดแล้วก็ยังมีโอกาสติดเชื้อได้ และนำเชื้อไปแพร่ต่อได้ ประโยชน์ที่ได้จากวัคซีนเป็นเพียงการลดโอกาสป่วย ป่วยรุนแรง หรือเสียชีวิต แต่ก็ไม่ได้การันตี 100%
ดังนั้นสิ่งที่เป็นห่วงคือ หากปล่อยให้มีการติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ แม้การตายจะไม่มาก หรือลดลงจากการฉีดวัคซีน แต่ผู้ที่ติดเชื้อก็จะเกิดผลกระทบตามมาระยะยาวได้ เช่น ภาวะอาการคงค้างจากโควิด ที่เรียกว่า Long COVID นั่นเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
จากที่เคยเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ว่า งานวิจัยหลากหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าโอกาสเกิดภาวะอาการคงค้าง Long COVID นี้มีสูงทีเดียว ฝั่งตะวันตกมีรายงานได้สูงถึงกว่า 40% ในขณะที่ของจีน พบว่ามีถึง 68% ที่มีอาการคงค้าง ณ 6 เดือน และมีถึง 49% ที่มีอาการคงค้าง ณ 12 เดือน
อาการคงค้างมีได้มากมายหลายแบบ ตั้งแต่เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก มีปัญหาเรื่องความคิดความจำสมาธิ เครียด ซึมเศร้า ชัก ปวดท้อง ท้องเสีย เบื่ออาหาร หรือภาวะอื่นๆ ที่รุนแรง เช่น ปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น
ดังนั้นการไม่ติดเชื้อย่อมจะดีที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ในต่างประเทศมีการเตรียมระบบสาธารณสุขเพื่อช่วยให้คำปรึกษา และดูแลรักษาภาวะ Long COVID อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ประเทศไทยจำเป็นต้องพิจารณาดำเนินการเช่นกัน เพราะจำนวนเคสติดเชื้อกว่าล้านคน ยังไงต้องมีผู้ที่มีภาวะ Long COVID อย่างแน่นอน และหากไม่ได้รับการดูแล ก็จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และผลิตภาพในการทำงานด้านต่างๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ที่หยิบยกประเด็นนี้มา เพราะต้องการชี้ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาถัดจากนี้ไป ที่มีความพยายามจะผลักดันนโยบายเปิดการท่องเที่ยวมากมายหลายจังหวัด ตลอดจนแผนในการเปิดประเทศ ในขณะที่สถานการณ์ระบาดยังรุนแรง กระจายไปทั่ว ก็ย่อมจะคาดการณ์ได้ว่าจะมีการติดเชื้อแพร่เชื้อในคนจำนวนมากขึ้นดังที่ปรากฏให้เห็นกันจากบทเรียนกล่องทรายและ 7+7
จึงขอให้พิจารณาให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
มิฉะนั้นอาจเห็นเหมือนหนังม้วนเดิมเมื่อปลายปีที่แล้ว แต่จะเกิดผลกระทบหนักกว่าเดิม เพราะสถานการณ์พื้นฐานทั้งเรื่องการระบาดตอนนี้ที่หนักกว่าปีก่อน และทรัพยากร ต้นทุนของประชาชนร่อยหรอลงไปมาก การตัดสินใจนโยบายจึงไม่สามารถพลาดได้อีกแล้ว
ปีก่อนเป็น Blue คริสตมาสและปีใหม่ แต่หากหนักกว่าเดิมจะเป็น Black จากผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคมพร้อมๆ กัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
...ชะลอการเปิดการท่องเที่ยวหลากหลายจังหวัด และการเปิดประเทศไปก่อนเถิดครับ...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
ขอให้ประชาชนอย่างพวกเราดำรงชีวิตอย่างมีสติ ป้องกันตัวเสมอ
ใส่หน้ากาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า
วางแผนเรื่องการเงินการใช้จ่าย และการลงทุนให้ดี และระวังเรื่องมิจฉาชีพในรูปแบบต่างๆ
เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายระมัดระวัง เราจะประคับประคองกันไปอย่างปลอดภัย
ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116991</URL_LINK>
                <HASHTAG>การฉีดวัคซีนโควิด-19, นพ.ธีระ วรธนารัตน์, ลองโควิด, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_612840b590316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>114689</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/08/2021 08:37</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/08/2021 08:37</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039;เตือนการเปิดร้านอาหารให้นั่งกินท่ามกลางระบาดรุนแรงต่อเนื่องถือเป็นความเสี่ยง</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27ส.ค.64-&amp;nbsp; รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิดทั่วโลก วันที่ 27 สิงหาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 215 ล้านไปแล้ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 681,413 คน รวมแล้วตอนนี้ 215,402,781 คน ตายเพิ่มอีก 10,193 คน ยอดตายรวม 4,486,805 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด คือ อเมริกา อินเดีย สหราชอาณาจักร อิหร่าน และบราซิล
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 152,152 คน รวม 39,324,259 คน ตายเพิ่ม 1,123 คน ยอดเสียชีวิตรวม 651,851 คน อัตราตาย 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเดีย ติดเพิ่ม 44,558 คน รวม 32,602,325 คน ตายเพิ่ม 493 คน ยอดเสียชีวิตรวม 436,889 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 31,024 คน รวม 20,676,561 คน ตายเพิ่ม 835 คน ยอดเสียชีวิตรวม 577,565 คน อัตราตาย 2.8%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 19,630 คน รวม 6,824,540 คน ตายเพิ่ม 820 คน ยอดเสียชีวิตรวม 179,243 คน อัตราตาย 2.6%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 19,683 คน ยอดรวม 6,693,019 คน ตายเพิ่ม 110 คน ยอดเสียชีวิตรวม 113,775 คน อัตราตาย 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 88.7 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง
เวียดนามติดเพิ่มเกินหมื่นเหมือนฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และญี่ปุ่น
ส่วนเมียนมาร์ เกาหลีใต้ และออสเตรเลีย ติดกันหลักพัน กัมพูชา ลาว และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และไต้หวัน ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สถานการณ์ของไทยเรา
เมื่อวานจำนวนติดเชื้อใหม่ 18,501 คน สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก
แต่เดี๋ยวก่อน...หากคิดเฉพาะจำนวนที่ติดเชื้อใหม่ในประเทศ และรวมจำนวนที่ตรวจพบจาก Antigen test kit (ATK) ด้วยอีกสองพันกว่าคน จะมียอดรวม 20,828 คน จะยังคงติดท็อปเท็น เป็นอันดับ 9 ของโลก
การนับเคสติดเชื้อและการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อนั้นจำเป็นต้องมีความสอดคล้องกัน กล่าวคือ หากให้การดูแลรักษาผู้ติดเชื้อจากการตรวจ ATK ด้วยการให้ยาต่างๆ ตามแนวทางการดูแลรักษาที่กำหนด ไม่ว่าจะที่บ้าน หรือที่ศูนย์พักคอย ก็จำเป็นจะต้องรายงานคนกลุ่มนี้ไว้ในตัวเลขของการติดเชื้อรายวันด้วย ถ้าไม่สบายใจว่ายังไม่ได้ตรวจ RT-PCR ก็ให้รายงานทั้งสองตัวเลข และยอดรวมของทั้งสอง เพื่อให้ทุกคนทราบสถานการณ์ ไม่ใช่รายงานแต่ยอดต่ำเป็นหลัก เพื่อแสดงถึงความจริงใจ ความเที่ยงตรง และทันต่อเวลา
หากทำเช่นนี้ได้ ก็จะทำให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันต่อสถานการณ์ และประพฤติปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเหมาะสม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กระแสการผลักดันเพื่อเปิดกิจการห้างร้านต่างๆ รวมถึงร้านตัดผม ร้านนวดเท้า ร้านอาหารให้นั่งกิน ฯลฯ นั้นเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์และแลกเปลี่ยนให้ฟังมาก่อนหน้านี้แล้วว่า ธรรมชาติของการระบาดจากที่เห็นทั่วโลกนั้น จะตัดวงจรการระบาดได้ ต้องมีนโยบายและมาตรการที่ถูกต้องเหมาะสม และตัดสินใจทำอย่างทันเวลา ส่วนใหญ่มักมีโอกาสสำเร็จสูงหากทำภายในช่วงระยะแรกของการเริ่มระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากทำแบบยึกยัก หรือประวิงเวลา โอกาสสำเร็จย่อมลดลงตามลำดับ และนำไปสู่การระบาดหนักหนา ยาวนาน พอถึงจุดนั้น ก็จะยืนระยะไม่ไหว ดังที่เห็นในหลายประเทศที่พยายามยื้อเรื่องเศรษฐกิจ สุดท้ายก็ต้องตัดสินใจล็อคดาวน์ทั้งประเทศอย่างยาวนาน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยดำเนินนโยบายในลักษณะการประคับประคองไปเรื่อยๆ ดังที่เห็นกันว่า ไม่ได้ล็อคดาวน์เต็มรูปแบบ ทำให้มีการติดเชื้อจำนวนมากทุกวัน อย่างต่อเนื่อง และเสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคือ การยืนระยะสู้ไม่ไหว และต้องเปิดให้มีการดำเนินชีวิตทำมาหากินท่ามกลางการระบาดที่ยังรุนแรง โดยที่ตัดวงจรระบาดไม่ได้ ระบบการตรวจคัดกรองโรคก็จำกัด ระบบสาธารณสุขก็ยังอยู่ในสถานะที่รองรับผู้ป่วยจำนวนมากตลอดเวลา รวมถึงเรื่องวัคซีนที่มีปัญหาทั้งด้านปริมาณ และเรื่องประสิทธิภาพต่อการจัดการสายพันธุ์กลายพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากเป็นเช่นนี้ ความเสี่ยงที่การระบาดที่รุนแรงจะทวีความรุนแรงมากขึ้นย่อมมีสูง
กิจการ กิจกรรมใดๆ หากมีคนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกันย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อแพร่เชื้อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;องค์การอนามัยโลกยืนยันแล้วว่า ไวรัสโรคโควิด-19 นั้นติดได้ทั้งผ่านละอองฝอยน้ำลายน้ำมูก ซึ่งแพร่ได้ในระยะ 1-2 เมตร และที่น่าเป็นห่วงคือ ติดได้ผ่านละอองฝอยขนาดเล็ก โดยไวรัสสามารถแขวนลอยในอากาศได้เป็นเวลายาวนานกว่าครึ่งวัน ทำให้แพร่กันได้ผ่านทางอากาศ (aerosol transmission) แม้ในบริเวณดังกล่าวขณะนั้นไม่มีคนก็ตาม ดังนั้นจึงต้องระวัง ป้องกันตัวให้ดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การเปิดร้านอาหารให้นั่งกิน ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดรุนแรงต่อเนื่องนั้น ถือเป็นความเสี่ยง ทั้งต่อผู้ประกอบกิจการร้านอาหาร คนทำงาน และลูกค้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มีบทเรียนจากประเทศต่างๆ ที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า มีการแพร่ระบาดในร้านอาหารได้ นอกจากนี้คนที่ฉีดวัคซีนแล้วก็ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์เดลต้าได้ และแพร่ให้แก่ผู้อื่นได้ เพราะปริมาณไวรัสในตัวก็อยู่ระดับสูงพอๆ กับคนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ดังนั้นต่อให้ออกกฎเกณฑ์ว่า บุคลากรต้องฉีดวัคซีน หรือลูกค้าต้องฉีดวัคซีนครบ ก็ไม่สามารถการันตีเรื่องความปลอดภัยทั้งต่อบุคลากรที่ทำงานและประชาชนที่มาใช้บริการได้ มีโอกาสติด โอกาสป่วย โอกาสตายได้ทั้งนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไม่ใช่แค่ร้านอาหาร...แต่กิจการอื่นที่มีความใกล้ชิดกัน ติดต่อกัน ก็ต้องตระหนักถึงความเสี่ยงที่มี
สำคัญกว่านั้นคือ ผลกระทบที่จะเกิดเป็นลูกโซ่ คือ การติดเชื้อและนำไปแพร่ต่อเนื่องให้กับคนในที่ทำงานกันเอง และสมาชิกในครอบครัว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ถ้าเหมือนต่างประเทศ...จะมีโอกาสที่เราจะเห็นเคสติดเชื้อเพิ่มขึ้นภายใน 41-100 วัน และจำนวนการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นภายใน 61-100 วัน หลังประกาศนโยบายนั่งกินในร้านอาหาร แต่อาจเร็วกว่านั้น ถ้าเปิดหลายกิจการหลายกิจกรรมพร้อมกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระลอกนี้ที่เจออยู่ยาวนาน คือระลอกสาม และยังไม่สามารถกดลงมาได้อย่างดีเพียงพอ
ไตรมาสสุดท้ายนั้นน่าเป็นห่วง ขอให้วางแผนการใช้ชีวิตให้ดี ใช้ความรู้ มีสติ และป้องกันตัวอย่างต่อเนื่อง
ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายแล้ว หากเปิดกิจการ กิจกรรม ด้วยความจำเป็นตามที่บอกไว้ข้างต้น ถ้าจะไปใช้บริการ ก็ต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ ใช้เวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเรื่องอาหารการกินหรือเครื่องดื่ม ยืนยันว่า&amp;quot;ซื้อกลับ&amp;quot;จะปลอดภัยที่สุด ควรเลี่ยงการนั่งกินดื่มในร้านอาหาร ศูนย์อาหาร หรือโรงอาหารครับ
ด้วยรักและห่วงใย
อ้างอิง
Wang CC et al. Airborne transmission of respiratory viruses. Science&amp;nbsp; 27 Aug 2021:Vol. 373, Issue 6558, eabd9149.&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/114689</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลายล็อก, นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210827/image_big_612840b590316.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113925</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/08/2021 09:29</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/08/2021 09:29</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039;ยกเคส&#039;ATK&#039;เตือนตกเป็นเหยื่อของกับดักประชาสัมพันธ์ขายสินค้าเชิงพาณิชย์</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ส.ค.64-นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์​ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกวันที่&amp;nbsp; 20 สิงหาคม 2564 มีเนื้อหาดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันนี้หากรวมจำนวนติดเชื้อใหม่ ไทยจะมียอดติดเชื้อสะสมเกิน 1 ล้านคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 709,088 คน รวมแล้วตอนนี้ 210,784,481 คน ตายเพิ่มอีก 10,740 คน ยอดตายรวม 4,416,082 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด คือ อเมริกา อินเดีย สหราชอาณาจักร บราซิล และอิหร่าน &amp;nbsp;
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 151,313 คน รวม 38,228,183 คน ตายเพิ่ม 940 คน ยอดเสียชีวิตรวม 643,085 คน อัตราตาย 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเดีย ติดเพิ่ม 37,312 คน รวม 32,358,210 คน ตายเพิ่ม 559 คน ยอดเสียชีวิตรวม 433,622 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 35,991 คน รวม 20,494,212 คน ตายเพิ่ม 1,030 คน ยอดเสียชีวิตรวม 572,733 คน อัตราตาย 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัสเซีย ติดเพิ่ม 21,058 คน รวม 6,684,531 คน ตายเพิ่ม 791 คน ยอดเสียชีวิตรวม 173,700 คน อัตราตาย 2.6%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 23,973 คน ยอดรวม 6,557,356 คน ตายเพิ่ม 127 คน ยอดเสียชีวิตรวม 113,103 คน อัตราตาย 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 87.35 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่นอย่างต่อเนื่อง
เวียดนามติดเพิ่มเกินหมื่นไปแล้ว เมียนมาร์ และเกาหลีใต้ ติดกันหลักพัน กัมพูชา ลาว และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน สิงคโปร์ และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และไต้หวัน ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับสถานการณ์ของไทยเรา
จากการแถลง ทำให้ทราบได้ว่า ตัวเลขเสียชีวิตที่รายงานนั้นอาจไม่ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน เพราะมีการเหลื่อมเวลาของการรายงานได้อย่างมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ในแง่ของจำนวนการติดเชื้อใหม่ ซึ่งรายงานเฉพาะที่ผ่านการตรวจวิธีมาตรฐาน แต่ไม่รวมการตรวจ ATK&amp;nbsp; ทำให้ยากที่จะสรุปได้ว่าตัวเลขที่รายงานแต่ละวันนั้นห่างจากสถานการณ์การติดเชื้อปัจจุบันมากน้อยเพียงใด
ในขณะที่มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตรวจ ATK เป็นบวกแล้วเข้าสู่กระบวนการทำกักตัวดูแลตัวเองที่บ้าน สิ่งที่ไม่ชัดเจนคือ ตัวเลขนี้น่าจะรวมอยู่ในระบบและรายงานออกมาในตัวเลขที่หาย หากครบเวลากักตัว คำถามที่ชวนคิดคือ ตัวเลขที่หายหากรวมคนที่ ATK เป็นบวก แต่ไม่ได้ตรวจวิธีมาตรฐาน โดยไม่ได้รวมคนเหล่านี้ในรายงานตัวเลขที่ยืนยันว่าติดเชื้อ จะทำให้ส่งผลกระทบต่อความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของฐานข้อมูลรายงานหรือไม่
นี่คงเป็นคำถามที่ควรช่วยกันหาคำตอบ ทำให้กระจ่างชัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อีกประเด็นที่สำคัญคือ ปัจจุบันมีข้อมูลการศึกษาวิจัยที่นำเสนอผ่านแหล่งต่างๆ มากมาย จนสร้างความสับสน กังวลใจ และทำให้เกิดความยากลำบากต่อประชาชนในการตัดสินใจ
งานวิจัยทางคลินิกที่ดี และได้รับการยอมรับระดับสากลนั้น มักมีลักษณะดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. มีแหล่งที่มาชัดเจน และมีการลงทะเบียนการทำวิจัยทางคลินิก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยของสถาบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. มีการระบุรายละเอียดของงานวิจัยอย่างชัดเจน ตั้งแต่ความเป็นมา วัตถุประสงค์ ระเบียบวิธีวิจัย ทั้งเรื่องรูปแบบการศึกษา ลักษณะของกลุ่มประชากรที่ศึกษา เช่น อายุ เพศ เชื้อชาติ ระดับการศึกษา ที่อยู่ อาชีพ ฯลฯ วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างว่าสุ่มหรือไม่ คำนวณจำนวนกลุ่มตัวอย่างว่าต้องมีมากน้อยเพียงใดเพื่อพิสูจน์สมมติฐานตั้งต้นได้ สถานที่ทำการศึกษาวิจัย ระยะเวลาที่ทำการศึกษาวิจัย รวมถึงวิธีการจัดการและวิธีที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. การนำเสนอผลการวิจัย จำเป็นจะต้องเห็นรายละเอียดงานวิจัยข้างต้น และต้องมีการนำเสนอ Baseline characteristics ของแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจนว่าจำนวนเท่าใด ลักษณะประชากรจำแนกแต่ละกลุ่มเหมือนหรือต่างกันเพียงใด ก่อนที่จะนำเสนอตัวเลขวัดผลลัพธ์ที่ต้องการ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. นอกจากนี้ยังต้องมีการสรุปให้เห็นข้อจำกัดของการศึกษาวิจัยนั้น เพราะไม่มีงานวิจัยใดสมบูรณ์แบบ และต้องมีการสำแดงให้เห็นว่าคณะผู้วิจัยนั้นมีประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องใดบ้างหรือไม่ ไม่ว่าจะกับทางผู้สนับสนุนงบประมาณวิจัย บริษัทเครื่องมือหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในการวิจัย เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สุดท้ายคือ การตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารระดับสากล เพื่อให้ผ่านการตรวจสอบกลั่นกรอง ประเมินคุณภาพจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระ ก็จะช่วยให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น ดังที่เห็นกรณีเร็วๆ นี้ ที่รีบทำรีบใช้กันวงกว้างแล้วต้องถอนงานวิจัยออกมา เพราะได้รับการตรวจสอบพบว่ารายงานการวิเคราะห์ผลที่ผิดพลาดมาแล้ว
เหล่านี้คือจุดหลักๆ ในการอ่านงานวิจัย ให้รู้เท่าทัน และนำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่นๆ ในชีวิตประจำวันได้
มิฉะนั้นเราอาจตกเป็นเหยื่อของกับดักประชาสัมพันธ์ โฆษณาตัวเลขนี่สูงนั่นต่ำ เพื่อขายของต่างๆ เชิงพาณิชย์โดยง่าย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เราเรียนรู้ได้จากบทเรียนต่างๆ ทั่วโลก ของล้นสต๊อค ขายไม่ออก หรือหาหนทางหากิน ก็ย่อมมีความพยายามระบายของ โดยเล่นกับตัวเลขมาล่อให้คนซื้อ ไม่ว่าจะลดราคา หรือล่อหลอกด้วยสรรพคุณต่างๆ ที่อาจไม่เป็นจริง
ส่วนทองแท้ย่อมเป็นทองแท้อยู่วันยังค่ำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิกฤติการระบาดทั่วโลกขณะนี้ ประเทศต่างๆ จะพ้นวิกฤติได้ หากวงการเมืองสุจริต วงนโยบายซื่อสัตย์ และวงวิชาการมีจริยธรรม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด
ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113925</URL_LINK>
                <HASHTAG>Antigen Test Kit (ATK), งานวิจัยไวรัสโควิด, นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efa8328cc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>113137</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>13/08/2021 08:08</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>13/08/2021 08:08</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ 206 ล้าน!&#039;หมอธีระ&#039;ชี้ผลลัพธ์การควบคุมโควิดเป็นที่ประจักษ์ ต้องถามหาความรับผิดชอบ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;13 ส.ค.64 - นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์​ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก&amp;nbsp; รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก 13 สิงหาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทะลุ 206 ล้านไปแล้ว ตายเกินหมื่นคน ส่วนไทยเรามีจำนวนติดเชื้อเมื่อวานสูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลกแล้ว
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 676,570 คน รวมแล้วตอนนี้ 206,148,169 คน ตายเพิ่มอีก 10,124 คน ยอดตายรวม 4,346,562 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด คือ อเมริกา อินเดีย อิหร่าน บราซิล และสหราชอาณาจักร
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 113,612 คน รวม 37,176,545 คน ตายเพิ่ม 646 คน ยอดเสียชีวิตรวม 635,926 คน อัตราตาย 1.7%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเดีย ติดเพิ่ม 40,078 คน รวม 32,117,052 คน ตายเพิ่ม 583 คน ยอดเสียชีวิตรวม 430,285 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 35,891 คน รวม 20,285,067 คน ตายเพิ่ม 883 คน ยอดเสียชีวิตรวม 566,896 คน อัตราตาย 2.8%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 21,932 คน รวม 6,534,791 คน ตายเพิ่ม 808 คน ยอดเสียชีวิตรวม 168,049 คน อัตราตาย 2.6%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 28,554 คน ยอดรวม 6,398,983 คน ตายเพิ่ม 77 คน ยอดเสียชีวิตรวม 112,487 คน อัตราตาย 1.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น
หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ายังมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 84.58 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนเกาหลีใต้ เมียนมาร์ เวียดนาม ล้วนติดหลักพันอย่างต่อเนื่อง
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิรัก และอิหร่านติดเพิ่มหลักหมื่น
กัมพูชา ลาว และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน และสิงคโปร์ ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และฮ่องกง ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สำหรับสถานการณ์การระบาดของไทยเรานั้น ประเมินแล้วยังคงรุนแรงต่อเนื่อง
จำนวนติดเชื้อใหม่ของเมื่อวานนี้ สูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลก
และเป็นอันดับ 4 ของเอเชีย เป็นรองเพียงอินเดีย อิหร่าน และอินโดนีเซียเท่านั้น
ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยรุนแรงและวิกฤติ ไทยเป็นอันดับ 6 ของโลก อันดับ 3 ของเอเชีย และอันดับ 1 ในอาเซียน
การสูญเสียชีวิตของประชาชนและบุคลากรทางการแพทย์ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องกับจำนวนการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนคืออาวุธสำคัญที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างกำหนดนโยบายและมีมาตรการจริงจังในการมุ่งจัดหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาให้ประชาชนทุกคนในประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;การกำหนดนโยบายวัคซีนที่ดีในยุคระบาดรุนแรงเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่การมุ่งเอาประชาชนในสังคมเป็นหนูทดลอง แต่จำเป็นต้องหาอาวุธที่พิสูจน์แล้วชัดเจนว่ามีประสิทธิภาพสูง ปลอดภัย และย่อมไม่ใช่วางแผนให้สำหรับประชาชนบางส่วนในประเทศแค่พอมีระดับภูมิคุ้มกันหมู่ 70% เหมือนที่เคยได้ยินข่าวจากดินแดนหนึ่ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เพราะการวางแผนลักษณะนั้น เรียกว่าเป็นการมองระยะสั้น&amp;nbsp; โดยอาจมิได้คำนึงถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาดหนักจากไวรัสกลายพันธุ์ที่มีสมรรถนะสูงกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลให้ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่ต้องการมากกว่าที่คาดการณ์ได้ ดังที่เราเห็นในภาวะปัจจุบัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นนโยบายที่ดีจึงควรจัดหาจัดเตรียมให้ครอบคลุมครบทุกคนในประเทศ ทั้งคนไทยและต่างด้าว ตั้งแต่ต้น ดังที่เห็นในประเทศพัฒนาแล้วทั่วโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ยังยืนยันมาตลอดว่า การต่อสู้กับสถานการณ์ระบาดแบบที่เราเผชิญอยู่ตอนนี้คือ
...หยุดนิ่ง ตะลุยตรวจอย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง แยกกักตัวผู้ติดเชื้อและดูแลรักษาให้หายดี ยุตินโยบายนำความเสี่ยงเข้ามาในประเทศทั้งเปิดเกาะเปิดท่องเที่ยวและเปิดประเทศ ปรับเปลี่ยนกลไกนโยบายและวิชาการที่ดำเนินการมาอย่างไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ และเปลี่ยนนโยบายวัคซีนหลักของประเทศ มุ่งจัดหา mRNA vaccines และ Protein subunit vaccine เพื่อนำมาให้ประชาชน ส่วนประเภทอื่นใช้เป็นตัวเลือกเสริม...&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผลลัพธ์ของการดำเนินการด้านนโยบายและมาตรการควบคุมป้องกันโรคและวัคซีนในช่วงที่ผ่านมา เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ทุกคนในสังคมได้เห็น และใช้ประเมินผลการทำงานได้เป็นอย่างดี ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด
งานนี้ไม่เหมือนกับการทำงานเอกสารทั่วไป ที่พลาดแล้วก็ลบแล้วเขียนใหม่ได้ แต่งานการศึกเช่นนี้ มีการสูญเสียทั้งเรื่องการเจ็บป่วย การเสียชีวิต และผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ และถามหาความรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น หากทุกคนทุกกระบวนการนั้นได้ทำทุกอย่างตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลเลย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้มีกำลังใจป้องกันตัวเองและครอบครัวอย่างเต็มที่
ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/113137</URL_LINK>
                <HASHTAG>นพ.ธีระ วรธนารัตน์, นโยบายวัคซีน, วัคซีนmRNA, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efa8328cc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>112371</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/08/2021 08:45</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/08/2021 08:45</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ 201 ล้านไปแล้ว&#039;หมอธีระ&#039;ฟันธงไม่มีทางที่จะระบุจุดสูงสุดของการระบาด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
6ส.ค.64- นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก รายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลกประจำวันที่ 6 สิงหาคม 2564 มีเนื้อหาดังนี้
ทะลุ 201 ล้านไปแล้ว อเมริกาติดเพิ่มกว่าแสนคนอย่างต่อเนื่อง แนวโน้มระบาดทั่วโลกรุนแรงขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 680,657 คน รวมแล้วตอนนี้ 201,620,615 คน ตายเพิ่มอีก 9,663 คน ยอดตายรวม 4,278,712 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด ยังคงเป็นเช่นเดิมคือ อเมริกา อินเดีย บราซิล อิหร่าน และอินโดนีเซีย
อเมริกา ติดเชื้อเพิ่ม 113,455 คน รวม 36,292,563 คน ตายเพิ่ม 554 คน ยอดเสียชีวิตรวม 631,857 คน อัตราตาย 1.7%
อินเดีย ติดเพิ่ม 45,001 คน รวม 31,855,783 คน ตายเพิ่ม 464 คน ยอดเสียชีวิตรวม 426,785 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 40,054 คน รวม 20,066,587 คน ตายเพิ่ม 991 คน ยอดเสียชีวิตรวม 560,706 คน อัตราตาย 2.8%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 23,120 คน รวม 6,379,904 คน ตายเพิ่ม 794 คน ยอดเสียชีวิตรวม 162,509 คน อัตราตาย 2.5%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 26,460 คน ยอดรวม 6,233,876 คน ตายเพิ่ม 52 คน ยอดเสียชีวิตรวม 112,098 คน อัตราตาย 1.8%
อันดับ 6-10 เป็น สหราชอาณาจักร ตุรกี อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และสเปน ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย หลายต่อหลายประเทศติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หากรวมทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ พบว่ายังคงมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 83.3 ของจำนวนติดเชื้อใหม่ทั้งหมดต่อวัน
ญี่ปุ่นระลอกห้าหนักขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดเพิ่มอีกถึง 14,211 คน สูงสุดเท่าที่เคยระบาดมา
เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ เมียนมาร์ เวียดนาม ล้วนติดหลักพันอย่างต่อเนื่อง
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน
แถบตะวันออกกลางส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ยกเว้นอิหร่านและอิรักติดกันหลักหมื่น
กัมพูชา ลาว และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน สิงคโปร์ และไต้หวัน ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ ติดเพิ่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สถานการณ์ของไทยเรา
ขณะนี้มีจำนวนติดเชื้อสะสมอยู่ที่อันดับ 40 ของโลก หากรวมยอดวันนี้ จะแซงเนปาล ขึ้นเป็นอันดับ 39
คาดว่าจะแซงเซอร์เบียและสวิสเซอร์แลนด์ในวันถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากข้อมูล 222 ประเทศทั่วโลกมีอยู่ 19 ประเทศที่ติดเชื้อใหม่หลักหมื่นต่อวัน ไทยเป็นหนึ่งในนั้น และล่าสุดจำนวนติดเชื้อเมื่อวานของไทยเราอยู่ที่อันดับ 11 และเป็นอันดับ 5 ของเอเชีย
วิเคราะห์แนวโน้มการระบาด ตราบใดที่มาตรการยังไม่เข้มข้นพอที่จะตัดวงจรการระบาด จำนวนการตรวจคัดกรองโรคในแต่ละวันยังไม่มากเพียงพอ และวัคซีนประสิทธิภาพสูงมีจำกัด ก็จะทำให้การติดเชื้อจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์แบบนี้จะ&amp;quot;ไม่มีทาง&amp;quot;ที่จะระบุได้ว่าจุดสูงสุดของการระบาดจะเป็นเมื่อใด ยกเว้นกรณีเดียวคือ การหยุดหรือชะลอการตรวจคัดกรอง ซึ่งถือเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่หายนะได้ จึงต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
หัวใจสำคัญในการต่อสู้โรคระบาดครั้งนี้คือ &amp;quot;หยุดนิ่ง ตะลุยตรวจให้มากและต่อเนื่อง แยกกักตัวคนติดเชื้อออกจากคนอื่นๆ และนำส่งเข้าสู่ระบบการรักษา&amp;quot;
การมองเชิงยุทธศาสตร์นั้นมีความสำคัญมาก หากผิดทิศผิดทาง ก็จะเหมือนอยู่ในเขาวงกตจนหมดแรงไปในที่สุด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะนี้การระบาดหลักเกิดขึ้นจากการติดเชื้อกระจายไปทั่วในชุมชน และแพร่ระบาดในหมู่สมาชิกภายในครัวเรือน ที่อยู่อาศัย รวมถึงบ้านใกล้เรือนเคียง และเพื่อนสนิทมิตรสหายใกล้ชิด นอกจากนั้นที่พบมากคือในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก ได้แก่ สถานพยาบาล สถานประกอบกิจการโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงงานอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ และแคมป์ก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ เรายังไม่หยุดนิ่ง การตรวจแต่ละวันแม้จะเพิ่มขึ้นแต่อยู่ในหลัก 5-8 หมื่นต่อวัน ซึ่งยังไม่มากพอ และมีมาตรการแก้ปัญหาคอขวดสถานพยาบาล โดยไปใช้ home isolation ซึ่งจะพบว่าการบริการยังเป็นไปได้ไม่ทั่วถึง และมีโอกาสที่จะยังเกิดการแพร่เชื้อติดเชื้อในบ้านได้ ด้วยข้อจำกัดของแต่ละครัวเรือน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ที่ควรพิจารณาคือ การล็อคดาวน์แบบจริงจัง ขยายกำลังการตรวจคัดกรอง มุ่งเป้าให้ได้อย่างน้อย 150,000-200,000 ครั้งต่อวัน และการปรับมาตรการ home isolation ให้อยู่ในวิสัยที่ระบบบริการถึงบ้านจะทำได้ เน้นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว คนอ้วน สตรีตั้งครรภ์ เป็นต้น ส่วนคนที่ติดเชื้อแบบไม่มีอาการ ที่มีสุขภาพแข็งแรง ควรให้การดูแลใน community isolation เช่น วัด โรงเรียน โรงแรม ค่ายทหาร หรืออื่นๆ เพื่อให้การดูแลแบบกลุ่ม เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพและประหยัดทรัพยากรบุคคล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;มาตรการหากไม่เข้มข้นพอ ศึกจะยืดเยื้อยาวนาน และเกิดผลกระทบต่อทั้งสาธารณสุข เศรษฐกิจ และสังคม อย่างมากมาย เจ็บยาวนานแต่ไม่จบ และจะทำให้ยากในการเยียวยาฟื้นฟู
สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตนเองและครอบครัวอย่าให้ติดเชื้อ
ใส่หน้ากากนะครับ สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า สำคัญมาก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/112371</URL_LINK>
                <HASHTAG>Home Isolation, การระบาดของเชื้อโควิด -19, นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efa8328cc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109901</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>16/07/2021 09:16</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>16/07/2021 08:50</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;หมอธีระ&#039;เตือนโควิดระบาดทั่วโลกรุนแรงขึ้น แนะ5ข้อให้ศบค.เปลี่ยนนโยบายวัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;16 ก.ค.64 - รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกวันที่&amp;nbsp; 16 กรกฎาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินโดนีเซียมีจำนวนติดเพิ่มรายวันสูงที่สุดในโลกแล้ว เมื่อวาน 56,757 คน เสียชีวิตเพิ่มเฉียดพันคน ในขณะที่สหราชอาณาจักร ระลอกสี่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ติดเพิ่มกว่า 48,000 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 543,638 คน รวมแล้วตอนนี้ 189,685,582 คน ตายเพิ่มอีก 8,178 คน ยอดตายรวม 4,082,297 คน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุดคือ อินโดนีเซีย บราซิล สหราชอาณาจักร อินเดีย และสหรัฐอเมริกา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อเมริกา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 32,383 คน รวม 34,882,209 คน ตายเพิ่ม 318 คน ยอดเสียชีวิตรวม 624,172 คน อัตราตาย 1.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อินเดีย ติดเพิ่ม 39,072 คน รวม 31,025,875 คน ตายเพิ่ม 1,444 คน ยอดเสียชีวิตรวม 412,563 คน อัตราตาย 1.3%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;บราซิล ติดเพิ่ม 52,789 คน รวม 19,262,518 คน ตายเพิ่มถึง 1,470 คน ยอดเสียชีวิตรวม 538,942 คน อัตราตาย 2.8%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;รัสเซีย ติดเพิ่ม 25,293 คน รวม 5,882,295 คน ตายเพิ่ม 791 คน ยอดเสียชีวิตรวม 146,069 คน อัตราตาย 2.5%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 3,617 คน ยอดรวม 5,833,341 คน ตายเพิ่ม 16 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,429 คน อัตราตาย 1.9%&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อันดับ 6-10 เป็น ตุรกี สหราชอาณาจักร อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และอิตาลี ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ระลอกสี่ของสหราชอาณาจักรเป็นสิ่งที่ตอกย้ำให้เราทราบว่า การกดระลอกสามในช่วงปลายปีก่อนและต้นปีที่ผ่านมาได้นั้น มาจาก&amp;quot;มาตรการล็อคดาวน์&amp;quot; มิใช่เป็นผลหลักโดยตรงจากวัคซีน แม้ปัจจุบันประชากรอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปของสหราชอาณาจักรได้ฉีดไปครบ 2 โดสแล้ว 67.1% และฉีดเข็มแรกไป 87.5% ก็ตาม ดังนั้นจึงควรเข้าใจหลักการและความรู้ด้านสาธารณสุขอย่างถูกต้อง การจำกัดการเคลื่อนที่ยังจำเป็นอย่างยิ่งยามที่ระบาดหนัก เชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ ทำในสิ่งที่ควรทำ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบอเมริกาใต้ ยุโรป แอฟริกา เอเชีย อย่างชิลี เนเธอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ญี่ปุ่น เมียนมาร์ เกาหลีใต้ เวียดนาม และมาเลเซีย ติดกันเพิ่มหลักพันถึงหลักหมื่น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เกาหลีใต้เกินพันมาติดกันเป็นวันที่ 9 ล่าสุด 1,600 คน ส่วนมาเลเซีย หยุดไม่อยู่ จำนวนติดเชื้อสูงมากถึง 13,215 คน ตายเพิ่มกว่าร้อยคน ในขณะที่เวียดนามทำลายสถิติเดิมอย่างต่อเนื่อง ติดเชื้อสูงถึง 3,416 คน คงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับที่ 15 ของโลก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นหลักร้อยถึงหลักพัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ในขณะที่อิหร่านติดเพิ่มเกินสองหมื่นอย่างต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;กัมพูชา และลาว ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่นิวซีแลนด์ติดเพื่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ลาวนั้นติดเพิ่ม 116 คน สูงสุดเท่าที่เคยระบาดมา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...สถานการณ์การระบาดทั่วโลกมีจำนวนการติดเชื้อสูงขึ้นชัดเจน เป็นการระบาดระลอกใหม่ที่กำลังไต่ระดับความรุนแรงขึ้นจากสายพันธุ์เดลต้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับสถานการณ์ระบาดของไทยเรา ล่าสุดมีจำนวนติดเชื้อสะสมมากเป็นอันดับ 59 ของโลก หากรวมยอดวันนี้จะแซงอุรุกวัยขึ้นเป็นอันดับ 58 ได้และจะแซงอีก 3 ประเทศคือ คอสตาริกา จอร์เจีย และคูเวตในวันถัดไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิเคราะห์สภาพแวดล้อม และระบบพื้นฐานที่จำเป็นต้องใช้ในการต่อสู้กับโรคระบาดในขณะนี้ จะพบว่าไทยเราน่าเป็นห่วง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง นโยบายเปิดเกาะ เปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ จะมีความเสี่ยงในการนำเชื้อเข้าสู่ประเทศ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ กิจกรรมกิจการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้นๆ จะมีโอกาสสูงที่จะทำให้การระบาดในชุมชนที่มีแฝงอยู่แต่เดิมทวีความรุนแรงขึ้นได้ ดังนั้นคนในพื้นที่จึงต้องต้องการ์ดให้เข้มแข็ง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ระบบการตรวจคัดกรองโรคแบบมาตรฐานยังไม่ทั่วถึงและไม่มากพอ ในขณะที่การใช้ rapid antigen test มีทั้งข้อดีข้อเสีย แม้จะทำให้ตรวจได้มากขึ้นและทำเองได้ แต่ผลกระทบเรื่องผลลบปลอมและราคาค่างวดที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยอาจไม่สามารถเข้าถึงได้เช่นกัน ดังนั้นโจทย์หลักยังคงเป็นเรื่องการทำอย่างไรให้คนไทยและต่างชาติทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงบริการตรวจได้สะดวก ไม่เสียค่าใช้จ่าย มีจุดบริการมากเพียงพอและครอบคลุมทุกพื้นที่ และไม่ติดกฎเกณฑ์ใดๆ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ระบบการดูแลรักษา ภาวะวิกฤติเตียงล้นแม้จะใช้นโยบายกักตัวที่บ้านหรือกักตัวในชุมชนไป แต่คาดว่าจะชะลอหรือบรรเทาปัญหาไปได้ระยะหนึ่ง ทั้งนี้ด้วยจำนวนการติดเชื้อใหม่แต่ละวันสูงมาก ภาวะล้นในทุกที่ รอเตียง เสียชีวิตทั้งที่บ้าน ที่ชุมชน และที่สถานพยาบาล ก็จะยังคงอยู่หรือกลับเพิ่มขึ้นในอีกราว 3-6 สัปดาห์หากไม่สามารถตัดวงจรการระบาดได้ ดังนั้นการพิจารณา Full national lockdown อย่างน้อย 4 สัปดาห์จึงยังมีความสำคัญมากและแข่งกับเวลา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ &amp;quot;วัคซีน&amp;quot; ทั้งเรื่องแผน การดำเนินงาน ชนิด ปริมาณ และประสิทธิภาพของวัคซีน รวมถึงข้อกังขาเรื่องเหตุผลวิชาการและทัศนคติในการผลักดันนโยบายนั้นมีปัญหาอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลให้ทุกภาคส่วนเริ่มออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการปรับเปลี่ยนนโยบาย และกลไกการบริหารนโยบายและกลไกวิชาการที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นรัฐ/ศบค.จึงควรตระหนักถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะจัดการแก้ไขและปรับเปลี่ยน รวมถึงจัดตั้งกลไกการตรวจสอบการดำเนินงานตลอดช่วงที่ผ่านมา เพื่อสำแดงให้สาธารณะได้กระจ่างถึงรายละเอียด ความเป็นมา และแนวทางแก้ไขปัญหา&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วัคซีนนั้นสำคัญมาก เพราะสถานะปัจจุบันน่าวิตก และจะส่งผลกระทบต่อการควบคุมป้องกันโรค การติดเชื้อ การเสียชีวิต และโอกาสในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
ศบค.ควรประกาศเปลี่ยนนโยบายวัคซีน โดยมีแนวทางดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ทำทุกหนทางเพื่อมุ่งจัดหาวัคซีน mRNA มาใช้เป็นวัคซีนหลักของประเทศ โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดำเนินการเองผ่านกลไกศบค.ที่มีอำนาจตามกฎหมาย ไม่ผ่านกลไกกระทรวง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เร่งจัดหาวัคซีนอื่นที่มีประสิทธิภาพสูง ได้แก่ Johnson&amp;amp;Johnson (Ad26 vector vaccine) ซึ่งมีข้อดีคือการฉีดเข็มเดียว และ Novavax (protein subunit vaccine) เข้ามาใช้ในประเทศโดยเร็ว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ในช่วงเวลารอวัคซีน mRNA จะใช้วัคซีนที่มีอยู่ โดยปรับมาใช้ Sinopharm เป็นวัคซีนหลักสำหรับประชาชนอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ส่วน Astrazeneca นั้นจะใช้สำหรับประชาชนอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ยุติแนวคิดการฉีดวัคซีนไขว้ เพราะยังมีข้อถกเถียงเชิงวิชาการอย่างมากในเรื่องชนิดวัคซีนที่ใช้ ปฏิกิริยาและผลไม่พึงประสงค์ รวมถึงเรื่องการยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลจริงในการป้องกันการติดเชื้อ หรือป้องกันการป่วยหรือการเสียชีวิต ดังนั้นจึงไม่สมควรนำมาใช้เป็นนโยบายสาธารณะที่อาจเกิดความเสี่ยงต่อประชาชนในสังคม ที่ควรทำคือการนำวัคซีนที่เป็นที่ยอมรับระดับสากลมาใช้โดยวิธีมาตรฐานเพื่อจัดการภาวะวิกฤตินี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5. ปรับเปลี่ยนกลไกนโยบายและวิชาการ และประกาศให้ทราบว่า นโยบายและมาตรการทุกอย่างถัดจากวันนี้ไป จะใช้ความรู้ที่พิสูจน์ได้ ตรวจสอบได้ เป็นหลักในการตัดสินใจเสมอ พร้อมเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และแสดงออกซึ่งความพร้อมที่จะรับผิดชอบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับประชาชนอย่างพวกเราทุกคน ขอให้ป้องกันตัวอย่างเคร่งครัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ใส่หน้ากากนะครับ สำคัญมาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เป็นกำลังใจให้ทุกคน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109901</URL_LINK>
                <HASHTAG>#ศบค., การฉีดวัคซีนโควิด-19, ฉีดวัคซีนไขว้, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210715/image_big_60efa8328cc03.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>109113</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2021 08:11</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2021 08:11</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทะลุ 186 ล้าน!&#039;หมอธีระ&#039;ฟันธงการล็อกดาวน์เฉพาะพื้นที่ระบาดหนักไม่มีทางได้ผล</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
09 ก.ค.64 -นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กรายงานสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 มีรายละเอียดดังนี้
ทะลุ 186 ล้านไปแล้ว ตอนนี้ภาพรวมการติดเชื้อกำลังไต่ขึ้น อันเป็นผลจากการแพร่ของสายพันธุ์เดลต้าในหลายต่อหลายประเทศทั่วโลก
เมื่อวานทั่วโลกติดเพิ่ม 457,550 คน รวมแล้วตอนนี้ 186,296,398 คน ตายเพิ่มอีก 8,021 คน ยอดตายรวม 4,025,561 คน
5 อันดับแรกที่มีจำนวนติดเชื้อต่อวันสูงสุด คือ บราซิล อินโดนีเซีย อินเดีย สหราชอาณาจักร และรัสเซีย
อเมริกา เมื่อวานติดเชื้อเพิ่ม 17,110 คน รวม 34,674,151 คน ตายเพิ่ม 250 คน ยอดเสียชีวิตรวม 622,202 คน อัตราตาย 1.8%
อินเดีย ติดเพิ่ม 34,443 คน รวม 30,743,013 คน ตายเพิ่ม 470 คน ยอดเสียชีวิตรวม 405,527 คน อัตราตาย 1.3%
บราซิล ติดเพิ่ม 53,749 คน รวม 18,962,786 คน ตายเพิ่มถึง 1,733 คน ยอดเสียชีวิตรวม 530,344 คน อัตราตาย 2.8%
ฝรั่งเศส ติดเพิ่ม 4,442 คน ยอดรวม 5,799,107 คน ตายเพิ่ม 25 คน ยอดเสียชีวิตรวม 111,284 คน อัตราตาย 1.9%
รัสเซีย ติดเพิ่ม 24,818 คน รวม 5,707,452 คน ตายเพิ่ม 734 คน ยอดเสียชีวิตรวม 140,775 คน อัตราตาย 2.5% คาดว่าอีก 5-6 วันจะแซงฝรั่งเศสขึ้นเป็นอันดับที่ 4 ได้
อันดับ 6-10 เป็น ตุรกี สหราชอาณาจักร อาร์เจนติน่า โคลอมเบีย และอิตาลี ติดกันหลักพันถึงหลายหมื่น
แถบอเมริกาใต้ แอฟริกา เอเชีย อย่างชิลี โบลิเวีย แซมเบีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา บังคลาเทศ เนปาล ญี่ปุ่น เมียนมาร์ เกาหลีใต้ และมาเลเซีย ติดกันเพิ่มหลักพัน
เกาหลีใต้เกินพันมาติดกันเป็นวันที่สอง ล่าสุด 1,275 คน สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการระบาดมา
ส่วนเมียนมาร์ ทะลุสี่พันคนอย่างรวดเร็ว ระลอกสองที่เป็นอยู่ตอนนี้น่ากลัวมาก
แถบยุโรปกำลังเผชิญการระบาดซ้ำ เช่น เนเธอร์แลนด์ ล่าสุดเพิ่มถึง 5,431 คน เป็นขาขึ้นของระลอกที่ 5
แถบสแกนดิเนเวีย บอลติก และยูเรเชีย ก็มีการติดเชื้อเพิ่ม ส่วนใหญ่อยู่หลักร้อย ยกเว้นคาซักสถาน คีร์กีซสถาน จอร์เจีย เบลารุส และมองโกเลียที่ติดเพิ่มหลักพัน
แถบตะวันออกกลาง ประเทศส่วนใหญ่ยังติดเพิ่มหลักร้อยถึงหลักพัน ในขณะที่อิหร่านหยุดไม่อยู่ ติดเพิ่มทะลุสองหมื่นคน เป็นระลอกสี่ชัดเจน
เวียดนาม และกัมพูชา ติดเพิ่มหลักร้อย ส่วนจีน ไต้หวัน ลาว สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ติดเพิ่มหลักสิบ ในขณะที่ฮ่องกง และนิวซีแลนด์ ติดเพื่มต่ำกว่าสิบ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;...คาดการณ์ทางสองแพร่งของไทยเรา...
ตอนนี้เรามีการระบาดรุนแรง คุมไม่ได้ และยืดเยื้อมายาวนานหลายเดือน
ธรรมชาติของโรคระบาดลักษณะแบบนี้ พอปล่อยให้กระจายมากและนาน พื้นที่ต่างๆ จะเปลี่ยนไปเป็นแดนดงโรคระยะยาว หรือหากใช้ภาษาดอกไม้คือกลายเป็นโรคประจำถิ่น (ซึ่งโดยแท้จริงแล้วป้องกันได้ แต่นโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้นไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ)
ความลำบากในการแก้ไขสถานการณ์แบบนี้ของโรคโควิด-19 ในประเทศคือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง ทางเลือกในการดูแลรักษามีจำกัด และประสิทธิภาพในการรักษาของหยูกยาที่มีนั้นก็ไม่ได้ดีมากนักเมื่อเทียบกับโรคติดเชื้ออื่นหลายโรคที่กินยาฆ่าเชื้อก็หาย นอกจากนี้ทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในระบบการดูแลรักษา ทั้งคน เงิน ของ เตียง ก็กำลังประสบปัญหากับภาวะล้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง อาวุธป้องกันคือวัคซีนที่มีในไทยนั้นมีปริมาณจำกัด และชนิดที่เลือกซื้อมาใช้นั้นก็มีประสิทธิภาพจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้โอกาสจะได้ประสิทธิภาพรวมในการควบคุมการระบาดก็จะน้อยกว่า แม้จะอ้างว่าลดโอกาสป่วยรุนแรง หรือลดโอกาสเสียชีวิตได้ก็ตาม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สาม ระบบการตรวจคัดกรองโรคมีจำกัดจำเขี่ย ทำได้น้อย ไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ เกิดคอขวดดังที่เห็นเป็นข่าว ไม่สามารถรองรับความต้องการจำเป็นในการตรวจของประชาชนได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สี่ ผลกระทบจากนโยบายอื่นที่จะนำความเสี่ยงต่อการระบาดซ้ำเติมเข้ามาในประเทศ ได้แก่ นโยบายเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาแล้วตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และนโยบายเปิดประเทศใน 120 วัน ก็จะเป็นปัจจัยหนุนเสริมให้ปัญหาการระบาดทวีความรุนแรงขึ้นจากเดิมได้ เพราะเสี่ยงทั้งการนำเชื้อจากนอกประเทศเข้ามา และเสี่ยงจากการเปิดกิจการกิจกรรมต่างๆ ทำให้มีการพบปะ สังสรรค์ รวมกลุ่มใกล้ชิด บันเทิงกัน อันเป็นปัจจัยที่ครบองค์สำหรับการระบาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางสองแพร่งของไทย ที่ทุกคนคงรอการตัดสินใจจากศบค.ในวันนี้คือ จะล็อคดาวน์หรือไม่?
เดาใจกัน...ไม่ว่าจะใช้คำว่าล็อคดาวน์ด้วยความแสลงใจหรือจั๊กจี้หัวใจ หรือจะเลี่ยงไปใช้วาทกรรมสวยหรูอื่นก็ตาม แนวทางน่าจะหนีไม่พ้น 2 แนว
1. ล็อคเฉพาะพื้นที่/จังหวัด/กลุ่มจังหวัด/ภูมิภาค ที่มีการระบาดหนัก
2. ล็อคทั้งประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;จากบทเรียนต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จในการหยุดการระบาด การล็อคเฉพาะพื้นที่นั้น จะสำเร็จก็ต่อเมื่อเริ่มทำตั้งแต่แรก มีจำนวนเคสไม่มาก และปูพรมตรวจคนในพื้นที่นั้นอย่างเข้มข้น โอกาสสำเร็จก็จะมีมากและใช้เวลาล็อคสั้นเพียงระดับสัปดาห์&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;แต่หากมีการระบาดหนัก กระจายไปทั่ว และปล่อยไว้ยาวนานหลายเดือน ไม่มีทางที่แนวทางการล็อคเฉพาะพื้นที่ที่ระบาดหนักจะได้ผล ประเทศต่างๆ จึงตัดสินใจล็อคทั้งประเทศ และเร่งการตรวจคัดกรองโรคอย่างเข้มข้น โดยส่วนใหญ่แล้วจะมีโอกาสสำเร็จได้ แต่ใช้เวลาล็อคยาวนานระดับเดือนหรือหลายเดือน โดยมีข้อแม้เรื่องระบบการตรวจคัดกรองโรคต้องมีมากเพียงพอและทำได้ต่อเนื่อง และหากมีการใช้วัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง ย่อมมีโอกาสช่วยให้มีโอกาสกดการระบาดในระยะยาวได้ แต่ไม่สามารถหวังผลวัคซีนในการตัดวงจรการระบาดได้ในระยะสั้น
คราวนี้ก็มาถึง...What if...ที่ต้องมีหลายคนในวงคิดในใจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ไทยแลนเดอร์อย่างฉันจะล็อคเฉพาะพื้นที่ในสถานการณ์ปัจจุบัน จะมีอะไรไหม ฉันจะประคับประคองเศรษฐกิจไปให้ได้ท่ามกลางสถานการณ์ระบาดเช่นนี้ได้ไหม?
คำตอบคือ หากทำเช่นนั้น สิ่งที่จะต้องเตรียมเผชิญคือ การระบาดซ้ำซากไปเรื่อยๆ ทั่วประเทศครับ และการล็อคพื้นที่นั้นๆ โดยใช้โครงสร้างบริการเดิมที่มีความจำกัดจำเขี่ยด้านการตรวจคัดกรอง และวัคซีนที่มีใช้ตอนนี้ การล็อคจะไม่ได้ผลเท่าใดนัก และต้องใช้เวลายาวนานเป็นเดือนๆ โอกาสที่ประชาชนในพื้นที่จะยืนหยัดสู้ได้ในระยะยาวคงลำบาก หากเลือกทางนี้คงต้องหาทางวางแผนช่วยเหลือกันยาวๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม
เอาล่ะ...ไม่ว่าจะออกมาทางใด สิ่งที่อยากเรียนพวกเราทุกคนไว้ให้เตรียมรับมือ ได้แก่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;หนึ่ง หากประกาศล็อคเมื่อใด จะมีคนจะอยู่กับที่มากขึ้น ด้วยความชุกของการระบาดที่มากแบบปัจจุบัน จะมีโอกาสเกิดปัญหาการติดเชื้อแพร่เชื้อภายในที่อยู่อาศัยมากขึ้นอย่างมาก ทั้งในบ้าน หมู่บ้าน หอพัก อพาร์ตเมนท์ แฟลต คอนโด รวมถึงชุมชนที่คนอยู่กันอย่างใกล้ชิดแออัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น ขอให้ตระหนักถึงเรื่องนี้ และเตรียมเรื่องพื้นที่ในบ้านหรืออื่นๆ เพื่อแยกกักตัวสังเกตอาการเวลาไม่สบาย หมั่นสังเกตอาการตนเองและสมาชิกในครอบครัวหรือที่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน ถามไถ่อาการผิดปกติเป็นประจำ พยายามอยู่กันห่างๆ และหากไม่สบาย ต้องรีบหาทางไปตรวจรักษา การมีเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์ไว้ติดต่อปรึกษาทางโทรศัพท์ในพื้นที่ก็จะดี&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สอง ล็อคครั้งนี้ไม่ว่าจะแบบใด มีโอกาสสูงที่จะเห็นผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิต เศรษฐกิจ สังคม อย่างมาก เพราะมีทั้งคนติดเชื้อคงค้างจำนวนมาก ป่วยรุนแรงจำนวนไม่น้อย รวมถึงคนที่ยังไม่ติดเชื้อแต่ทรัพยากรร่อยหรอไปมากจนไม่น่าจะยืดหยัดสู้เองได้ ระบบรัฐสวัสดิการไม่มีทางเยียวยาได้ทันหรือเพียงพอ จึงมีโอกาสเกิดปัญหาอัตวินิบาตกรรม อาชญากรรม และอื่นๆ ได้สูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้นจึงอยากเรียนขอให้พวกเราทุกคน ใครพอมีกำลัง ก็ช่วยเหลือแบ่งปันคนที่อยู่ในละแวกเดียวกัน ไม่ว่าจะเรื่องอาหาร น้ำดื่ม ที่พักพิง หรือจ้างงานเล็กๆ น้อยๆ หรือแลกเปลี่ยนทรัพยากรที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยไม่ใช้เงิน
สุดท้ายที่ต้องเน้นย้ำคือ การใส่หน้ากากสำคัญมาก สองชั้น ชั้นในเป็นหน้ากากอนามัย ชั้นนอกเป็นหน้ากากผ้า
ขอให้เรามีแรงกายแรงใจ ร่วมกันสู้ไปด้วยกัน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ด้วยรักและห่วงใย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/109113</URL_LINK>
                <HASHTAG>มาตรการล็อกดาวน์, รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์, สถานการณ์โควิดทั่วโลก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210427/image_big_60876f1f83695.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
