<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>91209</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>27/01/2021 18:24</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>27/01/2021 18:24</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>เคาะเปิดสถานศึกษา 1 ก.พ. ยกเว้นสมุทรสาคร พร้อมออกคู่มือป้องกันโควิด</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;27 ม.ค.64 - ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงข้อเสนอแนวปฏิบัติและการเตรียมความพร้อมการเปิดเรียนรองรับการระบาดระลอกใหม่ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 ชุดเล็ก ที่ทำเนียบรัฐบาล&amp;nbsp;ได้มีการพิจารณาจากสถานการณ์การระบาดในเด็กอายุ&amp;nbsp;0-18&amp;nbsp;ปี เปรียบเทียบรอบแรกกับระลอกใหม่ รวมมีเด็กติดเชื้อ&amp;nbsp;278&amp;nbsp;ราย เรายังไม่พบว่าเด็กในกลุ่มนี้ถึงแก่ชีวิตหรือมีภาวะรุนแรงจากการติดเชื้อ และพบว่าส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อรอบแรกมาจากต่างประเทศเข้ามาในไทย ส่วนรอบใหม่มาจากกลุ่มประเทศไทยเอง และติดจากคนในครอบครัว สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย ยังไม่พบข้อมูลที่เป็นคุณครู หรือผู้สอนติดเชื้อหรือไม่แพร่ให้นักเรียน จึงเป็นข้อมูลสำคัญนำมาสู่การเสนอ ศบค.ในเรื่องเปิดเรียน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ส่วนผลกระทบจากการปิดเรียนนานพบว่าเด็กขาดการเรียนรู้ การเรียนรู้ถูกระงับ เด็กอนุบาลเรียนออนไลน์ไม่ได้ พัฒนาการเด็กล่าช้า ติดเกมมากขึ้น เด็กในเมืองสั่งอาหาร&amp;nbsp;fast food&amp;nbsp;เพิ่มมากขึ้น&amp;nbsp;60&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ มีโอกาสเสี่ยงกับภาวะอ้วนและเริ่มอ้วนมากขึ้น ขณะที่น่าห่วงเด็กในชนบทกลุ่มที่ห่างไกลเมื่อโรงเรียนปิดไม่ได้รับอาหารกลางวัน เด็กกลุ่มเปราะบางมีแนวโน้มที่จะไม่เรียนต่อและหยุดเรียนถาวร ส่วนผู้ปกครองพบว่าไม่สามารถดูแลบุตรหลานได้เต็มที่ ครอบครัวไม่พร้อมต่อการเรียนออนไลน์ บางพื้นที่เข้าไม่ถึงระบบอินเตอร์เน็ต ปัญหากลุ่มคนยากจนค่าใช้จ่ายมากขึ้น และผลกระทบต่อครูต้องมีการปรับตัวเข้าสู่วิถีชีวิตใหม่ ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไป&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า สำหรับข้อปฏิบัติที่เราเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายฯในกรณีสถานศึกษาที่ต้องเปิดเรียน ต้องเคร่งและเข้มในมาตรการ เตรียมพร้อมก่อนเปิดเรียนตามมาตรการ&amp;nbsp;6&amp;nbsp;มิติ คือ&amp;nbsp;1.ความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อ&amp;nbsp;2.การเรียนรู้&amp;nbsp;3.การครอบคลุมถึงเด็กด้อยโอกาส&amp;nbsp;4.สวัสดิภาพและการคุ้มครอง&amp;nbsp;5.นโยบาย และ6.การบริหารทรัพยากร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งหมดนี้เราได้ออกเป็นแบบประเมินของกรมอนามัย ซึ่งตอนนี้สถานศึกษาทุกสังกัดได้ประเมินตนเองผ่านเข้ามาแล้ว มีความพร้อมส่วนใหญ่อยู่ที่&amp;nbsp;90&amp;nbsp;เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังต้องยกระดับความปลอดภัยมั่นใจไร้โควิด-19&amp;nbsp;ซึ่งสถานที่การเรียนการสอนต้องจัดสถานที่ให้ปลอดภัย มีมาตรการเสริมเฝ้าระวัง มีการตรวจเช็คคุณครู ผู้ปกครองเองว่ามีความเสี่ยงไปในพื้นที่เสี่ยงมาหรือเปล่า มีอาการที่เข้าได้กับการติดเชื้อโควิด-19&amp;nbsp;หรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนั้นยังมีเรื่องการกำกับ ติดตาม และประเมินผล โดยมีคณะกรรมการร่วมกันในการประเมินผลในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขลงพื้นที่ดูความพร้อมในการเปิดโรงเรียนหรือไม่ และระหว่างเปิดเรียนจะมีการกำกับว่าเปิดแล้วจะส่งผลต่อการระบาดของเชื้อหรือไม่ นอกจากนั้นยังมีจิตอาสา ผู้พิทักษ์อนามัยโรงเรียนที่มีทุกจังหวัดทำหน้าที่ช่วยดูแล&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า&amp;nbsp;ทั้งนี้ ที่ประชุมศบค.ชุดเล็กยังมีแนวทางเห็นพร้องต้องกันว่า จะให้มีการเปิดเรียนได้ตั้งแต่วันที่&amp;nbsp;1&amp;nbsp;ก.พ.นี้ โดยสถานศึกษาของรัฐบาลหรือเอกชน ทั้งในระบบและนอกระบบซึ่งอยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการเปิดเรียนตามปกติ แต่ในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ จ.สมุทรสาคร&amp;nbsp;อาจให้ปิดการเรียนการสอนอยู่ แต่ระหว่างที่ปิดให้สถานศึกษากำหนดแนวทางการเรียนการสอนตามแนวทางที่กระทรวงศึกษากำหนด เพื่อไม่ให้เด็กขาดเรื่องการเรียนรู้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ส่วนใน จ.กรุงเทพฯ นนทบุรี สมุทรปราการ นครปฐม และปทุมธานี ให้เปิดการเรียนการสอนได้แต่ต้องปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุขและมาตรการของต้นสังกัดหรือหน่วยงานกำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ซึ่งเรามีแนวทางออกมาเป็นคู่มือส่งให้ในพื้นที่เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมการเรียนการสอน&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นพ.สราวุฒิ กล่าวอีกว่า ส่วนแนวทางการจัดการเรียนการสอนนักเรียนกลุ่ม&amp;nbsp;G&amp;nbsp;หรือกลุ่มเปราะบาง หากเป็นกลุ่มที่พักในประเทศไทยให้อยู่ระยะยาว ไม่ให้เดินทางไป-กลับ ส่วนผู้ที่เดินทางไปกลับให้ใช้ระบบ&amp;nbsp;On Hand&amp;nbsp;(เรียนรู้ผ่านใบงาน) โดยให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือหน่วยงานของต้นสังกัดในพื้นที่ ประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ทหาร เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามว่าถึงข้อกังวลของผู้ปกครองที่เกรงว่าในห้องเรียนจะแออัด จะสามารถจัดสลับวันเรียนได้หรือไม่ นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ในที่ประชุมได้มีการหารือประเด็นนี้กันพอสมควร โดยในพื้นที่สีเขียวที่ไม่มีการระบาดสามารถจัดการเรียนการสอนได้ตามนั้น แต่พื้นที่มีความเสี่ยงสีแดงเข้ม และสีแดง ต้องดูจำนวนของนักเรียนไม่ให้มากเกินไป มีระบบการจัดเว้นระยะห่าง มีระบบระบบระบายอากาศ เป็นต้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อถามอีกว่า การรับประทานอาหารร่วมกันมีความเสี่ยงหากนักเรียนทานร่วมกันในโรงอาหารจะมีมาตรการอย่างไร นพ.สราวุฒิ กล่าวว่า ตรงนี้มีคู่มือออกมาให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติ โดยเน้นแหล่งที่มาของอาหารต้องมั่นใจว่าปลอดเชื้อ ทำให้สุก ส่วนผู้สัมผัสอาหารอย่างแม่ครัวต้องเช็คตัวเองหากมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต้องหยุดทำอาหารให้นักเรียน ส่วนนักเรียนยังเน้น หากเป็นพื้นที่ระบาดมีความเสี่ยงสูงให้เว้นระยะห่าง มีการทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสร่วมบ่อยๆ ใช้ช้อนกลาง และไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/91209</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอนามัย, กระทรวงสาธารณสุข, นพ.สราวุฒิ บุญสุข, สถานศึกษา, เปิดโรงเรียน, โควิด19</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210102/image_big_5ff06bd4db394.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>21403</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>06/11/2018 00:01</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>06/11/2018 00:01</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>สธ.ประกาศขยาย พื้นที่ห้ามสูบบุหรี่</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;กระทรวงสาธารณสุขออกประกาศเขตปลอดบุหรี่ในสถานที่สาธารณะเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ให้เวลาอีก 90 วันก่อนใช้บังคับ ตั้งแต่สถานพยาบาล สถานศึกษา รวมไปถึงตู้เอทีเอ็ม ลานจอดรถ ร้านคาราโอเกะ สถานบริการ ส้วมสาธารณะ แต่ให้สถาบันอุดมศึกษา สถานที่ราชการ และรัฐวิสาหกิจจัดที่สูบบุหรี่ได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การกำหนดประเภทหรือชื่อของสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และยานพาหนะ ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะเป็นเขตปลอดบุหรี่ หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ.2561 โดยให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้สถานที่ดังต่อไปนี้ เป็นสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยกำหนดให้พื้นที่และบริเวณทั้งหมดซึ่งใช้ประกอบภารกิจของสถานที่นั้น ทั้งภายในและภายนอกอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้าง บริเวณที่จัดไว้ให้ผู้มารับบริการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม รวมทั้งระยะ 5 เมตรจากทางเข้า-ออกของสถานที่ เป็นเขตปลอดบุหรี่ ได้แก่ คลินิก สหคลินิก โรงพยาบาล รวมถึงสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล คลินิก โรงพยาบาลสัตว์ รวมถึงสถานพยาบาลสัตว์ตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลสัตว์ สถานีอนามัย โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สถานบริการสุขภาพทุกประเภท
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานศึกษา หรือสถานที่เพื่อการเรียนรู้และฝึกอบรม สถานรับเลี้ยงเด็กก่อนวัยเรียน สถานศึกษาระดับที่ต่ำกว่าอุดมศึกษา สถานกวดวิชา สถานที่สอนกีฬา ดนตรี ขับร้อง การแสดงศิลปะป้องกันตัว ศิลปะ ภาษา และสถานที่ที่ประกอบกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานรับดูแลหรือสงเคราะห์เด็ก ผู้เยาว์ หรือสมาคม มูลนิธิ หรือสถานประกอบการในลักษณะเดียวกัน สนามเด็กเล่น หรือสถานที่ให้บริการสำหรับเด็กในลักษณะเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ในกรณีสถานที่ตามวรรคหนึ่งมีทางเข้า-ออกอย่างชัดเจน การวัดระยะ 5 เมตร ให้วัดระยะจากขอบทางเข้า-ออกทั้งสองด้าน ออกไป 5 เมตร ในกรณีสถานที่ตามวรรคหนึ่งไม่มีทางเข้า-ออกอย่างชัดเจน หรือเข้า-ออกได้ทุกทิศทาง การวัดระยะ 5 เมตร ให้วัดระยะเฉพาะจากขอบทางเข้า-ออก หลักที่ผู้ดำเนินการกำหนดให้เป็นทางเข้า-ออกออกไป 5 เมตร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ประกาศนี้ยังกำหนดให้พื้นที่และบริเวณทั้งหมดซึ่งใช้ประกอบภารกิจของสถานที่นั้น ทั้งภายในและภายนอกอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้าง บริเวณที่จัดไว้ให้ผู้มารับบริการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม เป็นเขตปลอดบุหรี่ ได้แก่ สถานประกอบกิจการนวดแผนไทย หรือแผนโบราณ สถานที่ให้บริการอบความร้อน อบไอน้ำ อบสมุนไพร สถานประกอบกิจการสปาเพื่อสุขภาพ กิจการนวดเพื่อสุขภาพ หรือกิจการนวดเพื่อความงาม หรือสถานประกอบการตามกฎหมายว่าด้วยสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานศึกษา หรือสถานที่เพื่อการเรียนรู้และฝึกอบรม สถานฝึกอบรมอาชีพ อุทยานการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนรู้ หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ หรือสถานที่จัดแสดงศิลปวัฒนธรรม ห้องสมุดสาธารณะ หรือห้องสมุดประชาชน สถานที่ออกกาลังกาย หรือเล่นกีฬา ทั้งในร่มและกลางแจ้ง สนามกีฬา สถานการกีฬา หรือสถานที่สาหรับแข่งขันกีฬา อัฒจันทร์ หรือสถานที่ที่จัดไว้สำหรับดูกีฬา โรงยิมเนเซียม ฟิตเนส โยคะ สถานที่ออกกำลังกาย สถานที่ฝึกซ้อมไดรฟ์กอล์ฟ สระว่ายน้ำ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานีบริการน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมทั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ธนาคาร หรือสถาบันการเงิน ตู้กดเงินอัตโนมัติ หรือตู้บริการด้านการเงินอัตโนมัติ สถานที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารและเครื่องดื่มที่มีระบบปรับอากาศ สถานเสริมความงาม หรือสถานที่ให้บริการด้านความงาม อู่ซ่อมรถ ศูนย์รถยนต์ หรือสถานที่ให้บริการด้านรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถจักรยาน อาคารจอดรถ อาคารจอดแล้วจร อาคารจอดรถชั่วคราว ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค และร้านขายยา ร้านตัดผม ร้านตัดเสื้อ ร้านซักรีด หรือร้าน สถานที่ หรือจุดให้บริการซักอบผ้าอัตโนมัติ หรือร้าน สถานที่ หรือจุดที่ให้บริการในลักษณะอื่นใด
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;โรงมหรสพ โรงละคร โรงภาพยนตร์ หรือสถานที่แสดงมหรสพชั่วคราว สถานที่บริการคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต หรือเกมทุกประเภท สถานที่ให้บริการคาราโอเกะ หรือสถานบันเทิงอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ สถานที่ทางศาสนา ศาสนสถาน หรือสถานที่สำหรับปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อของศาสนา ลัทธิ หรือนิกายต่างๆ สถานรับดูแลหรือสงเคราะห์ ผู้หญิง ผู้ชรา ผู้พิการ หรือสมาคม มูลนิธิ หรือสถานประกอบการในลักษณะเดียวกัน สถานรับดูแลหรือสงเคราะห์สัตว์ หรือสมาคม มูลนิธิ หรือสถานประกอบการในลักษณะเดียวกัน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สวนสาธารณะ สวนสัตว์ สวนสนุก สวนน้ำ สถานที่จัดนิทรรศการ ประชุม อบรม หรือสัมมนา สถานที่สำหรับจัดงานเลี้ยง หรือสันทนาการ ตลาด ตลาดนัด ตลาดน้ำ ตลาดถนนคนเดิน หรือสถานที่ที่จัดไว้ให้ผู้ค้ามาชุมนุม เพื่อจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าหรือบริการ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะจัดเป็นประจำทุกวันตามวันเวลาที่กำหนดหรือเป็นครั้งคราว
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ห้อง ตู้ หรือยานพาหนะที่ให้บริการสุขาสาธารณะ ตู้โทรศัพท์สาธารณะ หรือสถานที่ให้บริการโทรศัพท์สาธารณะ ลิฟต์โดยสารของสถานที่สาธารณะทุกประเภท ยานพาหนะและสถานที่พักเพื่อรอยานพาหนะ ยานพาหนะสาธารณะ ในขณะให้บริการไม่ว่าจะมีผู้โดยสารหรือไม่ก็ตาม รถโดยสารประจำทาง รถแท็กซี่ รถยนต์ส่วนบุคคลที่ให้บริการในลักษณะเดียวกัน รถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือรถสามล้อรับจ้าง รถตู้โดยสาร รถโรงเรียน ยานพาหนะทุกประเภทที่ใช้รับ-ส่งนักเรียน หรือนิสิตนักศึกษา ยานพาหนะรับส่งบุคลากร พนักงาน คนงาน ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ รวมทั้งของเอกชน รถบรรทุกคนโดยสาร รถม้า หรือรถที่ใช้สัตว์อื่นลากจูงเพื่อโดยสาร กระเช้าโดยสาร เรือโดยสาร เรือสำราญ แพโดยสาร แพขนานยนต์ รถฉุกเฉิน รถดับเพลิง รถพยาบาล หรือรถอื่นที่ได้รับอนุญาตจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติให้ใช้ไฟสัญญาณแสงวับวาบ หรือให้ใช้เสียงสัญญาณไซเรนหรือเสียงสัญญาณอย่างอื่น
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;รถไฟ รถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน รถราง เครื่องบิน หรืออากาศยาน เรือเหาะ (Zeppelin) ยานพาหนะสาธารณะอื่นใด ทั้งประเภทประจำทางและไม่ประจำทาง จุดพักคอยยานพาหนะ หรือสถานที่ในลักษณะเดียวกันที่ใช้สำหรับรอยานพาหนะสาธารณะซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในสถานีขนส่งผู้โดยสาร ป้ายรถโดยสารประจาทางและพื้นที่โดยรอบของป้ายรถโดยสารประจำทางในระยะรัศมี 3 เมตร จากเสากลาง หรือจากส่วนขอบริมสุดของที่พักผู้โดยสารแล้วแต่กรณี ท่าเทียบเรือ ท่ารับ-ส่งคนโดยสาร จุดพักคอยรับ-ส่งผู้โดยสารของรถตู้ แท็กซี่ รถสองแถว รถสามล้อ และรถจักรยานยนต์
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้สถานที่ดังต่อไปนี้เป็นสถานที่สาธารณะที่ให้มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยกำหนดให้พื้นที่และบริเวณทั้งหมดซึ่งใช้ประกอบภารกิจของสถานที่นั้น ทั้งภายในและภายนอกอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้าง บริเวณที่จัดไว้ให้ผู้มารับบริการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม เป็นเขตปลอดบุหรี่ แต่สามารถจัดให้มีเขตสูบบุหรี่เป็นการเฉพาะได้ในพื้นที่นอกอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างได้
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;สถานศึกษาระดับอุดมศึกษา สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ท่าอากาศยาน
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;ให้สถานที่ดังต่อไปนี้เป็นสถานที่สาธารณะที่มีการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยกำหนดให้พื้นที่เฉพาะส่วนที่ระบุ รวมถึงบริเวณทั้งหมดซึ่งวัดจากพื้นที่ที่ระบุ หรือจากประตูหน้าต่าง ทางเข้า ทางออก ท่อหรือช่องระบายอากาศเป็นระยะทาง 5 เมตร เป็นเขตปลอดบุหรี่
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พื้นที่ภายในและดาดฟ้าของอาคาร โรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า สถานที่ทำงานของเอกชน โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานประกอบการที่มีการผลิตสินค้า สนามกอล์ฟ
อุทยานประวัติศาสตร์ อุทยาน หรือวนอุทยานแห่งชาติ โบราณสถาน สวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง อนุสรณ์สถาน พื้นที่ภายในและดาดฟ้าของอาคาร โรงเรือน พื้นที่ใต้หลังคา และบริเวณชานชาลาของสถานีขนส่งผู้โดยสาร สถานีรถไฟ สถานีรถไฟฟ้า สถานีรถไฟใต้ดิน สถานีรถราง ท่าเรือโดยสาร
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;บริเวณโถงพักคอย ห้องหรือสถานที่สำหรับใช้ประโยชน์ร่วมกัน และทางเดินภายในอาคารโรงเรือน หรือสิ่งปลูกสร้างของอาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม ห้องเช่า หอพัก แมนชั่น อพาร์ตเมนต์ คอร์ต หรือสถานที่ให้บริการในลักษณะเดียวกัน โรงแรม รีสอร์ต โฮมสเตย์ หรือสถานที่พักตากอากาศในลักษณะเดียวกัน บริเวณที่จำหน่าย หรือให้บริการอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารและเครื่องดื่มของสถานที่จำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม หรืออาหารและเครื่องดื่ม ที่ไม่มีระบบปรับอากาศ
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;การวัดระยะ 5 เมตร ให้วัดระยะจากพื้นที่ที่ระบุ หรือจากประตู หน้าต่าง ทางเข้า ทางออก ท่อหรือช่องระบายอากาศออกไป 5 เมตร&amp;nbsp;
&amp;nbsp;&amp;nbsp; &amp;nbsp;พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข หาแนวทางและวางมาตรการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบในเรือนจำ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบ โดยขณะนี้ประกาศให้เรือนจำนำร่อง 13 แห่ง ห้ามขายบุหรี่ ยาเส้น ได้แก่ เรือนจำจังหวัดอำนาจเจริญ เรือนจำกลางราชบุรี เรือนจำจังหวัดจันทบุรี เรือนจำอำเภอธัญบุรี ทัณฑสถานบำบัดพิเศษปทุมธานี ทัณฑสถานหญิงธนบุรี เรือนจำอำเภอสีคิ้ว ทัณฑสถานวัยหนุ่มปทุมธานี ทัณฑสถานบำบัดพิเศษหญิง ทัณฑสถานหญิงสงขลา ทัณฑสถานหญิงพิษณุโลก เรือนจำกลางเชียงราย และเรือนจำจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งผลจากการงดการจำหน่ายบุหรี่ในเรือนจำ พบว่าผู้ต้องขังมีการเจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจลดลง ลดปัจจัยการคุกคามของโรคในกลุ่มผู้ต้องขังป่วยเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดสมองตีบ.&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/21403</URL_LINK>
                <HASHTAG>พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์, สถานศึกษา, หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, โรงภาพยนตร์, โรงมหรสพ, โรงละคร</HASHTAG>
                <FASTNEWS>FALSE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20181105/image_big_5be04b36dee7f.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>14289</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>29/07/2018 09:26</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>29/07/2018 08:38</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> ประชาชน 67% สนับสนุนให้มีการรับน้องต่อไป แต่เปลี่ยนไปจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ </HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;นิด้าโพลเผยผลสำรวจเรื่องการรับน้อง ประชาชนกว่า 67% ยังเห็นว่าควรมีประเพณีต่อ แต่แนะแนวทางมาจัดทำกิจกรรมสร้างสรรค์ ชี้ที่ทำอยู่ในปัจจุบันมองว่ามีผลเสียมากกว่าผลดี&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;ศูนย์สำรวจความคิดเห็น &amp;ldquo;นิด้าโพล&amp;rdquo; สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เรื่อง &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; ควรมีต่อไป? ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 24 &amp;ndash; 25 กรกฎาคม 2561 จากประชาชนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป กระจาย&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; ทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,264 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับประเพณีการรับน้องในปัจจุบัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;จากการสำรวจเมื่อถามถึงผลดีหรือผลเสียของ &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; ต่อนิสิต/นักศึกษา/สถาบันการศึกษา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 49.29 ระบุว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี รองลงมา ร้อยละ 45.17 ระบุว่า มีผลดีมากกว่าผลเสีย และร้อยละ 5.54 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;โดยผู้ที่ระบุว่า มีผลเสียมากกว่าผลดี ได้ให้เหตุผลส่วนใหญ่ พบว่า ร้อยละ 92.13 ระบุว่า การใช้ความรุนแรงก่อให้เกิดการสูญเสียและสร้างความเสื่อมเสียให้กับสถาบัน รองลงมา ร้อยละ 30.18 ระบุว่า การใช้อารมณ์ในการด่าทอ ก่อให้เกิดความก้าวร้าวขึ้นในหมู่คณะ และร้อยละ 22.63 ระบุว่า ส่งผลกระทบต่อการเรียนของนิสิต/นักศึกษา ส่วนผู้ที่ระบุว่า มีผลดีมากกว่าผลเสีย ได้ให้เหตุผลส่วนใหญ่ พบว่า ร้อยละ 90.37 ระบุว่า เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องเพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ รองลงมา ร้อยละ 30.12 ระบุว่า เป็นการฝึกให้มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเองและการตรงต่อเวลากล้าแสดงออกมากขึ้น และร้อยละ 27.15 ระบุว่า เป็นการฝึกการ&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; มีน้ำใจช่วยเหลือเกื้อกูลกัน &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;ด้านระดับความรุนแรงของ &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; ในปัจจุบัน พบว่า ร้อยละ 18.91 ระบุว่า มีการใช้ความรุนแรงมากที่สุด ร้อยละ 54.35 ระบุว่า มีการใช้ความรุนแรงมาก ร้อยละ 21.52 ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ความรุนแรง ร้อยละ 1.66 ระบุว่า ไม่มีการใช้ความรุนแรงเลย &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;และร้อยละ 3.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ โดยผู้ที่ระบุว่า มีการใช้ความรุนแรงมาก &amp;ndash; มากที่สุด ได้ให้เหตุผลว่า มีข่าวออกมาให้เห็นบ่อยครั้ง &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;ขณะที่บางส่วนระบุว่า ขาดการควบคุมดูแลจากสถาบัน ส่วนผู้ที่ระบุว่า ไม่ค่อยมีการใช้ความรุนแรง &amp;ndash; ไม่มีการใช้ความรุนแรงเลย ให้เหตุผลว่า ทางสถาบันมีการควบคุม ดูแล และป้องกันการรับน้องที่รุนแรง&amp;nbsp; &lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทลงโทษสำหรับรุ่นพี่ที่กระทำความรุนแรงในการรับน้อง โดยการตัดคะแนนความประพฤติ/&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; พักการเรียน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.69 ระบุว่า เห็นด้วย เพราะ บทลงโทษไม่รุนแรงเกินไป เหมาะสมกับความผิด รองลงมา &amp;nbsp;&amp;nbsp;ร้อยละ 20.81 ระบุว่า ไม่เห็นด้วย เพราะ บทลงโทษมีความรุนแรงน้อยเกินไป ควรมีการลงโทษตามกฎหมาย ขณะที่บางส่วนระบุว่า บทลงโทษรุนแรงไป ควรมีการตักเตือนก่อน แต่ก็ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป และร้อยละ 1.50 ระบุว่า ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;สำหรับความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับความรับผิดชอบของสถาบันการศึกษา ในกรณีที่มีการใช้ความรุนแรงในประเพณี&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; การรับน้อง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 93.28 ระบุว่า ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ สถาบันการศึกษาเป็นผู้ดูแล รับผิดชอบ นิสิต นักศึกษา ภายในสถาบันทั้งหมด รองลงมา ร้อยละ 5.30 ระบุว่า ไม่ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ เป็นเรื่องที่เกิดจากตัวบุคคลไม่เกี่ยวกับสถาบัน และร้อยละ 1.42 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.31 ระบุว่า จัดกิจกรรมรับน้องที่สร้างสรรค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;มีประโยชน์ต่อตัวรุ่นน้องและสังคม รองลงมา ร้อยละ 33.78 ระบุว่า ให้สถาบันการศึกษาออกมาตรการป้องกันการรับน้องที่ชัดเจน ร้อยละ 26.03 ระบุว่า มีการรับน้องแบบโปร่งใสโดยให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วม ร้อยละ 19.38 ระบุว่า กำหนดรูปแบบการรับน้องให้เป็นรูปแบบเดียวกันทุกสถาบันการศึกษา ร้อยละ 12.97 ระบุว่า ออกบทลงโทษขั้นรุนแรงโดยใช้กฎหมายนอกสถาบันการศึกษา ร้อยละ 2.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ให้จัดกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย โดยมีอาจารย์เป็นผู้ควบคุมการทำกิจกรรม ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่ต้องการให้มีประเพณีการรับน้องอีกต่อไป &amp;nbsp;และร้อยละ 3.24 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;margin-left:7.1pt; text-align:justify&quot;&gt;ท้ายที่สุดเมื่อถามถึง &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; ควรมีต่อไปหรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 67.57 ระบุว่า ควรมี &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; ต่อไป เพราะ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ สร้างความสามัคคี ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง บางส่วนระบุว่า ควรเป็นกิจกรรมที่สร้างสรรค์ &amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพื่อสังคม และผู้ปกครองสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมได้ รองลงมา ร้อยละ 30.14 ระบุว่า ควรยกเลิก &amp;ldquo;ประเพณีการรับน้อง&amp;rdquo; เพราะ ไม่มีความสำคัญ ไม่มีประโยชน์ ต่อการศึกษา ยังมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์กว่าการรับน้องที่สามารถเข้าร่วมได้ และเพื่อลดการเกิดปัญหาความรุนแรง และร้อยละ 2.29 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/14289</URL_LINK>
                <HASHTAG>นิด้าโพล, ประเพณีรับน้อง, ผลสำรวจความคิดเห็น, สถานศึกษา</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180729/image_big_5b5d1a3a177da.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
