<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>101037</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>28/04/2021 12:36</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>28/04/2021 12:36</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;แนะมาตรการบังคับใส่แมสก์นอกบ้านต้องชัดเจน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;วันที่ 28 เม.ย. 2564 - ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะอาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา มหาวิทยาลัยรามคำแหง โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมาย ถึงมาตรการบังคับให้ใส่หน้ากากเมื่อออกจากบ้านกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ ระบุว่า การที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ หลายจังหวัดออกมาตรการบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าก่อนออกจากที่พักอาศัยหรือเคหสถาน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ผมเชื่อว่า ประชาชนทุกคนเห็นด้วย และเข้าใจในเจตนารมณ์ของการออกมาตรการบังคับเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค และยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตาม ประชาชนจำนวนมากยังคงมีประเด็นข้อสงสัยตามมาหลายอย่างจากมาตรการบังคับให้ต้องสวมหน้ากากอนามัย ที่ยังขาดความชัดเจน &amp;nbsp;คือ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.หากอยู่ในสถานที่ทำงานไม่ว่าจะเป็นของเอกชน และของหน่วยงานรัฐ ที่เป็นพื้นที่ปิดที่ไม่ต้องให้บริการบุคคลหรือประชาชน และไม่มีบุคคลหรือประชาชนเดินทางมาติดต่อหรือขอรับบริการเป็นปกติธุระ บุคคลที่ทำงานในสถานที่ดังกล่าวนี้จะถูกบังคับตามมาตรการดังกล่าวให้ต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ในสถานที่ทำงานหรือไม่&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2.หากนั่งรถยนต์ส่วนบุคคลไปกับบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ซึ่งปกติเวลาอยู่ในที่พักอาศัยด้วยกันก็ไม่ได้สวมหน้ากาก จะต้องสวมหน้ากากขณะนั่งอยู่ในรถที่ปิดกระจกมิดชิดทุกบานตลอดเวลาหรือไม่ และหากถูกบังคับให้ต้องสวมหน้ากาก จะขัดกับสภาพตามความเป็นจริงที่ปกติแล้วก็ไม่ได้ใส่หน้ากากขณะอยู่ด้วยกันหรือไม่ เช่น พ่อ แม่ ลูก เมื่ออยู่ที่บ้านก็ไม่ได้สวมหน้ากาก แต่พอจะนั่งรถออกจากบ้านไปด้วยกันต้องถูกบังคับให้สวมหน้ากากขณะอยู่ในรถ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐโดยตรง หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจึงควรออกประกาศกำหนดให้ชัดเจนว่า หากประชาชนออกมานอกเคหสถานหรือที่พักอาศัยแล้ว จะต้องสวมหน้ากากในสถานที่ใดบ้าง ซึ่งน่าจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายด้วย และทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ลักลั่นแตกต่างกัน ลำพังเพียงการออกมาชี้แจงให้ข่าวของหน่วยงานรัฐนั้น ๆ อาจจะยังไม่ได้ทำให้มาตรการบังคับสวมหน้ากากและการบังคับใช้กฎหมายมีความชัดเจนเพียงพอได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ตัวอย่างเช่น ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมีการออกมาตรการบังคับให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากเมื่อออกจากที่พักอาศัย ได้ประกาศกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อประชาชนออกจากที่พักอาศัยจะต้องสวมหน้ากากในสถานที่ใดบ้าง โดยกำหนดให้ประชาชนจะต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาในสถานที่ทำงานทั้งของรัฐและเอกชน และขณะอยู่ในระบบขนส่งสาธารณะหรือที่สาธารณะที่เป็นอาคาร หรือเป็นสถานที่ปิด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับตามกฎหมาย เป็นต้น แต่ไม่ได้กำหนดให้บุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันต้องสวมหน้ากากขณะนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบัญญัติกฎหมายที่มีโทษทางอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ก้าวล่วงเข้าไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของปัจเจกชน ต้องมีความชัดเจนแน่นอนเพียงพอที่จะทำให้ผู้ถูกบังคับใช้สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า การกระทำใดที่ฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายและมีโทษทางอาญา เพื่อที่ตนจะได้ไม่กระทำการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ปัญหาคือมาตรการทางกฎหมายที่บังคับให้สวมหน้ากากดังกล่าวมีความชัดเจนแน่นอนแล้วหรือไหมเพียงใด?&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นอกจากนี้ การที่หน่วยงานของรัฐประกาศมาตรการบังคับให้ประชาชนสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าขณะออกจากเคหสถานหรือที่พักอาศัย ควรต้องพิจารณาถึงแนวความคิดพื้นฐานของหลักนิติธรรม ที่นอกจากจะจำกัดการใช้อำนาจของรัฐที่จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามอำเภอใจ และกฎหมายที่บังคับใช้จะต้องมีเนื้อหาสาระที่เป็นธรรมแล้ว ยังมุ่งให้ความสำคัญว่า กฎหมายที่บังคับใช้ต้องมีความแน่นอนชัดเจน และสามารถปฏิบัติตามได้ตามความเป็นจริง เพื่อให้มีความสอดคล้องและสัมพันธ์ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับชีวิตประจำวันของประชาชน และเพื่อให้ประชาชนอยู่ในวิสัยที่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้ด้วย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม และรัฐธรรมนูญ มาตรา &amp;nbsp;26 วรรคหนึ่ง กำหนดให้การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น หากหน่วยงานของรัฐประสงค์จะบังคับหรือออกมาตรการบังคับให้บุคคลในครอบครัวเดียวกันเมื่อนั่งอยู่ในรถยนต์ส่วนบุคคลที่ปิดกระจกมิดชิดทุกบานจะต้องสวมหน้ากากด้วย ควรพิจารณาด้วยว่ามาตรการดังกล่าวสามารถปฏิบัติได้ตามความเป็นจริง และมีความสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนหรือไม่ อีกทั้งต้องไม่เป็นการเพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ ซึ่งคงจะพิจารณาจากความสะดวกของเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวขัดกับหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วย
&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/101037</URL_LINK>
                <HASHTAG>การบังคับใส่หน้ากาก, ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล, ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม, สถาบันนิติวัชร์, สำนักงานอัยการสูงสุด</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210315/image_big_604eed0ebceb2.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>96765</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>21/03/2021 12:15</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>21/03/2021 12:15</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>&#039;อัยการธนกฤต&#039;ไข4ประเด็นคดีค่าโง่โฮปเวลล์ยันรัฐไม่ต้องจ่ายเงิน</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;
วันที่ 21 มี.ค. 2564 นายธนกฤต วรธนัชชากุล ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานกระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด โพสต์เฟซบุ๊กให้ความเห็นข้อกฎหมายกรณีผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ ระบุว่า
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2564 มีสาระสำคัญว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ครั้งที่ 18/2545 เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครอง เป็นการออกระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 44 แต่ไม่ได้นำระเบียบไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 5 และไม่ได้ส่งระเบียบนี้ไปให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบตามกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 6 วรรคหนึ่ง จึงขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง ที่บัญญัติให้ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม และมาตรา 197 วรรคสี่ ที่บัญญัติให้วิธีพิจารณาคดี และการดำเนินงานของศาลปกครองให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งในเรื่องนี้ผมขอให้ความเห็นส่วนตัวทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย เรื่อง ผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญต่อคดีโฮปเวลล์ที่ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยปฏิบัติตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการในปี 2551 ด้วยการจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมดอกเบี้ย เป็นเงินรวมกันประมาณ 25,000 ล้านบาท ดังนี้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;1.มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดขัดรัฐธรรมนูญ จึงนับระยะเวลาที่โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ไม่ได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองดังกล่าว เป็นระเบียบตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงทำให้มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับ หรือการกระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้ และ จึงทำให้ไม่สามารถนับอายุความการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง รวมทั้งระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ในกรณีที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นก่อนศาลปกครองเปิดทำการ ตามระเบียบดังกล่าวได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ดังนั้น การนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ จึงไม่สามารถเริ่มนับตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ตามที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้ในคดีนี้ได้ เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญ&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;2. เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องทำภายใน 5 ปี นับจากวันรู้เหตุเสนอข้อพิพาท โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาท 24 พฤศจิกายน 2547 เกิน 5 ปี หากนับจาก 30 มกราคม 2541 วันได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 กำหนดให้การฟ้องคดีรวมทั้งการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการต้องกระทำภายใน 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี เมื่อไม่สามารถนับระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการตั้งแต่วันที่ศาลปกครองเปิดทำการ คือ วันที่ 9 มีนาคม 2544 ได้ การที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 อาจจะเป็นการเสนอข้อพิพาทที่เกินกำหนดเวลาตามกฎหมาย คือ เกินกว่า 5 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีได้&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ทั้งนี้ศาลปกครองชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่อคณะอนุญาโตตุลาการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เป็นระยะเวลาเกินกว่า 5 ปี นับจากวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 &amp;nbsp;โดยถือเอาวันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา เป็นวันที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาท ระยะเวลา 5 ปี จึงต้องเริ่มนับจากวันที่ 30 มกราคม 2541 และครบกำหนดในวันที่ 30 มกราคม 2546 เมื่อบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 จึงเกินระยะเวลา 5 ปี ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51 ดังกล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;3. หนทางสู่การพิจารณาคดีใหม่ เรื่องระยะเวลาในการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ว่าได้เสนอข้อพิพาทภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมใหญ่ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกับระยะเวลาการฟ้องคดีปกครองขัดต่อรัฐธรรมนูญ จึงเป็นประเด็นที่อาจนำไปสู่การพิจารณาคดีใหม่ของศาลปกครองสูงสุดได้ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 75 วรรคหนึ่ง (4) ที่กำหนดว่า กรณีที่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองเสร็จเด็ดขาดแล้ว คู่กรณีหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจขอให้ศาลปกครองพิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ ในกรณีที่มีข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญซึ่งทำให้ผลแห่งคำพิพากษาหรือคำสั่งขัดกับกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น ซึ่งเป็นอำนาจดุลพินิจของศาลปกครองที่จะพิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การขอให้พิจารณาคดีใหม่หรือไม่
โดยการยื่นคำขอให้พิจารณาพิพากษาคดีหรือมีคำสั่งใหม่ต้องทำภายใน 90 วันนับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุซึ่งอาจขอให้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งใหม่ได้ แต่ไม่เกิน 5 ปีนับแต่ศาลปกครองได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาด&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4. ศาลปกครองพิจารณาคดีใหม่ หากยุติว่า โฮปเวลล์เสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการ เกิน 5 ปี อนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาท ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนและปฏิเสธบังคับคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ รัฐไม่ต้องจ่ายเงิน
ถ้าหากศาลปกครองอนุญาตให้มีการพิจารณาคดีใหม่ และมีการนับระยะเวลาการเสนอข้อพิพาทของบริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ต่ออนุญาโตตุลาการ ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2541 ซึ่งเป็นวันที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับหนังสือบอกเลิกสัญญา และถือเป็นวันที่ข้อพิพาทเกิดขึ้นและเป็นวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทดังที่กล่าวไป หรือตั้งแต่วันอื่นใด อันจะทำให้การเสนอข้อพิพาทต่ออนุญาโตตุลาการในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2547 เกินกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการเสนอข้อพิพาทตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครอง ฯ มาตรา 51&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ซึ่งหากข้อเท็จจริงยุติเช่นนี้ ศาลปกครองมีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า คณะอนุญาโตตุลาการไม่มีอำนาจรับข้อพิพาทที่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ยื่นเสนอไว้เพื่อพิจารณาได้ และการยอมรับหรือบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการจะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมีคำพิพากษาให้เพิกถอนและปฏิเสธการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้ ตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 40 วรรค 3 (2) (ข) และมาตรา 44 ซึ่งจะทำให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทยไม่ต้องจ่ายเงินให้แก่บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด ตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการได้&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/96765</URL_LINK>
                <HASHTAG>คดีค่าโง่โฮปเวลล์, ธนกฤต วรธนัชชากุล, สถาบันนิติวัชร์</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20210224/image_big_60360b695cef7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
