<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>8279</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>01/05/2018 19:02</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>01/05/2018 19:02</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>ชมเต็มๆ ปล่อย ‘นกอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย’</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;ภาพจากเพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;01 พ.ค.2561- เพจกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชโพสต์เฟซบุ๊กว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับทีมนักวิจัยกรมอุทยานฯ ลงพื้นที่ปล่อยแร้งน้ำตาลหิมาลัยหายากปี 2 หลังฟื้นฟูสภาพจนแข็งแรง โดยระบุว่า สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว ร่วมกับสถานีวิจัยสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก และหน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ คณะสัตว์แพทยศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่ปล่อยแร้งน้ำตาลหิมาลัย หายาก ที่หมดแรงตกลงบริเวณภาคใต้เป็นปีที่ 2&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทางเพจสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวเผยว่า สถานีวิจัยได้ร่วมปล่อยแร้งสีน้ำตาลหิมาลัยมาแล้ว คือ บุญรอด/ภูเก็ต รหัส KU615 วัยเด็ก เพศเมีย น้ำหนักตัว 7.9 กก. ประวัติขาดอาหาร หมดแรง ที่ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เมื่อเมื่อวันที่ 12 เดือนธันวาคม 2560 และแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ชื่อกระบี่ รหัส KU616 วัยเด็ก เพศผู้ น้ำหนักตัว 7 กก. ประวัติขาดอาหาร หมดแรง ที่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2561 โดยชาวบ้านส่งมอบแร้งดังกล่าวให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา และสถานีฯพัทลุงเพื่ออนุบาลเบื้องต้นแล้วส่งต่อมาฟื้นฟูสุขภาพที่หน่วยฟื้นฟูนกล่าเหยื่อฯเพื่อปล่อยคืนธรรมชาติ&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยการปล่อยที่จุดชมวิวสันจุ๊ พื้นที่ติดต่อระหว่าง อ.ฝาง - อ.แม่อาย ในเส้นทางดอยลางตั้งอยู่บนชายแดน ประเทศไทย-เมียนมา ระดับความสูง2,000เมตร เหนือระดับน้ำทะเลโดยประมาณ เป็นจุดที่ตั้งอยู่บนเส้นทางอพยพของแร้งหิมาลัยในประเทศไทย เดือนเมษายน เป็นฤดูกาลอพยพของนกอพยพกลับถิ่นอาศัยในฤดูผสมพันธุ์&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ขณะเดียวกันเพจสถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาวได้โพสต์อธิบายถึงนกอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย (Himalayan Vulture) Gyps himalayensis Hume, 1869 ว่า เคยมีความเชื่อของชาวทิเบตว่าวิญญาณของผู้ตายจะขึ้นสู่สรวงสวรรค์เมื่อนำศพให้อีแร้งกิน ซึ่งอีแร้งสีน้ำตาลนี้หายาก มีขนาด 115-125 เซนติเมตร ความยาวปีก 2.60-2.89 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้/ตัวเมีย 8-12 กิโลกรัม ส่วนหัวและลำคอมีขนอุยสีขาว ขนแผงคอสีน้ำตาลอ่อนมีลายขีดสีขาว ลำตัวสีน้ำตาลออกเหลืองหรือสีกากีอ่อน ใต้ท้องสีน้ำตาลอ่อนกว่าด้านหลัง ก้านขนแต่ละเส้นจะมีลักษณะเป็นสีขาวเด่นออกมาจากพื้นสีลำตัว เมื่อยังเล็ก นกวัยอ่อนจะมีสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ มีลายสีขาวบนก้านขนอย่างเห็นได้ชัดเจนกว่านกวัยโต มีขนปีกและขนหางสีดำ ขนาดใหญ่ไล่เลี่ยกับอีแร้งดำหิมาลัยและใหญ่ที่สุดในบรรดาอีแร้ง สกุล Gyps ขณะบิน ปีกยาวและกว้างมากคล้ายบานประตู มือกว้างและนิ้วยาว ขณะเกาะ ขนอุยสีขาวบนหัวและคอ แผงคอสีน้ำตาล แต่ความเข้มผันแปรตามอายุ แข้งเปลือย ปลายปีกจรดปลายหาง มีฤดูผสมพันธุ์ระหว่างเดือนมกราคมถึงเมษายน รังมีขนาดใหญ่โดยทำจากเศษกิ่งไม้หรือวัสดุอื่น ๆ ทำรังบนหน้าผาสูง ทำรังเดี่ยวหรือรวมกันเป็นหลายรังประมาณ 5-6 รังในที่เดียวกัน ตัวเมียจะวางไข่เพียงครั้งละ 1 ฟอง แร้งสีน้ำตาลหิมาลัยไม่ใช่นกประจำประเทศไทย แต่เป็นนกอพยพที่ฤดูหนาวจะบินลงใต้มาอาศัยอยู่ยังประเทศไทยเพราะมีอากาศที่อบอุ่นกว่า สถานะอนุรักษ์ในประเทศไทย เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฏหมาย .
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p style=&quot;text-align: center;&quot;&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/8279</URL_LINK>
                <HASHTAG>กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, นกอีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, สถานีวิจัยสัตว์ป่าดอยเชียงดาว, เชียงใหม่, เฟซบุ๊ก</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20180501/image_big_5ae85681b7f5d.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
