<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>116266</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>10/09/2021 13:30</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>10/09/2021 13:30</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>นายกฯกล่าวเวทีแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ย้ำฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิดส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
10 ก.ย.64- เมื่อวันที่ 10 กันยายน เวลา 09.00 น. (ซึ่งตรงกับเวลา 10.00 ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถ้อยแถลงในพิธีเปิดงานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 18 (China-ASEAN Expo: CAEXPO) ร่วมกับผู้นำจากประเทศต่างๆ ได้แก่ จีน ลาว บรูไน กัมพูชา มาเลเซียเมียนมา ปากีสถาน และเวียดนาม ผ่านระบบการประชุมทางไกล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรียินดีและชื่นชมรัฐบาลจีนที่จัดการแสดงสินค้าจีน-อาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง เป็นโอกาสที่ดีสำหรับทุกภาคส่วนในการขยายความร่วมมือที่ใกล้ชิดให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นวาระครบรอบใน 2 โอกาสสำคัญ คือ วาระครบรอบ 100 ปี ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และวาระครบรอบ 30 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-จีน ที่ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและแน่นแฟ้น ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้นำเสนอวิสัยทัศน์ของความเป็นหุ้นส่วนทางที่รอบด้านอาเซียน-จีน สำหรับทศวรรษต่อไป ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1. ทศวรรษแห่งการเสริมสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุข เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ ซึ่งต้องมีความพร้อมและความยืดหยุ่นที่เพียงพอในการรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไทยมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับนานาประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถและเตรียมความพร้อมในการรับมือกับปัญหาและความท้าทายด้านสาธารณสุขทุกมิติ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาวัคซีนและยาต้านไวรัสที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์การผลิตและแจกจ่ายวัคซีนในประเทศสมาชิกอาเซียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. ทศวรรษแห่งการฟื้นฟูและการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว ไทยสนับสนุนการยกระดับ FTA อาเซียน-จีน รวมทั้งผลักดันให้ RCEP มีผลบังคับใช้ในโอกาสแรก เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกัน ไทยจะสานต่อข้อริเริ่มการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงต่าง ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะการปฏิบัติตาม MPAC กับBRI ซึ่งรวมถึงระเบียงเศรษฐกิจ ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศของจีน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค พร้อมอำนวยความสะดวกด้านการค้า การลงทุน การบริการและการเดินทางระหว่างกัน อีกทั้งควรพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มศักยภาพ สร้างขีดความสามารถให้แก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ MSMEs และ start-ups ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ตลาดและเทคโนโลยี เพื่อขยายโอกาสสำหรับเศรษฐกิจฐานรากในภูมิภาคต่อไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. ทศวรรษแห่งการเสริมสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ เนื่องจากที่ผ่านมาภัยคุกคามต่าง ๆ เช่นโรคระบาด และภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นบทเรียนที่ทำให้ตระหนักถึงความจำเป็นของการสร้างความสมดุลอย่างยั่งยืน โดยอาเซียนและจีนได้กำหนดให้ปี 2564 และ 2565 เป็นปีแห่งความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และไทยในฐานะผู้ประสานงานของอาเซียนเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ยืนยันเจตนารมณ์และความพร้อมที่จะเร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับจีนโดยเฉพาะในเรื่องการขจัดความยากจนและความหิวโหยและความร่วมมือใหม่อย่าง BCG หรือเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะเป็นแนวทางสู่การฟื้นฟูและการเติบโตอย่างสมดุล ยั่งยืน และครอบคลุม&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายธนกร เปิดเผยด้วยว่า งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน ครั้งที่ 18 มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 &amp;ndash; 13 กันยายน 2564 ณ นครหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ &amp;ldquo;Sharing Opportunities Created by the New Land-Sea Corridor, Building the China-ASEAN Community with a Shared Future&amp;rdquo; โดยจะมีการจัดแสดงสินค้าและนิทรรศการณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติหนานหนิง และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมทั้งการประชุมย่อยคู่ขนานในสาขาความร่วมมือต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมืออาเซียน-จีน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/116266</URL_LINK>
                <HASHTAG>งานแสดงสินค้าจีน-อาเซียน, นายธนกร วังบุญคงชนะ, พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210910/image_big_613af9e2cf19f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>102053</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>07/05/2021 08:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>07/05/2021 08:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สงขลาอ่วม!โควิดระบาดหนักถูกตีแตกแล้วทั้ง16 อำเภอ ติดเชื้อรวม778ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
7 พ.ค.64 - โควิด 19 ที่ จ.สงขลา ถูกตีแตกแล้วทั้ง 16 อำเภอโดยล่าสุด อ.ควนเนียง พบผู้ป่วยแล้ว 1 คนหลังจากที่ในรอบ 3 นี้เป็นเพียงอำเภอเดียวที่ไม่พบผู้ป่วยตลอดเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่วนยอดรวมของสงขลาเพิ่มเป็น 778 คนแล้ว คลัสเตอร์ร้านเฝอพบป่วย 11 คนจากกลุ่มเสี่ยงที่มาตรวจ 738 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์โควิด19 ที่ จ.สงขลา ล่าสุดในวันนี้ถูกตีแตกทั้ง 16 อำเภอแล้ว โดยล่าสุด อ.ควนเนียง พบผู้ป่วยโควิดแล้ว 1 คน จากในรอบเดือนเมษายนที่ผ่านมาซึ่งเป็นการระบาดรอบใหม่ อ.ควนเนียง เป็นเพียงอำเภอเดียวจากทั้ง 16 อำเภอของ จ.สงขลา ที่ยังไม่พบผู้ป่วยโควิด แต่สุดท้ายก็ไม่รอดวันนี้มีผู้ป่วยแล้ว 1 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนภาพรวมสถานการณ์โควิด19 ที่ จ.สงขลา ยังคงพบผู้ป่วยเพิ่มอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันนี้พบเพิ่มอี 14 คน รวมยอดสะสม 778 คน แต่ในจำนวนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 428 รักษาหายกลับบ้านได้แล้ว&amp;nbsp; เหลือรักษาตัวที่โรงพยาบาล 349 คน และยังมีผู้เสียชีวิตแค่คนเดียว พื้นที่พบผู้ป่วยมากที่สุดคือ อ.หาดใหญ่ ล่าสุดอยู่ที่ 580 คน &amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนคลัสเตอร์ร้านเฝออินเตอร์หม้อไฟ ใน อ.เมืองสงขลา ผลตรวจกลุ่มเสียง 738 คนพบผู้ติดเชื่อเพิ่มอีก 11 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังไล่ไทม์ไลน์ของทั้ง 11 คน อย่างละเอียด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/102053</URL_LINK>
                <HASHTAG>คลัสเตอร์ร้านเฝออินเตอร์หม้อไฟ, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, โควิดระบาดสงขลา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210507/image_big_6094911a3f82d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>95095</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>05/03/2021 14:58</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>05/03/2021 14:58</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สิงห์สยามโพลเผยผลสำรวจนร.ต่ำกว่า18ปี พอใจมาตรการโควิด พร้อมฉีควัคซีน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5 มี.ค.64 - ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จิดาภา ถิรศิริกุล คณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชาญชัย จิตรเหล่าอาพร คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยสาขารัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์สิงห์สยามโพล จัดแถลงข่าว ผลสำรวจ ของศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;สิงห์สยามโพล&amp;rdquo; &amp;nbsp;คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ผ่านทาง (LIVE) แฟนเพจ &amp;quot; สิงห์สยาม&amp;quot; เรื่อง สถานการณ์ โควิด-19 ระลอกที่ 2 กับการเมือง 2564 &amp;nbsp;โดยทำการสำรวจข้อมูลระหว่าง วันที่ 2 &amp;ndash; 20 กุมภาพันธ์ 2564 ด้วยแบบสอบถาม จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล และเขตภาคกลางที่มีอายุ ต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,328 หน่วยตัวอย่าง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบหลายขั้นตอน (Multi stage Random Sampling) โดยเบื้องต้นใช้วิธีการแบบง่าย (Simple Random Sampling) โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0 เพื่อเลือกพื้นที่ในการเก็บข้อมูลโดยแบ่งเป็น โรงเรียนของรัฐขนาดเล็ก ขนาดกลาง &amp;nbsp;ขนาดใหญ่ และใหญ่พิเศษ และดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) เพื่อเก็บข้อมูลจากนักเรียนในโรงเรียนทั้ง 4 &amp;nbsp;กลุ่ม ผลการสำรวจ พบว่า&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1) นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายว่ามีความสุขต่อการศึกษาในรูปแบบ online ช่วงสถานการณ์ การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 42.5) รองลงมามีความสุขน้อย (ร้อยละ 33.4) &amp;nbsp;ไม่พอใจ(ร้อยละ 14.5) และสุดท้ายมีความสุขระดับมาก (ร้อยละ 9.6)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2) ด้านความมั่นใจในการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 53.9) รองลงมาคือระดับน้อย (ร้อยละ 27.1) ระดับมาก (ร้อยละ 14.8) และสุดท้าย &amp;nbsp;ไม่ศึกษาต่อ (ร้อยละ 4.2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3) ด้านความต้องการประกอบอาชีพในอนาคต หากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ในประเทศไทยยังไม่คลี่คลาย คือ ธุรกิจส่วนตัว (ร้อยละ 37.5) รองลงมาคือข้าราชการ (ร้อยละ 28.7) อาชีพอิสระ &amp;nbsp;(ร้อยละ 19.0) รัฐวิสาหกิจ (ร้อยละ 4.2) บริษัทเอกชน(ร้อยละ 9.7) และเกษตรกร(ร้อยละ .9)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4) ด้านความพึงพอใจในการจัดการและมาตราต่าง ๆ ของรัฐช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 &amp;nbsp;ระลอกที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 47.3) รองลงมาคือระดับน้อย (ร้อยละ 31.0) ระดับไม่พอใจ &amp;nbsp; (ร้อยละ 17.2) และระดับพอใจมาก(ร้อยละ 4.5)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5) ด้านความสนใจติดตามข้อมูลข่าวสารด้านโรคระบาดมากที่สุดช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 (ร้อยละ 35.3) รองลงมาคือข่าวบันเทิง(ร้อยละ 32.0) ข่าวการเมือง(ร้อยละ 19.6) &amp;nbsp;และข่าวอื่นๆ (ร้อยละ 13.0)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6) ด้านความเชื่อมั่นในการเข้าการร่วมชุมนุมทางการเมืองช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 อยู่ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 52.4) รองลงมาคือระดับน้อย (ร้อยละ 21.1) ระดับมาก(ร้อยละ 17.2) &amp;nbsp;และไม่เข้าร่วม(ร้อยละ 9.3)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7) เห็นด้วยกับการชุมนุมทางการเมืองช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 2 &amp;nbsp;ในระบบออนไลน์(Facebook, twitter, Line, IG) ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 48.5) รองลงมาคือระดับมาก &amp;nbsp; &amp;nbsp;(ร้อยละ 33.1) ระดับน้อย(ร้อยละ 14.2) และไม่เข้าร่วม(ร้อยละ 4.2)&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8) หากรัฐบาลมีการนำเข้าวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 มีความประสงค์ที่จะเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19จากรัฐบาลในระดับปานกลาง(ร้อยละ 45.5) รองลงมาคือระดับมาก(ร้อยละ 34.9) ระดับน้อย &amp;nbsp; (ร้อยละ 14.2) และไม่เข้าร่วม(ร้อยละ 5.4)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อพิจารณาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง &amp;nbsp;(ร้อยละ 59.7) รองลงมาคือ เพศชาย (ร้อยละ 31.8) และเป็นกลุ่มเพศ LGBTQ (ร้อยละ 8.5) ส่วนใหญ่กำลังศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ร้อยละ 53.0) รองลงมาคือมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ร้อยละ 24.9) และมัธยมศึกษาปีที่ 5 &amp;nbsp;(ร้อยละ 22.1) โดยส่วนใหญ่ได้รับค่าขนมไปโรงเรียนมากกว่า101 บาท (ร้อยละ 57.0) และได้รับค่าขนมไม่เกิน 100 บาท (ร้อยละ 43.0)&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ข้อค้นพบจากการสำรวจ คือ ประการแรก ร้อยละ 42.5 เยาวชนมีการปรับตัวการเรียนออนไลน์ตามสถานการณ์ได้ดี แต่ไม่มีความสุขในระบบเพราะ (1) เรียนไม่รู้เรื่องและ (2) มีภาระในการเรียนมากกว่าปกติ เช่น การทำแบบฝึกหัดเรียนด้วยตนเองคิดเป็นร้อยละ 33.4 &amp;nbsp; ประการที่สอง การศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเป็นประเด็นที่เป็นภาระมากกว่าการออกมาทำงานหลังจบมัธยมศึกษาตอนปลายในช่วงสถานการณ์ Covic-19 โดยส่วนใหญ่ จึงลังเลในการเลือกศึกษาต่อคิดเป็นร้อยละ 27.1 ประการที่สาม มองเห็นว่าในช่วงสถานการณ์ Covic-19 การประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวกลายเป็นอาชีพที่มีความสนใจใกล้ตัวกับเยาวชน(ร้อยละ 37.5) เพราะไม่จำเป็นต้องเรียนต่อในระดับปริญญาตรี และสนใจรับราชการ(ร้อยละ 28.7) ประการที่สี่ เยาวชนโดยทั่วไปมองเห็นว่า มาตรการทั้งการแก้ไขปัญหาและความช่วยเหลือของรัฐพอช่วยเหลือผู้ปกครองได้บ้างแต่ไม่มากนัก จึงมีความพึงพอใจในระดับปานกลางและน้อยร้อยละ 47.3, 31.0 ตามลำดับ ประการที่ห้า บทบาทสื่อในประเด็นเรื่องการแพร่ระบาดสามารถเข้าถึงเยาวชนได้ดีร้อยละ 35.3 ขณะที่ประเด็นด้านการเมืองนั้น &amp;nbsp;ไม่มีผลต่อการสร้างแรงดึงดูดต่อเยาวชนได้มากนักคิดเป็นร้อยละ 19.6 เท่านั้น ประการที่หก การปลุกระดมเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในบริบทปัจจุบัน ยังไม่สามารถกระตุ้นคิดเป็นร้อยละ 52.4 สอดคล้องกับประการที่เจ็ด การเคลื่อนไหวทางการเมืองผ่านออนไลน์ Facebook, twitter, Line, IG คิดเป็นร้อยละ 33.1 และประการที่แปดสุดท้ายคือ แม้มีการฉีดวัคซีน เยาวชนก็มีความต้องการในการฉีดสูงคิดเป็นร้อยละ 45.5 แม้ว่าจะมีความลังเลอยู่บ้างคิดเป็นร้อยละ 14.2&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วิเคราะห์ผลการสำรวจ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1)เยาวชนมีการปรับตัวตามสถานการณ์ได้ดี แม้จะได้รับผลกระทบ โดยตรงจากการปฏิบัติตามมาตรการนโยบายรัฐเรื่องการจัดการเรียนการสอนออนไลน์เป็นหลัก จึงพบว่า โดยส่วนใหญ่ไม่มีความสุขในระบบเพราะ &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; (1) เรียนไม่รู้เรื่องและ (2) มีภาระในการเรียนมากกว่าปกติ เช่น การทำแบบฝึกหัดเรียนด้วยตนเอง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2)การศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเป็นประเด็นที่เป็นภาระมากกว่าการออกมาทำงานหลังจบมัธยมศึกษาตอนปลายในช่วงสถานการณ์ Covic-19 โดยส่วนใหญ่ จึงลังเลในการเลือกศึกษาต่อ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3)กลุ่มตัวอย่างมองเห็นว่าในช่วงสถานการณ์ Covic-19 การประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัวกลายเป็นอาชีพที่มี ความสนใจใกล้ตัวกับเยาวชน เพราะไม่จำเป็นต้องเรียนต่อในระดับปริญญาตรี ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายสูง &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp; และเสียเวลาอีก 3-4 ปี แต่กลุ่มตัวอย่างอีกลุ่มยังมองเห็นว่า การรับราชการและรัฐวิสาหกิจ เป็นทางเลือกที่มีความมั่นคงสูงในสถานการณ์ปัจจุบันมากกว่าอาชีพอื่นๆ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4)เยาวชนโดยทั่วไปมองเห็นว่า มาตรการทั้งการแก้ไขปัญหาและความช่วยเหลือของรัฐพอช่วยเหลือผู้ปกครอง &amp;nbsp;ได้บ้างแต่ไม่มากนัก จึงมีความพึงพอใจในระดับปานกลางและน้อยตามลำดับ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;5)บทบาทสื่อในประเด็นเรื่องการแพร่ระบาดสามารถเข้าถึงเยาวชนได้ดี ขณะที่ประเด็นด้านการเมืองนั้น &amp;nbsp;ไม่มีผลต่อการสร้างแรงดึงดูดต่อเยาวชนได้มากนัก&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;6)ขณะเดียวกัน การปลุกระดมเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองในบริบทปัจจุบัน ยังไม่สามารถกระตุ้น การตัดสินใจของเยาวชนตัดสินใจเข้าร่วมการเคลื่อนไหวแบบจริงจัง เพราะการเรียนในระบบออนไลน์ทำให้เยาวชนอยู่กับครอบครัวที่มีอิทธิพลในการกล่อมเกลาทางการเมืองสูงกว่ากลุ่มเพื่อน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;7)ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวผ่านระบบออนไลน์นั้น ยังมีบทบาทในทางการเมืองได้ใกล้ตัวกับเยาวชน เพราะเหตุจากความปลอดภัยที่มีมากกว่าการเข้าร่วมชุมนุมด้วยตนเอง จนกล่าวได้ว่า &amp;nbsp; การเป็นนักเลงคีย์บอร์ดนั้นได้รับการยอมรับในหมู่เยาวชนสูง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;8)แม้มีการฉีดวัคซีน เยาวชนก็มีความต้องการในการฉีดสูง แม้ว่าจะมีความลังเลอยู่บ้าง การสร้างความเชื่อมั่น ถึงความปลอดภัยย่อมทำให้เยาวชนกล้าตัดสินใจเข้ารับการฉีดวัคซีน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/95095</URL_LINK>
                <HASHTAG>ฉีดวัคซีนโควิด-19, ดร.จิดาภา ถิรศิริกุล, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, สิงห์สยามโพล</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210305/image_big_6041e35ac7bb9.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>67072</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/05/2020 12:18</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/05/2020 12:18</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>พิษโควิดฉุดดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมเม.ย.ตกฮวบ17.21% </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
27 พ.ค. 2563 นายอิทธิชัย ยศศรี รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนเมษายน 2563 หดตัวลงเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17.21% โดยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวและโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่งต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ในเดือนเมษายนมีอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 12.64% &amp;nbsp;เป็นต้น ส่งผลให้อัตราการใช้กำลังการผลิตโดยรวมเดือนเมษายนอยู่ที่ 51.87%&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม จากการแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งสินค้าทั้งในและระหว่างประเทศให้สามารถส่งสินค้าได้ตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้นในบางอุตสาหกรรมที่สามารถตอบสนองต่อผู้บริโภคได้ เช่น อุตสาหกรรมอาหารที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5% กลับขึ้นมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 9 เดือน โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปและอาหารสัตว์ที่ได้รับคำสั่งซื้อจากประเทศจีนและสหรัฐฯ โดยถ้าหักอุตสาหกรรมน้ำตาลซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและหดตัวลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 36.0% &amp;nbsp;จะส่งผลให้อุตสาหกรรมอาหารโดยรวมขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 7.2% เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมยาที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 38.52% &amp;nbsp;นับเป็นการขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับ 2 หลักติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายอิทธิชัย กล่าวต่อว่า อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนี MPI เดือนเมษายน 2563 ได้แก่ รถยนต์และเครื่องยนต์ น้ำมันปิโตรเลียม และเบียร์ ที่ได้รับผลกระทบการมาตรการเพื่อควบคุมสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ทำให้โรงงานต้องหยุดสายการผลิต ประชาชนต้องหยุดการระบาดด้วยการอยู่บ้าน ลดการเดินทาง และการถูกสั่งห้ามการจำหน่ายสุรา ในขณะที่อุตสาหกรรมหลักที่ยังคงขยายตัวดีในเดือนเมษายน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์คอนกรีตและปูนซีเมนต์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.47% จากผลิตภัณฑ์พื้นสำเร็จรูปและคอนกรัดผสมเสร็จ ที่มีตามความต้องการใช้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากโครงการก่อสร้างของรัฐบาล รวมถึงจำนวนวันทำงานที่มากกว่าปีก่อนจากการประกาศเลื่อนวันหยุดสงกรานต์เภสัชภัณฑ์ เคมีภัณฑ์ที่ใช้รักษาโรค ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 38.52% จากผลิตภัณฑ์เกือบทุกรายการ เนื่องจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นและผู้ประกอบการบางรายได้สร้างอาคารเก็บยาเพิ่มเพื่อขยายความสามารถในการสต๊อคล่วงหน้า ยกเว้นยาผงที่พบปัญหาขาดวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.46% &amp;nbsp;ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นจากตลาดโลก โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ประเภทวงจรอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ &amp;nbsp; ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รวมถึงจำนวนวันทำงานที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารทะเลกระป๋อง ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 34.72% &amp;nbsp;โดยสถานการณ์โควิด-19 ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการอาหารที่เก็บไว้ได้นานเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อาหารสัตว์สำเร็จรูป ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.18% &amp;nbsp;จากผลิตภัณฑ์เกือบทุกรายการยกเว้นอาหารกุ้ง เนื่องจากจำนวนวันทำงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการอาหารสัตว์เพื่อเลี้ยงสัตว์ที่มีการเติบโตขึ้นต่อเนื่อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ต้องจับตาดูใน 3 ปัจจัยหลัก คือ การปลดล็อคทางเศรษฐกิจว่าจะสามารถกลับมาดำเนินการเต็มที่ได้เมื่อไหร่ การควบคุมโรคของประเทศคู่ค้า และรายได้และการออมที่จะกลับมาฟื้นตัวเร็วแค่ไหน โดยในเดือนพฤษภาคมประเทศไทยมีการควบคุมการระบาดได้ดี ส่งผลให้รัฐบาลเริ่มมาตรการปลดล็อคกิจกรรมและกิจการบางประเภทให้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ กิจกรรมทางเศรษฐกิจบางส่วนเริ่มกลับมาดำเนินการ ส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมและในภาคอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตามผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับแผนการผลิตให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภคในสภาวะชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) นายอิทธิชัย กล่าวปิดท้าย&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/67072</URL_LINK>
                <HASHTAG>ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI), สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, อิทธิชัย ยศศรี</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200527/image_big_5ecdf7f932ca1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62580</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/04/2020 08:25</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/04/2020 06:49</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ทั่วโลกติดโควิด-19 ทะลุ 1.5 ล้านราย เสียชีวิตใกล้หลักแสน &#039;อเมริกา&#039; ยังวิกฤติ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 เม.ย.63 - เมื่อเวลา 06.30 น.ตามเวลาประเทศไทย ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ทั่วโลกพุ่งสูงถึง 1.5 ล้านราย&amp;nbsp;เสียชีวิต 8.8 หมื่นราย&amp;nbsp;โดยสถานการณ์ในประเทศสหรัฐอเมริกายังคงวิกฤติหนักที่สุด ล่าสุดพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ 26,744 คน รวมทั้งสิ้น 427,079 คน ผู้เสียชีวิตเพิ่ม 1,824 คน รวมทั้งสิ้น&amp;nbsp;14,665 คน ตามมาด้วยประเทศสเปน มีตัวเลขผู้ติดเชื้อรวม 148,220 คน เสียชีวิต&amp;nbsp;14,792 คน และอิตาลี มีผู้ติดเชื้อ 139,422 คน เสียชีวิต&amp;nbsp;17,669 คน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62580</URL_LINK>
                <HASHTAG>#โควิด-19, ตัวเลขผู้ติดเชื้อ, ประเทศสหรัฐอเมริกา, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200409/image_big_5e8e5ee0ebbe1.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>60928</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>26/03/2020 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>26/03/2020 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เปิดข้อเสนอทางเศรษฐกิจ&#039;เพื่อไทย&#039; เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp; &amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทย ยังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง คงจะทะลุ 1,000 คนในไม่ช้า ยอดผู้เสียชีวิต 4 คน รัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมาตรการเข้ม ใช้ยาแรงในการรับมือ ออกพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมกับมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ยามเกิดภัยวิกฤติ ได้เห็นน้ำใจ ความสามัคคีคนไทย หยิบยื่นน้ำใจช่วยกันคนละไม้คนละมือ โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน กลุ่มแรงงาน คนรายได้น้อย ที่ได้รับผลกระทบ เจ้าของหอพักบางที่ลดค่าเช่าให้ เจ้าของโรงแรมบางแห่งเสนอตัวยินดีปิดโรงแรมให้เป็นศูนย์พักรักษาตัวผู้ติดเชื้อโควิด ร้านอาหารบางที่ให้คนมีรายได้น้อยกินฟรี เจ้าของสำนักงานหลายสถานที่ แม้เจอภาวะวิกฤติ ยังคงสถานะพนักงานจ่ายเงินเดือนตามปกติ คงสวัสดิการทุกอย่าง
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ฝั่งการเมือง ตอนนี้ไม่มีพรรครัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน วางไมค์ งดใช้วาทกรรมโจมตีกันชั่วคราว ส.ส.บางคนพอมีกำลัง แจกจ่ายหน้ากากอนามัย แนะนำวิธีทำหน้ากากผ้า แจกแอลกออฮอล์ล้างมือ นำน้ำยาฆ่าเชื้อฉีดพ่นให้บ้านเรือน อาคารที่ทำงานประชาชน โดยไม่คิดมูลค่า พร้อมกับหันมาเสนอแนะ หนทางแก้ปัญหา ไวรัสโควิด-19
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พรรคเพื่อไทย คณะทำงานศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและติดตามการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่มีทั้งแกนนำพรรค ส.ส. อดีต ส.ส. บุคลากรทางการแพทย์ในปัจจุบัน และอดีต ประชุมระดมสมอง เสนอหนทางไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่ประเมินค่าไม่ได้ เสนอแนวทางช่วยเหลือ ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบที่ต้องกลายเป็นคนตกงาน แรงงาน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพิษไวรัสโควิด-19 เอาไว้อย่างน่าสนใจ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;1.มาตรการสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องถูกเลิกจ้าง คนตกงาน ถูกพักงาน 1.1 สำหรับคนที่ต้องออกจากงาน ตกงาน หรือพักงาน เพราะผลกระทบจาก Covid-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน หากมีงานทำก่อน ก็ยกเลิกการอุดหนุนเบี้ยยังชีพนี้ 1.2 พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยทุกประเภทให้ประชาชน ทั้งหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนมอเตอร์ไซค์ ผ่อนรถยนต์ ผ่อนเครื่องมือทำการเกษตร หรือผ่อนเครื่องมือทำมาหากิน เช่น คอมพิวเตอร์ ที่เป็นหนี้มาก่อน ไม่ใช่หนี้ใหม่ เป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่เดือนมีนาคม 1.3 ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ประชาชนทุกประเภท 1.4 สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังต้องถูกกักตัว 14 วัน ต้องจ่ายชดเชยรายได้ให้คนละ 5,000 บาท 1.5 ช่วยลดค่าน้ำค่าไฟให้ผู้มีรายได้น้อย ใช้ไม่เกิน 1,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน 1.6 สำหรับเด็กนักเรียนที่ต้องเรียนออนไลน์ และพนักงานที่ต้องทำงานจากบ้านให้ใช้อินเทอร์เน็ตฟรี โดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ รวมทั้งให้เอกชนช่วยสนับสนุนบางส่วน 1.7 ขอความร่วมมือภาคเอกชนงดเก็บค่าเช่าให้แก่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างน้อย 3 เดือน โดยลดภาษีให้ผู้ประกอบการ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;2.มาตรการสำหรับภาคธุรกิจ ต้องเร่งช่วยผู้ประกอบการรายเล็ก รายกลาง SMEs กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มผู้ผลิต ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร รับจัดอีเวนต์ &amp;nbsp;สปา ฯลฯ ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 2.1 พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือนก่อนในเบื้องต้น นับตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไป 2.2 ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ธุรกิจเล็ก กลางที่ได้รับผลกระทบ ให้เหลือ 3% พร้อมทั้งปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เอกชนพอที่จะยืนอยู่ได้ ในสภาวะเช่นนี้ 2.3 ให้ soft Loan สินเชื่อเพื่อต่อชีวิตธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ย 1% &amp;nbsp;เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจ SMEs โดยให้ธนาคารแห่งประเทศไทยผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการให้สินเชื่อ และค้ำประกันเงินกู้ให้ธนาคารพาณิชย์ 2.4 ให้เงินอุดหนุนนายจ้าง ไม่ให้เลิกจ้างพนักงาน โดยช่วยสนับสนุนค่าจ้างพนักงานบางส่วน 2.5 ลดราคาน้ำมันตามราคาตลาดโลก โดยเฉพาะให้ยกเลิกการเก็บภาษีน้ำมันดีเซล เพื่อลดต้นทุนการผลิต 2.6 เลื่อนการจ่ายภาษีนิติบุคคลออกไปอีกหกเดือน สำหรับธุรกิจ SMEs และธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;3.มาตรการสำหรับเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้ง และกำลังมีปัญหาผลกระทบจาก Covid &amp;nbsp;โดย 3.1 พักชําระหนี้เกษตรกรทุกชนิด 6 เดือน หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้น อาจขยายเวลาเพิ่มขึ้น 3.2 เร่งจ่ายชดเชยค่าภัยแล้ง ไร่ละ 2,500 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ ส่วนเกษตรกรที่มีพื้นที่น้อยให้ขั้นต่ำรายละ 25,000 บาท &amp;nbsp;3.3 จัดสรรเงิน SML 500,000-800,000-1,000,000 บาท ให้หมู่บ้านนำไปพัฒนาแหล่งน้ำ ถนน ในหมู่บ้าน โดยให้ใช้แรงงานในพื้นที่เท่านั้น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บางข้อเสนอ ตรงใจกับทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนำไปประยุกต์ ปรับใช้ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ อาทิ การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม รัฐเยียวยารายละ 5,000 บาทต่อเดือน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าฝ่ายไหนได้รับผลกระทบไปทุกคน บางคนเปรียบภาวะไวรัสครั้งนี้เหมือนสงคราม ก็ไม่ปาน นาทีนี้ ทุกฝ่ายพร้อมในสามัคคี บ้างเสนอแนะข้อคิดเห็น บ้างลงมือปฏิบัติ บ้างหยิบยื่นน้ำใจตามกำลังพอจะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ ไม่แยกสี ไม่เลือกข้าง ไม่แบ่งฝ่าย ศึกนี้แม้จะสร้างความยากลำบากให้เราบ้าง แต่ก็มองไม่เห็นทางแพ้เลย อดใจรออีกนิด เราจะก้าวผ่าน &amp;lsquo;ชนะ&amp;rsquo; ไปด้วยกัน.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/60928</URL_LINK>
                <HASHTAG>#พรรคเพื่อไทย, COVID-19, กรองสถานการณ์, พรรคเพื่อไทย, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, เปิดข้อเสนอทางเศรษฐกิจ&#039;เพื่อไทย&#039; เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19, โควิด 19, โควิด-19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200325/image_big_5e7b65ccde5a6.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>59815</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>15/03/2020 15:40</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>15/03/2020 15:40</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.เผยมีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโควิด-19เพิ่มอีก 32 ราย</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;15 มี.ค.63-นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข เป็นประธานจากการประชุมของกระทรวงสาธารณสุข มีมาตรการที่จะนำเสนอศูนย์บริหารจัดการของรัฐบาล อาทิ มาตรการการลดผู้เดินทางเข้าประเทศ ปิดสถานบริการที่มีความแออัดและเสี่ยงสูง งดกิจกรรม รวมคนหมู่มาก เพื่อเสนอท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการรายงานผู้ป่วยที่มี ความสัมพันธ์กับ สถานบันเทิง และร้านอาหารก่อนหน้านี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สุขุม กล่าวว่า ในวันนี้ มีผู้ป่วยยืนยันเพิ่ม 32 ราย ที่มีความสัมพันธ์กับสถานที่ต่างๆ ดังนี้ กลุ่มที่ 1 เชื่อมโยงกับสนามมวย จำนวน 9 ราย กลุ่มที่ 2 เชื่อมโยงกับสถานบันเทิง จำนวน 8 ราย กลุ่มที่ 3 ทำงานสัมผัสกับกลุ่มนักท่องเที่ยว จำนวน 3 ราย กลุ่มที่ 4 ผู้เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำนวน 7 ราย กลุ่มที่ 5 เป็นผู้สัมผัสเจ้าของร้านอาหารที่ติดเชื้อ จำนวน 2 ราย กลุ่มที่ 6 อยู่ระหว่างดำเนินการสอบสวนโรค จำนวน 3 ราย และยังอยู่ระหว่างรอผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวน 51 ราย โดยมีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านได้เพิ่มอีก 2 ราย เป็นชายไทย อายุ 29 ปี และหญิงไทย อายุ 22 ปี จากสถาบันบำราศนราดูร สรุปมีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 37 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 76 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยสะสมในประเทศไทยขณะนี้ 114 ราย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;ขณะนี้เราพบผู้ป่วยรายใหม่จากสถานที่ที่มีคนหนาแน่น เช่น ผับ สนามมวย ร้านอาหาร จึงขอให้หลีกเลี่ยง หรืองดไปสถานที่ดังกล่าว แต่หากมีความจำเป็นต้องไปขอให้สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ แยกภาชนะแก้วน้ำ ช้อน หากเป็นผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ดังกล่าวขอให้สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ ส่วนผู้ประกอบการให้เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดสถานที่ โต๊ะ เก้าอี้ และเปิดหน้าต่าง ประตู ระบายอากาศทุกวัน นอกจากนี้ ขอให้งดการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค&amp;quot;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ร้านอาหาร สถานบันเทิง ที่พบผู้ป่วย กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการลงพื้นที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว โดยในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการโรคติดต่อ กทม. จะมีการจัดประชุมเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย มาตรา 35 พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งการจะสั่งปิดสถานที่ใดๆ ต้องได้รับการเห็นชอบจาก คณะกรรมการโรคติดต่อ จังหวัด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;quot;เช้าวันนี้ที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ได้รับผู้เดินทางจากประเทศอิตาลี จำนวน 83 คน ประกอบด้วย นักศึกษาแลกเปลี่ยน 78 คน นักท่องเที่ยว 3 คน พนักงานสายการบิน 2 คน ในจำนวนนี้ 6 คน เป็นผู้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังสังเกตอาการ เนื่องจากมีอาการไอ มีน้ำมูก ไม่มีไข้ ส่งไปรพ.สัตหีบกม.10 จำนวน 3 ราย รพ.บ้านฉาง 1 ราย รพ.มาบตาพุด 1 ราย และรพ.ระยอง 1 ราย ส่วนผู้เดินทางอีก 77 คน ส่งไปพักสังเกตอาการที่อาคารรับรองฐานทัพเรือสัตหีบ จังหวัดชลบุรี จนครบ 14 วัน&amp;quot;
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/59815</URL_LINK>
                <HASHTAG>ผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนา, สถานการณ์ไวรัสโควิด-19, สธ.</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>TRUE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200315/image_big_5e6de95b3e2c0.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
